* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book THE GIRL WITH THE DRAGON TATTOO : Stieg Larsson

Bookหญิงสาวผู้มีรอยสักรูปมังกร

หนังสือขายดีที่สุดในช่วงสองปีนี้คืออาชญนิยายสวีเดนที่รู้จักกันในนาม “มิลเลนเนียมไตรภาค” (Millennium Trilogy) ซึ่งขายได้มากกว่า ๓๐ ล้านเล่มทั่วโลก แปลเป็นภาษาต่างๆ ๔๔ ภาษา ขายได้ ๓.๕ ล้านเล่มในสวีเดนซึ่งมีประชากร ๙ ล้านคน ขายดีกว่าแฮร์รี พ็อตเตอร์ในฝรั่งเศส ขายได้กว่า ๔ ล้านเล่มในอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่าขายหนังสือแปลแทบไม่ได้ และเป็นหนังสือชุดแรกที่ขายฉบับอิเล็กทรอนิกส์ได้เกิน ๑ ล้านเล่มในเว็บไซต์ Amazon สำนักพิมพ์สวีเดนที่ได้ต้นฉบับไม่เคยคาดหมายถึงความสำเร็จนี้เพราะเป็นผลงานของนักเขียนหน้าใหม่ บ.ก. กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือขายได้ ๒๐,๐๐๐ เล่ม แต่คิดว่า ๑๐,๐๐๐ เล่มก็ดีมากแล้ว”

หนังสือชุดนี้ประกอบด้วย The Girl with the Dragon Tattoo (ค.ศ. ๒๐๐๕) The Girl Who Played with Fire (ค.ศ. ๒๐๐๖) และ The Girl Who Kicked the Hornet’s Nest (ค.ศ. ๒๐๐๗) นอกจากจะขายดีแล้วหนังสือเหล่านี้ได้รับรางวัลต่างๆ เช่นนิยายดีที่สุดแห่งปีจากประเทศแถบสแกนดิเนเวียและอาชญนิยายสวีเดนดีที่สุดแห่งปีมาแล้ว ลองมารู้จักนิยายชุดนี้ดูสักหน่อยเป็นไร ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรจึงได้โด่งดังขนาดนี้

หนังสือเล่มแรกมีชื่อเดิมในภาษาสวีเดนว่า “ชายที่เกลียดผู้หญิง” ในเล่มนี้ มิคาเอล บลุมควิสต์ นักข่าวสายการเงินวัย ๔๒ ปีซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งนิตยสาร มิลเลนเนียม ถูกว่าจ้างโดย เฮนริก แวงเกอร์ อดีตผู้บริหารกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ให้ไขปริศนาการหายตัวไปของหลานสาววัย ๑๖ ปี เหตุการณ์ปริศนานี้เกิดขึ้นตั้งแต่ ๓๖ ปีที่แล้ว เมื่อครอบครัวในตระกูลมารวมตัวกันที่บ้านในเกาะเล็กๆ เพื่อร่วมงานเลี้ยง เกาะนี้มีสะพานเชื่อมทางเข้าออกเพียงทางเดียว ในวันเกิดเหตุสะพานถูกปิดนาน ๒๔ ชั่วโมงเนื่องจากเกิดอุบัติเหตุ มีผู้พบหลานสาวของแวงเกอร์ครั้งสุดท้ายว่าอยู่บนเกาะ จากนั้นไม่มีใครพบเธออีกเลย แวงเกอร์เชื่อว่าหลานถูกฆ่าโดยคนในครอบครัวและฆาตกรยังไม่ตาย เป็นธรรมเนียมที่หลานสาวผู้นี้จะให้ของขวัญวันเกิดแวงเกอร์เป็นกรอบรูปใส่ดอกไม้แห้ง ตั้งแต่หลานสาวหายตัวไป ยังมีผู้ส่งกรอบรูปเช่นนี้มาทางไปรษณีย์เป็นของขวัญให้แวงเกอร์ปีแล้วปีเล่า จนกระทั่งบัดนี้ แวงเกอร์เชื่อว่าผู้ส่งต้องการแก้แค้นให้เขาปวดหัวใจเล่นทุกปีๆ

เหตุการณ์นี้ส่งผลต่อชีวิตแวงเกอร์จนเขากล่าวว่า “จะว่าไป เกือบครึ่งชีวิตของฉันหมดไปกับการรวบรวมข้อมูลของวันวันเดียว” ตำรวจเจ้าของคดีซึ่งตอนนี้เกษียณแล้วบอกว่าตำรวจทุกคนมีคดีที่ยังไม่คลี่คลายเป็นของตัวเอง “คดีเหล่านี้อยู่กับเรา ... การเป็นตำรวจคดีฆาตกรรมอาจเป็นงานโดดเดี่ยวที่สุดในโลก เพื่อนของเหยื่อเสียใจและสิ้นหวัง แต่ไม่ช้าก็เร็ว หลังจากผ่านดือนผ่านปี พวกเขาจะกลับไปใช้ชีวิตเดิมๆ ... ชีวิตต้องดำเนินต่อไปและจะเดินต่อไป แต่การฆาตกรรมที่ไม่คลี่คลายจะคอยกัดกิน และสุดท้ายก็เหลือเพียงคนเดียวที่ต้องคิดถึงเหยื่อทุกวันคืน นั่นคือตำรวจผู้สืบสวนคดี”

บลุมควิสต์รับงานนี้โดยมีผู้ช่วยคือ ลิสเบท ซาลานเดอร์ พังก์สาวไบเซ็กชวลวัย ๒๔ ปีผู้ตัวเล็กซีดเหมือนเด็กผอมแห้ง เนื้อตัวมีรอยสักมากมาย ใส่ห่วงที่จมูกและคิ้ว ท่าทางไม่เป็นมิตร มีความทรงจำดีเลิศกว่าคนทั่วไป และเป็นแฮกเกอร์ผู้เก่งกาจ ขับมอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะ

ซาลานเดอร์เป็นตัวละครน่าสนใจและสมจริงที่สุดในเรื่อง ในขณะที่ตัวละครต่างๆ ไม่ค่อยมีความเป็นเลือดเป็นเนื้อหรือมีอารมณ์เหมือนมนุษย์จริงๆ มากนัก ซาลานเดอร์กลับน่าเชื่อและไม่ขัดเขิน อาจเป็นโชคดีที่ความบกพร่องของผู้เขียนส่งให้ตัวละครนี้โดดเด่นมีเสน่ห์ อารมณ์เข้มข้นรุนแรงที่พร้อมระเบิดทุกเมื่อของเธอจะทำให้ผู้อ่านประทับใจ บลุมควิสต์และซาลานเดอร์มีบุคลิกต่างกันลิบลับ แต่เป็นคู่หูที่ทำงานร่วมกันได้ลงตัว

The Girl with the Dragon Tattoo เป็นนิยายที่ยาวมาก และมีหลายตอนที่ดำเนินเรื่องเชื่องช้า กว่าบลุมควิสต์จะรู้ว่าถูกจ้างมาสืบเรื่องอะไรก็ถึงหน้า ๑๒๕ เข้าไปแล้ว เบาะแสสำคัญแรกปรากฏเมื่อผ่านไปครึ่งเล่ม และพอสางคดีจบแล้ว นิยายยังเหลืออีก ๑๐๐ หน้า แต่นิยายเรื่องนี้กลับอ่านได้เรื่อยๆ ไม่น่าเบื่อนัก แม้จะไม่ใช่หนังสือที่เขียนดีแต่เล่าเรื่องได้น่าติดตาม มีพล็อตอันชวนให้อยากรู้ถึงการไขคดีที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วจนผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากแก่ชราหรือเสียชีวิต ในบรรยากาศมืดมิดหนาวเหน็บและค่ำคืนยาวนานในเมืองเล็กห่างไกล เนื้อเรื่องมีความสยดสยองและความรุนแรง มีตัวละครจำนวนมากจนหนังสือต้องพิมพ์แผนผังครอบครัวตระกูลแวงเกอร์ แฟนๆ หนังสือชุดนี้ถึงกับจัดทำแผนที่เกาะและบริเวณโดยรอบเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต เพื่อบอกว่าบ้านใครอยู่ตรงไหนสำหรับผู้สนใจด้วย แต่กรุณาโล่งใจได้ว่าผู้อ่านไม่จำเป็นต้องใช้แผนที่ในการเข้าใจเรื่อง

หนังสือเล่มสองและเล่มสามเผยอดีตของซาลานเดอร์ เมื่อเธอตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรม หนังสือเล่มสองจบลงโดยทิ้งให้ผู้อ่านลุ้นชะตากรรมของตัวเอกและต้องไปอ่านต่อในเล่มสาม นับว่าเป็นบุญที่ผู้เขียนมิได้จบหนังสือเล่มสามในลักษณะเดียวกันนี้ มิฉะนั้นแล้วคงแย่ทีเดียว เพราะนิยายชุดนี้ต้องจบลงแต่เพียงเท่านี้ จนกว่าจะมีใครคนอื่นเขียนต่อ

สตีก ลาร์สสัน ตั้งใจเขียนเรื่องนี้ทั้งหมด ๑๐ ตอน แต่เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. ๒๐๐๔ ซึ่งเป็นเวลา ๕ เดือนก่อนนิยายเรื่องแรกจะตีพิมพ์ ลาร์สสันในวัย ๕๐ ปีหัวใจวายขณะเดินขึ้นบันไดไปห้องทำงานที่อยู่ชั้นเจ็ดเพราะลิฟต์เสีย เขาส่งต้นฉบับสามเล่มแรกให้สำนักพิมพ์เมื่อหกเดือนก่อนหน้านั้น โดยไม่รู้ว่านิยายของตนจะขายดีเพียงใด

ลาร์สสันตายไปโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์สินที่มีอยู่รวมถึงสิทธิ์ในงานเขียนและรายได้ที่ตามมาทั้งหมดจึงเป็นของพ่อและน้องชาย โดยคู่ชีวิตของเขานาม อีวา กาเบรียลสัน ซึ่งอยู่กินด้วยกันนาน ๓๒ ปีไม่ได้รับมรดกใดๆ เพราะทั้งคู่ไม่ได้แต่งงานกัน

ลาร์สสันพบกาเบรียลสันในการประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนามเมื่อทั้งคู่มีวัย ๑๘ ปี สองปีต่อมาทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันและวางแผนแต่งงานในปี ค.ศ. ๑๙๘๓ ก่อนแต่งงานลาร์สสันได้งานที่นิตยสาร Searchlight ซึ่งเป็นนิตยสารอังกฤษที่ต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ กลุ่มเหยียดเชื้อชาติ และต่อต้านนาซี (ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๙๙๕ ลาร์สสันก่อตั้งนิตยสารสวีเดนแนวนี้ในชื่อ Expo) ลักษณะงานทำให้ทั้งคู่ต้องระวังความปลอดภัยและปกปิดข้อมูลส่วนตัว ทั้งคู่จึงตัดสินใจเลื่อนการแต่งงานออกไปก่อน เนื่องจากกฎหมายสวีเดนกำหนดให้คู่สมรสต้องเปิดเผยที่อยู่แก่สาธารณะ ลาร์สสันเคยถูกขู่ฆ่า มีนิตยสารนีโอนาซีที่ตีพิมพ์รูปของเขาและบอกว่าเขาควรถูกกำจัดในฐานะเป็นศัตรูของเชื้อชาติผิวขาว ทั้งคู่ต้องพกสเปรย์ป้องกันตัวตลอดเวลา เมื่อไปร้านอาหารจะเลือกนั่งในตำแหน่งที่มองเห็นประตูเข้าออก ก่อนที่แพทย์จะยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตของลาร์สสัน หลายคนเชื่อด้วยซ้ำว่าเขาถูกฆ่าหรือถูกวางยาพิษจากฝ่ายตรงข้าม

ลาร์สสันเริ่มเขียนหนังสือเมื่อไปเที่ยวที่เกาะแห่งหนึ่งในฤดูร้อน โดยคิดว่าหนังสืออาจสร้างรายได้ยามเกษียณเพื่อเลี้ยงตัวเขาและคู่ชีวิต ลาร์สสันไม่ใช่คนยากจนแต่ไม่มีรายได้และเงินออมมากนัก เขาเขียนนิยายเรื่องแรกโดยขยายความจากเรื่องสั้นที่เคยเขียนไว้นานแล้ว เขาตั้งใจเก็บรายได้จากงานเขียนสามเล่มแรกเอาไว้เอง ส่วนที่เหลือจะมอบให้องค์กรการกุศล เขาเคยบอกให้สำนักพิมพ์ทำพินัยกรรมให้ แต่เมื่อไม่มีพินัยกรรมจึงเกิดหนังชีวิตเรื่องใหม่ที่ไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ ระหว่างกาเบรียลสันและครอบครัวของลาร์สสัน

ทั้งสองฝ่ายไม่คุยกันเองแต่ตอบโต้กันผ่านทนายและสื่อมวลชน กาเบรียลสันบอกว่าลาร์สสันแทบไม่ติดต่อกับครอบครัว ขณะอีกฝ่ายบอกว่าเธอสติไม่สมประกอบ น่าสะท้อนใจว่าในหนังสือของลาร์สสัน ผู้คนตระกูลแวงเกอร์ทะเลาะชิงชังกันตลอดมาด้วยความโลภ

ตามกฎหมายแล้วกาเบรียลสันไม่มีสิทธิ์ในงานเขียน แต่เธอได้ครอบครองคอมพิวเตอร์ของลาร์สสันซึ่งมีต้นฉบับที่ยังเขียนไม่เสร็จของหนังสือเล่มต่อไป (ซึ่งครอบครัวลาร์สสันบอกว่าเป็นต้นฉบับของเล่มห้า ไม่ใช่เล่มสี่) ครอบครัวลาร์สสันเสนอยกกรรมสิทธิ์ครึ่งหนึ่งของห้องพักปัจจุบันของกาเบรียลสัน ซึ่งเป็นสิทธิ์ในส่วนของลาร์สสันให้แก่กาเบรียลสัน เพื่อแลกกับคอมพิวเตอร์ที่มีต้นฉบับนี้ แต่เธอปฏิเสธ ช่วยไม่ได้เลยที่ข้อเสนอนี้ทำให้ผู้คนจำนวนมากเห็นใจฝ่ายหญิงและคิดว่าครอบครัวลาร์สสันใจจืดใจดำเกินไปหรือไม่ ต่อมาครอบครัวของลาร์สสันยกกรรมสิทธิ์ห้องพักให้กาเบรียสสันเปล่าๆ มีผู้คิดว่าที่ทำเช่นนี้เพราะถูกสังคมกดดัน

ล่าสุดครอบครัวลาร์สสันเสนอเงิน ๒.๖ ล้านเหรียญสหรัฐแลกกับคอมพิวเตอร์ กาเบรียลสันไม่ตอบข้อเสนอนี้ เธอบอกสื่อมวลชนว่าไม่สนใจเรื่องเงินๆ ทองๆ ทว่าต้องการเป็นผู้บริหารสิทธิ์ในงานเขียนแลกกับเปอร์เซนต์จากรายได้ และกล่าวว่าเธอมีส่วนไม่น้อยในงานเขียนซึ่งเป็นเสมือนลูกของตนซึ่งตอนนี้ถูกคนเอาไปเร่ขายตัว เธอเสนอเขียนต้นฉบับที่ค้างไว้ให้จบแลกกับสิทธิ์ในงานเขียน ปัจจุบันกาเบรียลสันกำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องชีวิตของเธอ มีกำหนดวางขายเร็วๆ นี้

Book
ลิสเบท ซาลานเดอร์ ฉบับหนังสวีเดน รับบทโดย Noomi Rapace

ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ เราคงไม่ได้เห็นงานเขียนเล่มต่อไปในชุดนี้ แต่ระหว่างที่รอหรือรอฉบับแปลเป็นภาษาไทยนั้นขอแนะนำให้ชมฉบับภาพยนตร์ไปพลางๆ ก่อน ปัจจุบันมีหนังฉบับสวีเดนออกฉายครบทั้งสามภาคแล้ว พล็อตของหนังสือเหมาะกับการทำเป็นหนังและหนังภาคแรกทำออกมาดีมาก หนังชุดนี้ประสบความสำเร็จจนฮอลลีวูดซื้อไปทำเป็นฉบับอเมริกัน มีกำหนดฉายปลายปีหน้า โดยมี แดเนียล เครก และ รูนีย์ มารา แสดงนำ ขณะนี้อยู่ระหว่างถ่ายทำที่สวีเดน

เชื่อแน่ว่าจากนี้ไปจะมีนิยายลึกลับแนวอาชญากรรมจากนักเขียนแถบสแกนดิเนเวียตามมาเป็นจำนวนมาก อย่างน้อยก็จนกว่าจะมีหนังสือขายดีที่คาดไม่ถึงปรากฏตัวขึ้นมาเป็นเล่มต่อไป

* บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คนกับหนังสือ นิตยสาร สารคดี ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓
 


เกี่ยวกับผู้เขียน Stieg Larsson (1954-2004) สตีก ลาร์สัน นักเขียนสวีเดนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในกรุงสต็อกโฮล์ม ผลงานเขียนที่ตีพิมพ์หลังจากที่เขาเสียชีวิตแล้วในชุด Millennium trilogy ขายได้กว่า 30 ล้านเล่ม

The Girl with the Dragon Tattoo : Stieg Larsson
แปลจากภาษาสวีเดนโดย Reg Keeland
๔๘๐ หน้า ราคา ๒๓๗ บาท

ขบถสาวกับรอยสักมังกร : สตี๊ก ลาร์สัน
แปลจากภาษาอังกฤษโดย โรจนา นาเจริญ
๕๐๐ หน้า ราคา ๔๒๐ บาท กันยายน ๒๕๕๔

Copyright © 2010 faylicity.com

เรื่องนี้เกิดขึ้นทุกปีเหมือนเป็นพิธีกรรม วันนี้เป็นวันเกิดครบรอบแปดสิบสองปี ซึ่งมีคนส่งดอกไม้มาให้เขาตามเคย
    -- The Girl with the Dragon Tattoo
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