* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book THE WAY OF THE PANDA : Henry Nicholls

Bookประวัติศาสตร์เรื่องหมีแพนด้า

The Way of the Panda เล่าประวัติศาสตร์เกี่ยวกับแพนด้าซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าย่อมสะท้อนประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของมนุษย์ แม้แพนด้าจะดำรงอยู่ในโลกนี้มาหลายล้านปี แต่ไม่น่าเชื่อว่าไม่มีการพบรูปวาดแพนด้าโบราณเลย รูปเขียนเก่าแก่ที่สุดที่พบเป็นของศตวรรษที่ ๑๙ แม้แต่การบันทึกถึงเรื่องแพนด้าก็ยังไม่แน่ชัดว่าสัตว์ที่กล่าวถึงนั้นใช่แพนด้าจริงหรือไม่ ชาวตะวันตกคนแรกที่ทำให้โลกรู้จักแพนด้าคือ อาร์มองด์ ดาวิด ซึ่งเป็นมิชชันนารีฝรั่งเศสทำงานที่ประเทศจีน

มิชชันนารีในจีนช่วงศตวรรษที่ ๑๙ มักมีงานอดิเรกเป็นนักสำรวจธรรมชาติ ชอบเดินทางไปเก็บตัวอย่างพืชและสัตว์แปลกๆ ส่งไปประเทศของตน ดาวิดเดินทางไปเสฉวนในปี ๑๘๖๙ เขาเห็นหนังแพนด้าในบ้านนายพรานท้องถิ่นจึงว่าจ้างทีมนายพรานให้ล่าแพนด้า ขณะที่ตัวเองก็จัดทีมออกล่าอีกทีมหนึ่ง ไม่กี่วันต่อมาทีมนายพรานนำซากแพนด้าหนุ่มมาขายให้ดาวิดในราคาแพง ดาวิดชำแหละซากแล้วส่งหนังกับกระดูกไปพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในปารีสพร้อมแนบจดหมายว่าเขาคิดว่าสัตว์นี้เป็น “หมีสีขาวดำที่วิเศษสุด”

เมื่อฝรั่งได้ซากแพนด้าแล้วก็อยากเห็นแพนด้าเป็น แต่หลายคนต้องผิดหวังเพราะแพนด้าอาศัยในภูเขาสูง อยู่ในป่าไผ่หนาทึบที่มองเข้าไปไม่ค่อยเห็นและเดินฝ่าเข้าไปลำบาก ฝรั่งที่เห็นแพนด้ามีชีวิตคนแรกซื้อลูกแพนด้ามาจากชาวบ้าน ลูกหมีอยู่ได้ไม่นานก็ตาย

หลังจากนั้นฝรั่งต่างแข่งกันฆ่าแพนด้าให้ได้เป็นคนแรก แม้จะฟังพิเรนทร์แต่การล่าเพื่อนำมาอนุรักษ์ไว้ในพิพิธภัณฑ์เป็นเรื่องสามัญในยุคนั้น เช่นสถาบันสมิทโซเนียนเห็นว่าไบซันป่าใกล้สูญพันธุ์ จึงส่งทีมไปรัฐมอนตานาในปี ๑๘๘๖ เพื่อฆ่าไบซันทุกตัวที่ขวางหน้ามา “อนุรักษ์” จำนวน ๒๕ ตัว แม้รู้แก่ใจว่ามีไบซันป่าเหลืออยู่ในเขตนั้นไม่เกิน ๓๐ ตัว

ฝรั่งคนแรกที่ยิงแพนด้าสำเร็จคือลูกชายสองคนของประธานาธิบดีรูสเวลต์ ซึ่งขอทุนจากพิพิธภัณฑ์ชิคาโกไปเสฉวนในปี ๑๙๒๙ หลังจากนั้นพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ที่แข่งขันกันอยู่ก็ส่งคนมาล่าบ้าง ในช่วงเวลาห้าปี พิพิธภัณฑ์สมิทโซเนียนได้ตัวอย่างแพนด้าถึง ๒๐ ตัว ส่วนชาวบ้านเองถ้าล่าได้ก็นำหนังแพนด้ามาขายในตลาดเช่นกัน วิธีล่าของชาวบ้านคือการล่อหมีลงจากภูเขาด้วยกลิ่นอาหาร (กระดูกหมู) และวางกับดักไว้ตามทาง เมื่อกับดักทำงานแพนด้าจะถูกหอกไม้ปักหัวใจ แต่ฝรั่งไม่ชอบใช้วิธีนี้เพราะไม่เท่ สู้เอาปืนออกไปล่าเองไม่ได้

