* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book กระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติ : Marcia Angell

BookBookเรื่องน่ารู้ของธุรกิจยา

ยาเป็นเรื่องใกล้ตัวเรา ทั้งต่อร่างกายและเงินในกระเป๋า ส่งผลถึงการประกันสุขภาพและสวัสดิการ เราจึงควรรู้จักธุรกิจนี้ให้ดีขึ้น หนังสือดีที่สุดเรื่องหนึ่งคือ ‘กระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติ’ กล่าวถึงธุรกิจยาในอเมริกาซึ่งเป็นธุรกิจระดับโลก ที่บริษัทยักษ์ใหญ่มีแนวทางดำเนินการคล้ายคลึงกัน ยาที่ใช้ในไทยส่วนใหญ่ทุกวันนี้ล้วนแต่ต้องนำเข้า ดังนั้น เนื้อหาในเล่มใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด

บริษัทยามักอ้างว่ายาราคาแพงเพราะการคิดค้นวิจัยต้องใช้เวลาและเงินมหาศาล ซึ่งหนังสือเผยข้อเท็จจริงว่าบริษัทยาใช้งบประมาณส่วนน้อยในการวิจัยและพัฒนายา (14% ของยอดขาย) เมื่อเทียบกับงบการตลาด (36% ของยอดขาย) การ ”วิจัย” ยาเริ่มต้นจากการเรียนรู้เข้าใจธรรมชาติของโรค เพื่อหาสาเหตุและค้นพบยารักษา ซึ่งขั้นตอนนี้ใช้เวลายาวนานมาก งานส่วนนี้แทบทั้งหมดมักทำในมหาวิทยาลัยหรือห้องปฏิบัติการของรัฐ ซึ่งได้ทุนสนับสนุนจากภาครัฐ (จากเงินภาษีประชาชน) เมื่อการวิจัยส่วนนี้เสร็จสิ้นจนพบโมเลกุลยาที่เป็นไปได้ในการรักษาโรคแล้ว มหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานเหล่านี้ขายสิทธิผูกขาดให้บริษัทยา และเข้าสู่ระยะ “พัฒนา” ซึ่งแบ่งเป็นสองระยะ คือระยะก่อนการวิจัยในคน และระยะวิจัยในคน บริษัทยามักมีบทบาทในระยะที่สอง ซึ่งสร้างสรรค์น้อยที่สุดแต่เป็นขั้นตอนแพงที่สุด

ปัจจุบันบริษัทยามักจ้างบริษัทรับจ้างวิจัยเอกชนในขั้นตอน “พัฒนา” และเข้าไปกำหนดงานวิจัยทุกขั้นตอน ซี่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผลการวิจัย

บริษัทยาประเมินค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนายาใหม่สูงถึงตัวยาละ 802 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อมาเมื่อมีการเผยแพร่ที่มา จึงพบว่าตัวเลขนี้ไม่สามารถยืนยันความถูกต้องและไม่น่าเชื่อถือ ผู้เขียนวิเคราะห์ว่าตัวเลขที่แท้จริงไม่น่าจะเกิน 100 ล้านเหรียญ

เราอาจถามต่อไปว่า ที่ยาราคาแพงนั้นเพราะเขาขาดทุนหรือ ไม่เลย กว่าสองทศวรรษนับตั้งแต่ ค.ศ. 1980 อุตสาหกรรมยาทำกำไรสูงกว่าธุรกิจอื่นในอเมริกาอย่างต่อเนื่อง ในปี ค.ศ. 2001 บริษัทยาสิบอันดับในรายชื่อ 500 บริษัทของนิตยสารฟอร์จูน มีกำไรรวมมากกว่าบริษัทที่เหลือ 490 บริษัทรวมกัน ราคายาไม่ได้ขึ้นกับต้นทุนการวิจัยพัฒนาจริงๆ บริษัทยาลดราคาลงได้มากโดยลดค่าตลาด ซึ่งไม่ทำให้กำไรลดลงจนอยู่ไม่ได้

บริษัทยาชอบอ้างว่าต้องเสี่ยงคิดค้นยาที่อาจจะล้มเหลวขายไม่ได้ แต่รู้หรือไม่ว่าธุรกิจยาไม่ยอมเสี่ยงเลย และได้รับความคุ้มครองการขาดทุนดีเยี่ยม บริษัทยาจ่ายภาษีน้อยมาก ได้รับภาษีลดหย่อนถึงร้อยละ 34 และได้เครดิตภาษีร้อยละ 50 ของต้นทุนการวิจัยซึ่งขยายไปถึงยาอื่นได้ด้วย ในการวิจัยยาของโรคที่มีผู้ป่วยน้อยราย

สาเหตุที่ยามีราคาแพง น่าจะเพราะบริษัทยาจัดการให้มันมีราคาแพงได้ตามใจชอบ การผูกขาดเอื้ออำนวยระบบนี้เพราะยาใหม่มีอายุสิทธิบัตร 20 ปีนับตั้งแต่ขอสิทธิบัตร ยาชื่อสามัญจึงจะเข้าสู่ตลาดได้ ย่อมเข้าใจได้ว่าผู้คิดค้นยาใหม่รายแรกย่อมมีสิทธิได้รับสัมปทานก่อน แต่เล่ห์กลการยืดอายุสัมปทานนี้มีต่างๆ นานาจนน่ารังเกียจ นอกจากนั้น บริษัทยาใช้อำนาจเงินดึงดูดสถาบันต่างๆ เข้าเป็นพวก เช่น นักการเมือง สำนักงานอาหารและยา แพทย์และสถาบันการแพทย์ อุตสาหกรรมยาใช้นักล็อบบี้มากที่สุดในกรุงวอชิงตัน และทำทุกวิถีทางเพื่อมิให้มีการควบคุมราคายา

