* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book ON WRITING : Stephen King
read by O

Book Cover“If you want to be a writer, you must do two things above all others:
read a lot and write a lot, no short cut....If you don't have time to read, you don't have time to write. Simple as that.” - Stephen King

ถ้าเอ่ยถึงราชาแห่งนวนิยายสยองขวัญคนนี้ คงไม่มีใครปฎิเสธว่าไม่รู้จักสตีเฟน คิง เขาเป็นนักเขียนหนังสือยอดนิยม (Popular Novelist) คือเป็นนักเขียนที่มียอดจำหน่ายหนังสือทำรายได้สูงมากในแต่ละเล่ม ครั้งหนึ่งหลังจากงานเสวนากับเพื่อนนักเขียนที่ไปหัดเล่นดนตรีด้วยกัน เขาถามเอมี่ ตัน (Joy Luck Club) ว่าตั้งแต่มีอาชีพเป็นนักเขียนมาเคยมีคำถามไหนบ้างที่ไม่เคยถูกถามถึงข้อนั้นสักครั้ง เอมี่หยุดคิดสักพักก่อนตอบว่า "ไม่เคยมีใครถามเรื่องการใช้ภาษาในงานเขียนเลย" คิงกล่าวถึงจุดประสงค์ในการเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นเชิงน้อยใจ เขาบอกว่าตัวเขาและนักเขียนในกลุ่มยอดนิยม (กลุ่มที่ทำยอดขายได้มาก) เช่น เอมี่ ตัน จอห์น กริชแฮม ไมเคิล ไครช์ตัน แดเนียล สตีล เป็นต้น เป็นกลุ่มที่นักวิจารณ์ไม่เคยให้ความสนใจในเชิงวรรณคดี ถ้าพวกเขาจะถามเรื่องการใช้ภาษาในงานเขียน ทุกคนจะหันไปตั้งคำถามกับนักเขียนแบบดอน เดลลิโล หรือจอห์น อัพไดค์กันหมด เขาเลยอยากเขียนหนังสือเกี่ยวกับศิลปะแห่งการเขียนสักเล่ม คิงกล่าวอย่างถ่อมตนว่า ในฐานะที่เขาเป็นนักเขียนพวกหนังสือขายดี อย่างน้อยคงมีอะไรที่ควรพูดถึงในเรื่องงานเขียนได้บ้าง เขาจะพยายามเขียนอย่างสั้นๆ ซื่อตรง เล่าในมุมมองจากชีวิตประสบการณ์ส่วนตัวว่าเขาคิดโครงเรื่องได้อย่างไร มาจากไหน และเขียนขึ้นอย่างไร...

