* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก
 
book THE MIND'S EYE : Oliver Sacks

Book
ภาพที่เราเห็นแต่ไม่เข้าใจ

โอลิเวอร์ แซ็กส์ เป็นประสาทแพทย์และนักเขียนชื่อดัง ผลงานของเขาล้วนแต่ขายดี เขาเขียนเรื่องเกี่ยวกับคนไข้โดยเฉพาะกรณีพิเศษน่าทึ่งให้คนทั่วไปอ่านเข้าใจง่าย เช่น “To See and Not See” ซึ่งเป็นเรื่องของชายตาบอดตั้งแต่เด็กที่ไปผ่าตัดดวงตาจนมองเห็นได้อีกครั้ง หลังจากตาบอดนานกว่าสี่สิบปี แต่เมื่อมองเห็น เขากลับไม่เข้าใจสิ่งที่เห็น โลกนี้กลายเป็นโลกน่ากลัวที่เขาไม่รู้จัก หรือหนังสือ Awakenings (ซึ่งมีฉบับหนังในชื่อเดียวกัน) ที่เล่าเรื่องคนไข้โรคสมองอักเสบซึ่งไม่พูดจาไม่รับรู้ใดๆ มานานปี แต่ได้รับการรักษาจนกลับมารับรู้ได้อีกครั้ง ผลงานล่าสุดของแซ็กส์คือ The Mind’s Eye ซึ่งเล่าเรื่องของผู้คนที่พบว่าจู่ๆ วันหนึ่ง ตนเองอ่านไม่ออก มองไม่เห็น หรือพูดไม่ได้อีกต่อไป คนเหล่านี้ต้องพบเจออะไรและจะดำรงชีวิตต่อไปอย่างไร

ในบท “Recalled to Life” แพ็ตเป็นคนไข้วัยเกือบหกสิบปีที่เลือดออกในสมอง หลังการผ่าตัด ร่างกายซีกขวาของแพ็ตเป็นอัมพาต แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือเธอพูดไม่ได้อีกต่อไป แพ็ตมีภาวะเสียการสื่อความ (aphasia) ซึ่งผู้ป่วยที่สมองถูกกระทบกระเทือนหนึ่งในสามร้อยคนจะมีภาวะนี้ถาวร บางคนพูดได้แต่คำสั้นๆ เช่น “ดี!” “แย่!” บางคนพูดได้เพียงประโยคเดียวซ้ำๆ เช่น “ขอบใจ แม่จ๋า” คนไข้บางส่วนยังคิดและรับรู้ได้ดี แม้จะแสดงออกมาไม่ได้ สก็อตต์ มอสส์ นักจิตวิทยาที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองในวัย ๔๓ ปีเขียนเล่าประสบการณ์ว่า

“เช้าวันต่อมาตอนผมตื่นขึ้นในโรงพยาบาล ผมเสียการสื่อความเต็มรูปแบบ ผมเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูดกับผมได้ลางๆ ถ้าเขาพูดช้า และเป็นเรื่องการกระทำที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม... สองเดือนแรกผมไม่สามารถใช้คำพูดจากข้างในหรือในความคิดได้ด้วยซ้ำ... ผมฝันไม่ได้ ช่วงสองเดือนนั้น ผมอยู่โดยปราศจากแนวคิดใดๆ โดยสิ้นเชิง... ผมจัดการได้แต่นาทีปัจจุบันเท่านั้น... ส่วนที่หายไปของผมคือส่วนที่เป็นสติปัญญาความคิด... เป็นนานที่ผมดูถูกตัวเองว่าเป็นคนเพียงครึ่งคน”

