* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก
 
book THE UNIVERSE IN A NUTSHELL : Stephen Hawking

Book Coverเพียงชื่อของผู้เขียนก็รับประกันได้ว่าหนังสือเล่มนี้จะต้องขายดีมาก ในจำนวนนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของยุคนี้ สตีเฟน ฮอว์คิงดูจะติดอันดับต้น ถึงขนาดที่สำนักพิมพ์บอกไว้ว่าเขาเป็นนักฟิสิกส์ที่โดดเด่นที่สุดนับตั้งแต่ไอน์สไตน์ เหตุที่คนจำนวนมากรู้จักเขาก็เพราะหนังสือ A Brief History of Time (1988) อันลือลั่นที่ขายดีเป็นประวัติการณ์ ติดอันดับในลอนดอนซันเดย์ไทมส์กว่าสี่ปี และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ สี่สิบกว่าภาษา นับเป็นเรื่องน่าทึ่งอย่างยิ่งที่หนังสือทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับเอกภพและกาลเวลาเล่มหนึ่งจะขายได้มากเช่นนี้ นั่นก็เพราะหนังสือเล่มนี้เขียนเล่าเรื่องทางดาราศาสตร์ฟิสิกส์ชั้นสูงให้คนธรรมดาอ่านได้ โดยไม่ต้องพูดถึงสมการใดๆ มากมาย ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการค้นพบสิ่งใหม่ๆในปัจจุบันเป็นไปอย่างรวดเร็วจนคนธรรมดาตามไม่ทัน หรือแม้แต่พยายามจะตามให้ทัน ก็จะเข้าใจได้แต่เพียงบางส่วนย่อยเท่านั้น เพราะมีแต่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจริงๆ ที่จะเข้าใจในทฤษฎีอันซับซ้อนและสูงชั้นในทางคณิตศาสตร์อย่างลึกซึ้งได้ ผู้ที่จะเข้าใจความรู้ใหม่ๆ จีงมีอยู่น้อยนัก แต่ฮอว์คิงก็ทำให้สิ่งนี้เป็นไปได้ด้วยการเขียนถึงเอกภพให้เข้าใจง่ายสำหรับคนธรรมดา และยังเขียนได้ดียิ่งอีกด้วย ส่วนหนึ่งก็เพราะความปราดเปรื่องของเขา และจากความสนใจในการหาคำตอบว่าเอกภพมาจากไหน เริ่มต้นอย่างไร และจะสิ้นสุดอย่างไร

แต่ในความขายดีและยอดเยี่ยมของหนังสือ A Brief History of Time ต่างก็เป็นที่รู้กันดีอีกเช่นกัน ว่าคนส่วนใหญ่ที่มีหนังสือเล่มนี้อ่านไปได้ไม่จบเล่ม ซึ่งก็น่าจะเข้าใจได้ง่ายว่าทำไม หากได้เห็นหนังสือเล่มนี้ฉบับพิมพ์ครั้งแรกที่เป็นพ็อกเก็ตบุคขาวดำตลอดเล่ม มีภาพประกอบอัตคัดเท่าที่จำเป็นประปราย ทั้งที่หนังสือเล่มนี้อ่านได้สนุกมาก แต่ผู้อ่านจำนวนไม่น้อยก็ติดอยู่ในหลุมดำในเล่มระหว่างทาง สูญหายไปก่อนจะอ่านได้จบ ฮอว์คิงก็ทราบในข้อนี้ดี จึงบอกในคำนำของหนังสือเล่มใหม่เล่มนี้ของเขา The Universe in a Nutshell ว่าจะเป็นหนังสืออ่านเข้าใจง่าย มีการจัดเนื้อหาให้ไม่ต้องอ่านไปตามลำดับ คือมีแต่บทที่หนึ่งและสองเท่านั้นที่ให้อ่านก่อนเป็นพื้น แต่บทที่เหลือสามารถอ่านในลำดับใดก็ได้ โดยไม่ขึ้นต่อกัน