แต่เขียนอย่างสั้นที่สุดของคิง ก็ปาไปถึงสองร้อยเจ็ดสิบสี่หน้า ซึ่งอ่านได้เรื่อยๆเพลิดเพลินดี โดยตัวหนังสือแบ่งออกเป็นสามภาคด้วยกัน ในภาคแรกคือ C.V. (curriculum vitae) เป็นเรื่องเล่าประวัติอย่างย่อๆตั้งแต่เด็กจากความทรงจำ เขากล่าวอย่างน่าสนใจในตอนต้น ว่าเรื่องเล่าต่อไปนี้คือ How one writer was formed ไม่ใช่ How one writer was made เนื่องจากเขาไม่เชื่อในทฤษฎีข้อหลัง ต่อให้คนคนนั้นจะมีความใฝ่ฝันและมีความตั้งใจดีที่จะเป็นนักเขียนก็ตาม คิงเล่าประวัติว่าเขามาจากครอบครัวที่ยากจน มีแม่เพียงคนเดียวที่เลี้ยงเขากับพี่ชายที่ชื่อเดฟ ตอนเด็กๆเขามีโรคประจำตัวคือโรคติดเชื้อในช่องหูทำให้ไม่สบายบ่อย ต้องหยุดพักเป็นปีอยู่กับบ้านเฉยๆ และในสมัยนั้นยังไม่มีทีวีหรืออะไรให้ดูมากนักนอกจากหนังสือ เขาใช้เวลากับการอ่านการ์ตูน นิตยสารและเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ต่างๆ ความที่เป็นเด็กชอบจินตนาการ คิงมักจะลอกรูปการ์ตูนใส่ในสมุด แล้วก็เติมส่วนที่เขาชอบใจเข้าไปเอง ครั้งหนึ่งเขียนเสร็จเอาไปให้แม่ดู แต่บอกแม่ว่าลอกมา แม่นั่งอ่านจนจบแล้วให้กำลังใจว่าลูกเขียนได้ดีกว่านั้นถ้าลูกเขียนเอง หนนั้นทำให้คิงกลับไปนอนเขียนมาใหม่ ใช้ชื่อเรื่องว่า Mr.Rabbit Trick แม่ชอบใจมากจึงให้รางวัลเป็นเงินยี่สิบห้าเซ็นต์ เขาเขียนไปสี่ตอนได้มาหนึ่งเหรียญ นั่นเป็นเงินก้อนแรกในชีวิตการเขียนของเขา สตีเฟน คิงเล่าเรื่องผจญภัยวัยเด็กได้สนุกมาก ผมชอบเรื่องหนึ่งที่เขาแต่งขึ้นจากการที่แม่บ่น แม่บอกว่าอยากได้สมุดสะสมแสตมป์หกเล่ม(เป็นแสตมป์แลกของสมนาคุณ) เพื่อเอาไปแลกของขวัญคริสต์มาสให้ป้า พอคิงได้ยินดังนั้นเขาเกิดไอเดียลงไปเขียนเรื่อง Happy Stamps โดยเป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งชื่อโรเจอร์ เคยเป็นอาชญากรเข้าคุกสองครั้งเพราะปลอมแปลงธนบัตร โรเจอร์ได้ยินแม่พูดเรื่องสมุดสะสมแสตมป์หลังจากที่นั่งดูแค็ตตาล็อคแลกของ เขาเลยคิดว่าควรจะปลอมแสตมป์และสมุด เพราะสองอย่างนี้จะทำให้แม่นำไปแลกของได้ทุกสิ่ง แต่เรื่องมีอยู่ว่า ถึงแม้ตัวแสตมป์จะปลอมได้แนบเนียนอย่างไร แต่กาวที่เคลือบอยู่บนแสตมป์เป็นจุดอ่อน เพราะมันไม่ใช่ชนิดที่ควรจะใช้ เวลาที่ใช้น้ำลายเลียแสตมป์แปะลงไปในสมุดก็จะไม่เป็นไร แต่ถ้าใช้เครื่องมือที่ไม่ใช่น้ำลาย(mechanical licker)มาช่วยเมื่อไร สีของตัวแสตมป์จะตกโดยเปลี่ยนจากสีชมพูเป็นสีฟ้า ตอนจบของเรื่องคือในตอนเช้า โรเจอร์ส่องกระจกดูหน้าตัวเอง พบว่าหน้าตา ลิ้น ปากเปลี่ยนเป็นสีชมพูทั้งหมด แถมไม่พอเดินขึ้นบ้านได้ยินแม่บอกว่าอยากได้บ้านทูดอร์แต่ต้องมีสมุดสะสมถึงสิบเอ็ดล้านเล่ม โรเจอร์เดินสะลึมสะลือกลับไปนั่งเลียแสตมป์ใหม่ นึกกับตัวเองว่า...เอาล่ะแม่อยากบ้านได้บ้าน แค่สิบเอ็ดล้านเอง! เรื่องสั้นเรื่องนี้น่ารักดี ตอนที่เขียนนั้นคิงอายุสิบสอง เขาส่งเรื่องนี้ไปยังนิตยสารของอัลเฟรด ฮิทช์ค็อก แต่ได้รับการปฎิเสธ ฝาห้องของเขาเต็มไปด้วยกำแพงแขวนใบตอบปฎิเสธจากสำนักพิมพ์ต่างๆ เขาเล่าว่ามันเป็นบทเรียนเรื่องการเขียนซึ่งสำนักพิมพ์และบรรณาธิการเหล่านี้สอนอะไรให้มากมายในใบตอบกลับ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ เขาเขียนหนังสือด้วยความรัก ไม่เคยหยุดเขียน และเป็นคนที่มีความคิดมหัศจรรย์มาก