ผู้ป่วยที่สื่อความไม่ได้มักจะอยู่โดดเดี่ยว แพ็ตโชคดีที่ได้หมอที่ใส่ใจ หมอทำหนังสือรวมคำศัพท์ที่จัดเป็นหมวดหมู่ ให้แพ็ตสื่อสารกับคนอื่นได้โดยเปิดคู่มือนี้และชี้คำที่เธอต้องการสื่อ แพ็ตมีความสุข ชอบคุยโทรศัพท์กับหลานๆ แม้เธอจะได้แต่ฟัง เชื่อกันว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะฟื้นตัวไม่ได้ ถ้าไม่รีบฟื้นฟูภายในหนึ่งปีครึ่ง แต่ผู้เขียนพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ยังพัฒนาต่อไปได้ แม้จะจำกัด เพราะสมองที่ไม่ถูกทำลายจะช่วยทำงานทดแทนสมองที่เสียหายได้ระดับหนึ่ง

บท “A Man of Letters” เล่าถึงนักเขียนที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองและพบว่าตัวเองอ่านหนังสือไม่ออกอีกเลย ตัวหนังสือต่างๆ กลายเป็นตัวอักษรแปลกประหลาดของภาษาอื่นที่เขาไม่เข้าใจ นักเขียนผู้นี้อ่านป้ายตามถนนหนทางและร้านรวงไม่ออก ที่แปลกคือเขาเขียนหนังสือได้เป็นปกติ เพียงแต่เมื่อเขียนแล้ว เขากลับมาอ่านสิ่งที่ตนเขียนไม่ได้และเห็นเพียงตัวอักษรประหลาดเรียงต่อกัน เขาใจหายว่าจะเขียนหนังสือต่อไปได้อย่างไร หากไม่อาจอ่านสิ่งที่ตนเขียนและไม่อาจแก้ไขต้นฉบับ

วงการแพทย์บันทึกกรณีการเขียนได้แต่อ่านไม่ออกเอาไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๘๗ เมื่อคนไข้โรคหลอดเลือดสมองคนหนึ่งอ่านแผ่นวัดสายตาได้ทั้งหมด แต่กลับไม่รู้จักตัวอักษรในนั้นสักตัวเดียว เขาวาดสิ่งที่มองเห็นดังช่างเขียนแบบ และบอกว่าตัว Z เหมือนงู ตัว P เหมือนถัง เขารู้ว่าสิ่งที่เห็นคือตัวอักษรแต่เขาเรียกมันไม่ถูก เขาคิดว่าตัวเองบ้าไปแล้ว

ผู้เขียนเล่าว่า ชาร์ลส์ สคริบเนอร์ จูเนียร์ ประธานสำนักพิมพ์สคริบเนอร์ ป่วยเป็นภาวะเสียการอ่านเมื่ออายุหกสิบเศษ เขาหันมาฟังหนังสือเสียงแทนและพบว่าหนังสือเสียงทำให้ “อ่าน” เร็วขึ้น หลังจากนั้น สคริบเนอร์เขียนหนังสือโดยวิธีพูดให้คนจดตามคำบอก เขาเขียนคอลัมน์กว่า ๘๐ ชิ้นและออกหนังสือสองเรื่อง โดยไม่มีใครรู้ว่าเขาอ่านเขียนในรูปแบบใหม่ ยกเว้นแต่ครอบครัวและเพื่อนสนิท

การอ่านและการเขียนน่าจะเป็นของคู่กัน จึงน่าแปลกใจไม่น้อยที่เราจะเขียนได้อย่างเดียวแต่อ่านไม่ได้ เมื่อผู้ที่รู้ภาษาหลายภาษาป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง เขาอาจไม่รู้ภาษาหนึ่งไปเลย แต่ยังรู้ภาษาที่เหลือ คนหูหนวกแต่กำเนิดอาจไม่เข้าใจภาษามืออีกเลย หรือคนญี่ปุ่นที่ใช้ตัวอักษรคะนะ (ฮิรางานะและคาตะกานะ) และคันจิ เมื่อเสียการอ่านแล้ว อาจอ่านได้แต่คะนะอย่างเดียวหรือคันจิอย่างเดียวเท่านั้น

