* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book BOOKS, BAGUETTES AND BEDBUGS : Jeremy Mercer
read by O

Book Cover

ข้ามฝั่งแม่น้ำแซน ตรงข้ามมหาวิหารนอเตรอดาม ณ หลักกิโลเมตรที่ศูนย์ เป็นที่ตั้งของร้านหนังสือเก่าแก่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ความโด่งดังของ Shakespeare and Company อยู่ที่กลิ่นอายของประวัติศาสตร์ มนต์เสน่ห์และอัธยาศัยของเจ้าของร้าน และสำคัญคือจิตวิญญาณในความรักหนังสือ เพราะหากขาดสิ่งนี้ไป ความตรึงใจที่ชวนดึงดูดให้อยากไปร้านหนังสือ คงจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว

Shakespeare and Company ในปัจจุบันเป็นร้านของ จอร์จ วิตแมน ก่อตั้งเมื่อปี 1951 เดิมทีชื่อว่า Le Mistral และเปลี่ยนชื่อเป็นเชกสเปียร์แอนด์กัมปานี เพื่อเป็นเกียรติแก่ ซิลเวีย บีช เจ้าของร้านดั้งเดิมที่ปิดกิจการเมื่อปี 1941 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซิลเวียแวะเวียนไปร้านจอร์จบ่อยครั้ง เธอมอบหนังสือ Ulyssess ของเจมส์ จอยซ์ที่เธอเป็นผู้ตีพิมพ์ให้แก่จอร์จ หลังจากที่ซิลเวียสิ้นชีวิต จอร์จตัดสินใจเปลี่ยนชื่อร้าน แม้จะโดนกล่าวหาว่านำชื่อร้านมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า

จอร์จรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของร้านดั้งเดิมในการส่งเสริมกิจกรรมการอ่านและการเขียน เชกสเปียร์แอนด์กัมปานีจึงเป็นบ้านที่สองของนักเขียนยุค 'บีต เจนเนอเรชั่น' ที่เดินทางมากรุงปารีสในช่วงปี 50 และเป็นร้านที่เฮนรี่ มิลเลอร์และอานาอิส นินหลงใหลนักหนา จอร์จทำร้านหนังสือเป็นห้องสมุดสำหรับคนไม่มีสตางค์จะซื้อ ขายหนังสือมือสองและหนังสือใหม่ในราคาย่อมเยา และที่น่ารักมากคือเขาหาเตียงเล็กๆ มาวางตามห้องต่างๆ จนตลอดห้าสิบปีที่ผ่านมา ร้านของจอร์จเป็นที่นอนซุกหัวของนักเขียน นักอยากเขียน นักอ่านไม่ต่ำกว่า 4,000 คนทั่วโลก ทั้งหมดทั้งปวงนี้เขามอบให้ฟรีโดยไม่เก็บสตางค์แม้แต่บาทเดียว

Books, Baguettes and Bedbugs เป็นบันทึกของเจเรมี่ เมอร์เซอร์ ในวันที่เขาร่อนเร่ใช้ชีวิตในกรุงปารีส อาศัยที่นอนในร้านหนังสือของจอร์จและได้สัมผัสกับจิตวิญญาณที่แวดล้อมในร้าน เขาเล่าบันทึกอย่างซื่อตรง สนุกสนาน โรแมนติกและแสนเศร้าของร้านแห่งนี้ ทุกสิ่งก่อร่างขึ้นด้วยความรักและความศรัทธาของคนรักหนังสือที่จะรักษาร้านนี้ให้คงอยู่ตลอดไป

ผู้เขียนเล่าตั้งแต่วันที่เขาหลบฝนไปเจอร้านเชกสเปียร์แอนด์กัมปานี วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ที่ตามประเพณีจะมีงานเลี้ยงน้ำชาแก่ลูกค้าที่เดินเข้าร้าน เจเรมี่เจอแต่คนที่มีบุคลิกแปลกตาเสมือนหมาป่าโดดเดี่ยว คุยกันแต่เรื่องที่เหมือนมาจากนอกโลก ทางเดินในร้านเหมือนเขาวงกต ห้องหับบรรยากาศทึบมัว มอซอ เต็มไปด้วยหนังสือทุกซอกและมีป้ายแปะว่า 'Be Not Inhospitable to Strangers, Lest They Be Angels in Disguise.' (จงเป็นมิตรกับคนแปลกหน้า เผื่อว่าเขาจะเป็นเทพยดาจำแลงตน)

เจเรมี่เล่าว่าเขาขอจอร์จมานอนในร้านเพราะไม่มีเงินเช่าโรงแรมแล้ว แต่ขั้นแรกต้องผ่านการทดสอบ ด้วยการกลับไปเขียนอัตชีวประวัติชั่วร้ายของตน และเล่าว่าทำไมถึงมาที่นี้ อัตชีวประวัติเป็นประเพณีของผู้มาอาศัยอยู่ในร้านตั้งแต่ร้านเปิด จอร์จเก็บบันทึกทุกแผ่นเป็นประวัติศาสตร์ของเชกสเปียร์แอนด์กัมปานี หลังจากนั้นถ้าผ่านการทดสอบได้เข้ามาอยู่ ก็มีกฎข้อที่สองว่าต้องอ่านหนังสือทุกวัน และต้องช่วยงาน เช่นเปิดร้านในตอนเช้าและปิดร้านในตอนเที่ยงคืน จอร์จไม่ได้ให้เงินผู้ช่วยร้าน เขาให้ที่นอนและในวันอาทิตย์เขาจะทำอาหารให้รับประทาน ที่เหลือคุณก็ต้องหาเอาเอง

