Wannabe
Bookazine ฉบับ 3 เรื่อง "คนทำหนังสือ" เสนอบทสัมภาษณ์ผู้คนในแวดวงหนังสือ
7 คน มีตั้งแต่บรรณาธิการนิตยสาร คอลัมนิสต์ และผู้วาดภาพประกอบ
เพื่อเป็นแนวทางแก่หนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ฝันอยากทำงานหนังสือ
เพราะมนุษย์มี 'ฝัน' จึงทำให้เขาไม่ใช่สัตว์
ถ้าคุณไม่ใช่ 'คนไร้ฝัน' ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดูสิ
-- จาก คำนำสำนักพิมพ์
บทสัมภาษณ์เหล่านี้ขอให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เล่าถึงตัวเอง
เช่นชีวิตวัยเด็กเป็นอย่างไร เรียนอะไรมา
เป็นมาอย่างไรจึงมาทำงานหนังสือได้ คิดอย่างไรกับวงการหนังสือปัจจุบัน
และถามถึงคำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ที่สนใจอยากทำงานด้านนี้
เราจะได้ฟังมุมมองจากบรรณาธิการ สิริมน ณ นคร
อดีดบรรณาธิการ สุดสัปดาห์ เห็นว่าคนทำหนังสือควรต้องก้าวนำไปก่อนคนอ่าน
และบก. รุ่นใหม่ควรมีทักษะการบริหาร
บก.
สมัยก่อนอาจจะต้องเป็นคนที่เก่งเรื่องการเขียนมากๆ
มีพื้นฐานมาจากการเป็นนักเขียนก่อนหรือการเป็นกอง บก. มาก่อน
การใช้ภาษาสละสลวย การเขียนหนังสือ
คือพี่ว่าตรงนั้นอาจจะไม่สำคัญในปัจจุบันสำหรับ บก.
เท่ากับการตีโจทย์หนังสือให้แตก การมีวิชั่นในการมองหนังสือ
การมีทักษะของการบริหาร ทั้งหมดเนี่ยมันสำคัญกว่า
-- สิริมน ณ นคร
ทิวา สาระจูฑะ บรรณาธิการ สีสัน
ให้ความเห็นว่าผู้สนใจทำงานหนังสือควรศึกษามาก ทั้งจากการอ่านมาก ฟังมาก
ดูมาก วิเคราะห์เป็น และสามารถถ่ายทอดความคิดเป็นคำพูด
ที่สำคัญก็คือเรื่องการใช้ภาษา
เพราะเรามีหน้าที่ทำงานตรงนี้
เรามีหน้าที่ถ่ายทอดสิ่งที่เราเขียนให้คนส่วนใหญ่อ่าน
เพราะเดี๋ยวนี้ปัญหาก็คือเขียนหนังสือกันไม่ค่อยรู้เรื่อง
นักเขียนหน้าใหม่ๆ ก็เยอะแยะไปหมดแทบจะเดินชนกันตาย
สมัยก่อนใครจะขึ้นเป็นบรรณาธิการนี่ยากมาก เดี๋ยวนี้เยอะเหมือนนี่เลย
รถเข็นขายลาบน้ำตกริมถนน (หัวเราะ)
-- ทิวา สาระจูฑะ
พชร สมุทวณิช บรรณาธิการ Mars
เห็นว่าคนอยากเข้ามาวงการนี้ควรรักการอ่าน
และสามารถสื่อสารให้คนอ่านรู้เรื่อง
ทั้งยังแสดงว่าเรื่องของคอนเน็กชันมีส่วนช่วยไม่น้อยในการทำหนังสือ
ประธาน ธีระธาดา บรรณาธิการ art4d
ตอบคำถามว่าควรทำตัวอย่างไรจึงจะเป็น บก. ว่า
"หนึ่งต้องทำให้ตัวเองเจ๋งขึ้นมานะครับ จริงๆ แล้วตอนที่ผมนึกจะทำหนังสือ
ผมไม่มีความรู้เลยนะ ไม่รู้อะไรก็ไปถามคนเขาได้
ไม่ถนัดอะไรตรงไหนก็หาคนที่มีทักษะตรงนั้นมาเสริมเรา หลักๆ
เนี่ยเราต้องถอยกลับมาในฐานะผู้เสพว่าจริงๆ แล้วเราอยากมีนิตยสารแบบไหน
เราอยากจะอ่านนิตยสารแบบไหน"
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์และคอลัมนิสต์เห็นว่าการเขียนคือการคิดดังๆ
เขาคิดว่าตลาดหนังสือปัจจุบันหลากหลาย-กว้างกว่าแต่ก่อน
และให้ความเห็นที่สวนทางกับความเห็นที่เราได้ยินกันบ่อย
ผมว่าหนังสือสมัยนี้มันน่าจะดีกว่าหนังสือสมัยผมเด็กๆ
สมัยนั้นมันมีอะไรมั่งล่ะ? ดาราภาพยนตร์ ชีวิตรักนักศึกษา