บท “Sight Reading” เล่าถึงนักเปียโนที่พบว่าวันหนึ่งตัวเองอ่านโน้ตเพลงไม่ออก บทนี้ชวนให้ใจสลาย อาการของเธอหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเธอไม่รู้จักวัตถุที่มองเห็นอีกต่อไป เธอบอกว่าดินสอ “จะเป็นอะไรก็ได้ อาจจะเป็นไวโอลิน... หรือปากกา” เธอใช้ชีวิตโดยการจัดวางข้าวของให้อยู่ในตำแหน่งที่จดจำได้ เช่นจัดตามสี ขนาด รูปร่าง ความเกี่ยวข้อง “เหมือนคนไม่รู้หนังสือจัดหนังสือในห้องสมุด ทุกอย่างมีที่ทางของตัวเอง ซึ่งเธอจดจำสิ่งเหล่านี้”

บท “Face Blind” เล่าถึงอาการของผู้เขียนเอง ที่จดจำใบหน้าผู้คนไม่ได้โดยสิ้นเชิง ทั้งยังชอบหลงทางบ่อยๆ จำบ้านตัวเองไม่ได้ ถ้าออกนอกเส้นทางเมื่อไรจะกลับบ้านไม่ถูก ถ้าแซ็กส์เห็นหน้าคนรู้จักในสถานที่อื่น เขาจะจดจำคนเหล่านั้นไม่ได้ แม้แต่จิตแพทย์ที่เห็นกันมาอาทิตย์ละสองครั้งมานานปี แซ็กส์ยังจำไม่ได้ถ้าเจอจิตแพทย์ที่หน้าคลินิก (จะจำได้แต่เมื่อจิตแพทย์นั่งในห้องเท่านั้น) เขาจำไม่ได้กระทั่งใบหน้าตัวเองในกระจก และเคยขอโทษขอโพยเมื่อเดินชนกระจกชนที่สะท้อนเงาตัวเอง ประชากรร้อยละสองมีอาการเช่นนี้ บางคนร้ายแรงถึงขั้นจำหน้าลูกเมียไม่ได้ ผู้ที่มีปัญหานี้มักเป็นตลอดชีวิตโดยไม่ดีขึ้นและต้องหาวิธีจัดการชีวิตของตนเอง แซ็กส์บอกว่า

“ผมจำหมาของเพื่อนบ้านได้ดีกว่าเพื่อนบ้านมาก (จากรูปร่างและสีของพวกมัน) เวลาผมเจอหญิงสาวกับหมาโรดิเชียนริดจ์แบ็ก ผมรู้ว่าเธอพักอยู่ห้องติดกับผม ถ้าผมเจอหญิงมีอายุกับหมาโกลเดนรีทริฟเวอร์ที่เป็นมิตร ผมรู้ว่าเธอพักที่ถนนสายนี้ แต่ถ้าผมเดินผ่านผู้หญิงสองคนนี้โดยที่ไม่มีหมา พวกเธอจะกลายเป็นคนแปลกหน้าก็ว่าได้”

บท “Stereo Sue” เล่าถึงผู้หญิงที่ตาเหล่ตั้งแต่เด็ก เธอมองโลกด้วยตาเพียงข้างเดียว (โดยสลับข้างของดวงตาไปเรื่อยๆ) ทำให้เธอมองเห็นเพียงภาพสองมิติ แต่การบำบัดทางการมองเห็นทำให้เธอเห็นภาพสามมิติได้ในวัย ๕๐ ปี ซึ่งเธอเล่าประสบการณ์นี้ว่าน่าอัศจรรย์เพียงไร ปัจจุบันหมอจะผ่าตัดปรับดวงตาให้เด็กตาเหล่ก่อนอายุสองขวบ เพื่อให้เด็กมองเห็นภาพสามมิติได้ หากช้ากว่านั้น สมองจะปรับตัวจนทำให้มองภาพสามมิติไม่ได้อีก

แซ็กส์เคยได้ยินเรื่องของคนที่อยู่ในป่าฝนหนาทึบจนมองเห็นไกลได้ไม่เกินสองเมตรครึ่ง หากคนเหล่านี้ออกจากป่า เขาอาจไม่เข้าใจภาพที่อยู่ไกลๆ และพยายามยื่นมือไปแตะยอดภูเขาที่เห็นลิบๆ หรือเมื่อเห็นควายกินหญ้าในหุบเขาเบื้องล่างไกลๆ ก็อาจถามว่า “นั่นแมลงอะไร”