ร้านหนังสือแห่งนี้จึงเป็นสวรรค์และนรกของนักอ่านและนักเขียนผู้ยากไร้แต่มีใจรักร่วมกัน เจเรมี่พบเพื่อนมากมาย บางคนมาหาบรรยากาศเขียนหนังสือ บางคนเป็นศิลปินวาดภาพ บ้างเป็นกวี หรือหนอนหนังสือตัวยง และทุกคนที่นี้เป็นผู้มาค้นหาความหมายในชีวิต เพราะปารีสคือนครแห่งความฝัน

คนในร้านเชกสเปียร์แอนด์กัมปานีขึ้นชื่อเลื่องลือว่าน่ารักแต่ยากจนมาก บ่อยครั้งจึงมีคนใจดีเอาอาหารหรือขนมปังบาแกตมาฝาก ผู้เขียนเล่าวิธีใช้ชีวิตไร้เงินในกรุงปารีสอย่างสนุกสนาน เช่นถ้าอยากกินอาหารราคาถูก ต้องแอบทำตัวเป็นนักศึกษากินที่โรงอาหารสำหรับนักเรียนที่รัฐสร้างไว้ทั่วเมือง หรือถ้าอยากกินกาแฟถูกต้องยืนกินที่เคาน์เตอร์บาร์ตามร้านคาเฟ่ เพราะหากนั่งตามโต๊ะ ราคากาแฟจะแพงเป็นสามเท่า หรือการขโมยขึ้นรถไฟเมโทรด้วยวิธีแยบยล การไปเข้าคิวอาบน้ำตามห้องน้ำสาธารณะตามประสาคนไร้บ้านในเมืองหลวง ผู้เขียนเล่าด้วยความรักและอารมณ์ขัน เรื่องทุกข์โศกเหล่านี้จึงเป็นความทรงจำที่ดีซึ่งหล่อหลอมด้วยวิญญาณของความรักหนังสือ

ประวัติของจอร์จ วิตแมนตั้งแต่เด็กน่าสนใจและน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก ตอนที่เจเรมี่พบจอร์จ จอร์จเป็นคนแก่วัย 86 ปีผู้มีอารมณ์ขึ้นลงตามอายุ เจเรมี่ทำทุกสิ่งเพื่อแบ่งเบาภาระในร้าน เขารับรู้ความโศกเศร้าในใจของจอร์จ เพราะหากร้านขาดเจ้าของเมื่อไร ประวัติศาสตร์ร้านหนังสือคงจบสิ้น ช่วงนั้นมีบารอนผู้หนึ่งกำลังกวาดซื้ออาคารที่ร้านหนังสือตั้งอยู่ไปทำโรงแรม ร้านจอร์จเป็นร้านเดียวที่ซื้อไม่ได้ จนเขาตั้งข้อเสนอว่ายินดีจ่ายเงินก้อนโตให้ล่วงหน้า และให้จอร์จทำร้านจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หลังจากนั้นพื้นที่ร้านค่อยโอนมาเป็นของเขา

ลอเรนซ์ เฟอร์ลินเกตตี เจ้าของร้านหนังสือ City Lights ในซานฟรานซิสโก เพื่อนรักของจอร์จพยายามช่วยตั้งมูลนิธิเพื่อดูแลร้านให้ดำเนินต่อไปได้ ในกรณีเชกสเปียร์แอนด์กัมปานีไร้เจ้าของ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะความดื้อรั้นของจอร์จ ผู้เขียนเชื่อว่าจอร์จตั้งความหวังลึกๆ ในใจว่าวันหนึ่งลูกสาวคนเดียวของเขาที่มีนามว่าซิลเวีย บีช วิตแมน อายุ 20 ปีผู้อยู่ในอังกฤษ คนที่จอร์จเคยเลี้ยงตอนเด็กๆ ในร้าน และไม่ได้ติดต่อกับเขามานานถึง 13 ปี จะกลับมาเป็นเจ้าของร้านแห่งนี้

วันหนึ่งจอร์จล้มป่วย ผู้เขียนจึงแอบตีตั๋วรถไฟไปลอนดอนคนเดียว เพื่อดักรอผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเขาไม่เคยเจอมาก่อน นอกจากเห็นรูปถ่ายในวัยเยาว์ ผู้เขียนจะได้พบกับซิลเวียหรือเปล่า และอนาคตของเชกสเปียร์แอนด์กัมปานีจะเป็นอย่างไร ชวนหาหนังสือน่ารักเล่มนี้มาอ่าน

เกี่ยวกับผู้เขียน Jeremy Mercer เจเรมี เมอร์เซอร์ เป็นชาวแคนาดา เคยทำงานเป็นนักข่าวอาชญากรรมหนังสือพิมพ์ ก่อนเดินทางมาพบร้านหนังสือที่รัก ปัจจุบันเมอร์เซอร์อยู่ที่เมืองมาร์เซย ตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส

Books, Baguettes and Bedbugs : Jeremy Mercer
ISBN: 0753820587 Phoenix, 272 pages, £7.99

ปารีส/พำนัก/คน/รัก/หนังสือ เจเรมี เมอร์เซอร์ แปลโดย ศรรวริศา กำมะหยี่ ๒๕๕๒

If you ever come to Paris
On a cold and rainy night
And find the Shakespeare store
It can be a welcome sight

Because it has a motto
Something friendly and wise
Be kind to strangers
Lest they're angles in disguise

Jeremy Mercer . . . Books, Baguettes and Bedbugs

Copyright © 2006 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๙