| LET THE RIGHT ONE IN : John Advide Lindqvist |
นิยายสวีเดนเรื่องนี้ดีมากจนน่าทึ่ง บอกด้านมืดของมนุษย์ได้ลึกซึ้งหลอกหลอน แต่เป็นเรื่องรักอันสวยงามอ่อนหวานที่สุดเรื่องหนึ่ง เรื่องเริ่มขึ้นตอนต้นฤดูหนาวปี ค.ศ. 1981 ที่เมืองเล็กทางตะวันออกของสวีเดน ตัวละครเอกของเรื่องคือออสการ์ เด็กชายวัย 13 ปี เรียนชั้นประถมหก เขาพักกับแม่ พ่อแม่หย่ากันตั้งแต่ออสการ์ยังเล็ก ออสการ์เป็นเด็กฉลาด ชอบอ่านหนังสือ ช่างคิดวิเคราะห์ ออสการ์ถูกรังแกที่โรงเรียนทุกวันตั้งแต่เรียนชั้นประถมห้า เขาต้องคอยคิดหนทางรอดทุกวัน---ทุกเวลาพัก ต้องตัดสินใจว่าจะเลี่ยงการถูกทำร้ายอย่างไรจึงจะเจ็บตัวน้อยที่สุด เขานอนไม่ค่อยหลับเพราะคอยกังวลถึงวันพรุ่งนี้ ออสการ์เข้าใจกฎการต่อสู้ของชีวิตวัยเยาว์อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเขาบรรยายได้น่าเจ็บปวดนักว่า "กติกาของพวกนั้นคือความคลั่งไคล้ของนักล่า กติกาของเขาคือความตื่นตระหนกของเหยื่อ เมื่อไรที่พวกนั้นจับเขาได้จริงๆ ความสนุกสนานจะจบสิ้น การลงโทษเป็นเพียงหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ถ้าเขายอมแพ้ง่ายดายเกินไป อาจเป็นได้ว่าพวกนั้นจะใช้พลังงานกับการทำโทษมากกว่าจะใช้ในการล่า นั่นยิ่งแย่เสียกว่า" ออสการ์รู้ดีว่าเด็กกลุ่มที่แกล้งเขาไม่มีเหตุผลอื่นในการทำร้ายเขา นอกจาก "เขามีตัวตนอยู่ อะไรก็ตามที่แสดงถึงการมีตัวตนของเขาคืออาชญากรรม" ออสการ์บอกว่าที่โรงเรียนนี้ "มีบางคนถูกฆ่าที่นี่ เป็นครั้งที่ร้อย" ออสการ์ฉี่ราด พูดมาก เลือดกำเดาไหลเวลากลัว เขารำพึงว่าตนเองนั้น "รั่วไปเสียทุกทวาร" เขาขโมยของในร้านค้าเพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่ได้ขี้ขลาด แต่เป็นหัวขโมยที่ฉลาดกว่าใคร รอดพ้นอันตรายมาได้ ตั้งแต่ออสการ์ถูกรังแก เขาเริ่มทำสมุดบันทึกเพื่อสะสมข่าวฆาตกรรมและเรื่องเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง ออสการ์ชอบอ่านสมุดบันทึกนี้ที่สุด เขารู้ข้อมูลด้านนิติเวชศาสตร์ดีมาก ความฝันหนึ่งของออสการ์คือการได้เห็นคนถูกประหารด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า บางครั้งเขาดูรูปฆาตกรและคิดว่า "อาจเป็นฉันตอนยี่สิบปีข้างหน้า" อาจกล่าวได้ว่าเรื่องของออสการ์คือ 'ภาพวาดของฆาตกรต่อเนื่องขณะยังเป็นเด็กชาย' เพราะดูท่าแล้ว หากเขาไม่ประกอบอาชีพด้านนิติเวช ก็คงจะโตมาเป็นฆาตรกรต่อเนื่อง ออสการ์ได้รู้จักเพื่อนใหม่ เป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ วัย 12 ปี ชื่อ อีลี่ เธอผมดำยาวระดับไหล่ หน้ากลมเล็ก ดวงตาโตสีดำ "ดวงตาของซามูเอล เบ็กเก็ตต์ในดวงหน้าของออเดรย์ เฮปเบิร์น" อีลี่น่ารักมากๆ เธอเหมือนตุ๊กตา การรู้จักอีลี่เปลี่ยนชีวิตของออสการ์ไปโดยสิ้นเชิง "ชั่วไม่กี่วินาทีนั้น ออสการ์มองเห็นผ่านสายตาของอีลี่ เขาเห็น...