ส่วนในภาคสองเป็นเรื่องภาษาการเขียน เนื่องจากเขาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษมาก่อน บทนี้จึงพูดเรื่องภาษาในสไตล์ของเขา เนื่องจากคิงมาจากชนชั้นใช้แรงงาน เขาอยากให้หนังสือของเขาใช้ภาษาอ่านง่ายที่สุด ภาษาในเรื่องก็ต้องเหมาะและตรงกับลักษณะตัวละคร และเน้นหนักไปทางเรื่องเล่าที่น่าตื่นเต้น เพราะคนอ่านหนังสือ ส่วนใหญ่อ่านเพื่อความบันเทิงและต้องการจะพักผ่อนจากการทำงาน หนังสือควรจะได้รับการหยิบขึ้นมาอ่านในทุกหนทุกแห่ง บนเครื่องบิน รถไฟ รถยนต์ หรือในบ้าน หลังจากนั้นเขาพูดถึงการใช้หลักภาษา การเขียน adverb. การแก้ไขงาน โดยพาดพิงไปถึงหนังสือต่างๆ อย่างเช่นบอกว่า The Bridges of Madison County เป็นหนังสือที่เขียนภาษาแย่มาก เป็นต้น แต่ที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ วิธีเขียนของคิง เขาบอกว่าไม่เคยมีพล็อตเรื่องเลย มีเพียงแค่พล็อตไลน์ อย่างเช่นเรื่อง Misery ประโยคคือ พยาบาลโรคจิตกับนักเขียนบาดเจ็บ เรื่องนี้เคยเป็นภาพยนตร์ที่แคธี เบธเล่นและได้รับรางวัลออสการ์จากบทพยาบาลบ้า ฉากหนึ่งที่ผมจำได้ดีคือฉากเธอเอาค้อนไปทุบนิ้วนักเขียนบนเตียง โดยบังคับให้เขียนหนังสือถึงตัวละครที่เธอรัก ถ้าเขาเขียนไม่ได้ก็ทรมานไปเรื่อยๆ คิงเล่าว่าเขาเอามาจากความฝันตอนเดินทางบนเครื่องบิน พอตื่นมาก็เลยเขียนใส่ทิชชูไว้ ซึ่งเป็นตอนที่แอนนีพยาบาลโรคจิตพูดถึงหมูที่เลี้ยงไว้ชื่อว่ามิสเซอรี หลังจากนั้นเขาจะนึกต่อว่าประเด็นของสองตัวละครนี้มีน้ำหนักมากพอจะเขียนถึงไหม และที่น่าทึ่งกว่านั้นอีกคือ ทุกครั้งที่เขานั่งเขียน เขาเปรียบตัวเองเป็นนักอ่านคนแรก ตอนเขียนเองก็ไม่รู้ว่าเนื้อเรื่องจะไปในทางทิศใด เนื่องจากไม่มีพล็อตโดยละเอียด บางวันจึงเขียนด้วยอาการตื่นเต้นระคนแปลกใจในสิ่งที่ค้นพบ ถ้าเขาเขียนแบบมีโครงเรื่องจงใจเกินไปจะทำให้เขียนไม่ออก อย่างเช่นเรื่องหนึ่ง คือ Bags of Bones ที่คิงบอกว่าเหนื่อย ส่วนในภาคที่สาม On Living เป็นตอนสั้นๆเล่าถึงเรื่องที่เขาประสบอุบัติเหตุโดนรถแวนชนในปี 1997 เขาเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น รอดมาได้อย่างไร แล้วชายที่ชนไปตายในตอนหลังอย่างไร เป็นประสบการณ์เจ็บปวดที่ทำให้เขาบาดเจ็บต้องนั่งรถเข็นอยู่เป็นปี

หนังสือเล่มนี้เป็นการเล่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของความเป็นสตีเฟน คิง แต่ถึงไม่ใช่แฟนหนังสืออย่างจริงจังก็สามารถจะอ่านได้อย่างสนุก ผมเคยอ่านหนังสือของเขาไม่มากนัก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือในยุคแรกๆ เช่น The Stand, Carrie เรื่องของเด็กหญิงที่มีอำนาจจิต (เป็นภาพยนตร์สยองขวัญสุดโปรดในวัยจอมซนของผม) Misery, The Dead Zone (ชายที่ได้จับมือกับประธานาธิบดีในอนาคต แล้วมองเห็นความหายนะในสงครามโลกครั้งที่สาม เขาไม่รู้จะทำอย่างไรจึงต้องหาทางช่วยโลกด้วยการฆ่าผู้สมัครคนนั้นเสีย) และ Thinner (ชายผู้ต้องคำสาปยิปซีด้วยการผอมลงเรื่อยๆ) แต่ที่ผมชอบที่สุดกลับเป็นเทพนิยาย เรื่องเจ้าชายสองคนแย่งสมบัติกันในเรื่อง The Eyes of the Dragon ถ้าคุณอยากรู้เหมือนที่ผมสงสัยมาตลอดว่าทำไมสตีเฟน คิงถึงเป็นอัจฉริยะนักคิดได้พิลึกเช่นนี้ หนังสือเล่มนี้เชิญชวนให้คุณอ่านคำตอบจากตัวเขาเองทั้งหมด

เกี่ยวกับผู้เขียน Stephen King เกิดที่พอร์ตแลนด์ ปี 1947 จบการศึกษาจาก University of Maine เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนมัธยมและหัดเขียนเรื่องสั้นมาตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปี หนังสือเล่มแรกที่ได้รับการตีพิมพ์คือ Carrie ตอนที่เขามีอายุยี่สิบหกปี เขาเคยติดอัลกอฮอลอย่างหนัก แต่ก็เลิกได้ในภายหลังเพราะภรรยา หันมาติดเขียนหนังสือแทน ปัจจุบันมีผลงานหนังสือติดอันดับขายดีมากกว่าสามสิบเล่ม เล่มล่าสุดคือ Dreamcatcher

On Writing: Stephen King
ISBN 0-7434-2104-3 Simon & Schuster (2001) 274 pages $ 7.99

เขียนนิยายให้ขายดี เขียนโดย สตีเฟน คิง แปลโดย นพดล เวชสวัสดิ์ มติชน ๒๕๔๗

This is a short book because most books about writing are filled with shit. Fiction writers, present company included, don't understand very much about what they do---not why it works when it's good, not why it doesn't when it bad. I figured the shorter the book, the less the bullshit.

One notable exception to the bullshit rule is The Elements of Style, by William Strunk Jr. and E. B. White. There is little or no detectable bullshit in that book. (Of course it's short; at eighty-five pages it's much shorter than this one.) I'll tell you right now that every aspiring writer should read The Elements of Style. Rule 17 in the chapter titled of Composition is "Omit needless words." I will try to do that here.
Stephen King . . On Writing

Copyright © 2001 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑ มิถุนายน ๒๕๔๔