“Persistence of Vision” เล่าโรคร้ายที่เกิดขึ้นที่ตาข้างขวาของผู้เขียน ซึ่งเริ่มจากการเห็นจุดบอดพร่า เมื่อตรวจพบว่ามีเนื้อร้ายจึงต้องผ่าตัดและฉายรังสี บันทึกส่วนตัวเรื่องนี้น่าสะเทือนใจไม่น้อย เมื่อวันหนึ่งผู้ที่เป็นหมอตกอยู่ในฐานะคนไข้ แซ็กส์อุทิศหนังสือเล่มนี้ให้หมอที่รักษาดวงตา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศิษย์ของเขา

“การเป็นมะเร็งไม่ว่าชนิดใด เปลี่ยนสถานะในชีวิตของคนเราอย่างปัจจุบันทันด่วน การวินิจฉัยคือเส้นแบ่ง ซึ่งบอกว่าชีวิตที่เหลืออยู่ในภายภาคหน้า—ไม่ว่าจะนานเพียงใด--จะมีแต่การทดสอบ การรักษา การเฝ้าระวัง และความประหวั่นใจในเรื่องอนาคตไปตลอดกาล”

ช่วงที่ป่วย แซ็กส์ต้องซื้อหนังสือฉบับที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรใหญ่เป็นพิเศษมาอ่าน แต่พบว่ามีแต่หนังสือฮาวทูและนิยายโรมานซ์ให้เลือก เขาบ่นว่า “ผมแทบไม่เจอหนังสือดีๆ สักเล่มเดียวในบรรดาหนังสือตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดในแผนก เหมือนผู้ที่บกพร่องทางการมองเห็นพลอยถูกจัดเป็นผู้บกพร่องด้านสติปัญญาไปด้วย” สุดท้ายแซ็กส์หันมาฟังหนังสือเสียงแทน โชคดีที่แซ็กส์อยู่ที่ประเทศอเมริกา ถ้าเป็นบ้านเรา เขาจะไม่เจอทั้งหนังสือตัวพิมพ์ใหญ่พิเศษและหนังสือเสียง

บทสุดท้ายเล่าถึงคนสายตาดีที่กลายเป็นคนตาบอด แซ็กส์เล่าสั้นๆ ถึงจอห์น มิลตัน ที่ตาบอดในวัยสามสิบปี แต่เขียนผลงานดีที่สุดเรื่อง Paradise Lost หลังจากตาบอดแล้ว ๑๒ ปี (บทกวีที่จับใจที่สุดบทหนึ่งของมิลตันคือ “On His Blindness”) หรือฆอร์เฆ ลูอิส บอร์เฆส ที่ดวงตาค่อยๆ บอดในวัยสามสิบจนบอดสนิทในวัยห้าสิบปี จอห์น ฮัลล์ ที่ตาบอดเมื่อเข้าวัยกลางคนเขียนบันทึกว่า

“สำหรับคนตาบอด ผู้คนจะปรากฏตัวต่อเมื่อพูด หลายครั้งที่ผมยังสนทนากับเพื่อนสายตาดี แต่แล้วมารู้ว่าเพื่อนไม่อยู่ที่นั่นแล้ว เขาอาจเดินจากไปโดยไม่บอกกล่าว อาจผงกหัวหรือยิ้มและคิดว่าการสนทนาจบลงแล้ว แต่สำหรับผม เขาหายตัวไปเฉยๆ

เมื่อเราตาบอด จะมีมือมาจับเราไว้ปุบปับ จะมีเสียงมาทักทายเรากะทันหัน โดยไม่มีการคาดเดาหรือเตรียมตัวล่วงหน้า... คนปกติเลือกได้ว่าจะพูดกับใคร เมื่อเดินไปตามท้องถนนหรือตลาดผู้คนจะปรากฏอยู่แล้วสำหรับเขา เป็นการปรากฏตัวก่อนที่เขาจะทักทายคนเหล่านั้น... สำหรับคนตาบอด ผู้คนเคลื่อนไหวอยู่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว มาๆ ไปๆ จู่ๆ โผล่มาแล้วหายไป”