เมื่อจับตายได้แล้วก็ถึงการจับเป็น ผู้ที่ทำสำเร็จเป็นนักออกแบบแฟชันหญิงจากนิวยอร์กชื่อ รูท ฮาร์กเนสส์ เธอแต่งงานได้ไม่กี่อาทิตย์สามีก็ไปจับแพนด้าที่จีน แต่สามีเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปีต่อมาในวัยเพียง ๓๔ ปี รูทตัดสินใจสานต่อภารกิจของสามีโดยเดินทางไปเสฉวนในปี ๑๙๓๖ เธอไปเจอลูกหมีอายุราว ๒ เดือนอยู่เพียงลำพังขณะแม่ออกไปหาอาหาร รูทรีบจัดการพาลูกหมีขึ้นเรือไปอเมริกาโดยติดสินบนเจ้าหน้าที่เซี่ยงไฮ้ให้ออกใบอนุญาตนำ “หมา ๑ ตัว $๒๐.๐๐” ไปด้วย นักข่าวแห่มารอที่ท่าเรือในอเมริกา บรรดาอดีตผู้สังหารแพนด้าต่างมาเยี่ยมรูท พอเห็นลูกหมีก็พากันใจอ่อน บ้างลั่นวาจาว่าชาตินี้ฆ่าแพนด้าไม่ลงอีกแล้ว

Su Lin
รูท ฮาร์กเนสส์นำซูหลินไปอเมริกา ปกหนังสือเป็นภาพโปสเตอร์ของซูหลินเช่นกัน
ซูหลินเป็นลูกแพนด้าตัวแรกที่ถูกจับมาอยู่ในสวนสัตว์อเมริกา วาดโดย แฟรงก์ ลอง
ในโครงการศิลปะที่รัฐบาลอเมริกาจัดทำขึ้นเพื่อคลายทุกข์ให้ผู้คนในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในทศวรรษ ๑๙๓๐

ที่มา: www.talesofoldchina.com/journal/1938/t-380810.htm

รูทตั้งใจจะขายลูกหมีให้สวนสัตว์บรองซ์ในนิวยอร์ก แต่สวนสัตว์เกี่ยงกันรับลูกหมีเพราะเห็นว่าหมีเด็กขนาดนี้อาจตายได้ทุกเมื่อ แถมยังไม่รู้จะเลี้ยงดูอย่างไร ส่วนราคาซื้อหรือก็แพงมาก สุดท้ายสวนสัตว์บรูกฟิลด์ในชิคาโกได้ลูกหมีแลกกับทุนเดินทางให้รูทกลับไปหาคู่ให้ลูกหมี พอสวนสัตว์เปิดตัวลูกหมีวันแรกก็มีคนมาชมถล่มทลาย สวนสัตว์อื่นลองคำนวณรายได้แล้วก็ตั้งมั่นว่าต้องหาลูกหมีมาโชว์บ้าง

รูทเดินทางไปจีนในปี ๑๙๓๗ โดยต้องใช้เส้นทางอ้อมเพื่อเลี่ยงบริเวณที่ญี่ปุ่นบุกนานกิง รูทส่งลูกหมีไปอเมริกาในปีต่อมา ทว่าต่อมาลูกหมีตัวแรกตาย รูทจึงไปจีนอีกครั้งเพื่อหาคู่ให้ลูกหมีตัวที่สอง รูทได้แพนด้าวัยรุ่นสองตัวที่คนรู้จักจับไว้ได้ แพนด้าตัวหนึ่งถูกยิงตายเพราะอาละวาดขณะเกิดพายุฝน รูทเปลี่ยนใจนำแพนด้าอีกตัวกลับไปปล่อยที่ภูเขา

เจียง ไคเชกส่งแพนด้าคู่หนึ่งให้สวนสัตว์บรองซ์ในปี ๑๙๔๑ เพื่อขอบคุณอเมริกาที่ช่วยจัดโครงการระดมเงินช่วยเหลือคนจีนในช่วงที่ถูกญี่ปุ่นรุกราน เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์เรืองอำนาจในปี ๑๙๔๙ ก็สิ้นยุคการล่าแพนด้าของฝรั่ง

