| ดีไซน์+คัลเจอร์ : ประชา สุวีรานนท์ |
การออกแบบที่เป็นเรื่องใกล้ตัว
เรื่องของการออกแบบและแบรนด์ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ของยุคนี้ ดีไซน์+คัลเจอร์ เขียนถึงเรื่องเหล่านี้โยงกับเรื่องของวัฒนธรรมได้อ่านสนุก น่าสนใจ และน่าคิดจนอยากชักชวนให้คุณอ่านหนังสือเรื่องนี้ ส่วนจะน่าสนใจสักเพียงใดนั้น ลองอ่านบทตอนสั้นๆ นี้ดูได้ ว่ากันว่าศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษแห่งแบรนด์ โรคประจำศตวรรษนี้ก็คือการมีสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าสำนึกนั้นอาจไม่ใช่ของเราเอง แต่เป็นสิ่งที่สร้างหรือกระตุ้นกันขึ้นมาได้ และในเมื่อสิ่งเหล่านี้มีความหมายแทนตัวตน ผู้คนจึงไม่อาจแน่ใจว่าอัตลักษณ์ของเขาเองนั้นเป็นผลของการชักใยโดยอำนาจที่ไม่ปรากฏรูปกายหรือเปล่า ดีไซน์+คัลเจอร์ รวบรวมบทความจากคอลัมน์ ดีไซน์ คัลเจอร์ ใน มติชนสุดสัปดาห์ ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550 ผู้เขียนเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ที่เล่าเรื่องในแวดวงนี้ให้อ่านเพลิน เรื่องของดีไซน์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่ไหน แต่อยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวัน ผู้เขียนเล่าเรื่องต่างๆ ได้น่าสนใจจนทำให้ใครๆ ก็อ่านหนังสือได้สนุก โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ทำงานหรือร่ำเรียนเกี่ยวข้องกับงานสาขานี้ เพราะเขาเขียนถึงเรื่องใกล้ตัวเราทั้งนั้น เราจะได้อ่านเรื่องของตัวพิมพ์ไทยในโปสเตอร์หนัง ได้รู้ความเป็นมาของการออกแบบฟอนต์บางรูปแบบว่ามีแนวคิดและที่มาที่ไปอย่างไร ได้รู้จักการออกแบบสินค้าคลาสสิกว่าข้าวของหน้าตาพิลึกพิลั่นแสนประหลาดอย่างเช่นที่คั้นน้ำผลไม้ซาลีฟนั้น เหตุใดจึงดังและขึ้นชื่อกันนัก ได้รู้เรื่องการออกแบบที่ดีเช่นแผนที่ลอนดอนอันเดอร์กราวด์โดย แฮร์รี เบ็ค ในปี ค.ศ. 1933 ที่ทั้งสวยงาม เข้าใจง่าย และประสบความสำเร็จจนเป็นแบบอย่างของแผนที่ระบบขนส่งทั่วโลก รวมทั้งแผนที่รถไฟฟ้า-รถใต้ดินของบ้านเราด้วย ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องของแผนที่จะอ่านสนุกและได้ความรู้ถึงเพียงนี้ เราจะได้รู้จักนักออกแบบชื่อดังหลายคนในหนังสือ เช่น อลัน เฟลทเชอร์ ผู้สร้างผลงานที่สวยงาม คมคายด้วยความเรียบง่ายและการลดทอน อีกทั้งยังเต็มไปด้วยอารมณ์ขันน่ารัก เรื่องของเขาน่าไปรู้จัก เรายังจะได้เห็นตัวอย่างผลงานสวยๆ ของเขาจากรูปในเล่ม นักออกแบบอีกคนหนึ่งที่น่าสนใจคือผู้ออกแบบโลโก้ของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ที่ชื่อ ปิแยร์ แบร์นารด์ เขาสร้างผลงานสวยสดจนน่าไปชมเช่นกัน นอกจากเราจะได้เห็นการออกแบบที่คลาสสิกและได้ผลแล้ว หนังสือยังพูดถึงการออกแบบที่ล้มเหลวเอาไว้ด้วย ทั้งที่ผลงานหลายชิ้นล้มเหลวด้วยเหตุอันไม่น่าเชื่อเลย เช่นแผนที่รถไฟใต้ดินของนครนิวยอร์กในปี ค.ศ. 1972 ที่ใช้หลักการออกแบบเดียวกับแผนที่ของลอนดอนอันเดอร์กราวด์แท้ๆ แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับ ซึ่งเราจะได้รู้เหตุผลว่าทำไม หรือแปรงสีฟันที่ผ่านการคิดค้นพัฒนามาดีเลิศ แต่เสียท่าตรงที่ด้ามแปรงอ้วนใหญ่เกินไปจนไม่อาจใส่ลงในที่วางแปรงของบ้านคนส่วนใหญ่ได้ (เราบางคนก็เคยประสบปัญหานี้แล้วใช่ไหม) เราได้รับรู้ท่าทีของคนลอนดอนต่อโลโก้โอลิมปิกปี ค.ศ. 2012 ที่ถูกวิจารณ์เสียๆ หายๆ ว่าเป็น ฝีมือลิงหรือศิลปินแห่งชาติ รวมทั้งเรื่องของที่วางถ้วยว่าสำคัญแค่ไหนในรถยนต์ที่ขายให้คนอเมริกัน เราจะได้รู้ว่ามินิแวนรุ่นหนึ่งของเชฟโรเล็ตมีที่วางถ้วยถึง 17 ใบ! ผู้เขียนเล่าถึงการออกแบบโดยพูดถึงเรื่องวัฒนธรรมไปด้วย เหตุหนึ่งที่ทำให้หนังสืออ่านสนุกก็เพราะการพูดถึงวัฒนธรรมไทยๆ ของเรานี่เอง ผู้เขียนวิพากษ์เรื่องความเป็นไทยให้อ่านได้แสบๆ คันๆ มันๆ เจ็บๆ ด้วยอารมณ์ขันร้ายกาจยิ่งนัก หนังสือพูดถึงความเป็นไทยที่ทางการพยายามจัดตั้งและกำกับดูแล กับความเป็นไทยที่แท้จริงในชีวิตรอบตัวเรา เช่นกรณีการรัฐประหาร 19 กันยายน กับปรากฏการณ์รื่นเริงที่ตามมา อาทิการถ่ายรูปกับรถถัง การมอบดอกไม้ให้ทหาร และมหกรรมบันเทิงราวกับงานวันเด็กครั้งที่สองในรอบปี (ที่มีการเต้นโคโยตี้ประกอบ) ซึ่งมีความเป็นไทยชนิดหนึ่งที่น่าจะจัดได้ว่าเป็น Inter Goes Thai หรือความต้องการให้ฝรั่งยอมรับไทย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ฝรั่งอึ้งไทย ผู้เขียนตั้งคำถามว่า สำนึกนี้ชวนให้สงสัยว่าฝรั่งแบบไหนที่ไทยอยากจะให้อึ้ง และความอึ้งแบบไหนที่ไทยควรจะพึงพอใจ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือความเป็นไทยๆ ที่ทำให้ฝรั่งอึ้งกันไปทั่วโลก ปัญหาอยู่ที่ว่านี่คือความเป็นไทยที่เราอยากให้ฝรั่งอึ้งกันหรือไม่? บทหนึ่งในหนังสือที่อ่านสนุกมากคือเรื่องของมนุษย์ห้องน้ำ ซึ่งเป็นรูปคนที่มีหัวเป็นวงกลม มีตัวและแขนขาเป็นเส้น ที่เรามักเห็นในป้ายติดหน้าห้องน้ำนั่นเอง เราจะได้รู้จักกำเนิดของรูปชนิดนี้และการนำไปใช้ในงานออกแบบต่างๆ รวมทั้งในโลโก้เหตุการณ์ 14 ตุลาคม ของบ้านเรา ซึ่งแทนภาพประชาชนด้วยมนุษย์ห้องน้ำ ผู้เขียนให้ความเห็นว่า ประชาชนของโลโก้ 14 ตุลา จึงไม่เกี่ยวกับความคิด จิตวิญญาณ หรือการต่อสู้ใดๆ มีความหมายแค่เพียงสถิติและจำนวน ส่วนประชาธิปไตยที่ได้มาก็คงคล้ายกับชื่อวัน นั่นคือเป็นเพียงประชาธิปไตยแบบนับคะแนน เนื้อหาของหนังสือเรื่องนี้ทำให้เราหยุดมองและคิดถึงเบื้องหลังของสิ่งต่างๆ ที่เราอาจเห็นบ่อยจนคุ้นชินจนไม่เคยคิดตั้งคำถาม นอกจากจะอ่านเพลินแล้วยังได้ความรู้ใหม่ๆ ได้รู้จักสิ่งที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน และที่ดีมากคือทำให้อยากไปอ่านหนังสือเล่มต่างๆ ที่ผู้เขียนพูดถึง หนังสือเรื่องนี้จัดทำรูปเล่มสวยงาม มีภาพประกอบสีจำนวนมาก อ่านแล้วเห็นภาพได้เลยโดยไม่ต้องจินตนาการเอาเอง การอ่านหนังสือเล่มนี้บอกเราว่าโลกนี้น่าสนุก และเรื่องใกล้ตัวของเราน่าสนใจได้มากสักเพียงใด
ดีไซน์+คัลเจอร์ : ประชา สุวีรานนท์
Copyright © 2008 faylicity.com ศาสตราจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่าคนจนขาดรูปที่เป็นตัวแทนในด้านที่ดี และชี้เปรียบเหมือนว่าคนจนไม่มีใครช่วยพูดแทนตนเองในเวทีการเมืองสมัยใหม่ โดยเฉพาะในสื่อมวลชน ท่านได้กล่าวไว้ในเชิงโวหารว่าคนจนนั้นต้องเอาลูกสาวมาขายหรือเผาตัวประท้วงจึงจะปรากฏเป็นรูปในหน้าหนังสือพิมพ์ Very Thai หนังสือแนะนำความเป็นไทยแท้
Very Thai เป็นหนังสือที่น่ารักและอ่านสนุกมาก อ่านแล้วจะขำไม่ได้หยุด อย่าคิดว่าหัวข้อเหล่านี้เป็นแค่เรื่องอ่านเอาเพลิน เพราะผู้เขียนค้นคว้าข้อมูลมาอธิบายประกอบเป็นจำนวนมาก เช่นบอกว่าการจราจรบนท้องถนนในเมืองไทยนั้นเคารพกฎของพลศาสตร์ของไหล ดีไซน์+คัลเจอร์ เขียนถึงหนังสือเล่มนี้ว่า Very Thai สามารถโน้มน้าวให้ชาวต่างชาติมองเห็นความลึกซึ้งในสิ่งที่เป็นทัศนะอุจาดหรือขาดรสนิยมในสายตาคนไทย เช่นสายไฟรุงรัง ลูกกรงเหล็กดัด ประตูอัลลอยด์ และเก้าอี้พลาสติก นี่เป็นหนังสือที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง Very Thai: Everyday Popular Culture เขียน Philip Cornwel-Smith ภาพ John Goss
ภาพจากบท Soap Operas: Formula TV drama reveals the secret life of Thailand
|
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑ ธันวาคม ๒๕๕๑ |