* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book จับตาย : มนัส จรรยงค์

Book

เราคงเคยฟังคำบอกเล่าว่า มนัส จรรยงค์ คือราชาเรื่องสั้นเมืองไทย บางคนอาจได้อ่านเรื่องสั้นของเขาเมื่อยังเด็กเกินไป จนไม่รู้สึกประทับใจพิเศษอันใด เพราะอ่านเรื่องของเขาเร็วไป หลายคนในจำนวนนี้อาจไม่คิดหวนไปอ่านเรื่องสั้นของมนัสอีกเลย โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ค่อยพบเรื่องสั้นไทยที่ผูกใจ สำหรับคนรุ่นหลังจำนวนไม่น้อย คำชื่นชมอันทรงเกียรติเหล่านั้นอาจฟังดูเลื่อนลอยและไกลตัว เพราะนอกจากคำว่า "ราชาเรื่องสั้นไทย" แล้ว ไม่ค่อยปรากฏคำอธิบายว่าเหตุใดเขาจึงเป็นราชา เรื่องของมนัสดีอย่างไร งานเขียนของเขาพิเศษน่าอ่านเพียงไร ที่น่าสลดหดหู่คือไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะหาซื้อหนังสือของมนัส อาจกล่าวได้ว่าเราไม่พบหนังสือของเขาในร้านหนังสือทั่วไปอีกแล้ว แต่ต้องหาจากร้านหนังสือมือสอง จะน่าแปลกใจอันใดหากคนรุ่นใหม่รู้จัก มนัส จรรยงค์ เพียงชื่อ แต่ไม่เคยอ่านผลงานของเขาแม้แต่เรื่องเดียว

นับเป็นเรื่องน่าเสียดายมากสำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านงานของเขา ลองอ่านเรื่องสั้นของมนัสสักเรื่องดูเถิด แล้วจะตัดสินได้เองว่าเขาได้สมญาราชาเรื่องสั้นไทยมาได้อย่างไร เป็นคำเรียกขานที่เหมาะแล้วหรือไม่ เพราะไม่มีคำแนะนำใดดีไปกว่าที่เราจะอ่านเรื่องของเขาเอง แต่จากเรื่องสั้นนับพันเรื่องของเขา อาจมีคำถามว่าแล้วควรเริ่มอ่านเรื่องใดดีเล่า หนังสือ จับตาย : รวมเรื่องเอก รวมเรื่องสั้นที่น่าอ่านยิ่งและเป็นบทแนะนำที่ดีสำหรับการรู้จักมนัส จรรยงค์

รวมเรื่องสั้นเล่มนี้จัดพิมพ์ดียิ่ง คัดเลือกเรื่องดีมาก อ่านคำนำแล้วต้องชื่นชมยกย่องการทำงานของบรรณาธิการ สุวิทย์ ว่องวีระ ที่แสดงว่าตั้งใจและใส่ใจกับการทำหนังสือเล่มนี้มาก (โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับการออกผลิตภัณฑ์หนังสือในยุคนี้) คนทำหนังสือควรดูไว้เป็นตัวอย่าง ในคำนำระบุว่าเรื่องสั้นที่คัดสรรมานี้ คัดจากจำนวนกว่าสามร้อยเรื่องเท่าที่เสาะหามาได้ แล้วใช้หลักสามประการต่อไปนี้ 1) เป็นเรื่องที่ถึงพร้อมซึ่งศิลปะการประพันธ์ 2) เป็นตัวแทนผลงานอันหลากหลายทั้งรูปแบบและเนื้อหาของมนัส จรรยงค์ได้ เพื่อให้เห็นภาพรวมในงานเขียนของเขา 3) เป็นเรื่องที่เขียนขึ้นในยุคสมัยต่างกัน เพื่อแสดงพัฒนาการและความคลี่คลายในงานเขียนของผู้ประพันธ์

ด้วยหลักการคัดเลือกเช่นนี้เอง รวมเรื่องสั้นชุดนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้อ่านงานของมนัส จรรยงค์เป็นครั้งแรก ลำดับของเรื่องยังเรียงตามปีที่ประพันธ์ ซึ่งเรื่องที่รวมอยู่ในเล่มมีดังต่อไปนี้

