| THE ORIGINAL OF LAURA : Vladimir Nabokov |
การออกหนังสือ The Original of Laura ของ วลาดิเมียร์ นาโบคอฟ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา นับเป็นวาระสำคัญแห่งปีของโลกวรรณกรรม ซึ่งเป็นเพราะที่มาอันยาวนานและเป็นที่กล่าวขวัญกันมากว่าหนังสือเรื่องนี้ควรตีพิมพ์ออกมาหรือไม่
นาโบคอฟเริ่มเขียนต้นฉบับเรื่องนี้ตอนบั้นปลายชีวิตในปี ค.ศ. ๑๙๗๕ เมื่ออายุ ๗๖ ปี จากนั้นมา เขาเจ็บป่วยต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลบ่อยครั้งจนกระทั่งเสียชีวิตในปี ค.ศ. ๑๙๗๗ โดยยังเขียนต้นฉบับเรื่องนี้ไม่เสร็จ นาโบคอฟสั่งเสียภรรยาว่าเมื่อเขาตาย ให้ทำลายต้นฉบับที่ยังไม่สมบูรณ์ทิ้ง ภรรยาของนาโบคอฟเสียชีวิตในปี ค.ศ. ๑๙๙๑ โดยมิได้ทำลายต้นฉบับ การตัดสินใจนี้จึงอยู่ที่ลูกชายคนเดียวผู้มีนามว่า ดมิทรี ต้นฉบับซึ่งนาโบคอฟเขียนไว้ในบัตรคำถูกเก็บรักษาในห้องเซฟของธนาคารในสวิตเซอร์แลนด์นับตั้งแต่เขาเสียชีวิต ต้นฉบับนี้เป็นข่าวเกรียวกราวทั่ววงการหนังสืออีกครั้งตอนต้นปี ค.ศ. ๒๐๐๘ เมื่อนักวารสารนาม รอน โรเซนบอม เขียนบทความเผยว่าดมิทรีอาจทำลายต้นฉบับของบิดา รอนผู้รักและอยากอ่านต้นฉบับสุดท้ายของนาโบคอฟเขียนกึ่งขอร้องและบรรยายความคับข้องใจซึ่งสรุปได้ว่า จะทำอะไรก็ทำสักทางเถิดดมิทรี เดี๋ยวบอกว่าเผา เดี๋ยวบอกจะไม่เผา ฟังแล้วจะบ้าตาย บทความนี้ทำให้ผู้คนถกประเด็นนี้อีกครั้ง ในเดือนเมษายนปีเดียวกันนั้นเอง ดมิทรีประกาศว่าเขาตัดสินใจตีพิมพ์ต้นฉบับ เพราะพ่อพูดถึงต้นฉบับนี้ด้วยความรักใคร่นัก ซึ่งไม่น่าเป็นทีท่าของผู้ที่อยากเผามันทิ้ง และพ่อคงไม่โต้แย้งเขา (บัดโธ่ จะไปโต้แย้งได้อย่างไรเล่า) เรื่องที่ว่าควรพิมพ์หรือไม่ควรพิมพ์จึงเป็นอันยุติ เข้าใจได้ว่าแฟนๆ นาโบคอฟย่อมอยากอ่านต้นฉบับใจแทบขาด จะเล็กจะน้อยสักเพียงใดก็ช่างเถิด เรารักเขาและรักตัวเองมากเสียจนเห็นแก่ตัว แต่ผู้คนจำนวนมากเห็นว่าควรเคารพเจตนาของนาโบคอฟ ผู้รักความสมบูรณ์แบบเหนือสิ่งใด นิตยสาร เพลย์บอย เคยขอให้นาโบคอฟอ่านตัวอย่างหรือบันทึกสั้นๆ จากต้นฉบับที่เขาเขียนงานอยู่ นาโบคอฟปฏิเสธโดยบอกว่า ไม่มีทารกในครรภ์คนใดควรถูกผ่าตัดสำรวจ ทว่าหากภรรยาของนาโบคอฟมิได้เคยยับยั้งเขาไว้โดยแย่งต้นฉบับมาจากมือถึงสองวาระ ป่านนี้ โลลิตา ก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้วเช่นกัน ข่าวเรื่องต้นฉบับมีสีสรรพ์เผ็ดมันยิ่งขึ้น เมื่อดมิทรีเลือกขายสิทธิ์การพิมพ์ต้นฉบับนี้รวมถึงสิทธิ์การพิมพ์หนังสืออื่นทั้งหมดของนาโบคอฟให้นายหน้านักเขียนคนดังนาม แอนดรูว์ ไวลี ซึ่งคนในวงการเรียกขานว่า The Jackal (สัตว์ป่าคล้ายสุนัข กินซากศพเป็นอาหาร) และอื่นๆ เช่น ไอ้ชั่ว ไวลีเก่งมากในการเจรจาเรื่องเงินทองผลประโยชน์ และถนัดการแย่งนักเขียนดังๆ จากนายหน้าคนอื่นให้มาเข้าสังกัดของตน โดยยอมทำทุกวิถีทาง เขาเป็นนายหน้าของนักเขียนเช่น ซัลมาน รัชดี, ฟิลิป รอท และ อิตาโล คัลวิโน คาดกันว่าดมิทรีคงได้เงินไปไม่น้อย ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขนี้ รู้แต่เพียงว่าหนึ่งในข้อตกลงคือ โลลิตา ต้องไม่มีวันขาดตลาดไปจนตลอดกาล
นอกจากจะได้อ่านต้นฉบับที่ไม่คิดว่าจะได้อ่านแล้ว หนังสือนี้ยังดีขึ้นไปเพราะเราได้เห็นลายมือของนาโบคอฟ เห็นวิธีการทำงานบางส่วนของเขา ผู้เป็นโรคหัวใจโปรดระวังให้ดีเพราะหนังสือสวยจนเห็นแล้วแทบจะเป็นลมตาย นี่เป็นกำเนิดของลอร่าอันแท้จริง ข้อมูลจากนีลเสนบอกว่าหนังสือนี้ขายได้ ๒,๙๐๖ เล่มในอเมริกาในอาทิตย์แรก และขายได้อีก ๑,๒๒๐ เล่มในอาทิตย์ต่อมา หน้าปกบอกไว้ว่านี่คือนิยายในรูปแบบเศษเสี้ยวที่มาจากต้นฉบับเพียงเล็กน้อย โดยครึ่งหลังมักเป็นบันทึกหรือวลีสั้นๆ เป็นร่องรอยของถ้อยคำที่อาจปรากฏในหนังสือ นักวิจารณ์จำนวนมากเห็นว่าคำยกยอต้นฉบับที่ออกมาก่อนการตีพิมพ์นั้นดีเกินจริง และต้นฉบับนี้น้อยเกินไปจนไม่น่านำมาตีพิมพ์ให้ขัดใจนาโบคอฟ มีแต่ผู้ที่รักนาโบคอฟจริงๆ เท่านั้นที่จะซาบซึ้งใจกับต้นฉบับนี้ แต่สำหรับผู้ที่รักเขา นี่คือถ้อยคำที่มากยิ่งกว่ามาก คือของขวัญที่เราไม่หวังว่าจะได้รับ เราไม่คาดว่าจะได้เห็นประโยคใดจากเขาอีกแล้ว แต่จู่ๆ ก็มีบัตรคำถึงร้อยกว่าแผ่น แล้วต้นฉบับนี้ว่าด้วยเรื่องอะไรหรือ ใครที่ไม่อยากรู้เรื่องนี้จากคนอื่น โปรดอ่านหนังสือก่อนอ่านบทความนี้ต่อ ต้นฉบับเล่าเรื่องของ ฟลอรา สาวสวยวัย ๒๔ ปีผู้แสนบอบบาง ผิวสีงาช้างขาวผ่อง นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้ม เธอมีเสน่ห์รุนแรง เป็นทั้งความอ่อนโยนและโหดร้าย ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอคือความไม่ชัดเจน เรื่องของศิลปะ ความรัก ความแตกต่างระหว่างความฝันและความตื่นนั้นเธอไม่รู้อะไรทั้งสิ้น แต่จะพุ่งใส่เราดังนาคหัวแบนสีน้ำเงิน หากเราตั้งคำถามเธอ ฟลอราแต่งงานกับสามีที่แก่กว่ามาก เธอไม่ได้รักเขาแต่รักความร่ำรวยและชื่อเสียงของเขา แต่แล้วต้องผิดหวังเมื่อรู้ภายหลังว่าสามีเป็นคนตระหนี่ (บ้านที่นิวเจอร์ซีย์มีคนรับใช้น้อยเกินไป วิลล่าที่ริเวียรา Riviera ไม่มีสระว่ายน้ำและมีห้องน้ำเพียงห้องเดียว) ฟลอรานอกใจสามีเรื่อยมา ชู้รักคนหนึ่งของเธอเขียนหนังสือ My Laura เล่าสัมพันธ์รักกับเธอไว้ ซึ่งกลายเป็นหนังสือติดอันดับขายดี และใครๆ ก็รู้ทั่วไปว่าลอราคือฟลอรา