เคต ตัวละครเอกของหนังสือเล่มนี้กล่าวไว้ตอนท้ายเรื่องว่า ในชาติหน้า เธอตั้งใจจะเขียนคำอธิบายเป็นหนังสือให้เด็กชายลูเชียน หนังสือเล่มนั้นจะเป็น เรื่องฆาตกรรมเรื่องจริงสำหรับเด็ก ลูเชียนคือเด็กประถมสี่ที่อยู่ในชั้นเรียนของเคต แต่ความสัมพันธ์ของคนคู่นี้มีมากกว่าครูและศิษย์ เพราะเคตมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอย่างลับๆ กับโทมัส บิดาของลูเชียน
เคต ครูสาววัย 22 ปี คบชู้กับโทมัส โดยตั้งความสัมพันธ์ไว้บนพื้นฐานของการหาความสุขทางเพศเพียงอย่างเดียว เมื่อเปิดเรื่อง เวโรนิก้า ภรรยาของโทมัสเพิ่งออกหนังสือเรื่อง Murder at Black Swan Point เกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมในปี 1983 ที่เอลลี ซิดเดล ถูกฆ่าทารุณ โดยสงสัยว่าฆาตกรคือภรรยาของชายชู้ เรื่องของเคตที่ดำเนินในปัจจุบันขนานกับเรื่องในหนังสือจนน่ากลัว เคตถูกปองร้ายชีวิต เธอหมกมุ่นกับเรื่องฆาตกรรมนี้และเฝ้าคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ ตามจินตนาการ แต่จินตนาการของเคตจะช่วยให้เธอปลอดภัยได้หรือไม่ หากเธอสะสางคดีนี้สำเร็จ ความรู้นี้จะช่วยให้เธอรอดหรือ โลกของปัจจุบันและอดีตเข้าใกล้กันจนเคตไม่อาจวางใจกับอนาคตได้อีกต่อไป
นวนิยายเล่มนี้เป็นผลงานเขียนเล่มแรกของฮูเปอร์ เธอเริ่มเรื่องและวางพล็อตได้น่าสนใจ ผู้เขียนดำเนินเรื่องฉลาดโดยมีเรื่องหลายอย่างขนานกันไป โดยเฉพาะเรื่องเล่าเหตุการณ์ฆาตกรรมฉบับเด็กอ่านตามชื่อเรื่อง ที่ควบคู่ไปกับเนื้อเรื่องได้งแนบเนียนน่ารัก เรื่องเด็กอ่านนี้เล่าโดยสิงสาราสัตว์ท้องถิ่นของออสเตรเลีย ที่ทอนความสยดสยองของเหตุการณ์ให้เหลือเพียงบางเบา
เรื่องฆาตกรรมในอดีตสะท้อนตัวเคต และเผยให้เห็นความคล้ายคลึงกันหลายประการของตัวละครที่เกี่ยวข้อง ผู้เขียนค่อยๆ เล่าเรื่องทั้งสองได้น่าติดตาม โดยวางฉากของเรื่องเป็นเมืองสมมติในแทสเมเนีย ออสเตรเลีย อดีตที่คุมขังนักโทษ บรรยากาศของเรื่องจึงเพิ่มความไม่น่าไว้ใจยิ่งขึ้นไป ฮูเปอร์เขียนเรื่องด้วยภาษาบรรยายละเอียดลออแกมความน่ารัก เธอใส่ใจคอยเติมความน่ารักให้บทบรรยายของเธอเสมอ ผู้เขียนให้ชื่อพืชและสัตว์พื้นเมืองมีบทบาทให้เรื่อง ทำให้มีกลิ่นอายของท้องถิ่นออสเตรเลีย ดังตัวอย่างบทบรรยายนี้
Wattle birds seesawed, high note, then low note. Bright lorrikeets giggled like girls playing tiggy; and magpies, slightly awkward in black-and-white choir gowns, warbled their madrigals with gusto.
ข้อด้อยของเรื่องคือบทจบ ผู้เขียนว่าไว้ในเล่มว่า ข้อน่าเสียดายของคดีฆาตกรรมคือมันไม่มีตอนจบ อาจเป็นเหตุผลนี้เองที่ทำให้เรื่องนี้จบลงแบบไม่มีบทจบ เมื่อเนื้อเรื่องขมวดปมถึงจุดเคี่ยวเค้นอารมณ์ที่สุด ผู้เขียนกลับไม่อาจทำให้เราเข้าใจแรงจูงใจในการกระทำของเคต เรื่องเล่านี้เป็นดังเหตุการณ์ลึกลับที่แม้จะเล่าโดยเคต เราก็ไม่อาจเข้าใจเธอ เหตุการณ์ที่ตามมาจึงไร้เหตุผล ชวนให้น่าเสียดาย
เคตบอกไว้ว่าหนังสือที่เวโรนิก้าเขียน เป็น หนังสือที่ไม่ได้บอกร่องรอยอะไรในแผนการของเวโรนิก้าเลย แต่ละบทจบลงด้วยคำถามที่ไร้คำตอบ เป็นอย่างนี้จนจบเล่ม ... เวโรนิก้าบรรยายสิ่งที่ไม่จำเป็นเสียยืดยาว เพราะที่จริงผู้เขียนไม่ทราบเลยว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ หนังสือยาว 315 หน้า เวโรนิก้าได้แต่สลักไว้ทุกหน้าว่า ฉันไม่รู้ ดูเป็นเรื่องตลกเศร้าที่หนังสือเล่มนี้คู่ขนานไปกับหนังสือคดีฆาตกรรม ผู้เขียนทิ้งปมปริศนาไว้โดยไม่มีคำตอบ ยิ่งเนื้อเรื่องดำเนินไป ก็ดูเหมือนผู้เขียนไม่ทราบว่าจะให้ดำเนินไปทางไหน แต่นี่อาจเป็นการตอกย้ำข้อที่ว่าคดีฆาตกรรมนั้นไม่มีตอนจบ
แต่หนังสือเล่มนี้ก็มีข้อดีที่ไม่น่ามองข้าม เคตเป็นครูที่สอนเด็กประถมได้น่าทึ่งในประเด็นเรื่องความฝัน ความจริง ความลวง การอ่านเรื่องฆาตกรรมก็อาจเป็นจริงดังที่เคตว่าไว้ เราอ่านเรื่องเหล่านี้เพื่อเรียนรู้และเข้าใจตัวเอง
Veronica's book had neglected to acknowledge that these horrific crimes were not just the things other people did. These deeds were with us; they were in our nervous systems. We read true-crime books to learn about ourselves.
เกี่ยวกับผู้เขียน Chloe Hooper โคล ฮูเปอร์ เป็นนักเขียนออสเดรเลีย เกิดปี 1973 จบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น จบปริญญาโทการเขียนจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นิวยอร์ก
A CHILD'S BOOK OF TRUE CRIME : Chloe Hooper
ISBN 0-099-42895-4 Vintage 238 pages, £$6.99 (2002)
Copyright © 2003 faylicity.com
"Children understand tragedy in a way adults are unable to: atom by atom. Untainted by a hundred other learnt horrors, they are haunted for the appropriate length of time. They ask a thousand unanswerable questions. They story stays with them; they dream of it."
Chloe Hooper
|