  • จับตาย (2485)
  • Shoot to Kill (1958)     (จับตาย ฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร)
  • ซาเก๊าะ (2486)
  • ติดขวาก (2489)
  • กากมนุษยธรรม (2490)
  • เงินแดง (2491)
  • ท่อนแขนนางรำ (2493)
  • สลัดเครา (2493)
  • ใกล้อวสาน (2500)
  • สัมมนาในทุ่งกว้าง (2503)

มนัสเป็นนักผจญภัย เรื่องสั้นของเขาจึงมีฉากหลากหลาย 'จับตาย' เป็นเรื่องเด่นเรื่องหนึ่งของเขา ซึ่งเขียนจากประสบการณ์เมื่อไปทำงานเป็นผู้จัดการร้านสหกรณ์ที่ทัณฑนิคม จ. ยะลา ฉากที่นั่นคือป่าดิบทางใต้ ตัวละครคือนักโทษซึ่งล้วนเป็นอาชญากรตัวฉกาจของทัณฑนิคมแม่หวาด (คำนำบอกไว้ว่าเพี้ยนจากคำว่า 'แมวะ' แปลว่าเหี้ย) ธารโต จ. ยะลา ซึ่ง "ชีวิตของเขาเป็นชีวิตที่ไม่มีใครอิจฉาเลย" ลองอ่านสักตอนดูปะไร

"ทุกๆ คนที่นั่นเขาเป็นอาชญากรสำคัญๆ ทั้งสิ้น โทษจำคุกของเขาตั้งแต่สิบปีขึ้นไป ทุกๆ คนเคร่งขรึม พูดน้อย ทำจริง ในเวลาว่างงานเขาจะคิด - คิดกันไปต่างๆ นานา จะมีอะไรเล่า? บ้าน ไร่นา แล้วก็ลูกเมีย พ่อแม่ เมีย - เมียของเขา มันช่างเป็นคำที่ซาบซึ้ง น่าคิดถึง น่าคร่ำครวญถึงที่สุด สำหรับพวกเขาในขณะนั้นน่ะหรือ? เมียของเขางามกว่าดาวทุกดวงบนท้องฟ้า งามกว่าดอกไม้งามทุกชนิดในโลกนี้ และหายากยิ่งกว่าไข่มุกเม็ดที่มีค่าที่สุดในก้นทะเล แล้วเมื่อไรเล่าเขาจะได้พบเมียของเขา? คนนั้นเหลืออีกเจ็ดปี คนนี้เหลืออีกสิบสองปี มันไม่ใช่เวลาน้อยๆ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังเฝ้าคอยกันอยู่ด้วยความหวัง - หวังแล้วหวังเล่าว่าเขาอาจได้พบเมียของเขา"

ลองอ่านดูว่าเหตุใดเรื่อง 'จับตาย' จึงจับใจผู้คน เรื่องนี้ยังได้รับคัดเลือกจากสมาคมนักเขียนแห่งออสเตรเลียเพื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษ ตีพิมพ์รวมเล่มในหนังสือ Span ซึ่งหนังสือได้รวมเรื่องสั้นฉบับแปลนี้ตีพิมพ์ไว้ด้วย

'ซาเก๊าะ' เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจดจำ เล่าชีวิตของวัวชนนามเดียวกับชื่อเรื่อง โดยใช้ฉากที่ อ. ยามู ปัตตานี   'ติดขวาก' เล่าเรื่องของโจรคนหนึ่งที่ภาคกลาง ส่วน 'กากมนุษยธรรม' เป็นเรื่องดีมากเรื่องหนึ่งที่ใช้ตัวละครและฉากชุดเดียวกับเรื่อง 'จับตาย' มนัสเล่าเรื่องสะท้อนปัญหาสังคมใน 'เงินแดง' เรื่องแสนสามัญของไอ้หนุ่มบ้านทุ่งที่เบื่อท้องไร่ท้องนา อยากมุ่งหน้าสู่เมืองกรุง แต่ไม่ธรรมดาด้วยการเล่าของมนัส

"อ้ายโหงดรู้ดีว่ากลองทัดที่มันตีอยู่นั้น บรรจุไว้ด้วยกระดูกผีและเส้นผม อันเป็นผีของครูบาอาจารย์ของพ่อครูเฒ่าหมื่นดุริยางคฯ เป็นกลองเก่าไม้สีแดงเข้มจนเกือบจะดำ"