ความพยายามให้หนังสือเล่มนี้อ่านง่าย น่าอ่านน่าชวนให้พลิกอ่านจนจบ แสดงเป็นหลักฐานชัดเจนในรูปเล่มของหนังสือ หนังสือเล่มนี้มีภาพประกอบสีสวยงามมากตลอดเล่ม ทุกหน้าจะต้องมีรูป ปริมาณตัวหนังสือในแต่ละหน้ามักจะน้อยกว่าเนื้อที่รูป ดูไปราวกับกำลังอ่านหนังสือเด็กที่มีภาพประกอบสวยสด เพื่อให้ชวนอ่านไม่เหนื่อยกายใจจนเกินไป ถึงแม้หนังสือ A Brief History of Time จะออกฉบับมีภาพประกอบ (The Illustrated Brief History of Time) ในปี 1996 หรืออีกแปดปีต่อมา แต่ภาพประกอบข้างในก็ยังเรียกได้ว่าไม่อุ่นหนาฝาคั่งเท่าในเล่มใหม่นี้ ซึ่งก็นับว่าเป็นความดีที่ The Universe in a Nutshell ออกฉบับรูปมาแต่แรก จะได้ไม่ต้องให้ผู้ซื้อบางส่วน (รวมทั้งตัวผู้เขียนบทความนี้เอง) ที่หลงใหลในฮอว์คิงต้องเสียเงินซื้อหนังสือสองต่อ

หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเรื่องเล่าของเอกภพในฉบับเรียบเรียงเนื้อหาใหม่ โดยย่อยให้ง่ายกว่าเดิม ประกอบกับมีรูปและคำอธิบายให้อ่านได้สบายใจ เนื้อหาในหนังสือที่เป็นบทพื้นฐานกล่าวถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ รูปร่างของเวลา บทที่เหลือกล่าวถึงเรื่องของเอกภพ การทำนายอนาคตของเอกภพ และการย้อนกลับไปในกาลเวลา และพูดถึงอนาคตข้างหน้าว่าเราจะดำเนินต่อไปอย่างไร ภายใต้สภาวะที่เป็นอยู่ที่เรารับรู้ในปัจจุบัน

ฮอว์คิงเขียนถึงเรื่องเอกภพในน่าสนใจมาก เริ่มจากบทแรกที่บอกถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพที่ไอน์สไตน์เปลี่ยนมุมมองในเรื่องเวลา ว่าไม่มีเวลาที่แท้จริงอันเป็นมาตรฐานที่นาฬิกาทุกเรือนจะวัดได้เท่ากันอีกต่อไป แต่เวลาของแต่ละคนจะต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่ากำลังเคลื่อนไหวอย่างไร การค้นพบนี้เปลี่ยนแนวคิดทางฟิสิกส์โดยสิ้นเชิง จากเดิมที่ทฤษฎีของนิวตันบอกว่าเราเคลื่อนที่อย่างไรและบอกกฎของแรงโน้มถ่วง ซึ่งอวกาศและกาลเวลาเป็นเสมือนฉากที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไอน์สไตน์ได้ทำให้อวกาศ (space) และเวลาไม่ใช่เป็นเพียงฉากอีกต่อไป แต่เมื่อวัตถุเคลื่อนที่หรือมีแรงกระทำ ก็ย่อมจะส่งผลต่อความโค้งของอวกาศและเวลา (curvature of space-time) และในทำนองเดียวกัน โครงสร้างของอวกาศและเวลาก็ย่อมส่งผลต่อวัตถุเช่นกัน ฮอว์คิงเล่าชีวิตของไอน์สไตน์ไปด้วยได้สนุก และได้เล่าวาทะน่าสนใจของไอน์สไตน์เช่นว่า "การเมืองจะอยู่แค่ชั่วครู่ชั่วคราว แต่สมการจะอยู่ชั่วกัลปาวสาน"

ไอน์สไตน์ไม่ค่อยชอบใจควอนตัมเมคานิกส์ ที่หลักความไม่แน่นอนของ Heisenberg ว่าไว้ว่า หากเรารู้ตำแหน่งของอนุภาคถูกต้องแน่นอนมากขึ้นเท่าไร เราก็จะรู้ความเร็วของอนุภาคนั้นถูกต้องแน่นอนน้อยลงเท่านั้น (นั่นคือเราไม่มีทางทราบตำแหน่งและความเร็วที่แน่นอนของอนุภาคได้พร้อมกัน เราจำต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ว่าถ้ารู้อย่างหนึ่งแน่นอนขึ้น ก็ต้องรู้อีกอย่างน้อยลง) ไอน์สไตน์ไม่ศรัทธาในทฤษฎีนี้ดังคำกล่าวคลาสสิกของเขาที่ว่า "God does not play dice" นั่นคือพระเจ้าไม่น่าจะปล่อยให้ทุกอย่างขึ้นกับความไม่แน่นอน แต่ฮอว์คิงก็แสดงว่าพระเจ้าได้เล่นลูกเต๋าตลอดเวลา ฮอว์คิงกล่าวเปรียบจากหลักฐานที่ปรากฏให้เห็น ว่าพระเจ้าก็เป็นนักพนันผู้หนึ่งเช่นกัน และเอกภพก็เป็นเสมือนคาสิโนใหญ่ ที่ลูกเต๋าหมุนอยู่ตลอดเวลา แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าทุกอย่างจะดำเนินไปโดยหาความแน่นอนไม่ได้ เพราะจากทฤษฎีความน่าจะเป็น ถึงเราจะไม่ทราบผลจากการโยนลูกเต๋าครั้งหนึ่งๆ แต่เราทราบได้ว่าหากโยนลูกเต๋าหลายๆ ครั้งเข้า ความน่าจะเป็นของผลที่ปรากฏจะเป็นเช่นไร ฮอว์คิงบอกว่าแม้แต่พระผู้เป็นเจ้าก็ยังต้องอยู่ใต้กฎแห่งความไม่แน่นอนนี้ (แต่ฮอว์คิงได้พิสูจน์ว่าเอกภพและกาลเวลามีจุดกำเนิด ซึ่งสิ่งนี้ทำให้วาติกันพอใจไม่น้อย ฮอว์คิงเชื่อว่าการทำความเข้าใจเอกภพคือการทราบน้ำพระทัยของพระเจ้าด้วยเช่นกัน)

