เกียจคร้านกันเถิด จะเกิดผล
คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่ชอบตั้งปณิธานวันปีใหม่ เช่นว่าจะลดน้ำหนัก เลิกสูบบุหรี่ ดื่มน้อยลง ออกกำลังกาย เรียนภาษาจีน วางแผนการเงิน ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น เข้านอนเร็วตื่นเช้า ตรงต่อเวลา ฯลฯ แต่ยังไม่ทันไร ปณิธานนั้นก็ล้มเหลวเสียอีกแล้ว แนนซี กิบส์ บรรณาธิการนิตยสารไทม์ บอกว่าช่วงปีใหม่เป็นเวลาแห่งความเชื่อ ผู้คนมีจินตนาการอัศจรรย์ว่าเราจะรักษาปณิธานเอาไว้ได้ ทั้งที่ประสบการณ์บอกเราแล้วว่าเป็นไปไม่ได้ ผลการวิจัยคราวหนึ่งพบว่าคนหนึ่งในสี่จะรักษาปณิธานปีใหม่ไม่สำเร็จตั้งแต่อาทิตย์แรก
เราหลายคนไม่ต้องรอถึงช่วงปีใหม่เพื่อการวางแผนปรับปรุงตัวเอง เราหลายคนล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า เบื่อจนท้อถอย ผิดหวัง สิ้นหวังในตัวเองจนไม่อยากคิดเปลี่ยนแปลงอะไรอีก
หากคุณเป็นคนเช่นนั้น หนังสือเล่มนี้จะเป็นฮาวทูเล่มสุดท้ายและเล่มเดียวที่คุณต้องการในชีวิต
'เกียจคร้าน' เสียดสีหนังสือแนวฮาวทูได้ตลกร้ายและอ่านสนุกมาก ล้อเลียนสังคมปัจจุบันและทำให้เราหัวเราะกับความไร้แก่นสารของการใช้ชีวิต แทนที่จะเป็นหนังสือฮาวทูทั่วไปที่คอยบอกให้เราทำอะไรอย่างไร หนังสือเรื่องนี้บอกว่าเราพบความสุขที่แท้จริงได้ด้วยการไม่ต้องทำอะไรเลย
หนังสือชักชวนให้เรามาเกียจคร้านกันเถิด แล้วจะพบ 'ความสุขที่ปราศจากการดิ้นรน'
'เกียจคร้าน' เป็นหนังสือในชุด บาปต้นเจ็ดประการ จัดพิมพ์ร่วมกันโดยหอสมุดประชาชนนิวยอร์กและสำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด โดยเชิญนักวิชาการและนักเขียนต่างๆ มาสำรวจบาปต้นเหล่านี้ ซึ่งเรียงลำดับความหนักหนาสาหัสตามที่พระสันตะปาปาเกรโกรีประมวลไว้ในศตวรรษที่ 6 ดังนี้ ใคร่ (lust) ตะกละ (gluttony) โลภ (greed) เกียจคร้าน (sloth) โกรธ (wrath) อิจฉา (envy) และจองหอง (pride)
บาปข้อเกียจคร้านหมายถึงการเลี่ยงการงานทั้งทางกายและจิตใจ การปรารถนาความสบาย การเพิกเฉยไม่ยินดียินร้าย ไม่ไยดีต่อพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทำบาปนี้จะถูกลงโทษโดยการโยนลงบ่องู ดานเต้เขียนใน 'The Divine Comedy' ว่าคนเกียจคร้านต้องวิ่งเร็วจี๋อยู่ตลอดเวลาเพื่อชำระบาป
แต่ เวนดี วาสเซอร์สไตน์ นักเขียนบทละครคนดังกลับเขียนถึงความเกียจคร้านได้น่ารักมากๆ เธอบอกว่าความขี้เกียจนี้แหละได้ผล จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา เป็นหนทางสู่ความสุขชั่วนิรันดร์ ซึ่งปฏิบัติตามได้จริง แถมยิ่งนานวันเข้ายิ่งปฏิบัติตามง่ายขึ้นเรื่อยๆ
วาสเซอร์สไตน์เขียนในบทนำว่าเธออ่านหนังสือฮาวทูมาตลอดชีวิต พยายามปรับปรุงชีวิตใหม่แต่พบว่าไม่ง่ายเลย ยิ่งอ่านหนังสือแนวนี้ยิ่งรู้สึกพ่ายแพ้จนเธอเกือบสิ้นหวังและยอมรับว่าตัวเองล้มเหลวเสียแล้ว จนกระทั่งได้พบหนังสือชื่อ 'เกียจคร้าน: และวิธีการเพื่อให้ได้มา' ซึ่งคือหนังสือเรื่องนี้นี่เอง
หนังสือฮาวทูส่วนใหญ่ชอบทำให้เราคิดว่า 'สัญชาตญาณสันหลังยาวของเราแต่ละคนเป็นเรื่องผิดปกติ' และ 'อุตสาหกรรมแฟชั่นและฟิตเนสกำลังกอบโกยจากสำนึกหมู่ที่เกลียดตัวเองของพวกเรา' ส่วนพวกหมอนั้น 'ได้ประโยชน์จากการสร้างความสัมพันธ์แบบเกาะกิน'
ความเกียจคร้านคือทางออกที่แท้จริง เพราะคือการบอกว่าเราไม่มีอะไรต้องพิสูจน์ ไม่มีจุดหมาย ไม่มีแรงขับดัน ไม่มีอะไรต้องทำ ไม่มีความหวังสำหรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ เราไม่ต้องทำตามความคาดหวังของใครทั้งสิ้น แม้กระทั่งความคาดหวังของตัวเอง เราจะเข้าสู่ภาวะว่างเปล่า เฉื่อยเนือย ล่องลอย ปราศจากความทะเยอทะยาน เลิกพยายาม มีแต่ความรู้สึกขี้เกียจไร้เรี่ยวแรง เราไม่จำเป็นต้องขยับตัวไปไหนอีกต่อไป ไม่เห็นจะต้องลุกจากเตียง เราจะไม่โกรธ แต่เชื่อมั่นในตัวเองและรู้สึกแง่บวกได้อีกครั้ง