แต่ว่าสมัยนี้มันก็มีหนังสืออะไรเยอะขึ้น หนังสือน่ารักๆ หนังสือแปลดีๆ
ก็มีเยอะ มันกว้างขึ้น ใช้คำอย่างนี้ดีกว่า คุณลองมองย้อนกลับไปซักสิบปี
มันจะมีหนังสือแปลดีๆ ซักกี่ประเภทกัน -- พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
ในเล่มนี้สัมภาษณ์ผู้ทำงานเขียน 6 คน
ซึ่งห้าคนในนี้ข้างต้นล้วนแต่จบรัฐศาสตร์
ผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนเห็นตรงกันว่าจะจบสาขาอะไรมาก็สามารถทำงานเขียนได้
เช่นประธานกล่าวว่า
"ผมเองก็ไม่ค่อยเห็นคนเรียนนิเทศมาทำหนังสือเป็นอาชีพสักเท่าไร คล้ายๆ
กับหลายวงการซึ่งมันก็ไม่ได้เรียนมาโดยตรงกันทั้งนั้น"
นันทขว้าง สิรสุนทร
นักวิจารณ์หนังกล่าวถึงการเป็นนักวิจารณ์ว่าควรเป็นคนรักการอ่าน ใฝ่รู้
และเป็นตัวของตัวเอง
"นักวิจารณ์ต้องกล้าแสดงความคิดของตัวเองโดยเป็นเหตุเป็นผล"
ผู้คนในแวดวงหนังสือเหล่านี้มีความเห็นร่วมกันประการหนึ่ง
คือหากคุณอยากเข้ามาทำงานหนังสือ คุณควรมีใจรัก ซึ่งบทสัมภาษณ์ของ ภัทรีดา
ประสานทอง ผู้วาดภาพประกอบหนังสือ เล่าความเรื่องใจรักไว้ดียิ่งดังนี้
งานทุกชิ้นของพี่ต้องดีจริงๆ
ต้องไม่ทำให้ใครผิดหวัง คนที่รับงานจากพี่หรือที่เห็นของพี่
ต้องเห็นแล้วชอบ เพราะพี่ยังอยากทำตรงนี้อยู่
ความชอบในงานมันจะบังคับให้เรามีวินัยในงาน มีมาตรฐานที่สูงเอง
เพราะฉะนั้นใจรักนี่สำคัญมากเลยนะ
-- ภัทรีดา ประสานทอง
ผู้สนใจอ่านความคิดคนทำหนังสือน่าจะอยากอ่านหนังสือเล่มนี้ คนอ่านสะดุดตาตั้งแต่หน้าปกที่เขียนว่า Don't be yourself และ
Grow your own
ชวนสงสัยถึงความหมายและความเป็นมาที่คงน่าสะเทือนใจ
(ทำไมถึงบอกว่าอย่าเป็นตัวของตัวเองล่ะ หรือว่า ปลูกเองนี่จะชวนปลูกกัญชา
ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือว่าอะไร) ก่อนเขียนภาษาอังกฤษควรตรวจสอบให้แน่ใจแล้วว่าถูกต้อง สื่อความหมายได้ตามต้องการ
การเขียนผนวกกับภาษาที่ใช้แสดงวัยวุฒิและความเป็นมือสมัครเล่นตั้งแต่ต้น
เรียกผู้ให้สัมภาษณ์ด้วยสรรพนามกันเองๆ เช่น พี่น้ำ, พี่ประธาน, พี่เพชร,
พี่เกี๊ยง, พี่แป้ง ซึ่งเมื่อค้นข้อมูลดูแล้วพบว่าทีมผู้จัดทำเป็นนักศึกษา
(ทีมงานนิตยสารพระจันทร์)
หากมีผู้มาช่วยขัดเกลาตรวจทานเรียบเรียงเรื่องภาษา
ความถูกต้อง การพิสูจน์อักษร ก็น่าจะทำให้หนังสือออกมาดีกว่านี้
คุณภาพของการเขียนนั้นไม่สม่ำเสมอกัน
บางบทแสดงความอ่อนด้อยในการเขียนสื่อความอย่างยิ่ง
แสดงออกว่าผู้เขียนมีความคิดไม่ชัดเจน ความที่ออกมาจึงเยิ่นเย้อ คลุมเครือ อ่อนแอ ไม่ต่อเนื่อง ขาดตรรกะ โดยเฉพาะคำนำและบทเกริ่นนำที่ควรปรับปรุงอย่างยิ่ง หรือไม่มีได้จะดีกว่า อีกทั้งไม่จำเป็นที่หนังสือจะต้องมีคำนำหรือเกริ่นนำ
มาถึงตรงนี้แล้ว
มันอาจจะทำให้คุณอยากเป็น
หรือไม่อยากจะเป็นก็แล้วแต่...แต่สิ่งหนึ่งที่เราหวังว่า
คุณจะได้เรียนรู้จากอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิตคนทำหนังสือก็คือ
เราอยากให้คุณจริงจังกับความต้องการที่เป็นประโยชน์.
เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ช่วย wanna be กันหน่อยได้หรือไม่?
-- จาก บทเกริ่นนำ
บทสัมภาษณ์ของ พชร สมุทวณิช
เหมือนจะไม่ผ่านการพิสูจน์อักษรแม้แต่รอบเดียว
เป็นเรื่องน่าเสียดายด้วยบทสัมภาษณ์นี้อ่านสนุกมากบทหนึ่ง
กลับต้องด้อยไปด้วยการพิมพ์ผิดยั้วเยี้ย
อาจด้วยวัยหนุ่มสาวจึงทำให้ใช้ภาษารูปแบบกันเอง
แต่หากทำขายต่อสาธารณะแล้ว
ควรปรับปรุงเนื่องจากคนอ่านอาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มอายุเดียวกับคนทำเสมอไป
ภาษาเช่น ก้อ, จิงๆ, หรอ, เห็นป่ะ, รึป่าว, กะลัง, อารม, ยังไง
ควรหลุดออกมาให้น้อยที่สุด
รวมถึงการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
บทสัมภาษณ์ ทิวา สาระจูฑะ เกริ่นนำด้วยความตอนหนึ่งว่า
"ถึงแม้ว่าทุกวันนี้เขาจะไม่ได้ชื่อว่าเป็นบรรณาธิการหนุ่มของสีสันอีกต่อไป
ซึ่งนั่นเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ซึ่งเขาเองก็ดูเข้าใจดี"
อ่านแล้วชวนตกใจว่าสีสันเปลี่ยนตัว บก. ตั้งแต่เมื่อใด แต่อ่านต่อๆ
ไปจะเข้าใจว่าสีสันไม่ได้เปลี่ยน บก.
หากแต่ผู้สัมภาษณ์ไม่สามารถทำใจเรียกคุณทิวาว่าบรรณาธิการ "หนุ่ม" ได้
(หากตะขิดตะขวงใจน่าจะเรียกว่า บรรณาธิการ เฉยๆ ก็ได้)
ในเล่มมีคำแนะนำจำนวนมากที่เป็นประโยชน์กับผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้
อย่างไรก็ตาม หนังสือนี้รวมบทสัมภาษณ์ที่น่าอ่านเล่มหนึ่ง
ด้วยเนื้อหาดีๆ อยู่ที่ปากคำของผู้ให้สัมภาษณ์ แม้หนังสือจะผลิตโดยมือใหม่
แต่น่าชื่นชมที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจดี
มีความพยายามจนออกมาเป็นหนังสือเช่นนี้ได้
นอกจากเนื้อหาเกี่ยวกับหนังสือแล้ว
ยังมีความคิดมุมมองต่อเรื่องอื่นๆ ที่ดี เช่นพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
ซึ่งเป็นอาจารย์ พูดถึงการศึกษาไทยไว้ด้วยว่า
ควรพัฒนามหาวิทยาลัยก่อน
ผมไม่แน่ใจว่ามหาวิทยาลัยไทยนั้นดีหรือเปล่า และฉลาดหรือเปล่า
เพราะมหาวิทยาลัยของเราเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นพิธีกรรม ไม่ได้เน้นการสอน
และไม่ได้เน้นการวิจัย
มหาวิทยาลัยเน้นการสร้างพิธีกรรมที่สำคัญสำหรับมหาวิทยาลัย
บางมหาวิทยาลัยยังทำมาหากินนอกเหนือจากการขายความรู้
อาทิเปิดพื้นที่ให้เช่าทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย
จนดูคล้ายกับว่าอาจารย์มีหน้าที่สร้างความกดดันเล็กๆ ให้เด็ก
เด็กจะได้ออกไปจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ทำธุรกิจของมหาวิทยาลัย
-- พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
แม้จะมีข้อบกพร่องบ้างแต่โดยรวมแล้วหนังสือมีเนื้อหาดี น่าอ่าน
โดยเฉพาะหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่สนใจทำหนังสือ
ในความเป็นมือใหม่ของคนทำ
อาจทำให้ขณะอ่านคุณได้เห็นตัวเองในนั้น เมื่อเรายังมือใหม่ ยังมีฝันสดใส
และโลกนี้มีแต่ความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด
เกี่ยวกับบรรณาธิการ ภาสกร ช่อผกา : กำลังศึกษาคณะครุศาสตร์
ธุรกิจศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เป็นหนึ่งในทีมงานนิตยสารพระจันทร์ ซึ่งเป็นนิตยสารโดยฝีมือนักศึกษา
Wannabe Bookazine No. 3 คนทำหนังสือ : ภาสกร ช่อผกา (บรรณาธิการ)
ISBN 974-94179-3-3 คุณพ่อ 151 หน้า ราคา 120 บาท ปกอ่อน ปีที่พิมพ์ ๒๕๔๙
Copyright © 2006 faylicity.com
|