'ท่อนแขนนางรำ' เป็นเรื่องดังที่ตราตรึงใจผู้อ่านอีกเรื่องหนึ่ง เพราะอ่านแล้วยากจะลืมลง ใครเล่าจะลืมอ้ายโหงด คนตีกลองรูปชั่วอัปลักษณ์ที่ไปหลงรักหญิงสาวสะสวย เสียงกลองของอ้ายโหงดนั้นไพเราะนัก ใครได้ยินได้ฟังต่างต้องมนต์เสน่ห์หลงใหลในฝีมือของเขา เรื่องนี้เกี่ยวกับดนตรีที่มนัสรักเหลือใจ   'สลัดเครา' เป็นเรื่องทะเลอีกครั้ง โดยอิงจากประสบการณ์ชีวิตช่วงที่ผู้เขียนทำงานที่เกาะกระดาด เรื่องนี้น่าประทับใจยิ่งนัก แม่เฒ่าเปลี่ยนจะทำให้เราน้ำตารื้นเพราะความรักลูกของแก นอกจากนั้น เรื่องนี้ยังสะท้อนชีวิตยากลำบากที่ใครๆ ต่างหนีหน้า

'ใกล้อวสาน' เป็นเรื่องดีน่าอ่านมากเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะผู้อยู่ในวงการเขียนไม่ควรพลาด เล่าเรื่องของนักประพันธ์ผู้เคยรุ่งโรจน์ แต่บัดนี้กลับโรยราในวัยใกล้หกสิบ เขาจนแสนจน ต้องทนการดูถูกจากบรรณาธิการหนุ่มคราวลูกที่เยาะเย้ยว่างานเขียนของเขาพ้นสมัยเสียแล้ว ไม่มีใครอ่านเรื่องเช่นนี้แล้ว และให้คำแนะนำว่าไปอ่านนิยายของคนอื่นที่ขายดีๆ ดู

"อ่านมันเข้าไป เลียนแบบมันเข้าไป ลอกมันเอามาทั้งกระบิๆ ไม่เห็นมีใครเขาจะมาว่าอะไรเรา ตลาดหนังสือเมืองไทยเป็นแต่เพียงจุดเล็กๆ ที่ไม่มีใครเอาใจใส่ จะลอกจะคัดเอามาทั้งเล่มก็ไม่มีใครเขาว่ากระไร"

เรื่องนี้ยังหักมุมได้เจ็บปวดอย่างยิ่งอีกด้วย เจ็บอย่างไรต้องไปอ่าน

'สัมมนาในทุ่งกว้าง' เป็นตัวอย่างเรื่องของหมู่ผู้เฒ่าชนบทท้องนา ซึ่งเป็นตัวละครในเรื่องต่างๆ จำนวนมากของมนัส เรื่องของผู้เฒ่าเหล่านี้สนุกสนานมีรสชาติทั้งดุเด็ดเผ็ดมัน โดยเฉพาะมีอารมณ์ขันที่น่ารักมากจริงๆ เป็นเรื่องผู้เฒ่าที่มีเสน่ห์ คนแก่เหล่านี้พูดจามีชีวิตชีวา มีสีสันจัดจ้าน แสดงภาพชีวิตที่ให้อารมณ์เหมือนเราเข้าไปอยู่ร่วมวงสนทนาด้วย เฒ่าท้องนาเหล่านี้ยิ่งสนุกจากน้ำตาลเมาที่หมักกินเอง อ่านทีไรก็สนุกเมื่อนั้น เรื่องสั้นนี้ก็เช่นกัน จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเหล่าผู้เฒ่ามาตั้งวงเหล้าและสนทนาด้วยประเด็นที่ว่า "ถ้าเรามีเงิน เราจะทำอะไรดี"

สิ่งที่ต้องชื่นชมบรรณาธิการเล่มอีกประการหนึ่งคือ การค้นคว้าที่มาของแต่ละเรื่อง โดยเทียบต้นฉบับกับการพิมพ์ครั้งแรก มีการตรวจทานและแก้ไขคำสะกด ทั้งชื่อสถานที่ พันธุ์ไม้ และชื่อสัตว์ มีการเล่าประวัติผู้เขียนค่อนข้างละเอียด และบอกที่มาของเรื่องสั้นที่คัดสรรมาแต่ละเรื่องที่ดีมาก แต่เนื่องจากมีการเปิดเผยเนื้อเรื่องบางเรื่อง ดังนั้นน่าจะดีกว่านี้หากจะย้ายบทบรรณาธิการไปอยู่ท้ายเล่ม

มนัส จรรยงค์เขียนเรื่องดีมาก ภาษาไพเราะ ให้บรรยากาศชนบท ใครที่ชอบภาษาเขียนของเขาคงจะชอบตั้งแต่ย่อหน้าแรกๆ เราจะเห็นทั้งแสง (แสงจันทร์แสงดาว ยามค่ำยามสาง ยามตะวันบ่าย) เห็นสีสัน ทั้งสีของท้องฟ้า ท้องทะเล สีเสื้อผ้า ได้ยินเสียงเช่นเสียงคลื่น ลม เสียงกระซิบกระซาบของหนุ่มสาว ได้กลิ่นต่างๆ เช่นกลิ่นควันไฟที่สุมวัว กลิ่นยางพาราเหม็นอู้ และที่สำคัญคือ ได้เห็นชีวิตผู้คน มนัสเล่าเรื่องชีวิตของผู้คนได้ดีมาก เขาเข้าใจมนุษย์ดี สำหรับเขาแล้ว ชีวิตคนหนึ่งคนคือเรื่องราวหนึ่งเรื่อง เขาช่างนำเรื่องราวชีวิตสามัญมาเล่าได้มีเสน่ห์ เรื่องของคนเราไม่พ้นเรื่องของความสุขทุกข์ ความรักอันสมหวังหรือไม่สมหวัง เรื่องของเกียรติยศศักดิ์ศรี ความกตัญญู ชีวิตคนเราวนเวียนด้วยเรื่องเช่นนี้ แต่มนัสนำเรื่องเหล่านี้มาเล่าให้อ่านได้ไม่เบื่อเลย

เรื่องของเขายังมีเสน่ห์อีกอย่าง ดังคำที่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เขียนถึงเอาไว้ว่า "เราจะไม่เคยได้ยินเสียงร้องอุทธรณ์ถึงความยากไร้ดังออกมาจากเรื่องสั้นของเขา แต่เราจะมองเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของคนที่เข้าใจในโลกและชีวิต และไม่ยอมพ่ายแพ้"

อย่าเพิ่งบอกว่าคุณไม่ชอบเรื่องสั้น จนกว่าจะได้อ่านเรื่องสั้นของมนัส จรรยงค์


เกี่ยวกับผู้เขียน มนัส จรรยงค์ (พ.ศ. 2450 - 2508) : เกิดที่เพชรบุรี ผลงานเรื่องสั้นตีพิมพ์เรื่องแรกคือ 'คู่ทุกข์-คู่ยาก' (2473) ที่ใช้นามปากกา อ. มนัสวีร์ เริ่มทำงานที่หนังสือพิมพ์ หลักเมือง ในปี 2473 เนื่องจากชอบผจญภัย จึงย้ายที่ทำงานหลากหลาย เช่นที่ชะอำ ยะลา เกาะกระดาด และทำงานหนังสือพิมพ์หลายแห่งเช่น หลักเมือง สุภาพบุรุษ สยามนิกร

จับตาย : มนัส จรรยงค์
ISBN 974-7379-80-5 พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์อ่านไทย ๒๕๓๒
พิมพ์ครั้งที่สาม สร้างสรรค์บุ๊คส์ 176 หน้า ราคา 85 บาท ปีที่พิมพ์ ๒๕๔๒

Copyright © 2009 faylicity.com

เสียงของกลองนี้แผ่ไปยังที่ใด เข้าไปในโสตประสาทของบุคคลใด ก็จะทำให้ที่นั้นและหัวใจของคนที่ฟังเกิดความกระทบกระเทือนใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก มันเร่งเร้าทำให้เกิดความครึกครื้น เกิดความคะนองลำพองใจ เกิดความดิ้นรนที่จะต้องติดตามเสียงนั้นมาให้ได้
    -- ท่อนแขนนางรำ

 

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๒