วันเวลาที่ยังเหลืออยู่
ผมได้รับพร ผมได้รับการบอกเล่าว่าจะมีชีวิตต่อไปได้อีกเพียงสามเดือน
ยูจีน โอเคลลี่ ผู้เขียนเปิดเรื่องชีวิตของเขาไว้อย่างนี้
ปลายเดือนพฤษภาคม 2548 หมอวินิจฉัยว่ายูจีนเป็นมะเร็งในสมองระยะสุดท้าย เขามีเนื้องอก 3 ก้อนในสมองขนาดเท่าลูกกอล์ฟซึ่งไม่สามารถผ่าตัดหรือรักษาได้ หมอบอกว่าเขาจะมีชีวิตต่อไปอีกเพียง 100 วัน
เขากำลังจะตาย เขาจะเห็นฤดูใบไม้ร่วงของนิวยอร์กเป็นครั้งสุดท้าย
ตอนนั้น ยูจีนอายุ 53 ปี เป็นซีอีโอของบริษัทเคพีเอ็มจี ซึ่งเป็นบริษัทบัญชีใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เขามีสุขภาพดีเรื่อยมา เล่นกีฬา ไม่เคยสูบบุหรี่ กินอาหารดี โรคร้ายนี้มาถึงไม่ทันให้รู้เนื้อรู้ตัว เขาไม่มีอาการอะไร ภรรยาสังเกตว่าแก้มข้างขวาดูตกๆ ทั้งคู่คิดว่าคงเกิดจากความเครียด
แต่แล้ว หมอกลับบอกว่าเขามาถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
ผมจะทำอะไรดี ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไรนับแต่นี้ไป ผมจำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ในทุกๆ ทาง (หน้า 65)
ในฐานะนักบัญชี นักธุรกิจ และซีอีโอผู้มีนิสัยมุ่งมั่น เจ้าระเบียบ ช่างจัดการ ละเอียด รักความถูกต้องเที่ยงตรง เขานำทักษะและแนวคิดเหล่านี้มาใช้จัดการเวลาช่วงสุดท้ายในชีวิต เขาต้องปรับตัวรวดเร็วเพื่อให้วันที่เหลืออยู่เปี่ยมคุณค่าและความหมาย
การต้องนึกถึงความตายทำให้เขานึกถึงเรื่องชีวิตขึ้นมาจริงจัง เขายังรักชีวิต อยากอยู่เห็นหลายสิ่ง แต่เมื่อมีเวลาจำกัด เขาตั้งใจให้เวลาที่เหลืออยู่เป็นช่วงดีที่สุดในชีวิต เขาคิดว่าตนเองได้รับพรเพราะยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บปวด (หมอบอกว่าเขาจะไม่เจ็บปวดในวาระสุดท้ายเช่นกัน) และที่สำคัญ เขามีคนที่รักอยู่ใกล้ๆ
ยูจีนเคยอยู่กับอนาคตเรื่อยมา หน้าที่การงานทำให้เขาต้องวางแผนล่วงหน้าให้บริษัทนานถึง 18 เดือน ทุกคืนก่อนเข้านอน เขาคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีก 1-6 เดือนข้างหน้า
หลังจากรู้ว่าป่วย ทุกคืน เขาคิดถึงเพียงแต่วันพรุ่งนี้
ยูจีนเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อแบ่งปันประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับความตาย เขาเขียนถึงการ โอบรับความตาย ด้วยหวังว่าเรื่องราวของเขาจะช่วยให้คนอื่นๆ มีความตายที่ดีกว่า รวมถึงมีชีวิตที่ดีกว่าในขณะนี้ด้วย
เมื่อรู้ว่าป่วย เขาต้องดำเนินชีวิตช้าลง รู้ว่าจะจดจ่อแต่กับอนาคตไกลๆ ไม่ได้อีกต่อไป เขาเรียนรู้คุณค่าแท้จริงของการใช้ชีวิต ณ ชั่วขณะปัจจุบัน
เมื่อโลกหมุนช้าลง ยูจีนพบว่าทุกขณะล้วนเป็นเวลาที่สมบูรณ์แบบได้
ผมรู้สึกว่า ถ้าผมสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่ในปัจจุบันขณะได้ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมกับสิ่งแวดล้อม ผมก็จะซื้อเวลาให้ตัวเองได้มากมาย (หน้า 99)
ยูจีนรักษาตัวด้วยการฉายรังสีนาน 6 อาทิตย์ ซึ่งแพทย์บอกว่าอาจช่วยยืดอายุให้นานขึ้น ประสบการณ์การฉายรังสีทำให้เขาเรียนรู้จะยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของผู้คน ของอุปกรณ์ ทุกอย่างล้วนไม่เป็นไปตามแผน ช่างต่างจากโลกทรงประสิทธิภาพของซีอีโอที่เขาเคยรู้จัก ยูจีนอดทนต่อผู้คนมากขึ้น เขาบอกว่า เมื่อก้าวเข้าสู่วาระสุดท้ายของชีวิต จะมีทางเลือกอะไรให้ผมอีก นอกจากต้องยอมรับมัน
บทเรียนชีวิตบทสุดท้ายสอนเขาว่า เราควรใช้เวลานึกถึงความตายของเราและสิ่งที่เราต้องการจะทำในวันท้ายๆ ในขณะที่เรายังทำอะไรๆ ได้อยู่ และเมื่อวางแผนแล้ว เขาแนะนำให้ลงมือทำทันที อย่ารีรอ ใครจะรู้ว่าเราเหลือเวลาอีกเท่าใด
งานของซีอีโอหนักมาก กดดัน ไม่มีวันหยุด เขาทำงานตลอดเวลา เดินทางบ่อย เขาวางแผนว่าเมื่อเกษียณแล้วจะได้ใช้เวลาด้วยกันกับภรรยา น่าเสียดายว่าเวลานั้นไม่มีอีกแล้ว
เรื่องยากของความรักคือ สักวันเราต้องจากคนที่รักไป สักวันต้องเอ่ยคำลา ยูจีนคิดว่าเขาโชคดีที่มีโอกาสกล่าวอำลาผู้คนรอบข้าง คำกล่าวจากนิยายเรื่อง The Fir and the Palm ของ เอลิซาเบธ บิเบสโค บอกไว้จริงแท้ว่า ไม่ใช่การอยู่ด้วยกันหรอกที่ยืดยาว การจากกันต่างหาก
เราคงเคยเห็นหนังสือประสบการณ์ชีวิตลักษณะนี้จำนวนมาก แต่หนังสือเล่มนี้พิเศษและมีเสน่ห์จับใจบางอย่างให้น่าติดตามและผูกใจกับผู้เขียน เขาไม่ได้ขมขื่นฟูมฟาย มีอารมณ์ขัน (เช่นบอกว่าตั้งแต่รู้ว่าป่วย เขากินแต่อาหารอร่อยอุดมด้วยไขมันและคอเลสเตอรอล) การปรับตัวและจิตใจของเขานับเป็นเรื่องน่าทึ่ง นอกจากนี้ อ่านดูแล้วเขาน่าจะเป็นคุณพ่อที่น่ารัก ดังตอนหนึ่งที่เขาเขียนไว้
ผมอยากอยู่เห็นหลายสิ่ง เห็นวันที่จีน่า ลูกสาวของผมจบจากไฮสกูล จบมหาวิทยาลัย แต่งงาน มีลูก และสร้างอนาคตขึ้นใหม่ (เธอจะเรียงลำดับก่อนหลังอย่างไรก็ได้นะครับ) (หน้า 19)
ชื่อหนังสือ ไล่ล่าแสงตะวัน มาจากช่วงเวลาที่ยูจีนชอบที่สุดตอนเล่นกอล์ฟ คือยามเย็นย่ำที่เงาดำค่อยๆ ยืดยาวขึ้น เหมือนเราไม่ได้แค่เล่นกอล์ฟ แต่คล้ายเรากำลังไล่ตามแสงตะวัน ไขว่คว้าวันเวลาเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ยูจีนเสียชีวิตวันที่ 10 กันยายน 2548
เรื่องของความตายเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครอยากคิดถึงจริงจังนัก ทั้งที่ความตายกับชีวิตเป็นเรื่องเดียวกัน ในเรื่อง Tuck Everlasting (ชั่วนิรันดร์) เมื่อตัวละครหนึ่งบอกว่า หนูไม่อยากตาย ทัคตอบน่าประทับใจว่า การตายนั้นเป็นส่วนหนึ่งของวงล้อ มันอยู่ที่นั่นเผงเลย ถัดจากการเกิด หนูไม่อาจจะเลือกเอาแต่ส่วนที่ตัวเองชอบและทิ้งส่วนที่เหลือไป การเป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งทั้งมวลนั้นเป็นพรประเสริฐอย่างหนึ่ง
หนูไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากการตาย
เรื่องของยูจีนอาจสะกิดใจให้เรา ช้าลง อยู่กับปัจจุบันให้มากขึ้น และถ่อมตัวกับชีวิตมากกว่าเดิม
* บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ IMAGE MUST READ นิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนมกราคม ๒๕๕๑
เกี่ยวกับผู้เขียน Eugene O'Kelly ยูจีน โอเคลลี่ เกิดและโตที่นิวยอร์กซิตี้ เริ่มงานที่เคพีเอ็มจีในตำแหน่งผู้ช่วยนักบัญชีในปี ค.ศ. 1972 ต่อมาได้เป็นซีอีโอในปี ค.ศ. 2002 และได้เป็นหุ้นส่วนอาวุโสของบริษัท เขาเสียชีวิตวันที่ 10 กันยายน ค.ศ. 2005
Chasing Daylight : Eugene O'Kelly
ISBN 0071471723 McGraw-Hill 179 หน้า ราคา $19.95 ปีที่พิมพ์ 2005
ฉบับแปล ไล่ล่าแสงตะวัน
เขียน ยูจีน โอเคลลี่ แปลจากภาษาอังกฤษ โตมร ศุขปรีชา
ISBN 974-9965-65-5 สำนักพิมพ์ แมคกรอ-ฮิล พ.ศ. 2550 212 หน้า ราคา 180 บาท
Copyright © 2008 faylicity.com
เราชอบเล่นกอล์ฟตอนเย็นๆ เพราะสนามมักจะว่าง พระอาทิตย์คล้อยต่ำ ทำให้เงาในสนามยืดยาวขึ้น ต้นไม้ตามขอบสนามของแต่ละหลุมก็ยิ่งงดงามน่าประทับใจมากขึ้น มันเป็นช่วงเวลาแห่งมนต์เสน่ห์ เวลาออกรอบ เรามักซึมซับกับเกือบทุกสิ่ง การรับรู้ของเราละเอียดอ่อนขึ้น เหมือนเราไม่ได้แค่เล่นกอล์ฟ แต่คล้ายเรากำลังไล่ตามแสงตะวัน ไขว่คว้าวันเวลาเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
-- ไล่ล่าแสงตะวัน
* * *
ถ้าฉันมีชีวิตได้ใหม่อีกครั้ง
นาดีน สแตร์
คราวหน้าฉันจะกล้าทำผิดพลาดมากกว่านี้ จะผ่อนคลาย ยืดเส้นสาย จะโง่เขลากว่าที่เคยเป็นมาในการเดินทางครั้งนี้ จะยึดมั่นถือมั่นน้อยลง ลองเสี่ยงมากขึ้น ปีนภูเขาและข้ามแม่น้ำมากกว่านี้ กินไอสครีมถี่กว่านี้ กินถั่วน้อยลง ฉันอาจประสบปัญหาจริงๆ มากขึ้น แต่มีปัญหาในจินตนาการน้อยลง
เห็นไหมเล่า ฉันเป็นคนประเภทที่ใช้ชีวิตด้วยเหตุผลและสติทุกชั่วโมง ทุกวี่วัน มีจังหวะดีๆ บ้างเหมือนกัน แต่ถ้าเริ่มต้นใหม่ได้ ฉันจะมีจังหวะดีให้บ่อยขึ้น อันที่จริง ฉันจะพยายามไม่มีอะไรอื่นเลย เพียงมีชั่วขณะนี้ ชั่วขณะปัจจุบันครั้งแล้วครั้งเล่า แทนที่จะใช้ชีวิตหลายต่อหลายปีกับการอยู่กับวันพรุ่ง ฉันคือคนที่ไม่ออกไปไหนโดยไม่มีปรอทวัดไข้ ขวดน้ำร้อน เสื้อฝน และร่มชูชีพ ถ้าฉันมีชีวิตได้อีกครั้ง ฉันจะทำตัวให้เบาลงในการเดินทาง
ถ้าฉันมีชีวิตอีกครั้ง ฉันจะเดินเท้าเปล่าเร็วกว่านี้ในฤดูใบไม้ผลิ และทำเช่นนั้นจนเข้าฤดูใบไม้ร่วง ฉันจะเต้นรำบ่อยขึ้น นั่งม้าหมุนมากขึ้น เก็บดอกเดซี่มากกว่านี้
* สแตร์ เป็นกวีหญิงชาวอเมริกัน เขียนบทกวีนี้เมื่ออายุ 85 ปี
ที่มา : หนังสือรวมบทกวี If I had my life to live over
|