* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก
 
book PACKING FOR MARS : Mary Roach

Bookเที่ยวนอกโลก

อเมริกามีแผนส่งคนไปดาวอังคารในราว 25 ปีข้างหน้า ระหว่างรอขอเชิญอ่านเรื่องราวอวกาศแสนหรรษาที่เล่าโดย แมรี โรช รับประกันว่าทั้งสนุก ตลก และได้ความรู้

ใครอยากเป็นนักบินอวกาศยกมือขึ้น ใครอยาก “ปีนเข้าไปในแคปซูลแล้วให้เราระเบิดคุณผ่านขอบอวกาศ... ไปสู่ความไร้อากาศ ในความว่างเปล่ามรณะ ... แล้วกลับลงมา บอกเราว่ารู้สึกยังไง”

นักบินอวกาศนาซาสูง 143-195 ซม. อดทนต่อความเบื่อหน่ายได้เป็นเลิศ (เรื่องกดดันที่สุดของนักบินอวกาศคือการไม่ได้เป็นนักบินอวกาศ เพราะอาจต้องรอนับสิบปีโดยไม่รู้วันบิน และเพราะเวลาที่นักบินท่องอวกาศจริงนั้นมีเพียงร้อยละหนึ่งของเวลาทำงานทั้งหมด) คุมสติได้ดียามหายนะ (การติดต่อโลก-ดาวอังคารใช้เวลาถึง 20 นาที) ที่สำคัญคือรับสภาพโดดเดี่ยวและการถูกขังในที่แคบเป็นเวลานานได้ ภารกิจดาวอังคารใช้เวลาเฉพาะการเดินทางไปกลับ 500 วัน จึงมีการจำลองการใช้ชีวิตในยานอวกาศของนักบิน 6 คนที่รัสเซีย เพื่อดูว่าครบ 520 วันแล้วจะยังอยู่ร่วมนอกโลกกันได้หรือไม่ ซึ่งจะเสร็จสิ้นเดือนพฤศจิกายนปีนี้

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อยานเดินทางในระยะที่มองไม่เห็นโลกแล้ว นักบินจะไม่เห็นอะไรอีกเลยนอกจากความมืดมิด ไม่เห็นกระทั่งดวงดาวเพราะยานอาบแสงตะวัน

มนุษย์ต้องจำลองภาวะไร้แรงโน้มถ่วงเพื่อฝึกนักบินและทดสอบอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ออกไปทำงานนอกโลก การจำลองนี้ทำโดยให้เครื่องบินบินขึ้นสูงแล้วดิ่งหัวลงมาคล้ายการเล่นรถไฟเหาะ พอดิ่งลงมาต่ำได้ที่ก็บินขึ้นสูงอีกครั้งแล้วทำซ้ำ จะเกิดสภาพไร้น้ำหนักในเครื่องบินในช่วงดิ่งหัวลงราว 30 วินาที ผู้คนเรียกชื่อเล่นเครื่องบินเช่นนี้ว่า “ดาวหางอ้วก”

เราไม่ค่อยเห็นข่าวจากยานอวกาศในช่วงสองสามวันแรกเพราะนักบินกว่าครึ่งมีอาการ ‘เมาอวกาศ’ เนื่องจากสภาวะไร้น้ำหนัก นักบินจึง “พากันอ้วกอยู่ตามมุมต่างๆ” แถมพอกลับโลกก็ “เมาโลก” อีก หลังจากกลับจากภารกิจนานครึ่งปีที่สถานีอวกาศ นักบินคนหนึ่งเล่าประสบการณ์กลับโลกว่า “ฉันยืนขึ้น แล้วโลกก็หมุนรอบตัวด้วยความเร็ว 17500 ไมล์ต่อชม.”

ถ้าคิดว่าขาไปอวกาศน่าหวาดเสียวแล้ว การเดินทางขากลับน่าหวาดเสียวกว่าหลายเท่า เพราะไม่ใช่การ ‘ลงจอด’ แต่เป็นการ 'ตกจากอวกาศ' นักบินนอนในแคปซูลเพราะท่านี้เสี่ยงน้อยที่สุดต่อการบาดเจ็บ นาซาทดสอบการชนโดยใช้หุ่นและศพ ในบทนี้เราจะได้รู้เรื่องการชนและผลต่อร่างกายเราได้เห็นภาพจนน่ากลัว เช่น อวัยวะต่างๆ มีความเร่งเร็วช้าต่างกันแล้วแต่มวล กระดูกเร่งเร็วกว่าเนื้อ ดังนั้นเมื่อกระแทก โครงกระดูกจะเคลื่อนไปก่อน เมื่อหยุดแล้วกระเด้งกลับ อวัยวะภายในที่ตามไปจะชนกระดูก ทั้งหมดนี้เกิดภายในเสี้ยววินาที

ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ยานอพอลโล 8 ประกอบด้วยชิ้นส่วน 5.6 ล้านชิ้น ต่อให้ทำงานถูกต้องร้อยละ 99.9 ก็หมายความว่าชิ้นส่วนที่ชำรุดอาจมีมากถึง 5,600 ชิ้น ดังนั้นนักบินต้องฝึกซ้อมรับสถานการณ์ผิดพลาดต่างๆ แม้แต่เหตุการณ์ออกซิเจนระเบิดในยานอพอลโล 13 ก็เป็นเหตุการณ์ที่นักบินผ่านการฝึกมาแล้ว

