* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book THE RAILWAY MAN : Eric Lomax

Bookเอริค โลแม็กซ์ ผู้เขียนหนังสือเรื่องนี้เป็นทหารอังกฤษผู้ตกเป็นเชลยศึกของญี่ปุ่นในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา และถูกนำตัวมาประเทศไทยเพื่อสร้างทางรถไฟสายมรณะจากไทยไปพม่า เขาเล่าประสบการณ์ครั้งนั้นในหนังสือเล่มนี้

โลแม็กซ์เล่าชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก เขาเกิดปี ค.ศ. 1919 ที่เมือง Joppa ทางตะวันออกของเอดินเบอระ เขาชื่นชมหลงใหลรถไฟตั้งแต่เล็ก ด้วยเห็นว่าเป็นเครื่องจักรกลแสนสวย วิ่งไปโดยมีเป้าหมาย มีชีวิตชีวา อีกทั้งมีไอน้ำ มีควัน และมีกลิ่นการเผาไหม้ ส่วนสถานีรถไฟนั้นเล่าเป็นสถานที่อัศจรรย์ซึ่งรวมการสิ้นสุดของการเดินทาง และการจากลาไว้ด้วยกัน เขาบอกว่าไม่มีเสียงร่ำลาใดจะน่าจดจำไปกว่าเสียงหวูดรถไฟ

เขาคอยไปดูรถไฟ ศึกษาและจดจำเกี่ยวกับรถไฟ เขาเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นความรัก

ต่อมา โลแม็กซ์ทำงานไปรษณีย์ และอาสาเป็นทหาร พลเอกผู้สัมภาษณ์บอกว่าเฉลี่ยแล้ว ร้อยตรีที่ประจำการในสงครามโลกครั้งที่ 1 มีชีวิตอยู่นานเพียง 2 อาทิตย์ เขาบอกว่าจะลองอดทนดู อาจเพราะเขายังหนุ่ม ยังอยากเห็นโลกกว้างและทะเยอทะยาน

โลแม็กซ์ในวัย 21 ปี ถูกส่งไปอินเดีย เข้าอบรมเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่วิทยุสื่อสาร และต่อมาถูกส่งตัวไปประจำที่สิงคโปร์ เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 กองทัพอังกฤษในสิงคโปร์ยอมแพ้กองทัพญี่ปุ่น เขาตกเป็นเชลยศึกของญี่ปุ่น

โลแม็กซ์เล่าชีวิตเชลยศึกว่ามีแต่ความกังวลตลอดเวลา รู้สึกสิ้นหวังและไร้กำลัง ญี่ปุ่นประกาศใช้เวลาท้องถิ่นของญี่ปุ่นทันใด ดังนั้นทุกคนต้องปรับเวลาให้เร็วขึ้นชั่วโมงครึ่ง มีเรื่องเล่าว่าทหารญี่ปุ่นฆ่าหมอ พยาบาล และคนไข้ในโรงพยาบาลทหารในสิงคโปร์ ไม่เว้นกระทั่งผู้ป่วยที่กำลังถูกผ่าตัด ผู้รอดชีวิตจะถูกลากตัวออกมาแทงด้วยดาบปลายปืน เรื่องเล่าอีกเรื่องคือเมื่อญี่ปุ่นจมเรือออสเตรเลีย มีผู้รอดชีวิตจำนวนมากเป็นพยาบาลหญิง ทหารญี่ปุ่นสั่งให้พวกเธอเดินกลับทะเลและยิงทิ้ง จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 50 คน

ญี่ปุ่นใช้เชลยศึกเป็นแรงงาน และส่งเชลยศึกจำนวนมากไปประเทศไทย เหล่าเชลยพอได้ข่าวลือมาแล้วว่าญี่ปุ่นมีโครงการสร้างทางรถไฟเชื่อมไทย-พม่า ทางรถไฟนี้ยาว 415 กิโลเมตร จากบ้านโป่งไปถึงตันบูซายัต โลแม็กซ์อ่านเจอว่าเส้นทางนี้เลวร้ายจนวิศวกรอังกฤษยังบอกว่าโหดร้ายเกินไปที่จะสร้าง

โลแม็กซ์ถูกนำตัวจากสิงคโปร์มาบ้านโป่งในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1942 พักในกระท่อมสร้างด้วยไม้ไผ่ หลังคาจาก ปลายกระท่อมติดกับคลองโคลน ซึ่งเป็นแหล่งมาลาเรียชั้นดี เขาบรรยายสัตว์ต่างๆ ที่ต้องพบเจอ เช่น แมงป่อง งู ไส้เดือน แมลงสาบ มด แมงมุม

โลแม็กซ์โชคดีที่มีความรู้ทางช่างเทคนิค จึงมีหน้าที่ช่วยวิศวกรญี่ปุ่นซ่อมแซมเครื่องจักรต่างๆ งานของเขาจัดว่าเบา อีกทั้งวิศวกรญี่ปุ่นไม่ได้เป็นพวกซาดิสม์โหดร้าย ชีวิตช่วงนั้นของเขาจึงนับว่าโชคดีกว่าเชลยศึกจำนวนมากที่ต้องใช้แรงงานสร้างทางรถไฟ เชลยเหล่านั้นอดหยาก ทำงานหนัก และแทบไม่ได้พัก โลแม็กซ์ที่คลั่งไคล้เรื่องรถไฟตั้งแต่วัยเยาว์รู้ดีว่าการสร้างทางรถไฟเป็นความยากลำบากเพียงใด เป็นงานที่ต้องเสียสละชีวิตผู้คนจำนวนมาก แต่ทางรถไฟสายไทย-พม่านี้พิเศษที่สร้างโดยคนงานอ่อนแรงและเจ็บไข้ สร้างด้วยมือโดยมีอุปกรณ์ช่วยเพียงเล็กน้อย เขาเดาไม่ผิดว่าจะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากการสร้างทางรถไฟนี้

ไม่มีเชลยศึกคนใดอยากช่วยศัตรูของตัวเอง โลแม็กซ์จึงเรียนรู้วิธีการที่จะซ่อมเครื่องจักรให้ใช้งานได้ดีเพียงหนึ่งอาทิตย์ จากนั้นก็จะเสียอีก เชลยขโมยอุปกรณ์ต่างๆ ของญี่ปุ่นไปขาย แลกเงินมาซื้อของกิน

เพื่อนๆ ในที่พักของโลแม็กซ์ช่วยกันสร้างวิทยุ เริ่มใช้งานในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1942 ข่าวสารจากวิทยุสำคัญมากสำหรับเชลยศึก เพราะทำให้ชีวิตมีความหมาย ให้ได้รู้ว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไร และรู้ว่าจะอยู่เพื่ออะไร เหล่าเชลยต้องปกปิดเรื่องวิทยุเป็นความลับ ต้องแกะแยกชิ้นส่วนเอาไปซ่อนไว้ทุกวันๆ เมื่อได้ข่าวคราวก็จะส่งต่อให้รู้ทั่วกันไป

แต่แล้วเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1943 ทหารญี่ปุ่นค้นที่พักเชลย พบวิทยุ เรื่องราวต่อมาจึงเป็นนรกสำหรับโลแม็กซ์และเพื่อนทั้ง 6 คนในที่พัก พวกเขาถูกทรมาน ถูกสอบสวน ทารุณ และคุมขัง ถูกตัดสินโทษและส่งตัวไปจำคุกที่สิงคโปร์ ที่คุกนั้น โลแม็กซ์ผอมจนเป็นโครงกระดูกเดินได้

ใครที่อ่านชีวิตช่วงนี้ของเขาแล้ว คงจะมองภาพ โกโบริ แตกต่างไปจากเดิมมาก

และแล้วก็ถึงวันที่ญี่ปุ่นประกาศแพ้สงครามในปี ค.ศ. 1945 โลแม็กซ์ได้กลับบ้าน เขาเล่าเรื่องหลังจากนี้ว่าชีวิตถูกทำลายและกัดกินด้วยสงครามเพียงใด เริ่มจากฝันร้าย เขาแทบไม่อาจสื่อสารบอกเล่าประสบการณ์นี้กับใครได้เลย แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้ว แต่เขายังจดจำใบหน้าผู้ทำร้ายเขาได้ทุกวัน เขาคิดฝันการแก้แค้นอยู่ลึกๆ ในใจเสมอมา นึกถึงการฆ่าคนเหล่านั้น โลแม็กซ์เกลียดชังชาวญี่ปุ่นเข้มข้น ไม่ยกเว้นว่าใครหน้าไหน ให้เขาตัดแขนตัวเองเสียดีกว่าจะยอมพูดจากับคนญี่ปุ่นสักคน สงครามอาจจะจบแล้วสำหรับคนทั่วไป แต่ยังไม่จบในใจเขา

คนญี่ปุ่นคนหนึ่งที่เขาเกลียดชังถึงขนาดอยากฆ่าให้ตาย คือล่ามผู้สอบสวนเขา โลแม็กซ์ครอบงำกับล่ามคนนี้จนกระทั่งพยายามตามหาตัวเขา และหาพบในที่สุด ล่ามญี่ปุ่นผู้นี้คือ Nagase Takashi ซึ่งสำนึกผิดและอุทิศตัวทำความดีหลังสงคราม อีกทั้งเขาเขียนหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับประสบการณ์สงคราม โดยมีตอนหนึ่งเล่าว่าเขารู้สึกว่าได้รับการให้อภัยแล้ว ซึ่งทำให้โลแม็กซ์และภรรยาโกรธแค้น ภรรยาของโลแม็กซ์ถึงกับเขียนจดหมายไปหานางาเซ่ บอกว่าสามีฉันยังไม่ได้ให้อภัยคุณหรอกนะ

นางาเซ่ตอบจดหมาย เป็นจดหมายที่น่าประทับใจมาก เขียนดี บอกเล่าความรู้สึกผิดของเขาได้น่าซาบซึ้งใจจนภรรยาของโลแม็กซ์หายโกรธไปเลย นางาเซ่กล่าวว่าจดหมายของภรรยาโลแม็กซ์นั้นดังมีดแทงลงก้นบึ้งหัวใจเขา และบอกว่าถ้าเป็นไปได้ เราน่าจะพบกัน ต่อจากนั้นโลแม็กซ์พบศัตรูในใจของเขาจริงๆ ที่ประเทศไทย ในวัย 70 กว่าปี เรื่องราวจะเป็นอย่างไรขอให้ลองอ่านดู

คนอ่านซื้อหนังสือเล่มนี้จากร้านค้านอกพิพิธภัณฑ์ Jeath (พิพิธภัณฑ์สงครามอักษะและเชลยศึก) ที่กาญจนบุรี ซึ่งวางขายหนังสือหลายเรื่อง ด้วยอยากรู้เรื่องประสบการณ์เชลยศึกในการสร้างทางรถไฟสายมรณะให้มากขึ้น เมื่อจ่ายสตางค์ คุณป้าผู้ขายบอกว่าเล่มนี้ขายดี ถึงแม้เรื่องในนี้จะไม่ได้บอกเล่าชีวิตผู้สร้างทางรถไฟนัก เพราะผู้เขียนไม่ได้เป็นแรงงานส่วนนั้น และน่าจะมีแผนที่ละเอียดกว่านี้ (ขณะอ่าน คนอ่านต้องหาแผนที่อื่นดูประกอบไปด้วย) แต่บอกเล่าชีวิตเชลยศึกได้ดี ทั้งอ่อนหวานและขื่นขม เล่าตัวตนที่เจ็บปวดจากสงคราม การดิ้นรน และในที่สุดคือการให้อภัย โลแม็กซ์กล่าวว่า ความเกลียดต้องมีวันสิ้นสุด เราหวังว่าฝันร้ายตลอดชีวิตของเขาจะบรรเทาลง


เกี่ยวกับผู้เขียน Eric Lomax เอริค โลแม็กซ์ เกิดปี 1919 ปัจจุบันพำนักที่ Berwick-upon-Tweed ประเทศอังกฤษ The Railway Man ได้รับรางวัล NCR Book Award ปี 1996

The Railway Man : Eric Lomax
ISBN 0-099-48158-8 Viking 278 หน้า ราคา £5.99 ปกอ่อน ปีที่พิมพ์ 1995

Copyright © 2007 faylicity.com

I didn't understand yet that there are experiences you can't walk away from, and that there is no statute of limitations on the effects of torture.
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๒๗ กันยายน ๒๕๕๐