ในเรื่องการทำนายอนาคต เราจำเป็นต้องรู้ว่าเอกภพแรกเริ่มเป็นอย่างไร จึงจะสามารถทำนายอนาคตของเอกภพได้ (เช่นเดียวกับว่า หากเรารู้ว่าเราขว้างลูกหินไปด้วยตำแหน่งและความเร็วเริ่มต้นอย่างไร เราจะทำนายได้ว่าลูกหินจะไปตกบนหัวเป้าหมายของคนที่เราจะปาไปได้หรือไม่) เราอาจใช้สมการของ Schrodinger คำนวณ wave function ของอนาคตได้หากเรารู้สภาวะเริ่มต้น แต่การสูญเสียฟังค์ชันคลื่นนี้ไปในหลุมดำ ทำให้เราทำนายอนาคตของ wave function นอกหลุมดำไม่ได้ ดังนั้นฮอว์คิงจึงกล่าวว่าไม่แน่ว่าวิทยาศาสตร์อาจไม่ได้ทำนายอนาคตได้มากไปกว่าโหราศาสตร์ก็เป็นได้ แต่ก็มีอีกทฤษฎีหนึ่งเช่นกัน ที่มองว่าหลุมดำเป็น p-brane ซึ่งข้อมูลในหลุมดำจะถูกเก็บรักษาไว้ไม่หายไปไหน แต่ว่าความคิดแบบใดในสองแบบนี้ (หรือแบบอื่นๆ) จะถูกต้อง ยังเป็นคำถามต่อนักฟิสิกส์ปัจจุบัน แต่ฮอว์คิงก็ได้พูดถึงโหราศาสตร์ไว้ว่า

การเคลื่อนที่อันซับซ้อนของดาวเคราะห์บนฟากฟ้าสามารถอธิบายได้จากกฎของนิวตัน และย่อมไม่มีอิทธิพลต่อโชคชะตาของบุคคลใดๆ ... เหตุใดตำแหน่งของดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ บนฟ้ากว้างใหญ่ที่มองเห็นจากโลก จึงจะมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ที่เรียกตนเองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาด"

แต่ถึงกระนั้น ก็คงยังมีคนจำนวนมากที่เชื่อในอิทธิพลของดาวดาว เช่นเดียวกับที่เชื่อในผลจากความน่าจะเป็นของหน้าไพ่และอื่นๆ สำหรับการย้อนกลับไปในกาลเวลานั้น ฮอว์คิงเชื่อว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่เราจะสร้างไทม์แมชชีนขึ้นได้ และความน่าจะเป็นของพาราดอกซ์ที่ว่าเราจะย้อนกลับไปในเวลา ไปฆ่าปู่ของเราก่อนที่พ่อเราจะเกิด มีเพียงหนึ่งในสิบล้านๆๆๆๆๆ... (สิบตามด้วยศูนย์หกสิบตัว) เท่านั้น

ฮอว์คิงบอกถึงอัตราในการพัฒนาทางเทคโนโลยีและดีเอ็นเอของมนุษย์ และเล่าตลกร้ายไว้ว่า เหตุที่เรายังไม่ได้รับการติดต่อจากมนุษย์ต่างดาวก็อาจเป็นเพราะเมื่อสังคมพัฒนามาถึงจุดนี้ สังคมจะไม่เสถียรและจะทำลายตัวเอง และหากมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในดาวดวงอื่นจริง โอกาสที่สิ่งมีชีวิตนั้นจะอยู่ในรูปร่างมนุษย์มีน้อยมากๆ มนุษย์ต่างดาวที่เราพบอาจจะล้าหลังหรือพัฒนากว่าเราไปมาก และหากเป็นกรณีที่พัฒนากว่าเราไปมากแล้ว เหตุใดจึงไม่แผ่ขยายไปทั่วกาแล็กซี่และมาเยี่ยมโลก ฮอว์คิงว่าไว้ว่าหากมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลกจริง ก็ควรเป็นเหตุการณ์ที่เห็นได้โจ่งแจ้ง คือเป็นดังกรณี Independence Day มากกว่า E.T. ดังนั้นเราจะอธิบายถึงการขาดแคลนผู้มาเยือนจากต่างดาวได้อย่างไร อาจเป็นได้ว่ามีชนชาติที่เจริญที่รับรู้การมีอยู่ของเรา แต่ทิ้งเราไว้กับความล้าหลังของเราเอง แต่ทว่าน่าแปลกใจว่าชนชาตินั้นจะมีใจคิดถึงชีวิตที่ต่ำศักดิ์กว่าได้อย่างไร ลองคิดถึงตัวเราเองดูว่าเคยกังวลหรือไม่ ว่าเราเหยียบแมลงหรือไส้เดือนตายไปกี่ตัวแล้ว ฮอว์คิงจึงเชื่อว่ามีความน่าจะเป็นต่ำมากที่จะพบสิ่งมีชีวิตที่มีความฉลาดอยู่บนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ เพราะความฉลาดไม่จำเป็นกับการดำรงชีพเสมอไป ดังเราจะเห็นได้จากแบคทีเรียที่ไม่มีความฉลาดว่าอยู่ได้ และจะตายหลังเรา ถึงแม้เราจะประหัตประหารกันไปจนหมดสิ้นด้วยอาวุธนิวเคลียร์แล้วก็ตาม

ฮอว์คิงกล่าวไว้ในคำขอบคุณใน A Brief History of Time ว่าผู้พิมพ์บอกเขาว่าหนึ่งสมการที่ใส่ลงไปในเล่ม จะทำให้คนอ่านหายไปครึ่งหนึ่ง เขาจึงใส่แต่เพียงสมการลือลั่นของไอน์สไตน์ E = MC2 เพียงหนึ่งเดียวในหนังสือเล่มนั้น (พลังงาน = มวลสาร คูณ ความเร็วแสง (186,000 ไมล์ต่อวินาที) ยกกำลังสอง สมการนี้บอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานและมวลสาร ว่ามวลจำนวนน้อยมีค่าเทียบเท่ากับพลังงานมหาศาลได้ ซึ่งนำไปสู่การคิดค้นระเบิดนิวเคลียร์ในเวลาต่อมา) แต่ดูเหมือนฮอว์คิงจะไม่ได้เกรงกลัวในจำนวนผู้อ่านที่จะขยาดสมการอีกแล้ว เพราะในเล่มนี้เขาแสดงสมการมากมายเช่น อุณหภูมิของหลุมดำ รัศมีของ Event Horizon ของหลุมดำ (ขอบหลุมดำ) สมการ Schrodinger และกฎของฮับเบิลที่บอกอัตราการขยายตัวของเอกภพ แต่ทั้งนี้ฮอว์คิงก็อธิบายสมการเหล่านี้ในขั้นสูง ให้เราพอเข้าใจได้โดยไม่จำเป็นต้องรู้ลึกละเอียดอย่างไร

"in a nutshell" คือการกล่าวถึงอะไรอย่างสั้นๆ หนังสือเล่มนี้จึงเป็นการกล่าวถึงเอกภพอย่างสั้น ถึงแม้เนื้อหาจำนวนมากจะมีส่วนซ้ำซ้อนกับ A Brief History of Time แต่ก็มีแนวคิดใหม่ๆ เช่นกัน หนังสือเล่มนี้อ่านได้สนุก แม้ว่าผู้อ่านจะไม่เข้าใจทุกอย่างในเล่ม (เพราะการกล่าวถึงแต่เพียงสั้นๆ ย่อมไม่เพียงพอต่อความเข้าใจ และการจะกล่าวแบบยาว ก็จำเป็นต้องลากทฤษฎีที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกเข้ามา และควรกล่าวไว้ในที่นี้ว่าหนังสือ A Brief History of Time อธิบายความบางตอนได้ดีกว่าในหนังสือเล่มนี้ เช่นการโค้งของ spacetime และหลุมดำ) แต่หนังสือเล่มนี้ก็น่าจะทำให้เราได้รับรู้ถึงความรู้ชั้นนำทางฟิสิกส์ในปัจจุบัน ชาร์ล แลมบ์กล่าวไว้ว่า "ไม่มีอะไรที่ข้าพเจ้าสนเท่ห์ดังเช่นเวลาและอวกาศ แต่ก็ไม่มีอะไรจะรบกวนจิตใจข้าพเจ้าน้อยไปกว่าเวลาและอวกาศเช่นกัน เพราะข้าพเจ้าไม่เคยคิดถึงมัน" แต่ก็เป็นธรรมชาติมนุษย์นั่นเอง ที่จะสงสัยใคร่รู้ถึงที่มาของตัวเราเอง ว่าทำไมจึงมีเอกภพปรากฏ เอกภพเริ่มต้นที่ใด และจะไปสิ้นสุดที่ไหน สตีเฟน ฮอว์คิงเป็นหนึ่งในผู้ที่พยายามค้นหาคำตอบนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยตั้งคำถามนี้กับตน หนังสือเล่มนี้ก็ไม่ควรพลาดเลย และอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณได้ไปสนใจใฝ่รู้ในศาสตร์แขนงนี้ต่อไป

What's so amazing that keeps us star-gazing?
What do we think we might see?
-- Rainbow Connection

* หนังสือ A Brief History of Time เคยมีแปลเป็นไทยตั้งแต่ก่อนที่ฉบับภาษาอังกฤษจะออกฉบับมีรูปประกอบออกมา โดยเล่มแปลของไทยทำเป็นปกแข็งเล่มใหญ่มาก ข้างในมีรูปประกอบทั้งสีและขาวดำ ซึ่งเป็นรูปที่ผู้แปลเป็นคนจัดหามาเอง หนังสือชื่อ ความลับของเอกภพและกาลเวลา แปลและเรียบเรียงโดย วรพจน์ อารมย์ดี ซีเอ็ด 245 บาท ISBN 974-509-564-8 ฉบับที่มีภาพประกอบชื่อ The Illustrated Brief History of Time ที่ออกมาในปี 1996 มีการเพิ่มบทใหม่เรื่อง wormhole เข้าไปด้วย (แต่ฉบับพิมพ์ครั้งแรกมีคำนำโดย Carl Sagan ซึ่งฉบับหลังไม่มี) ปัจจุบันฉบับแปลไทยชื่อ ประวัติย่อของกาลเวลา ฉบับปรับปรุง (๒๕๔๖) และ ประวัติย่อของกาลเวลา ฉบับภาพประกอบ (๒๕๕๒) แปลโดย ปิยบุตร บุรีคำ, อรรถกฤต ฉัตรภูมิ มติชน

เกี่ยวกับผู้เขียน Stephen Hawking สตีเฟน ฮอว์คิง เกิดปี 1942 ที่ออกซ์ฟอร์ด เรียนฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด จบปริญญาเอกที่เคมบริดจ์ และเป็นอาจารย์คณิตศาสตร์ที่นั่นในปี 1979 ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Lucasian Professor ทางคณิตศาสตร์ที่เคมบริดจ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับที่นิวตันเคยได้รับมาก่อน ฮอว์คิงสนใจในงานวิจัยเรื่องหลุมดำและได้รับรางวัลมากมายจากงานวิจัย งานเขียนที่เคยมีส่วนหนึ่งคือ A Brief History of Time (1988) Black Holes and Baby Universes and Other Essays (1994) และ The Universe in a Nutshell (2001)

THE UNIVERSE IN A NUTSHELL : Stephen Hawking
ISBN 0-553-80202-X Bantam Doubleday Dell 216 pages, $35 Hardcover

จักรวาลในเปลือกนัท สตีเฟน ฮอว์คิง แปลโดย ชัยวัฒน์ คุประตกุล แบร์ ๒๕๔๖

The classical idea of Laplace , that one could predict both the positions and the velocities of particles, had to be modified when the uncertainty principle showed that one could not accurately measure both positions and velocities. However, one could still measure the wave function and use the Schrodinger equation to predict what it should be in the future. This would allow one to predict with certainty one combination of position and velocity --- which is half of what one could predict according to Laplace's ideas. We can predict with certainty that the particles have opposite spins, but if one particle falls into the black hole, there is no prediction we can make with certainty about the remaining particle. This means that there isn't any measurement outside the black hole that can be predicted with certainty : our ability to make definite predictions would be reduced to zero. So maybe astrology is no worse at predicting the future than the laws of science.

The Universe in a Nutshell . . . Stephen Hawking

Copyright © 2002 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๕ มกราคม ๒๕๔๕