ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยรู้และไม่อยากนึกถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ เป็นโรคหวาดระแวงคำว่า การลงทุน มีหลักการใช้เงินเพียงห้ามเป็นหนี้ ถูกตำหนิบ่อยๆ ว่าไม่รู้จักสนใจดูแลเรื่องเงิน หนังสือดีเล่มนี้น่าจะเหมาะกับคุณ ยอมกล้ำกลืนอ่านแล้วจะพบว่าหนังสือให้ข้อมูลเรื่องการเงินเบื้องต้นอย่างง่าย และเป็นแรงกระตุ้นให้เราเริ่มคิดถึงการวางแผนทางการเงิน
ผู้เขียนเริ่มต้นโดยขู่ว่าหากเราไม่อยากเป็นอย่างคนขับสามล้อที่ถูกหวยแล้วเงินหมด ก็ควรวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้! อีกทั้งบอกว่าอย่ามองโลกแง่ดีว่าเรามีฐานะทางการเงินมั่นคงแล้ว มีรายได้พอกับรายจ่ายแล้ว เพราะอาจเกิดมรสุมชีวิตเมื่อใดก็ได้ เช่นต้องตกงานหรือประสบอุบัติเหตุ และอย่าคิดว่าการฝากเงินในธนาคารนั้นไม่มีความเสี่ยง
เมื่อสั่นสะเทือนอารมณ์ผู้อ่านพอประมาณแล้ว ผู้เขียนจึงบอกกระบวนการวางแผนทางการเงิน โดยเริ่มตั้งแต่การวางเป้าหมายในการดำเนินชีวิตและเป้าหมายทางการเงิน เช่นอยากเกษียณเมื่ออายุ 55 ปี เป้าหมายนี้จะกำหนดเงินที่เราต้องการในอนาคต ให้เรารู้ว่าต้องออมเงินเท่าใดจึงจะทำให้เป้าหมายสำเร็จได้
จากนั้นคือการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่นควรทำบัญชีรายรับรายจ่าย เตรียมเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินในรูปสินทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินสดได้ง่าย (เช่นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ทองคำ) อย่างน้อย 3-6 เท่าของรายจ่าย และเตรียมเงินออมระยะยาว
หนังสือมีแบบฟอร์มสวยๆ และสูตรการคำนวณโดยมีตัวอย่างประกอบให้เข้าใจง่าย ทำตามได้ง่าย ให้เราวิเคราะห์ทรัพย์สินหนี้สิน ให้รู้ว่าฐานะทางการของเราดีหรือไม่ หากมีเรื่องฉุกเฉินจะมีเงินพอหรือไม่ ตัวเลขอัตราส่วนสภาพคล่องนี้ควรจะสูง แต่ถ้าสูงเกินไป อาจทำให้คุณเสียโอกาสในการนำเงินสดและสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องเหล่านี้ไปแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่า เพื่อย้ำเตือนกลายๆ ว่าไม่ว่าเราจะเป็นอย่างไร ก็ยังดีไม่พออยู่นั่นเอง
สุดท้ายแล้วเราจะได้แผนการออมเงิน ซึ่งหนังสือบอกว่าเราควรทบทวนแผนการเงินทุกหกเดือน
บทที่สองของหนังสือพูดถึงการบริหารรายได้ รายจ่าย และภาระหนี้สิน บทนี้ให้ความรู้ได้ดีและน่าสนใจมากทีเดียว เช่น เงินออมไม่ใช่เงินที่เหลือใช้จากการใช้จ่าย แต่เราควรหักเงินออมไว้ก่อนใช้จ่าย หนังสืออธิบายการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตเอาไว้ชัดเจน มีตัวอย่างประกอบให้เข้าใจง่ายเพื่อแสดงว่าเหตุใดจึงไม่ควรเป็นหนี้บัตรเครดิต เพราะดอกเบี้ยจะพรั่งพรูไม่หยุดหย่อนประดุจมูลนกพิราบ
นอกจากนั้นยังอธิบายการคำนวณดอกเบี้ยแบบต่างๆ เช่นการผ่อนบ้านที่คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก คือคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นคงค้างกับระยะเวลา แต่หากเป็นการผ่อนรถหรือซื้อสินค้าเงินผ่อน มักเป็นการคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ซึ่งคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นทั้งจำนวน ดังนั้นเราควรซื้อรถด้วยเงินสดจะดีที่สุด และไม่ควรซื้อสินค้าเงินผ่อน ผู้เขียนเตือนว่า หากคุณมีการผิดชำระเงิน มาตรการในการทวงถามของบริษัทผู้ให้สินเชื่อการผ่อนชำระจะมีความรุนแรงมาก ผู้เขียนอธิบายเรื่องดอกเบี้ยได้ดีมาก ยกตัวอย่างการคำนวณละเอียดจนแม้แต่ผู้เริ่มต้นก็เข้าใจแจ่มแจ้ง แถมบอกเราด้วยว่าสถาบันการเงินมักแจ้งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยแท้จริงค่อนข้างมาก
ส่วนวิธีการลดภาระหนี้สินนั้น สิ่งสำคัญคือการปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย ก่อนซื้ออะไรควรถามตัวเองว่าถ้าไม่ซื้อแล้วจะมีผลเสียต่อชีวิตอย่างไร (ไม่ซื้อแล้วมันจะตายไหมนะ)
บทอื่นๆ ในเล่มเป็นการให้ความรู้เรื่องการวางแผนประกันภัย การวางแผนการศึกษาบุตร การวางแผนเพื่อการเกษียณ ในบทหลัง ผู้เขียนทำตารางวางแผนการเงินเพื่อบอกว่าเราต้องออมเงินไว้เท่าใดเพื่อการเกษียณ โดยมีหลักการว่าหากต้องการดำเนินชีวิตแบบเดิมหลังเกษียณ เราต้องการเงินร้อยละ 70 ของรายจ่ายปกติก่อนเกษียณ เมื่อคำนวณเงินก้อนนี้ออกมาก็อาจทำให้หลายคนตาลายคิดว่าไม่รู้จะดีกว่า แต่รู้เดี๋ยวนี้ก็ยังดีกว่ารู้ตอนใกล้เกษียณใช่ไหมเล่า
เมื่ออ่านจบแล้ว เราจะรู้เรื่องการเงินมากขึ้น แม้อาจต้องรีบออกจากบ้านไปช็อปปิ้งเพื่อแก้เครียด แต่เมื่อหายตระหนกเบื้องต้นแล้ว เราน่าจะจัดการเรื่องเงินส่วนตัวได้ดีขึ้นมากทีเดียว
* บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ Image Must Read นิตยสาร Image ฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒
เกี่ยวกับผู้เขียน กิตติพัฒน์ แสนทวีสุข อาจารย์คณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์ ม. นเรศวร และวิทยากร สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน
เงินทองต้องใส่ใจ (ฉบับปรับปรุงใหม่ เล่ม 1) : กิตติพัฒน์ แสนทวีสุข
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ISBN 978-974-7820-96-6 พ.ศ. 2550, 194 หน้า ราคา 150 บาท
Copyright © 2010 faylicity.com
|