ปี ๑๙๕๘ นักธุรกิจออสเตรียนำยีราฟ ๓ ตัว และแรด ฮิปโป ม้าลาย อย่างละหนึ่งคู่ไปแลกแพนด้าชื่อ ชิชิ ที่สวนสัตว์ปักกิ่ง แต่ชิชิเข้าอเมริกาไม่ได้เพราะเป็นหมีคอมมิวนิสต์ จึงต้องไปออกทัวร์สวนสัตว์ยุโรปก่อนไปอยู่ที่สวนสัตว์ลอนดอน ชิชิมีพี่เลี้ยงคอยมาเล่นด้วยให้ผู้ชมดู ชิชิกินไผ่บ้าง แต่ส่วนใหญ่กินข้าวต้มหรือโจ๊กใส่ไข่ดิบ ไก่หรือสเต็ก นม ผลไม้ มันเทศ ช็อกโกแลต และน้ำชา ชิชิมักเอาแต่นอน ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าอาหารเช่นนี้ไม่ดีกับหมี หมีที่กินโจ๊กจนได้พลังงานเพียงพอจะไม่สนใจกินไผ่ อีกทั้งอาเจียนและท้องเสียบ่อยๆ

จีนมอบแพนด้าหนึ่งคู่ให้อเมริกาในวาระที่ประธานาธิบดีนิกสันเยือนจีนในปี ๑๙๗๒ แพนด้าคู่นี้เป็นดาวเด่นของสวนสัตว์แห่งชาติในวอชิงตันดีซี ในช่วงนั้นจีนได้ลูกแพนด้าตัวแรกจากการผสมเทียมในปี ๑๙๗๘ ในขณะที่อเมริกาเริ่มศึกษาการผสมเทียมแพนด้า โดยรีดน้ำเชื้อด้วยการวางยาสลบหมี สอดขั้วไฟฟ้าเข้าไปทางทวารหนักแล้วเพิ่มแรงดันไฟฟ้า (น่าสงสารช่วงช่วงจริงๆ) ลูกแพนด้าทั้งห้าตัวที่เกิดในสวนสัตว์วอชิงตันดีซีตายหลังคลอดไม่กี่วัน พอลูกตายแม่หมียังเอาแอปเปิลมาอุ้มนานหลายวัน

นักวิจัยเริ่มศึกษาแพนด้าป่า พบว่าหมีแต่ละตัวอยู่ในอาณาบริเวณ ๕ ตร.กม. และเคลื่อนไหวเฉลี่ยวันละครึ่งกิโลเมตร แพนด้าออกลูกปีเว้นปีในถ้ำเล็กๆ หรือโพรงไม้ ลูกหมีครึ่งหนึ่งอยู่รอดถึงวัยหนึ่งขวบ ลูกหมีอยู่กับแม่นานกว่าหนึ่งปีครึ่ง

Su Lin
ลูกแพนด้าจะรอแม่บนต้นไม้ขณะแม่ไปหาอาหารนานหลายชั่วโมง
แต่ก่อนนักวิจัยเข้าใจว่าลูกแพนด้าเหล่านี้ถูกทิ้งจึงจับเอามาเลี้ยง
ปัจจุบันมีกฎห้ามจับลูกหมีจนกว่าจะแน่ใจว่าแม่ตาย

ภาพ : ซูหลินในสวนสัตว์ซานดิเอโก โดย Sepht
จาก http://commons.wikimedia.org/wiki/File:BabyPandaAtSDZ.jpg
Creative Commons Attribution 2.5 Generic

จีนออกกฎหมายห้ามล่าแพนด้าในปี ๑๙๖๒ กรมป่าไม้สนับสนุนให้สร้างเขตอนุรักษ์แพนด้ามากกว่า ๖๐ แห่งในปัจจุบัน ซึ่งกินพื้นที่แหล่งที่อยู่อาศัยของแพนด้ามากถึงสามในสี่ แพนด้าป่ากว่าครึ่งอยู่ในเขตอนุรักษ์เหล่านี้

องค์กรปลาและสัตว์ป่าของอเมริกาห้ามนำแพนด้าเข้าประเทศในปี ๑๙๙๓ เนื่องจากขัดกับ พรบ. สัตว์ใกล้สูญพันธุ์และข้อตกลงการค้าสัตว์ สมาคมสวนสัตว์ซานดิเอโกจึงร่วมมือกับองค์กรปลาและสัตว์ป่ากำหนดนโยบายการยืมแพนด้าระยะยาวเพื่อการวิจัย โดยสวนสัตว์จ่ายเงินปีละ ๑ ล้านเหรียญสหรัฐให้จีนสำหรับแพนด้าหนึ่งคู่ ต่อมาจีนนำนโยบายที่คล้ายคลึงกันนี้ไปใช้กับสวนสัตว์อื่นๆ ในอเมริกาและนานาชาติรวมทั้งไทย (ซึ่งจ่ายปีละ ๒.๕ แสนเหรียญสหรัฐ) แพนด้าเลี้ยงสร้างรายได้มากมายให้สวนสัตว์ “ที่ไหนมีแพนด้าเลี้ยง ที่นั่นมีเงิน” ผู้เขียนกล่าวว่าแม้เงินไม่อาจก่อให้เกิดสิ่งดีงามเสมอไป แต่สิ่งดีงามย่อมเกิดขึ้นได้ถ้าใช้เงินให้ถูกทาง ผู้เขียนยกตัวอย่างการวิจัยดีๆ มากมายซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีแพนด้าเลี้ยง