ตัวเอง แต่ดีกว่า หล่อกว่า แข็งแรงกว่าที่เขาคิดถึงตัวเองมาก มองด้วยความรักใคร่" ผู้เขียนเป็นนักเขียนฝีมือดีมาก เราไม่ค่อยพบนักเขียนที่ให้รายละเอียดตัวละครทุกตัวที่ปรากฏในเรื่องได้ดีเช่นนี้ ตัวละครหลักๆ ล้วนแต่น่าสนใจ แต่ที่น่าทึ่งคือเขาให้ความสำคัญและรายละเอียดของตัวละครรองๆ ไม่น้อย เรารู้จักทุกชีวิตในเล่ม ทุกคนล้วนมีเรื่องราว แม้จะเป็นตัวละครที่ปรากฏเพียงครั้งเดียว เขาทำให้ตัวละครทุกตัวเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ--มีสุขทุกข์ ผู้เขียนยังใส่ใจบรรยายฉากต่างๆ ทำให้บรรยากาศของเรื่องสมจริงและครอบงำตัวเรา เรื่องนี้ดำเนินไปในฤดูหนาวที่หนาวเหน็บขึ้นเรื่อยๆ ในที่ๆ มีแต่หิมะขาวโพลนอ้างว้าง พระอาทิตย์ตกดินเร็ว เรารู้สึกเยือกเย็นและหม่นหมองหดหู่ลงไปทุกทีขณะอ่าน และหนาวขึ้น หนาวขึ้นเรื่อยๆ สิ่งน่าประทับใจที่สุดในหนังสือคือการพูดถึงด้านมืดของมนุษย์ หนังสือเรื่องนี้น่ากลัวสยดสยองมาก ผู้เขียนบรรยายความโหดร้ายได้น่าขนพองสยองเกล้าเหลือประมาณ เขาสะกดให้เราไม่อาจเบือนหน้าหนีไปจากความน่ากลัวนั้น เขาทำให้เราต้องมองเห็นความโหดร้ายนั้น บังคับให้เรารับรู้มัน หลายฉากในเรื่องนี้เป็นยิ่งกว่าฝันร้าย หนังสือเรื่องนี้มีฉากน่ากลัวสยองที่สุดเท่าที่คนอ่านเคยอ่านมาในชีวิต อ่านแล้วหลอนมากจนทำให้ฝันร้ายทุกคืน ขณะยังอ่านหนังสือเรื่องนี้ไม่จบ ดังที่บอกไว้ว่าผู้เขียนสร้างตัวละครได้น่าสนใจมาก ตัวละครหนึ่งที่น่าทึ่งคือ ฮากาน ชายวัย 45 ปีผู้ลงพุงและหัวเริ่มล้าน ฮากานเป็นชายใคร่เด็กชาย ผู้เขียนทำให้เราเห็นศีลธรรมของผู้ร้าย (ถ้าใครจะมองว่าฮากานเป็นตัวร้าย เขาก็เป็นผู้ร้ายที่มีหลักการ จึงน่าประทับใจยิ่งยวดไม่ต่างจาก Chigurh ในหนังสือ No Country for Old Men ของ คอร์แมค แม็กคาร์ที หรือ โจ๊กเกอร์ ในหนัง แบ็ตแมน ภาค The Dark Knight) ฮากานเป็นปัญญาชนผู้รักการอ่าน เขาเคยเป็นครูสอนภาษาสวีเดน เคยมีบ้านที่เต็มไปด้วยหนังสือดีๆ ฮากานโกหกไม่เป็น เขาไม่เคยซื้อบริการทางเพศ เขาไม่เลือกเด็กชายที่เด็กเกินไป (ฉากหนึ่งที่น่าอึ้งคือเมื่อแมงดาตามเซ้าซี้ฮากานว่าชอบเด็กไหม เอาเด็กแค่ไหน แปด-เก้าขวบไหม ฮากานฟังแล้วโกรธวูบ คิดว่านี่เห็นว่าเขาดูเหมือนไอ้วิตถารหรืออย่างไร สุดท้ายฮากานตอบอึกอักว่า---สิบสอง) ฮากานพร่ำบ่นสังคมทุกวันนี้ว่าผู้คนไร้สุนทรียะ เช่นการนำรูปเขียนคลาสสิกมาทำเป็นโฆษณา "กำเนิดอดัม ของมิเคลันเจโลที่เราเห็นกางเกงยีนตัวหนึ่งอยู่ที่ตรงประกาย ประเด็นของรูปนี้ในความเห็นของเขาคือร่างอลังการสองร่างที่ปลายนิ้วชี้ของทั้งสอง เกือบจะแต่ยังไม่ สัมผัสกัน มีช่องว่างกว้างประมาณหนึ่งมิลลิเมตร ซึ่งในช่องว่างนั้นคือ---ชีวิต ขนาดอันประติมากรรมและรายละเอียดอันรุ่มรวยของรูปนี้เป็นเพียงกรอบ เป็นฉากหลัง เพื่อเน้นความว่างเปล่าสำคัญที่ศูนย์กลาง ความว่างเปล่าที่ประกอบด้วยทุกสรรพสิ่ง ฮากานสลดหดหู่กับโฆษณาชุดชั้นในสตรีในรถใต้ดินที่มีรูปนางแบบโพสต์ท่ายั่วยวน เขาคิดว่าคนเราทนรูปพวกนี้ได้อย่างไร คนเราจะคิดถึงความรักได้อย่างไรเมื่อเห็นรูปเช่นนี้ สำหรับฮากานแล้ว "รักแท้คือการสละชีวิตแทบเท้าคนอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนสมัยนี้ทำไม่ได้" ฮากานพบรัก ความรักนั้นกำหนดให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไป ลองอ่านเรื่องของเขาดูแล้วเราจะถามตัวเองว่าเขาเป็น 'ผู้ร้าย' หรือไม่ เรื่องนี้มีตัวละครเด่นที่เป็นชายใคร่เด็กชาย ซึ่งผู้เขียนบรรยายจิตใจของฮากานละเอียด (น่าชื่นชมเพราะผู้เขียนน่าจะศึกษาคนเหล่านี้มาอย่างดี เขาจะทำให้เราประหลาดใจ เช่นการซื้อบริการทางเพศที่เกิดขึ้นในห้องสมุด) เรื่องนี้จึงมีเนื้อหาเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่อาจเหมาะกับคนทุกคน บางคนอาจถึงขั้นรับไม่ได้กับเนื้อหาส่วนนี้ในเรื่อง ซึ่งน่าเสียดายไม่น้อย เพราะเป็นการพลาดอ่านหนังสือดีมากเล่มหนึ่ง ผู้เขียนเขียนดีมาก ดีตั้งแต่ประโยคแรกจนประโยคสุดท้าย เขาใช้ภาษาเรียบง่าย สั้นกระชับดังนักวิทยาศาสตร์ แต่บรรยายได้เนียน ลึกซึ้ง และไพเราะ เขาเข้าใจด้านมืดและความเจ็บปวดของคน แต่ก็มีอารมณ์ขันร้ายกาจมากๆ (เช่นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งบรรยายภาพวาดพระแม่มารีอุ้มพระเยซูองค์น้อยว่า พระนางมีสีหน้าประหนึ่งกำลังคิดว่า "ฉันไปทำกรรมอะไรจึงต้องมาเจออย่างนี้") ผู้เขียนค่อยๆ ผูกเรื่องให้ขมวดปมมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงตอนใกล้จบต้องลุ้นแทบขาดใจ อ่านแล้วสนุก น่าติดตาม เพลิดเพลิน น่ากลัว หลอน แต่ผู้อ่านจะรู้ตลอดว่านี่เป็นหนังสือที่เขียนดีมาก ขณะอ่านจะอยากเกิดเป็นคนสวีเดน เพราะประเทศเขามีนักเขียนดีเช่นนี้ เชื่อหรือไม่ว่าหนังสือเนื้อหามืดมนเช่นนี้คือหนังสือขายดีของประเทศเขา ดังนั้นประเทศสวีเดนคงน่าอยู่มาก นิยายเรื่องนี้บอกเราว่าที่แท้แล้ว ความโหดร้ายที่มนุษย์กระทำต่อกันนั้นร้ายกาจกว่าความโหดร้ายใดๆ ในโลก แต่น่าทึ่งที่ในเรื่องยังมีความรัก ความสดใส อ่อนหวาน ความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ขมขื่น มืดมน ความชั่วช้าสามานย์ ความอ่อนโยนและดีงาม มีนรกและสวรรค์ที่อยู่ร่วมกันได้ลงตัวสวยงามในหนังสือเรื่องนี้ เรื่องเล่านี้งดงามมาก อ่านจบแล้วจะสุขใจและมีความหวัง (แม้จะเป็นหวังที่ออกแนวมืดๆ เล็กน้อย เช่นป่านนี้ ออสการ์อาจเป็นฆาตกรต่อเนื่องอยู่ที่ใดสักที่บนโลก แต่เรารู้ว่าเขาจะมีความสุข) มีหนังสวีเดนที่สร้างจากหนังสือเรื่องนี้ เขียนบทโดยผู้เขียน เป็นหนังดีมากๆ ขอแนะนำให้ไปชม ฉบับหนังสือมืดมนกว่าหนังมากและมีรายละเอียดมากกว่าหนัง ซึ่งจะตอบคำถามต่างๆ ของผู้ชมได้ แม้คำตอบบางคำตอบจะร้ายกาจจนอ่านแทบไม่ลง ตัวละครหนึ่งบอกว่า อย่าปล่อยใจให้ใครเข้ามา ถ้ายอมให้ใครสักคนเข้ามาแล้ว เขาจะทำร้ายเรา แต่สุดท้ายแล้ว สักวันหนึ่ง---ถ้าเราโชคดี คงมีคนบางคนที่ใช่ และเรายอมเสี่ยงกับทุกข์สาหัสเพื่อให้เขาก้าวเข้ามาในชีวิตเรา "ฉันหวังว่าเธอจะชอบฉัน แม้จะรู้ว่าฉันเป็นอะไร ฉันชอบเธอ มาก... ขอเถิด อย่ากลัวฉันเลย" หมายเหตุ : หนังสือเรื่องนี้ยังไม่มีฉบับแปลภาษาไทย
Let the Right One In : John Ajvide Lindqvist
Copyright © 2009 faylicity.com ฉันไม่ใช่อะไรเลย ไม่ใช่เด็ก ไม่แก่ ไม่ใช่เด็กชาย ไม่ใช่เด็กหญิง ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ |