ปริศนาของ เปโดร ปาราโม
ผมไปโกมาลาเพราะมีคนบอกว่าพ่อของผม---ชายชื่อเปโดร ปาราโม---พำนักที่นั่น แม่เป็นคนบอกผม ผมสัญญากับแม่ว่าจะไปหาเขาหลังแม่เสีย
นิยายสั้นเม็กซิกันที่จะเผยปริศนาของชายชื่อ เปโดร ปาราโม ขึ้นต้นประโยคแรกดังนี้ แม่สั่งเสียผู้เล่าเรื่องครั้งแล้วครั้งเล่าให้ไปหาพ่อให้ได้ แต่อย่าขออะไรจากพ่อ จงขอแต่สิ่งที่เป็นของเรา สิ่งที่พ่อควรให้แม่แต่ไม่เคยให้ ให้พ่อชดใช้ที่ไม่สนใจไยดีเรามาเนิ่นนาน ผู้เล่าเรื่องนำรูปถ่ายของแม่ติดตัวไปด้วยใบหนึ่ง แล้วออกเดินทางพร้อมกับความหวังมาที่เมืองโกมาลา
จากคำบอกเล่าของแม่ โกมาลาเป็นสถานที่อันงดงามในความทรงจำ แม่เกิดและโตที่นี่ และยังหวนหาถึงเมืองนี้จนตลอดชีวิต แม่มักทอดถอนใจถึงท้องทุ่งสีเขียวที่แต้มด้วยสีเหลืองทองของข้าวโพดสุก ทุ่งข้าวสาลีที่กวัดไกวในสายลม เมืองอันขับความสว่างให้ผืนโลก กลิ่นของเมืองคือกลิ่นน้ำผึ้ง ขนมปังอบใหม่ และอัลฟัลฟา ยามฤดูร้อนจะได้กลิ่นดอกส้มหวานหอม หลังฝนตกมีแต่กลิ่นความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ ไปหมู่บ้านของแม่แล้วลูกจะเจอเมืองที่แม่รักที่สุดในโลก
ผู้เล่าเรื่องเดินทางท่ามกลางสายลมร้อนระอุของเดือนสิงหาคมที่พัดพาแต่กลิ่นเน่าฉุนของดอกสมุนไพรซาโปนาเรียโชยเข้าจมูก ยิ่งใกล้โกมาลา อากาศยิ่งร้อนอบอ้าวขึ้นทุกที แม้แต่ลมก็หยุดพัด มีแต่ความร้อนนิ่งหน่ายราวไม่มีที่สิ้นสุด ผู้ที่ผ่านเส้นทางเดียวกันเล่าว่าโกมาลาตั้งอยู่ ณ ปากทางสู่นรก ว่ากันว่าเวลาชาวเมืองนี้ตายแล้วตกนรก ชาวบ้านต้องขอกลับมายังโลกเพื่อนำผ้าห่มติดตัวไปด้วย
เมืองโกมาลาที่ผู้เล่าเรื่องพบช่างแตกต่างจากโกมาลาที่แม่พูดถึง เขาพบเมืองเงียบสงัดที่แสนรกร้างว่างเปล่า เมืองที่ชวนให้เศร้าและอนาถหัวใจ ราวจะไม่มีใครอยู่ที่นี่มานาน ราวเป็นเมืองต้องคำสาปที่มีแต่ความโชคร้าย ประตูบ้านเรือนปกคลุมด้วยวัชพืชซึ่งกล่าวกันว่าเป็นกาฬโรคที่แพร่พันธุ์ทันทีที่คนออกจากบ้าน เสียงที่ได้ยินมีแต่เสียงสะท้อนและเสียงกระซิบกระซาบของความเศร้าหมอง กลิ่นของเมืองคือกลิ่นเปรี้ยวอับของความโรยรา แม่คงบอกให้เขามาผิดเมืองแน่แล้ว หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับโกมาลา
แต่ถึงอย่างไรเมื่อสู้อุตส่าห์เดินทางมาถึงแล้ว เขาตั้งใจจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ แม่บอกว่า เจอพ่อให้ได้นะ
บางคนพูดถึงพ่ออย่างหนึ่ง บางคนก็พูดอีกอย่าง แม่แน่ใจว่าพ่ออยากรู้จักลูก
เนื้อเรื่องที่ดำเนินต่อไปเป็นภาพปะติดปะต่อของชายชื่อ เปโดร ปาราโม จากผู้คนต่างๆ เป็นจริงดังที่แม่ว่าไว้ว่าคนพูดถึงเปโดรไปหลายทาง บิดาของเปโดรบอกว่าลูกคนนี้ไม่เอาถ่าน ไว้ใจไม่ได้สักเรื่องเดียว ยิ่งไม่ต้องหวังจะเป็นที่พึ่งพายามแก่เฒ่า บางคนบอกว่าเขาขี้เกียจสันหลังยาว เกิดมาไม่เคยหยิบจับทำงานอะไร บ้างกล่าวชื่นชมที่ได้ร่วมงานกับเขา บ้างยกย่องสติปัญญาของเปโดร บ้างกล่าวว่าเขาชั่วช้าต่ำทราม หลายคนรู้ดีว่าเขาอื้อฉาวเรื่องผู้หญิง
แต่ข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้คือเปโดรเป็นเจ้าของที่ดินมหาศาล จากวัยหนุ่มที่มีหนี้สินมากมาย เขากลายเป็นเจ้าของที่ดินไพศาลสุดลูกหูลูกตา ผืนดินเหล่านั้นล้วนแต่อุดมสมบูรณ์ และใครๆ รู้ว่าเขารักผู้หญิงชื่อ ซูซานา สุดจิตสุดใจ เธอเป็นภรรยาคนสุดท้ายในชีวิตของเปโดร เมื่อเธอตาย ผู้คนเห็นว่าวันๆ เปโดรได้แต่นั่งจ่อมที่เก้าอี้เก่าๆ ข้างประตูบ้าน ไม่หลับไม่นอน ไม่สนใจไยดีชีวิต เอาแต่จ้องไปที่ถนนสายที่นำไปสู่หลุมศพของซูซานา เปโดรไล่คนออกจากที่ดินจนหมด สั่งให้ทำลายเครื่องไม้เครื่องมือในการเพาะปลูก คนลือกันว่าโกมาลาเสื่อมทรามด้วยเหตุนี้ แต่เรื่องจริงจะเป็นอย่างไรต้องอ่านจากหนังสือดีมากเรื่องนี้
เราจะได้ทำความรู้จักเปโดร ปาราโม ไปพร้อมๆ กับลูกชายของเขา ซึ่งปริศนานี้ทำให้เราย้อนไปรู้จักโกมาลาในอดีต น่าสนใจว่าโกมาลาแต่ก่อนเก่านั้นเป็นดังคำบอกเล่าของแม่หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นจริงแล้วเหตุไรในวันนี้ เมืองนี้จึงน่าหดหู่ถึงเพียงนี้ นอกจากนั้นแล้ว เราจะได้รู้เรื่องของผู้คนต่างๆ ในเมือง ซึ่งล้วนแต่น่าประทับใจยิ่ง หนังสือเรื่องนี้จับจิตจับใจได้ตั้งแต่ประโยคแรก ใครอ่านแล้วจะลืมเรื่องราวของเมืองโกมาลาได้ยากเย็น เรื่องเล่านี้หลอกหลอนและตลกร้ายจนอ่านแล้ววางไม่ลง เป็นเรื่องที่ผู้คนยกย่องว่าเป็นหนังสือดีเยี่ยมของศตวรรษที่ 20 และส่งอิทธิพลใหญ่หลวงต่อวรรณกรรมภาษาสเปน
ในเรื่องนี้ยังพูดถึงเรื่องรักได้งดงามมาก ไม่ว่าใครจะมองเปโดรเช่นไร แต่เขาอ่อนหวานหนักหนายามที่เขาคิดถึงคนรัก ซูซานาคือหัวใจของเปโดร เขารักหล่อนมาตั้งแต่เยาว์วัย แต่แล้วมีเหตุต้องพรากจากกัน เขาได้แต่คำนึงหาซูซานา คิดถึงดวงตาสีท้องทะเลที่แสนหวานดังน้ำตาลที่เธอเคยมองเขา คิดถึงริมฝีปากที่ชุ่มฉ่ำราวถูกน้ำค้างจุมพิต มืออันอ่อนนุ่ม เสียงหัวเราะของเธอที่ลอยมากับกระแสลม เธอคือผู้หญิงสวยที่สุดในโลก เปโดรครวญว่า ผมไม่อาจสัมผัสเธออีก ไม่เห็นเธอ คำพูดของผมไปไม่ถึงเธอ