ผู้เขียนกล่าวว่าไม่มีใครต้องไปสงครามเพราะความเกียจคร้าน คนขี้เกียจไม่ทำสงคราม 'เพราะการก่อการร้ายจำเป็นต้องใช้ความคิดริเริ่มและไหวพริบ' คนเกียจคร้านไม่ทำบาปเพราะการทำบาปต้องออกแรง คนเราต้องใช้แรงและตื่นแต่เช้าเพื่อมาโลภ ใคร่ จองหอง ดังนั้นความเกียจคร้านเป็นหนทางเดียวที่จะเยียวยาความบาปข้ออื่นๆ ได้ทั้งหมด เราจะมีชีวิตยืนยาวเป็นสุขและปราศจากความกังวลได้ด้วยการเกียจคร้าน
และถ้ามีใครบอกว่า 'ฉันไม่ต้องการพักผ่อน ฉันเพลิดเพลินกับชีวิต' ผู้เขียนกล่าวว่าคนนั้นตอแหลเพราะใครจะเพลิดเพลินชีวิตได้ ในเมื่อชีวิตมีแต่โรคภัย ความรุนแรง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ รัฐบาลเผด็จการ ความอดอยากยากจน ความทุกข์ยาก 'ถ้าคุณพินิจพิจารณาชีวิตให้ดี คุณจะไม่มีทางเพลิดเพลินกับมันหรอก กระทั่งความรักก็ยังจืดจาง'
หนังสือเรื่องนี้บอกวิธีการและขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้เราเป็นคนเกียจคร้าน ผู้อ่านจะได้รู้จักอาหารเช้าเพื่อความเกียจคร้าน รายการโทรทัศน์ช่องคนเกียจคร้าน รวมถึงตารางการนับกรัมของกิจกรรม เช่น การอ่าน นิวยอร์กไทม์ส มีค่า 30 กรัม ในขณะที่การอ่านนิตยสาร In Style มีค่า 3 กรัม ทั้งนี้เราไม่ควรทำกิจกรรมเกิน 50 กรัมต่อวัน
'ชีวิตสมัยใหม่ดูจะยุ่งวุ่นวายแทบไม่มีเวลาว่าง
แต่ความยุ่งวุ่นวายอาจซ่อนเร้น sloth ไว้เบื้องหลัง
บางครั้ง คนเราทำโน่นทำนี่ไม่หยุด เพียงเพื่อประวิงเวลาหรือหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องทำสิ่งที่สมควรจะต้องทำมากกว่า'
-- มุกหอม วงษ์เทศ
หนังสือเรื่องนี้ตลกมาก แสนรื่นรมย์ น่าจะเป็นฮาวทูที่ทำให้เพลิดเพลินใจที่สุด ได้อ่านแล้วทำให้สนใจอยากอ่านบาปเรื่องอื่นๆ ในหนังสือชุดเดียวกันนี้ ถ้าจะมีข้อเสียบ้างก็คงเป็นหน้าปกที่ไม่ชวนอ่านเอาเสียเลย ทั้งที่หน้าปกต้นฉบับเป็นภาพลายเส้นคนนอนเปลที่ดูแล้วน่ารักน่าอ่านกว่ากันหลายเท่า (หวังใจว่าหน้าปกหนังสือเรื่องอื่นๆ ในชุดนี้จะไม่ออกมาหน้าตาแบบนี้) แต่อย่าให้หน้าปกหนังสือหันเหคุณไปจากแนวทางเกียจคร้าน เพราะคุณอาจพบความสุขแท้จริงในหนังสือเล่มนี้
เป็นความสุขในตัวเราที่เกิดจากความรักตัวเอง และยอมรับสิ่งที่เราเป็นด้วยความเบิกบาน
* บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ IMAGE MUST READ นิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนเมษายน ๒๕๕๑
เกี่ยวกับผู้เขียน Wendy Wasserstein เวนดี วาสเซอร์สไตน์ ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์จากบทละครเรื่อง The Heidi Chronicles มีผลงานบทละครอื่นๆ ได้แก่ The Sisters Rosensweig, Uncommon Women and Others, Isn't it Romantic และ An American Daughter ปัจจุบันพำนักที่นิวยอร์ก
The Seven Deadly Sin: Sloth : Wendy Wasserstein
ISBN 0195166302 Oxford University Press 144 หน้า ราคา $17.95 ปีที่พิมพ์ 2005
ฉบับแปล เกียจคร้าน
เขียน เวนดี วาสเซอร์สไตน์ แปลจากภาษาอังกฤษ ไอดา อรุณวงศ์
ISBN 978-974-8276-82-3 สำนักพิมพ์ คบไฟ พ.ศ. 2550 120 หน้า ราคา 145 บาท
Copyright © 2008 faylicity.com
"พลังงานที่คุณจะประหยัดได้ด้วยการนอนเล่นและไม่ทำตามความคาดหวังของใคร กระทั่งของตัวเอง ก็จะทำให้คุณรู้สึกเป็นหนุ่มสาวขึ้นมาอีกหลายปี --- จะเกิดความเชื่อมั่นที่จะพักผ่อนจริงๆ เป็นครั้งแรกในชีวิต"
-- เกียจคร้าน
|