จีนร่วมมือกับอเมริกาศึกษาแพนด้าป่าและเพิ่มอัตราการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติของแพนด้าเลี้ยงจากไม่ถึงหนึ่งในสามเป็นร้อยละ ๙๐ และพัฒนาวิธีการผสมเทียมเพื่อรักษาความหลากหลายของประชากรแพนด้า ไม่ให้ลูกพี่ลูกน้องหรือพี่น้องต่างพ่อแม่ในรุ่นหลังๆ ต้องมาผสมพันธุ์กันเอง

สวนสัตว์ซานดิเอโกส่งคนไปดูงานที่จีนก่อนได้แพนด้าจนเรียนรู้ว่าควรเปลี่ยนอาหารจากโจ๊กเป็นไผ่ และคิดค้นขนมปังเส้นใยสูงเพื่อให้วิตามินและแร่ธาตุเสริม (การหาไผ่ให้แพนด้าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ สวนสัตว์เวียนนาซื้อไผ่จากไร่ฝรั่งเศสที่นำมาส่งทุกอาทิตย์ในราคาปีละ ๒ แสนเหรียญสหรัฐ) สมัยก่อนลูกหมีกินนมวัวนานครึ่งปีแล้วกินไผ่ ทำให้ลูกหมีตายเป็นจำนวนมาก จีนเปลี่ยนสูตรให้ลูกหมีกินนมชงสำหรับลูกคนหรือลูกหมานานหนึ่งปีครึ่งทำให้ลูกหมีตายน้อยลงมาก มีการให้คะแนนอึเพื่อดูสุขภาพหมี โดยอึคะแนนเต็มต้องเป็นก้อนแข็งที่แห้งและร่วน นอกจากนั้น นักวิจัยพบว่าความผูกพันของแม่ลูกมีความสำคัญต่อพัฒนาการของลูก ลูกแพนด้าที่ถูกแยกจากแม่ก่อนหกเดือนจะโตมาเป็นหมีเฉื่อยชอบนั่งเฉยๆ อ่านแล้วต้องขอบคุณงานวิจัยเหล่านี้เพราะสวนสัตว์ของเราได้ข้อมูลที่มีประโยชน์มากนำมาใช้เลี้ยงดูหลินปิง หลินฮุ่ย และช่วงช่วง

Su Lin
ในอดีต ฝรั่งเลี้ยงแพนด้าด้วยข้าวต้มหรือโจ๊กใส่ไข่ดิบเป็นอาหารหลัก
ทำให้แพนด้าตายจากโรคทางเดินอาหารมากเป็นอันดับต้น หากแพนด้าป่ามีโอกาสก็จะกินเนื้อเช่นกัน
เคยพบซากหนูและกระดูกของกวางชะมดในกระเพาะแพนด้า พรานจีนสมัยก่อนจึงล่าแพนด้าด้วยการเอาเนื้อมาล่อ

ภาพ : ซานเพศผู้ในสวนสัตว์แห่งชาติสมิทโซเนียน
จาก http://commons.wikimedia.org/wiki/File:Giant_Panda_Tai_Shan.JPG
Creative Commons Attribution-Share Alike 2.5 Generic

สวนสัตว์ซานดิเอโกศึกษาเรื่องการรับกลิ่นของแพนด้า พบว่าหมีแยกแยะกลิ่นของหมีตัวอื่นได้ และยังรับรู้อายุ เพศ การเป็นสัด และสถานะในสังคมจากกลิ่นได้ด้วย แพนด้าจะไม่ค่อยมีกลิ่นที่ปลายแขน ขา และหลัง แต่จะมีกลิ่นฉี่มากที่ฝ่าเท้าหน้าและที่หู (คาดว่าเพราะเอาฝ่าเท้าหน้าไปเกาหู) ส่วนวงขอบตาดำของหมีมีกลิ่นพิเศษและไม่มีกลิ่นฉี่เพราะหมีใช้หลังมือถูตา