ดร. ฟิลิป ไวล์ด สามีของฟลอราก็ทราบเช่นกัน เขาอ่านหนังสือแล้วเห็นว่าเป็นมาสเตอร์พีซบ้าๆ เล่มหนึ่ง แม้นิยายจะไม่พูดถึงตัวเขาชัดๆ แต่ชัดเจนว่าเป็นเขาแน่เพราะตั้งชื่อเขาว่า Philidor Sauvage ฟิลิปอายุหกสิบต้นๆ เป็น ประสาทแพทย์ผู้ปราดเปรื่อง เป็นอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพ มีทุกอย่างยกเว้นแต่เสน่ห์ภายนอก เขาอ้วนมหาศาล หย่อนสมรรถภาพทางเพศ ฟิลิปหมกมุ่นกับการทดลองตายในมโนคติโดยนึกภาพการลบอวัยวะตนเองออกทีละส่วน เริ่มจากนิ้วเท้า ซึ่งเขาพบว่าการตายด้วยวิธีนี้เป็นความสุขหาใดปาน (ชื่อเรื่องรองของนิยายคือ Dying is Fun) ฟิลิปเขียนบันทึกถึงการทดลองเหล่านี้ไว้ อ่านสนุกและเป็นตลกร้ายมากๆ ต้นฉบับบอกเราเพียงเท่านี้ น่าเสียดายที่ยังเขียนไม่เสร็จเพราะน่าสนุกไม่น้อย ยังมีปริศนามากมาย เช่นชื่อคนที่เราไม่รู้ว่าเป็นใคร ใครคือผู้เขียนเรื่องราวนี้ เรื่องจะดำเนินต่อไปอย่างไร น่าสนใจว่ารูปแบบหนังสือที่เสร็จสมบูรณ์จะเป็นอย่างไร เพราะในเรื่อง ฟิลิปเขียนบันทึกการทดลองทางแพทย์ด้วยลายมือ แต่หัวใจวายตายกะทันหัน และต้นฉบับตกในน้ำมือใครสักคนที่เรายังไม่รู้ น่าสงสัยว่าจะเป็นการตีความอันพิสดารผ่านใครคนนั้นดังในนิยาย Pale Fire หรือไม่ หากหนังสือจะมีข้อเสียก็อยู่ที่คำนำซึ่งเขียนโดยดมิทรี เป็นคำนำน่าชัง ดัดจริตและเขียนแย่เอามากๆ แต่ใครที่รักนาโบคอฟไม่ควรไม่พลาดเรื่องนี้ เพราะการอ่านถ้อยคำของเขาเป็นความสุขเหลือประมาณ นาโบคอฟเป็นนักเขียนรัสเซียที่ย้ายถิ่นฐานมาพำนักในอเมริกา เขาเริ่มเขียนงานเป็นภาษาอังกฤษในเวลาต่อมา ซึ่งผลงานจำนวนมากในช่วงนั้นคือหนังสือดีมากๆ เรื่องโด่งดังที่สุดคือ โลลิตา (ค.ศ. ๑๙๕๕) แต่ยังมีผลงานโดดเด่นอื่นๆ เช่น Pnin (ค.ศ. ๑๙๕๗) และ Pale Fire (ค.ศ. ๑๙๖๒) นาโบคอฟเป็นนักเขียนภาษาสวยร้ายกาจที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ ๒๐ คำของเขาวิจิตรตระการ เป็นเพชรที่ตกแต่งจนแพรวพรายระยับจับตา เขาชอบเล่นกับภาษา น้ำเสียง แสงและสี ใช้ถ้อยคำในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง หากครั้งหนึ่งเราได้อ่านงานของนาโบคอฟแล้ว ภาษาของเขาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา ความงดงามนั้นจะอยู่กับเราตลอดไป ไม่มีใครจะเหมือนเขาอีกแล้ว เมื่ออ่านต้นฉบับ เราจะหวนกลับไปคิดถึงประโยคนั้นประโยคนี้จากนิยายเรื่องอื่นๆ ของเขา (เช่นฟลอรา เหยียดแขนอันรวดเร็วโหดร้ายของเธอ อันชวนให้นึกถึงฉากที่โลลิตาเล่นเทนนิส) คิดไปถึงครั้งที่เราได้อ่านหนังสือเหล่านั้นครั้งแรก ฤดูกาลสถานที่และจังหวะเวลาเหล่านั้นหมุนย้อนกลับมา