แซ็กส์เล่าเรื่องที่น่าสนใจ อีกทั้งทำให้เราอัศจรรย์ในการมีชีวิตอยู่ และทำให้เราอยากรู้อยากอ่านหนังสืออีกมากมายเต็มไปหมด

แซ็กส์เล่าถึงที่ทำงานของเขาว่า “โรงพยาบาลเบทอับราฮัมเปิดในปี ค.ศ. ๑๙๑๙ ในชื่อ บ้านเบทอับราฮัมสำหรับผู้ป่วยรักษาไม่หาย ซึ่งเป็นชื่อน่าหดหู่ที่เพิ่งถูกเปลี่ยนในทศวรรษ ๑๙๖๐ ... คนที่มาเยี่ยมผู้ป่วยเรื้อรังที่โรงพยาบาลมักตระหนกเมื่อเห็นภาพคนไข้ ‘รักษาไม่หาย’ ร่วมร้อยคน ซึ่งจำนวนมากเป็นอัมพาต ตาบอด หรือพูดไม่ได้ สิ่งแรกที่เข้ามาในหัวของเราคือ ชีวิตในสภาพเช่นนี้ควรค่าที่จะดำรงอยู่ต่อไปหรือไม่ คนเหล่านี้มีชีวิตเช่นไร เราอาจสงสัยและหวั่นใจว่าจะทำอย่างไร หากเราพิการและต้องเข้ามาอยู่ในบ้านนี้เสียเอง”

แซ็กส์บอกเราว่าสมองของคนเราน่าทึ่งและจะปรับตัวเท่าที่ทำได้ คนเราปรับตัวและดำรงอยู่ต่อไปจนได้ แม้ว่าจะด้วยหนทางใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นชิน หนังสือเล่มนี้ทำให้เรามองโลกรอบตัวด้วยสายตาใหม่

ด้วยสายตาแห่งความหวัง

* บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คนกับหนังสือ นิตยสาร สารคดี ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
 


เกี่ยวกับผู้เขียน Oliver Sacks โอลิเวอร์ แซ็กส์ เกิดปี ค.ศ. 1933 เป็นประสาทแพทย์และนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน มีผลงานเขียนขายดีมากมาย เช่น Awakenings นิวยอร์กไทมส์ เรียกเขาว่าเป็น “กวีผู้ทรงเกียรติแห่งวงการแพทย์”

The Mind's Eye : Oliver Sacks
Picador (2010) ISBN 978-0-330-50890-2 ๒๖๐ หน้า ราคา £๘.๙๙ (๓๕๑ บาท)

Copyright © 2012 faylicity.com

"โรงพยาบาลเบทอับราฮัมเปิดในปี ค.ศ. ๑๙๑๙ ในชื่อ บ้านเบทอับราฮัมสำหรับผู้ป่วยรักษาไม่หาย ซึ่งเป็นชื่อน่าหดหู่ที่เพิ่งถูกเปลี่ยนในทศวรรษ ๑๙๖๐ ... คนที่มาเยี่ยมผู้ป่วยเรื้อรังที่โรงพยาบาลมักตระหนกเมื่อเห็นภาพคนไข้ ‘รักษาไม่หาย’ ร่วมร้อยคน ซึ่งจำนวนมากเป็นอัมพาต ตาบอด หรือพูดไม่ได้ สิ่งแรกที่เข้ามาในหัวของเราคือ ชีวิตในสภาพเช่นนี้ควรค่าที่จะดำรงอยู่ต่อไปหรือไม่ คนเหล่านี้มีชีวิตเช่นไร เราอาจสงสัยและหวั่นใจว่าจะทำอย่างไร หากเราพิการและต้องเข้ามาอยู่ในบ้านนี้เสียเอง"
    -- The Mind's Eye
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