| ใต้พรมบ้านสมชาย : เสนาะ สุขเจริญ |
ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ เขียนคำนำหนังสือ ใต้พรมบ้านสมชาย : เงื่อนงำ อำมหิต การปกปิดที่บ้านชินณิชา (เบเวอร์ลี่ฮิลล์) ว่า "น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเบื้องหลังของสมชายนั้นเป็นอย่างไร" หนังสือเรื่องนี้จะทำให้ผู้อ่านรู้จักเบื้องหลังบางส่วนของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทย ซึ่งข้อมูลนี้จะทำให้เราพอเข้าใจเบื้องหน้าบางด้านของเขาได้ชัดเจนขึ้น หนังสือเล่าประวัติชีวิตสั้นๆ ของนายสมชายว่าเป็นลูกชาวบ้านที่ยากจน จากปักษ์ใต้มาเป็นเด็กวัดในกรุงเทพ ร่ำเรียนจนจบนิติศาสตร์จากธรรมศาสตร์ ต่อมาเป็นผู้พิพากษา ปลัดกระทรวงยุติธรรม จนกระทั่งได้เป็นนายกฯ ชีวิตส่วนตัวสั้นๆ ของนายสมชายนั้นน่าสนใจ เพราะเล่าโดยมีข้อมูลสัมภาษณ์ประกอบจากปากคำของเจ้าตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นตัวตนของเขาได้ดียิ่งกว่าคำบอกเล่าจากบุคคลอื่น นายสมชายเป็นคนขยันเรียนหนังสือ เป็นเด็กที่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนเพราะการศึกษาเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เขาหลุดพ้นจากความยากจน เพื่อมีงานทำ แทนที่จะต้องไปทำนา ความยากไร้ทำให้นายสมชายเมื่อเป็นวัยรุ่นไม่ออกเที่ยวเตร่ บางวันเขาต้องอดมื้อกินมื้อเพราะไม่อยากขอสตางค์เพิ่มจากพ่อ เขาจำได้ว่าเวลาพี่ชายเขียนจดหมายมาขอเงินพ่อ บางครั้งพ่อไม่มีเงินก็จะกลุ้มใจ แต่อุตส่าห์หายืมเงินมาส่งให้ลูกครบจนได้ นายสมชายรู้ว่าพ่อจะกลุ้มใจอย่างไรหากเขาเขียนไปขอเงินเพิ่ม "ผมวางแผนด้วยการอดข้าว สมมติว่ากว่าจะสิ้นเดือนเหลือเวลาอีกกี่วัน วันหนึ่งผมจะใช้ได้กี่บาท ... นานๆ เข้าผมก็กินมื้อเดียวตอนเย็น กลางวันไม่ต้องกิน ถามว่าผมรู้สึกเดือดร้อนแสนสาหัสเลือดตากระเด็นไหม ผมไม่รู้สึก ผมจัดการชีวิตของผมได้ ถ้าถามว่าอดไหม หิวไหม ต้องบอกว่าหิว คนไม่เคยอดไม่เคยหิวจะไม่รู้จักคุณค่าของเงิน 1 บาท หรือ 50 สตางค์ หรือ 2 บาท แต่ในยามที่หิวอย่างนั้น 50 สตางค์ซื้อขนมปังได้แผ่นหนึ่ง มีค่ามาก ใครให้สตางค์สักบาทจะเป็นพระคุณไปจนตาย" (หน้า 28) นายสมชายเรียนจบนิติศาสตร์รุ่นปี พ.ศ. 2513 ฟังจากคำบอกเล่าของเขาแล้ว เขาไม่ได้เห่อเหิมทะเยอทะยานมากมายในชีวิต ไม่ได้อยากเป็นใหญ่เป็นโต เพียงทำสิ่งที่ต้องทำ รับผิดชอบในสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ และทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ซึ่งเขาก็ก้าวหน้ามาเรื่อยๆ นายสมชายพูดถึงครอบครัวได้น่าประทับใจ เขาเป็นผู้ชายที่รักภรรยาและลูกมาก "ผมรักภรรยาผมมาก ผมมีความจริงใจให้พันเปอร์เซ็นต์" (หน้า 51) และ "ในชีวิตผมรู้สึกว่า ชีวิตตัวเองไม่ค่อยมีความหมายเท่าไหร่ ชีวิตลูก ชีวิตเมียมาก่อน" (หน้า 60) ใครเล่าจะไม่ชื่นชมหัวหน้าครอบครัวเช่นนี้ แต่เมื่อเขาอยู่ในฐานะผู้นำประเทศ ในคณะรัฐมนตรีที่ได้สมญานามว่า "พี่เมีย" คำกล่าวถึงเรื่องครอบครัวสะท้อนนัยยะที่ทำให้ผู้อ่านในฐานะประชาชนที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัววงศ์สวัสดิ์ เกิดอาการเยือกๆ ชวนขนลุกได้เช่นกัน นายสมชายบอกว่าตั้งใจตั้งแต่ตอนแต่งงานว่าจะไม่ทะเลาะกับภรรยา "จะทะเลาะกันไปทำไม คนที่อยู่กับผมจะต้องมีความสุข" ซึ่งเขาทำได้จริงและบอกว่าตั้งแต่แต่งงานกับภรรยามายี่สิบกว่าปี ยังไม่เคยทะเลาะกันเลย เคล็ดลับชีวิตคู่ของเขาคืออะไรหรือ เขาเฉลยว่า "ผมตั้งใจว่าอะไรก็ตามที่ภรรยาผมทำไม่ถูก ผมจะไม่พูดเลย ผมกับภรรยาจะไม่ขัดกัน ทำอะไรก็ได้ทำไปเลย พังก็พังด้วยกัน เพราะชีวิตคนเราก็แค่นี้" (หน้า 50) ประโยคข้างต้นน่าจะทำให้ผู้อ่านหลายคนเข้าใจนายสมชายมากขึ้นมาก แม้อาจจะอดหวั่นใจลึกๆ ไม่ได้ว่า ประชาชนและประเทศจะต้องพังไปกับ "ครอบครัว" ของเขาด้วยหรือไม่ และเราควรทำใจได้หรือไม่กับคำปลอบประโลมว่า "ชีวิตคนเราก็แค่นี้" เนื้อหาส่วนต่อมาในหนังสือบรรยายธุรกิจและความมั่งคั่งของนายสมชายและครอบครัว โดยบอกว่า "นายสมชายทำธุรกิจตั้งแต่ยังเป็นผู้พิพากษา" (หน้า 70) ในปี พ.ศ. 2549 ลูกของนายสมชายเป็นเจ้าของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท แต่บัญชีทรัพย์สินหนี้สินที่นายสมชายและภรรยาแจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แจ้งมูลค่าทรัพย์สินไม่ถึง 100 ล้านบาท "เพราะได้โอนหุ้นทั้งหมดให้บุตรทั้งสามคนก่อนหน้านี้" (หน้า 99) เนื้อหาส่วนที่สามเป็นการตรวจสอบนายสมชายในฐานะบุคคลสาธารณะ กรณีหมู่บ้านชินณิชาวิลล์และการถือครองหุ้นของบุคคลใกล้ชิด โดยใช้วิธีการทำข่าวแบบสืบสวน ผู้อ่านจะได้เห็นรูปสถานที่ตั้งของบริษัท สินมหัต ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับชินณิชาวิลล์ และเป็นที่ตั้งของบริษัทอีก 5 แห่งที่มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 1-30 ล้านบาท เป็นรูปชนิดที่ 'ภาพแทนคำนับพัน' เพราะต้องเห็นสภาพเองแล้วจะซาบซึ้งใจ ให้หวนนึกไปว่าเราเคยเจอเหตุการณ์นี้มาแล้ว นอกจากนั้นผู้เขียนตรวจสอบบุคคลแวดล้อมครอบครัววงศ์สวัสดิ์ที่ถือหุ้นร่วมกับครอบครัวนี้มาตั้งแต่ก่อนตั้งบริษัทถึงปัจจุบัน รวมมูลค่านับร้อยล้านบาท ภาพบ้านของบุคคลบางคนเหล่านี้ดูแล้วแทนคำนับพันเช่นกัน ชวนให้นึกถึงชื่อของนางสาวบุญชู เหรียญประดับ นางสาวดวงตา วงศ์ภักดี และนายวิชัย ช่างเหล็ก ป.ป.ช. ตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงในกรณีนี้มา 2 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้านัก นายสมชายเข้ารับตำแหน่งนายกฯ ท่ามกลางความคาดหวังของบุคคลหลายฝ่ายว่าท่าทีอ่อนโยนประนีประนอมของเขา จะช่วยบรรเทาปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมือง แต่ความหวังนี้ดับสลายโดยสิ้นเชิงเมื่อเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังสลายการชุมนุม ทำให้ประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รัฐบาลได้ชื่อว่ารัฐบาลมือเปื้อนเลือดในทันที "หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว นายสมชาย ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นผู้สั่งให้สลายการชุมนุมไม่ได้ออกมากล่าวแสดงความรับผิดชอบ แสดงความเสียใจ นอกจากโยนให้เป็นเรื่องของตำรวจโดยอ้างว่าทำตามกฎหมายแล้ว ยังทำสีหน้าท่าทางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ประเภทที่เรียกกันว่า 'หน้ามึน' " ระยะหลัง นายสมชายมักให้สัมภาษณ์ด้วยถ้อยคำวกวน หาสาระและประเด็นที่ชัดเจนไม่ได้ แต่ในเล่มนี้ คำกล่าวของเขาชัดเจนและเข้าใจง่ายทีเดียว หลายคำพูดเป็นคำพูดที่ดีจริงๆ ซึ่งจะดีไม่น้อยหากเขาคิดเช่นนั้นจริง ดังเช่นคำพูดเรื่องครอบครัวว่า "คนที่อยู่กับผมจะต้องมีความสุข" หรือ "ผมคิดว่าคนทุกคนย่อมมีสำนึกได้ด้วยตัวของตัวเอง" (หน้า 56) หรือในเรื่องการงานที่ว่า "นี่มันคือความเป็นธรรม แต่ถ้ามันเลวระยำจะไปช่วยได้อย่างไร สังคมเขาก็ยอมรับไม่ได้" (หน้า 64) หนังสือเล่มนี้เขียนดีมาก จากฝีมือนักข่าวเชิงสืบสวนที่ยอดเยี่ยม ข้อมูลดี สั้นกระชับ ตรงประเด็น อ่านแล้วอยากให้เขาเขียนถึงใต้พรมบ้านของคนอื่นอีกหลายๆ คน รูปหน้าปกหนังสือดีมาก ภาพถ่ายในเล่มแม้จะมีไม่มาก แต่เด็ดน่าชมทุกรูปไป หลังปกหนังสือเขียนว่า "ไม่ว่าสมชายจะอยู่หรือไป แต่สิ่งที่เขาและครอบครัวร่วมกันซุกไว้ จะตามหลอกหลอนพวกเขาไปตลอดชีวิต" ทั้งนี้คำกล่าวนี้จะจริงหรือไม่นั้น คงอยู่ที่เรื่องของ "สำนึก" ด้วยเช่นกัน
ใต้พรมบ้านสมชาย : เสนาะ สุขเจริญ
Copyright © 2008 faylicity.com แม้ พ.ต.ท. ทักษิณลาออกจากราชการแล้วมาทำธุรกิจ ส่วนนายสมชายทำธุรกิจตั้งแต่ยังเป็นผู้พิพากษา
|
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑ ธันวาคม ๒๕๕๑ |