การศึกษาเสียงของแพนด้าทำให้รู้ว่าหมีจดจำเสียงของสายเลือดเดียวกันได้ และแพนด้ารู้ข้อมูลเพศ อายุ ขนาด และการเป็นสัดจากเสียงได้เช่นกัน แพนด้ามองเห็นสีบางสี และดูหน้ากันก็รู้ว่าอีกตัวเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย

การคืนแพนด้าเลี้ยงสู่ป่ายังไม่สำเร็จและน่าจะต้องใช้เวลาอีกนานหลายสิบปี ปัจจุบันมีแพนด้าป่าประมาณ ๑,๖๐๐-๒,๕๐๐ ตัว ภัยของแพนด้าป่าคือมนุษย์ การทำลายป่าเพื่อสร้างพื้นที่เกษตรกรรมหรือเพื่อการตัดไม้เป็นการทำลายบ้านของแพนด้า แต่น่าดีใจที่จีนมีมาตรการขยายเขตอนุรักษ์แพนด้ามากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันยังมีการลักลอบขายหนังแพนด้า ที่น่าสนใจคือการวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัฐมิชิแกนพบว่าการสร้างเขตอนุรักษ์แพนด้าในวูหลงซึ่งมีคนเข้าไปอาศัยอยู่ทำให้ชีวิตแพนด้าย่ำแย่ลง แพนด้าสูญเสียแหล่งอาศัยมากพอๆ กับนอกเขตอนุรักษ์ เพราะมีประชากรในเขตอนุรักษ์เพิ่มขึ้นร้อยละ ๗๐ ในช่วงยี่สิบปี คนเหล่านี้ตัดไม้เพื่อหุงต้มและทำความร้อนโดยไม่สนใจกฎห้ามตัดไม้ งานวิจัยเสนอให้รัฐสนับสนุนให้คนหันมาใช้ไฟฟ้าโดยช่วยบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าให้ชาวบ้าน และลดจำนวนประชากรโดยออกนโยบายจูงใจให้คนหนุ่มสาวย้ายออกจากพื้นที่ (เพราะคนหนุ่มสาวคือคนที่ออกไปตัดไม้มาใช้ในครัวเรือน)

ผู้เขียนกล่าวว่าแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่เสฉวนในปี ๒๐๐๘ น่าจะเป็นผลดีกับหมี เพราะมีคนตายและย้ายออกไปจำนวนมาก ป่าไผ่จึงกลับมาขึ้นเต็มพื้นที่ ถึงอย่างไรการมีแพนด้าเลี้ยงให้เห็นย่อมดีไม่สู้การมีแพนด้าอยู่ในป่า

หนังสือเล่มนี้เขียนดี เล่าประวัติศาสตร์น่ารู้ แม้บางครั้งผู้เขียนชอบเล่าออกนอกเรื่องนอกราวไปไกล แต่ก็พาเรากลับมาที่เรื่องแพนด้าได้ทุกครั้ง ใครที่ชอบความรู้เกี่ยวกับแพนด้าเป็นพิเศษจะชอบบทท้ายๆ ของหนังสือที่เล่าการวิจัยเกี่ยวกับแพนด้าได้น่ารู้น่าติดตาม ใครชอบประวัติศาสตร์จะอ่านด้วยความเพลิดเพลิน ส่วนใครที่รักแพนด้าไม่ควรพลาดหนังสือเล่มนี้

* บทความในฉบับที่ต่างนี้เล็กน้อยตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คนกับหนังสือ นิตยสาร สารคดี ฉบับเดือนมีนาคม ๒๕๕๔
 


เกี่ยวกับผู้เขียน Henry Nicholls สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ในสาขานิเวศวิทยาเชิงวิวัฒนาการ เป็นนักเขียนอิสระด้านวิทยาศาสตร์ เขียนบทความในหนังสือพิมพ์และนิตยสารเช่น Nature, New Scientist และ BBC Focus ผลงานหนังสือคือ Lonesome George (ค.ศ. ๒๐๐๖) ปัจจุบันพำนักที่ลอนดอน

The Way of the Panda : Henry Nicholls
Profile Books ค.ศ. ๒๐๑๐ ISBN 978-1-84668-368-8 ปกแข็ง ๓๒๔ หน้า ราคา ๑๕.๙๙ ปอนด์ (๗๗๔ บาท)

Copyright © 2010 faylicity.com

ไม่น่าแปลกใจที่วิถีแพนด้าจะเปิดเผยประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งของมนุษย์
    -- The Way of the Panda
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