ทุกคราวที่ผมหายใจ-ผมถอนใจ ทุกความคิดที่ผมคิดมีแต่เรื่องของเธอ ซูซานา
เปโดรไม่เชื่อว่าจะมีสิ่งใดในโลกที่ยั่งยืนชั่วกัลปาวสาน ไม่มีความทรงจำใดที่จะไม่จืดจางร้างราไป แต่เขาลืมดูตัวเองไปว่าชั่วชีวิตของเขา ความทรงจำต่อซูซานาไม่เคยลดน้อยลง ดังนั้นเมื่อสามสิบปีต่อมา เขาได้พบซูซานาอีก เปโดรจะไม่มีวันปล่อยให้เธอหลุดมือไปอีกแล้ว พอแล้วไม่ใช่หรือที่รู้ว่าเธอคือคนที่เขารักที่สุดในโลกนี้ และ---ที่สำคัญที่สุด---เพราะเธอ เขาจะจากโลกนี้ไป โดยเรืองรองไปด้วยภาพที่จะลบความทรงจำอื่นใดไปจนหมดสิ้น
ปริศนาใหญ่หลวงในชีวิตของเปโดร ปาราโม คือเขาไม่รู้จักโลกของซูซานา และไม่มีวันจะได้รู้ บางคนกล่าวว่านี่คือบาปเคราะห์ของเปโดร แต่เป็นอย่างที่หนังสือเรื่องนี้ว่าไว้ คนเราพูดถึงเปโดรไปต่างๆ นานา เราจะเห็นว่าเขาเป็นคนอย่างไร ต้องไปรู้จักและตัดสินเขาด้วยตัวเองจากการอ่านเรื่องนี้
* บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คนในหนังสือ นิตยสาร ฅ คน ฉบับเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๒
เกี่ยวกับผู้เขียน Juan Rulfo (1917 - 1986) ฆวน รุลโฟ นักเขียนเม็กซิกัน มีผลงานเขียนแรกคือ El Llano en Ilamas (ค.ศ. 1953) เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นเกี่ยวกับชีวิตในชนบทของเม็กซิโก ผลงานเรื่องที่สองคือนิยายสั้น Pedro Paramo (ค.ศ. 1955) ซึ่งขายได้เพียง 2,000 เล่มใน 4 ปีแรกที่วางขาย ต่อมานิยายเรื่องนี้มีอิทธิพลสูงต่อนักเขียนละตินอเมริกันเช่น กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ผู้คนยกย่องให้รุลโฟเป็นนักเขียนนิยายและเรื่องสั้นดีที่สุดในศตวรรษที่ 20 รุลโฟได้รับรางวัลแห่งชาติด้านงานเขียน เขาเสียชีวิตจากมะเร็งปอด
Pedro Paramo : Juan Rulfo
พิมพ์ครั้งแรก ค.ศ. 1955 ฉบับภาษาอังกฤษแปลโดย Margaret Sayers Peden
ฉบับภาษาไทย เพดโดร ปาราโม แปลโดย สุคนธ์ แคแสด สนพ. วลี พ.ศ. 2526
เปโดร ปาราโม แปลจากภาษาอังกฤษโดย ราอูล สนพ. โพเอม่า พ.ศ. 2546
Copyright © 2009 faylicity.com
เขาชินกับการเห็นบางส่วนของตัวตนตายลงทุกวัน
-- Pedro Paramo
|