นี่คือเสน่ห์และมนต์ขลังพิเศษของเขา เราได้รู้ว่าตลอดเวลาอันยาวนานนั้น เราไม่เคยจากกัน ต้นฉบับนี้บอกเราว่าภาษาของเขายังงดงามแม้ในยามเย็นแห่งชีวิต เขายังตลกร้ายมืดมนมากๆ และยังล้อเล่นกับคนอ่านบ่อยๆ ในเรื่องนี้ฟลอราในวัย ๑๒ มีพ่อเลี้ยงชื่อ ฮิวเบิร์ต เอช. ฮิวเบิร์ต ชายแก่อังกฤษตัวเหม็นหัวล้านผู้คอยคืบคลานมาใกล้เธอ ฮัมเสียงโทนเดียว โอบล้อมเธอก็ว่าได้ด้วยสสารเหนียวอันมองไม่เห็นบางอย่าง และคอยเข้าใกล้และเข้าใกล้เธอเรื่อยๆ ไม่ว่าเธอจะหันไปทางใด ตัวละครต่างๆ ในเรื่องของนาโบคอฟมักตายด้วยเหตุพิสดาร ซึ่งในเรื่องนี้ก็มีไม่น้อย เช่น ฆ่ารัดคอ ถูกรถบรรทุกทับ ถูกขวานจามแยกชิ้นส่วน ประเด็นเด่นในเรื่องยังคงสะท้อนประเด็นที่นาโบคอฟชอบเขียนถึง นั่นคือเรื่องรักในวัยเยาว์และความตาย แต่เรื่องนี้ นาโบคอฟเขียนถึงความร่วงโรยเสื่อมถอยของร่างกายได้ลึกซึ้งน่าเจ็บปวด การลบอวัยวะทีละส่วนของตัวละครคือการกำจัดความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นจริงกับนาโบคอฟขณะป่วย ฟิลิปเขียนถึงความเจ็บนิ้วเท้าได้กินใจมาก เขาเจ็บเท้ามาตั้งแต่วัยเด็ก รองเท้าสวยซึ่งเงางามสะท้อนความเจ็บปวดและพิษ น่ายินดีสักเพียงไรที่จะตัดเท้าเล็กๆ ของผมทิ้งไป! ใช่ เล็ก แต่ผมอยากให้มัน เล็กกว่านี้เสียอีก รองเท้าที่ใส่ตอนกลางวันนั้นเจ็บเสมอ เจ็บเสมอ ฟิลิปยังป่วยจากโรคทางกระเพาะมา ๑๗ ปี ผมเกลียดชังพุงของผม เกลียดลำไส้เป็นคันรถพวกนั้นซึ่งผมต้องหิ้วไปด้วย เกลียดทุกสิ่งที่เชื่อมต่อกับมัน---อาหารผิดประเภท อาการแสบร้อน ภาระท้องผูกสาหัสหรือไม่ก็การไม่ย่อยอาหาร นาโบคอฟเขียนว่า สุดท้าย มันจะรามือ----ดังที่สักวันหนึ่ง ชีวิตจะรามือ---จากการรบกวนผม น่าเสียดายที่คนไทยยังไม่อาจรู้จักนาโบคอฟได้จากหนังสือแปลของเขาเท่าที่เรามีอยู่ในตอนนี้ ประโยคเริ่มต้นอันงามสง่าแสนไพเราะตรึงใจของ โลลิตา ที่ว่า โลลิตา แสงแห่งชีวา เพลิงแห่งกามาของผม แปลเป็นไทยว่า โอ้ โลลิต้า หนูคือแสงสว่างในชีวิตของป๋า เราดึงดาวประกายพฤกษ์ลงมาเป็นหลอดไฟเปลือยหน้าซ่องข้างคลองน้ำเน่าไปได้อย่างไร หวังว่าสักวันหนึ่งเราคงมีฉบับแปลที่แสดงอำนาจแห่งภาษาของนาโบคอฟได้แท้จริง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ ต้นแบบนาโบคอฟ สำหรับผู้อ่านไทย * บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คนกับหนังสือ นิตยสาร สารคดี ฉบับเดือนมกราคม ๒๕๕๓
The Original of Laura : Vladimir Nabokov
Copyright © 2010 faylicity.com กระบวนการตายโดยการมลายตนเอง ให้ความปีติสูงสุดที่มนุษย์เคยรู้จัก |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓ |