| เต้นรำในความมืด : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง |
เต้นรำในความมืด เป็นสารคดีบอกเล่า "หลากหลายนาฏกรรมชีวิตของผู้พิการทางสายตา" เรื่องราวในเล่มไม่ได้นำเสนอให้เศร้าสร้อยหรือน่าสงสาร แต่เพื่อที่เราจะเรียนรู้และเข้าใจชีวิตที่แตกต่างกัน ดังที่ชื่อหนังสือบอกเอาไว้ ในความมืดนั้นมีการเต้นรำ ที่สามารถจะสดสวยดีงามอย่างยิ่ง เป็นได้แม้กระทั่งแรงบันดาลใจ
ในเล่มเล่าเรื่องของ วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ผู้ตาบอดจากอุบัติเหตุขณะอายุราว 16 ปี ต่อมาเขาจบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และได้ทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านกฎหมายที่ฮาร์วาร์ด ปัจจุบันดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ และเป็นประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ศิริณี ตาบอดตั้งแต่เกิด เธอเข้าโรงเรียนสอนคนตาบอด ต่อมาสำเร็จการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศิริณีเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มก่อตั้งสมาคมสตรีตาบอดแห่งประเทศไทย ชีวิตของเธอมีเรื่องความรักที่น่าประทับใจ พิทยา ศรีโกตะเพ็ชร เคยมองเห็นตอนเด็กๆ จนกระทั่งเข้าเรียนชั้น ม. 1 เขาจบโทสาขาศาสนาเปรียบเทียบ ที่มหิดล แล้วออกมาขายลอตเตอรี "อาชีพที่เขาเรียกว่า เซลแมนของรัฐบาล" ปัจจุบันเขาทำงานกับสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานแห่งชาติ พนอแต่งงานกับถาวร ซึ่งเป็นคนตาบอดด้วยกัน มีลูก 2 คน ซึ่งมีสายตาปกติทั้งคู่ พนอเป็นแม่บ้าน ถาวรขายลอตเตอรี เขาบอกเล่าข้อมูลเรื่องโอกาสในอาชีพของคนตาบอดได้ดี และยังเล่าข้อมูลลอตเตอรีที่เราอาจไม่เคยรู้ "ให้ขายอย่างอื่นที่ไม่ใช่ลอตเตอรีก็ทำได้ อยู่ที่ว่าคนตาดีจะยอมรับไหม อย่างขายขนม ของกิน ขายของแห้งใส่ถุงตามตลาด เขาจะกล้าซื้อไหม เพราะเขาอาจคิดว่ามันจะไม่สะอาด อยู่ที่สังคมว่าจะยอมรับไหม หรืออย่างอาชีพลูกจ้างที่ไม่ต้องลงทุนเอง ถ้าสถานประกอบการยอมรับ จะช่วยได้เยอะ ตามกฎหมายว่าคนทำงาน ๒๐๐ คน ให้มีคนพิการ ๑ คน เราทำได้ แต่เขาจะเปิดโอกาสให้เราทำไหม มันขึ้นอยู่กับสังคมมาก หน่วยงานของราชการยังไม่ยอมรับเข้าทำงานเลย นอกจากกรมแรงงานกับกรมประชาสัมพันธ์ งานนวด กระทรวงสาธารณสุขก็ยังตั้งแง่ ไม่ยอมออกใบประกอบวิชาชีพให้ เราถูกกีดกันไว้เสียทุกเรื่อง ไปทำอาชีพอื่นยาก ผมเคยคิดจะเปิดร้านซีดี แต่ทำคนเดียวมันลำบาก ต้องหายแน่ มิจฉาชีพมีอยู่ แม้แต่ลอตเตอรี ก็ถูกเขาหยิบติดมือไป หายประจำ" การขายลอตเตอรีของถาวรนั้น ครอบครัวเขามีโควตา 1,000 ใบ ถ้าขายหมดจะมีรายได้เลี้ยงครอบครัว 6,800 บาทต่อเดือน ถาวรคิดว่ารัฐน่าจะเพิ่มเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นสักหน่อย กิตติพงศ์ สุทธิ ตาบอดตั้งแต่เด็กๆ ต่อมาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะอักษรศาสตร์ ศิลปากร และปริญญาโท สาขาพัฒนาแรงงานและสวัสดิการ ธรรมศาสตร์ ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการ สถาบันคนตาบอดแห่งชาติเพื่อการวิจัยและพัฒนา เขาพูดถึงโอกาสทางการศึกษาของคนตาบอดในบ้านเราว่า "การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คนตาบอดเป็นอิสระ คนตาบอดพึ่งตนเองได้ ถ้าได้รับการพัฒนา และสังคมให้โอกาส เวลานี้ที่เรียนแล้วได้เข้าทำงานก็คงไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์" มณเฑียร บุญตัน ตาบอดตั้งแต่เกิด ต่อมาได้ทุนศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาโทด้านดนตรี ที่มหาวิทยาลัยมินิโซตา ปัจจุบันเป็นนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เขาบอกสถานการณ์สิทธิของคนตาบอดปัจจุบันได้น่าฟัง เช่นว่า "โรงเรียนสอนคนตาบอดทั่วประเทศมี ๑๑ แห่ง แต่ละแห่งรับนักเรียนได้ไม่เกิน ๑๕๐ คน ... คนตาบอดทั้งประเทศ ... อยู่ในวัยเรียนราวแสนคน แต่อาจมีสัก ๒ พันคนที่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา การที่รัฐบาลไม่เตรียมความพร้อม ทำให้เขาเรียนไม่ได้" แต่ถึงจะได้เรียน เมื่อจบแล้วก็หางานที่ไหนยาก ด้วยไม่มีใครเชื่อถือ ยอมรับ "อาชีพก็วนเวียนอยู่ ๓-๔ อย่าง เล่นดนตรีขอทาน นวด โอเปอเรเตอร์ ขายสลาก" นอกจากนั้น ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือการขาดโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร "เราอ่านไม่ได้ด้วยตา เว็บไซต์ที่มีเสียงจึงมีความสำคัญมาก ข้อมูลเอกสารราชการก็เช่นเดียวกัน เมื่ออานไม่ได้ การใช้สิทธิตามกฎหมายก็ไม่เกิด" ยังมีเรื่องเล่าของคนตาบอดที่เล่นโบว์ลิ่ง ครูที่สอนทักษะการใช้ไม้เท้าขาว และการฝึกการเคลื่อนไหวต่างๆ ให้คนตาบอด เช่นการทำงานบ้าน ขึ้นรถ ไปตลาด ฯลฯ หนังสือเล่มนี้ทำให้ได้รู้จักโรงเรียนสอนคนตาบอด ก่อตั้งโดย เจเนวีฟ คอลฟิลด์ อันเป็นสถานศึกษาของหลายชีวิตในเล่ม ได้ความรู้เกี่ยวกับคนตาบอด เช่นรูปแบบตัวอักษรเบรลล์ เครื่องมือการเขียนเบรลล์ ได้รู้จักการนำทางที่ถูกต้องว่าให้คนตาบอดเกาะแขน เหนือข้อศอก ไม่ใช่จูงมือนำไป ได้ทราบว่าเบรลล์บล็อกบนทางเท้ามีความหมายอย่างไร เต้นรำในความมืด เปิดเล่มได้ดีมาก โดยบอกว่าการให้ความช่วยเหลือคนตาบอด มักเป็น "การสงเคราะห์มากกว่าการสร้างโอกาส และสร้างปัจจัยที่เอื้อให้คนตาบอดพัฒนาศักยภาพของตน" เราเป็นเช่นนั้นด้วยหรือไม่? หนังสือเล่มนี้น่าจะช่วยให้เราเข้าใจคนตาบอดบ้างแม้เพียงบางส่วน ซึ่งอาจทำให้เรารู้สึกเดือดร้อนใจ เวลารู้ข่าวเช่นว่า ลิฟต์ในสนามบินสุวรรณภูมิแทบไม่มีเบรลล์สำหรับช่วยนำทางคนตาบอด หรือเครื่องหมายต่างๆ ในสนามบินมีขอบแหลมคม ซึ่งเป็นอันตรายแก่ผู้มีปัญหาในการมองเห็น และแม้กระทั่งข่าวอื่นๆ เกี่ยวกับคนพิการในรูปแบบอื่น เช่นห้องน้ำสำหรับคนพิการ ทางลาด บันไดเลื่อน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัว ด้วยเกี่ยวข้องกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แม้แตกต่างแต่เราน่าจะอยู่ร่วมกันได้ด้วยดี อย่างไรก็มีข่าวน่าชื่นใจเร็วๆ นี้ว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เตรียมแผนแห่งชาติเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หากแผนนี้ได้รับความเห็นชอบ เด็กพิการจะได้เรียนร่วมชั้นกับเด็กนักเรียนทั่วไปภายใน 5 ปี หนังสือเล่มนี้ดีมาก เขียนดี ข้อมูลดี หน้าปกสวยมาก (มีอักษรเบรลล์ชื่อเรื่องอยู่ใต้ตัวพิมพ์ชื่อเรื่องด้วย) จัดทำดี น่าอ่านอย่างยิ่ง อยากแนะนำเพราะเป็นหนังสือที่ดีงาม และทำให้มีความหวัง
เต้นรำในความมืด : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง
Copyright © 2006 faylicity.com ที่จริงชีวิตนี้เราขอยืมเขามา ถึงเวลาเขามาเอาไปทีละส่วนหรือมาเอาไปทีเดียวเลย สำหรับเราเขาเอาดวงตาไปก่อนก็ไม่ใช่เรื่องที่เรามานั่งเสียใจ เราอยู่ได้อย่างมีความสุข คิดแต่ว่าเวลาที่เหลืออยู่ ชีวิตที่เหลือเราจะพัฒนาต่อไปอย่างไร ไม่ให้เป็นภาระคนอื่นเท่านั้น -- จุฑารัตน์ กิจมุติ |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๙ |