การไปอวกาศนานๆ ยังทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม นักบินที่ไปดาวอังคารจะเสียมวลกระดูกหนึ่งในสามถึงครึ่งหนึ่ง แถมยังเสี่ยงต่อรังสีคอสมิก ดังนั้นคาดว่านักบินที่ได้ไปดาวอังคารจะมีอายุมากพอประมาณ เพื่อให้เสียชีวิตตามอายุขัยก่อนเป็นมะเร็ง

เรื่องร้ายกาจที่สุดของการเป็นนักบินอวกาศเป็นเรื่องใกล้ตัวเช่น การไม่ได้อาบน้ำเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นบทที่มีเนื้อหาเข้มข้นกัดกินใจที่สุดบทหนึ่ง มีการทดลองไม่อาบน้ำจนพบว่ากลิ่นตัวคนรุนแรงที่สุดในช่วง 7-10 วัน จากนั้นกลิ่นจะลดลง เมื่อผิวหนังสะสมคราบไคลครบอาทิตย์จะเลิกผลิตคราบมันไปเอง การไม่อาบน้ำชดเชยได้ด้วยการเปลี่ยนเสื้อ เพราะเสื้อผ้าซับคราบไคลจากผิวหนังได้ถึงร้อยละ 93 ปัจจุบันนักบินเช็ดตัวด้วยผ้าชื้นและใช้สบู่แบบไม่ต้องล้างออก ไม่เหมือนนักบินเจมินี 8 ที่ไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อนาน 2 สัปดาห์ อ่านบทนี้แล้วจะอยากอาบน้ำมาก ใครที่มีบุตรหลานขี้เกียจอาบน้ำขอให้อ่านบทนี้ให้บุตรหลานฟัง เพราะฟังแล้วจะหลอนตลอดกาลจนไม่อยากขี้เกียจอาบน้ำอีกเลย

บทสนุกที่สุดคือเรื่องห้องน้ำในอวกาศ นักบินต้องฝึกการใช้ห้องน้ำเพราะโถกว้าง 4 นิ้ว สภาพไร้น้ำหนักทำให้เราไม่ปวดห้องน้ำ และทำให้ของเสียหนักไม่หลุดขาดจากแหล่งกำเนิด (ซึ่งคิดภาพแล้วน่ากลัวมากๆ) ห้องน้ำอากาศใช้ท่อลมดูดเป็นตัว 'ตัดขาด' แต่นักบินในอดีตใช้ถุงอพอลโล ซึ่งเป็นถุงใสขนาดประมาณถุงคลื่นไส้บนเครื่องบิน มีขอบกาวด้านบนสำหรับยึดติด ด้านบนถุงมีช่องสำหรับใส่นิ้วสองนิ้วเข้าไปในถุง นักบินทำนิ้วเป็นรูปตะไกรเพื่อการ ‘ตัดขาด‘ ไม่เพียงแค่นั้น พอเสร็จธุระแล้วต้องบีบน้ำยาฆ่าเชื้อลงถุงแล้วขยำให้เข้ากันดี เพื่อป้องกันแบคทีเรียทำให้ถุงแตก นักบินคนหนึ่งบอกว่าบททดสอบความเป็นเพื่อนแท้ คือการยื่นถุงนี้ให้เพื่อนขยำให้ พวกนักบินเกลียดถุงอพอลโลมาก ไม่มีใครอยากใช้ถุงนี้เลย นักบินบางคนเข็ดหลาบถุงอพอลโลจนถึงขั้นขู่ว่าจะไม่ยอมกินอาหารอีกเลยเพราะไม่อยากขับถ่ายในถุงนี่

บทนี้มีศัพท์ต่างๆ ที่น่ารู้จักเช่น “ผู้หลบหนี” คือของเสียหนักที่ลอยตัวเป็นอิสระในยาน ตัวอย่างบทสนทนาในยานอพอลโล 10

สแตฟฟอร์ด : เฮ้ย ใครทำ
ยัง : ใครทำอะไร
เซอร์แนน : อะไร
สแตฟฟอร์ด : ใครทำมัน (หัวเราะ)
เซอร์แนน : มันมาจากไหน
สแตฟฟอร์ด : เอากระดาษมาเร็ว มีอึลอยอยู่
ยัง : ผมเปล่า ไม่ใช่ของผม
เซอร์แนน : ผมว่าไม่ใช่ของผม
สแตฟฟอร์ด : ของผมแข็งกว่านี้หน่อย โยนมันทิ้งไป
ยัง : พระช่วย

แปดนาทีต่อมา
เซอร์แนน : เขาบอกเราว่า---แม่ง อึอีกแล้ว พวกแกเป็นอะไรกันวะ เอ้า ส่งนี่มาให้หน่อย---"
ยัง/สแตฟฟอร์ด : (หัวเราะ)
สแตฟฟอร์ด : มันได้แต่ลอยไปลอยมาอย่างนี้รึ
เซอร์แนน : ใช่
สแตฟฟอร์ด : ของผมแข็งกว่านี้
ยัง : ของผมด้วย มันลงไปในถุง---
เซอร์แนน : (หัวเราะ) ผมไม่รู้ว่าของใคร ผมจะบอกว่าเป็นของผมหรือไม่ใช่ของผมก็บอกไม่ได้ (หัวเราะ)
ยัง : เกิดบ้าบอคอแตกอะไรขึ้นมาวะเนี่ย

และยังมีเรื่องสยองกว่าหนังผีเช่น “อึป๊อปคอร์น” ฟังดูน่าสนุกแต่เป็นเรื่องสะเทือนขวัญยิ่งนัก ไม่เชื่อลองคิดภาพดูสิ

จากเรื่องของออกก็เป็นเรื่องของเข้า ใครว่าอาหารบนเครื่องบินแย่แล้ว จะรู้ว่าอาหารของนักบินอวกาศแย่กว่ามาก ภารกิจไปดาวอังคารต้องนำอาหารไปด้วยจำนวนมาก ทำให้เน้นอาหารน้ำหนักเบา เคยมีนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องเสนออาหารต่างๆ เช่นว่า ถ้าหานักบินอ้วนได้จะเป็นการประหยัดอาหาร เพราะมีพลังงานสำรองในตัวให้อยู่ได้ 3 เดือนโดยไม่ต้องกินอะไรเลย หรือให้เลี้ยงสัตว์บนยานเพื่อเป็นอาหาร ซึ่งเมื่อเทียบจากปริมาณที่เท่ากันแล้วหนูมีแคลอรีมากกว่าวัว ดังนั้น “นักบินอวกาศควรกินสตูว์หนูดีกว่าสเต็กเนื้อ”

มีนักวิทยาศาสตร์เสนอให้ทำส่วนประกอบของยานอวกาศจากของที่กินได้ ขากลับนักบินจะได้กิน “ถังเชื้อเพลิง มอเตอร์จรวด กล่องอุปกรณ์” และกินเสื้อผ้าที่ใส่แล้วของตนเอง มีนักเคมีแนะนำที่สุดแห่งการรีไซเคิลโดยใช้กระบวนการไฮโดรไลซิสกับของเสียหนักเพื่อทำเป็นแผ่นคาร์บอนที่นำมากินได้ นักบินประกาศกร้าวว่า “ขากลับเราจะไม่ยอมกินเบอร์เกอร์อึเป็นอันขาด” แต่ใครอยากเป็นนักบินก็วางใจได้ เพราะภารกิจดาวอังคารน่าจะแก้ปัญหาด้วยการส่งยานนำอาหารไปกักตุนไว้ล่วงหน้าบนดาวอังคาร

อ่านผลงานล่าสุดของ แมรี โรช แล้วคุณจะรู้ว่าเธอบ้าสุดๆ ถ้ารักเธอเข้าแล้วขอแนะนำให้อ่านหนังสือทุกเล่มของเธอ เพราะบ้าและน่าเพลิดเพลินดุจกัน

ผู้เขียนบอกว่าการสำรวจอวกาศที่แท้คือการสำรวจความเป็นมนุษย์ เราจะเห็นความน่าทึ่งทั้งด้านดีงามและสูงส่งของคนเรา ไม่น่าเชื่อใช่ไหมเล่าว่ามนุษย์ไปถึงสุดขอบโลกได้ตามความใฝ่ฝัน หนังสือเล่มนี้บอกเราว่าถ้าอยากจะทำอะไรมากจริงๆ เราจะทำให้ได้ แม้ไม่สำเร็จแต่จะได้พบได้รู้อะไรมากมายระหว่างทาง

เป็นคุณค่าควรได้มา ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราดำรงอยู่บนดาวดวงนี้

* บทความในฉบับสั้นกว่านี้เล็กน้อยตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ Image Must Read นิตยสาร Image ฉบับเดือนมกราคม ๒๕๕๔
 


เกี่ยวกับผู้เขียน Mary Roach

Packing for Mars : Mary Roach
Norton ISBN 978-0-393-06847-4 338 หน้า ปกแข็ง ราคา $25.95 (842 บาท)

Copyright © 2010 faylicity.com

ขอต้อนรับสู่อวกาศ ไม่ใช่ภาพที่คุณเห็นในทีวี ไม่ใช่ชัยชนะหรือโศกนาฏกรรม แต่เป็นสิ่งตรงกลางระหว่างนั้น---เป็นสุขนาฏกรรมเล็กๆ และชัยชนะในชีวิตประจำวัน หัวข้อเกี่ยวกับการสำรวจทางอวกาศที่ดึงดูดใจฉันไม่ใช่เรื่องราวของวีรชนหรือเรื่องผจญภัย แต่เป็นการดิ้นรนของมนุษย์แท้ๆ ที่บางครั้งก็แปลกพิสดารซึ่งอยู่เบื้องหลังเรื่องราวเหล่านั้น
    -- Packing for Mars
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