เมื่อธุรกิจยาตั้งราคายาแพงได้ตามใจชอบและมีกำไรสูงเพียงนี้ พวกเขามีคุณธรรมเพียงไร? หนังสือเล่มนี้บอกว่าธุรกิจนี้ก้มหัวให้เงินเท่านั้น เพราะไม่เคยสนใจค้นคว้ายาในโรคเขตร้อน เช่น มาลาเรีย พยาธิใบไม้ในเลือด แต่สนใจเฉพาะยาที่ลูกค้าจ่ายเงินได้ สำหรับโรคที่ไม่ตายเร็วเกินไปแต่ก็ไม่หาย เช่น โรคซึมเศร้า ความดันโลหิตสูง โคเลสเตอรอลสูง บริษัทยาเลิกผลิตยาที่ไม่ทำกำไร จนเกิดการขาดแคลนวัคซีนสำหรับเด็กในปี ค.ศ. 2000 ในขณะที่ทุกคนหาซื้อไวอะกร้าได้สบายๆ

บริษัทยามีบทบาทน้อยมากในการผลิตยาที่สำคัญจริงๆ เช่นยามะเร็งและยาเอดส์ แต่มุ่งเน้นการผลิตยา “ต่อ-ท้าย” ซึ่งเป็นยาใหม่ที่ดัดแปลงจากยาเก่าที่ขายดีในตลาด เพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาด (มียาใหม่ประเภทนี้มากถึงร้อยละ 77 ในปี ค.ศ. 2002)

ชื่อหนังสือฉบับแปลอาจดุดันและดูแฝงด้วยอคติ แต่หนังสือนี้เขียนดีมากจริงๆ เป็นหนังสือที่จะเปิดตาให้เราเห็นความจริง ผู้เขียนฉลาด ช่างวิเคราะห์ มีข้อมูลดีมาก ทำให้อ่านสนุกมาก

บริษัทยาพยายามทำให้ทุกคนเป็นคนป่วยด้วยการสร้างโรคใหม่ๆ เช่น ความขี้อายคือโรควิตกกังวลสังคม ความปกติของสังขารเช่นการหมดประจำเดือนกลายเป็นภาวะขาดฮอร์โมน ความเครียดก่อนมีประจำเดือนกลายเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง โรคภาวะสมาธิสั้นในผู้ใหญ่ ที่ยารักษาทั้งเด็กและผู้ใหญ่คือยากลุ่มแอมเฟตามีน เนื้อหาส่วนนี้อยู่ในหนังสือ อุบายขายโรค ซึ่งมีข้อมูลน่าสนใจแต่เขียนไม่ดีเท่าหนังสือเรื่องแรก ซึ่งอาจเกิดจากข้อจำกัดของผู้เขียนที่ไม่ได้เป็นแพทย์และได้แต่ข้อมูลชั้นที่สอง การนำเสนอข้อมูลซ้ำซ้อนกันมากเกินไป

เราควรรู้ข้อมูลเหล่านี้ เพราะในยุคนี้ ประชาชนเข้มแข็งได้ด้วยการมีความรู้เท่านั้น เพื่อที่หากวันหนึ่งมีใครบอกเราว่ายาแพงเพราะต้องวิจัยมาก เราอาจจหัวเราะและเวทนาความบ้องตื้นของผู้กล่าวประโยคเช่นนี้

* บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ Image Must Read นิตยสาร Image ฉบับเดือนมีนาคม ๒๕๕๓
 


เกี่ยวกับผู้เขียน Marcia Angell มาร์เซีย แอนเจลล์ อดีตหัวหน้ากองบรรณาธิการวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ ปัจจุบันเป็นอาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์สังคม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เธอมีชื่อเสียงระดับชาติในเรื่องนโยบายสาธารณสุขและเวชจริยศาสตร์ และเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์คนสำคัญเรื่องระบบบริการสาธารณสุข นิตยสาร Time เคยยกย่องเธอเป็น 1 ใน 25 ผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในอเมริกา

กระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติ (The Truth About the Drug Companies) : มาร์เซีย แอนเจลล์ บ.ก. นพ. วิชัย โชควิวัฒน
ISBN 974-9508-70-x พ.ศ. 2549 336 หน้า ราคา 200 บาท

อุบายขายโรค (Selling Sickness) : เรย์ มอยนิฮาน, อลัน คาลเซลล์ บ.ก. นพ. วิชัย โชควิวัฒน
สนพ. หมอชาวบ้าน ISBN 978-974-8232-88-1 พ.ศ. 2550 312 หน้า ราคา 200 บาท

Copyright © 2010 faylicity.com

ยาไม่เหมือนสินค้าอื่น ประชาชนต้องพึ่งยาเพื่อรักษาสุขภาพหรือแม้แต่เพื่อรักษาชีวิต
    -- Marcia Angell
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