| จากปฏิวัติเขียวสู่พันธุวิศวกรรม : วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ และคณะ |
น่าแปลกใจหรือไม่ที่ไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ในภาวะที่ราคาข้าวสูงขึ้น ชาวนาไทยมีรายได้เฉลี่ยคนละ 594 บาทต่อเดือน หลายคนมีหนี้สินล้นตัวและไม่มีที่ดินทำกินของตัวเอง
ใครที่เคยสงสัยต้องอ่านหนังสือเรื่องนี้ ซึ่งให้ข้อมูลของเกษตรกรไทยได้ดีมากจากกรณีศึกษาใน 4 ภาค เพื่อเสนอบทเรียนการปฏิวัติเขียวในไทยและข้อมูลเรื่องพืชดัดแปลงพันธุกรรม เนื้อหาในหนังสือมาจากการวิจัยในปี 2547 ก่อนการปฏิวัติเขียว ผืนดินไทยอุดมสมบูรณ์ แม้แต่ชาวบ้านที่ทุ่งกุลาร้องไห้ก็ไม่ขาดแคลนอาหาร ชาวนาทำนาปีละครั้งโดยอาศัยน้ำฝน ใช้ควายไถนาและได้ปุ๋ยจากมูลควาย ได้แรงงานจากการลงแขก การทำนาคือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ชาวบ้านเลือกปลูกข้าวตามรสนิยมและความเหมาะสมในพื้นที่ ได้ปลาได้ผักกินไม่ขาดจากในไร่นา ซึ่งหากเหลือกินยังเก็บไปขายได้ การปฏิวัติเขียวคือการใช้เทคโนโลยีใหม่ เช่นการปรับปรุงพันธุ์พืชร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ระบบชลประทาน เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ การปฏิวัติเขียวเข้ามาในไทยราวปี 2509 โดยนำข้าวปรับปรุงพันธุกรรมมาผสมกับพันธุ์ข้าวไทย เกิดข้าวพันธุ์ กข. ต่างๆ เป็นข้าวต้นเตี้ย ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมี ไม่ไวต่อช่วงแสงจึงปลูกได้ตลอดปี การปฏิวัติเขียวส่งผลให้เกษตรกรรมไทยเปลี่ยนไป จากปลูกเพื่อกิน-เหลือจึงขาย มาเป็นปลูกเพื่อขาย (ชาวนาจำนวนมากหันมาซื้อข้าวสารกิน) ระบบชลประทานและพันธุ์ข้าวแบบใหม่ทำให้ชาวนาทำนาต่อเนื่องตลอดปี เกิดการจ้างแรงงานทั้งรถไถรถเกี่ยวรถนวด มีแนวโน้มการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีในการเพิ่มผลผลิตนั้นลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ต้นทุนการทำเกษตรสูงขึ้นมาก ในขณะที่ชาวนากำหนดราคาพืชผลในตลาดไม่ได้ (ไทยต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีและสารเคมี ราคาปุ๋ยเคมีปรับตัวตามราคาน้ำมันเพราะใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล) ดังนั้นแม้การปฏิวัติเขียวทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้นโดยเฉพาะในเขตพื้นที่ชลประทาน แต่ชาวนาบางส่วนขาดทุนต้องเป็นหนี้ การใช้สารเคมีในนาทำให้ปลาและผักลดลงมาก ชาวบ้านไม่กินผลผลิตที่ตัวเองปลูก (และยังห้ามนักวิจัยไม่ให้กินอีกด้วย) การปลูกพืชที่ไม่หลากหลายอาจส่งผลให้เกิดการระบาดรุนแรงของแมลงศัตรูพืชดังที่เกิดขึ้นมาหลายครั้ง ระบบชลประทานใช้งบประมาณของรัฐสูงมากในแต่ละปี ทว่าส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรกรรมต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก และยังทำลายวงจรการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินตามธรรมชาติ ที่หน้าน้ำพัดตะกอนดินจากพื้นที่ป่าไม้ทางเหนือมาทับถมพื้นที่เกษตรกรรม ปัจจุบัน ชาวบ้านปลูกข้าวประมาณ 15 สายพันธุ์ จากเดิมที่ไทยมีข้าวพันธุ์พื้นเมืองถึงหนึ่งแสนสายพันธุ์ ซึ่งจำนวนมากสูญไปหลังการปฏิวัติเขียว ในช่วงหลัง มีเกษตรกรที่หันไปหาการเกษตรแบบพอเพียง ผู้สนใจไม่ควรพลาดบทสัมภาษณ์ดีมากของเดชา ศิริภัทร ที่รวมเล่มใน เสียงในความทรงจำ ของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ พันธุวิศวกรรมคือสิ่งที่จะมาแทนการปฏิวัติเขียว พืชจีเอ็มโอมีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบสนองระบบเกษตรแบบเคมี (เพื่อการขายเมล็ดพันธุ์ควบสารเคมีกำจัดศัตรูพืช) มีการนำพืชจีเอ็มโอมาทดลองปลูกในไทยตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งเคยเกิดปัญหาพืชจีเอ็มโอหลุดออกไปนอกแปลงทดลอง ปัจจุบันยังมีการถกเถียงเรื่องสิทธิบัตรของพันธุ์พืชและผลกระทบต่อผู้บริโภค ซึ่งต่างชาติโดยเฉพาะยุโรปยังไม่ยอมรับพืชจีเอ็มโอ จุดยืนของรัฐบาลคือยังไม่ยอมรับการปลูกพืชจีเอ็มโอในเชิงพาณิชย์ และให้มีมาตรการติดฉลากสินค้าที่มีจีเอ็มโอ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ บ้านเราและสหรัฐอเมริกายังผลักดันให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโออย่างต่อเนื่องในไทย สารคดีเล่มนี้ดีมาก น่าอ่านน่าติดตาม นำเสนอข้อมูลดี มีบทวิเคราะห์แหลมคม ข้อมูลวิจัยนั้นเป็นปากคำของชาวบ้านที่อ่านเข้าใจง่าย แม้แต่เชิงอรรถก็ทำดี จะมีข้อติติงตรงที่มีกราฟและตารางบางส่วนซ้ำซ้อนกันอยู่บ้าง ในกระแสที่รัฐและเอกชนต่างชักชวนให้เราไปสู่วิถีพืชจีเอ็มโอ เรื่องนี้สำคัญและส่งผลโดยตรงต่อตัวเราและคนรุ่นหลัง หนังสือเรื่องนี้ช่วยให้เรามีความรู้เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนั้น * บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ Image Must Read นิตยสาร Image ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
จากปฏิวัติเขียวสู่พันธุวิศวกรรม : วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, สุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ และ นิรมล ยุวนบุณย์, เหรียญ ชำนิ, พิเชษฐ์ ปานดำ, วิทยา พรมจักร, สุรารักษ์ ใจวุฒิ, อารีวรรณ คูสันเทียะ
Copyright © 2009 faylicity.com "ปลา ผัก เมื่อก่อนหาง่าย ในนาในหนอง แต่เดี๋ยวนี้ปลาไม่ค่อยมี ผักก็น่าจะไม่ปลอดภัย เพราะฉีดยากันในนามากเหลือเกิน" |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓ |