* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก
 
book SPYCHIPS : Katherine Albrecht, Liz McIntyre
read by O

Book Cover

"Technology is a queer thing. It brings you great gifts with one hand, and it stabs you in the back with the other." --C.P. Snow,New York Times, 15 March 1971

RFID (Radio Frequency Identification) เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่นำมาใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ระบบระบุตัวตนใช้คลื่นความถี่วิทยุที่มองไม่เห็น กระจายสัญญาณจากเครื่องอ่าน (Reader) ไปสู่ตัวรับที่เป็นป้ายมหัศจรรย์ (Tag) ซึ่งบรรจุข้อมูลเฉพาะของวัตถุนั้นๆ RFID ทำงานด้วยความแม่นยำและสะดวกรวดเร็ว จึงมีประสิทธิภาพสูง RFID ถูกนำไปใช้ในธุรกิจหลายประเภท เช่น การเก็บและเช็คสินค้า ระบบบัญชีอัตโนมัติ ระบบรหัสพนักงาน ชิปที่ใส่ไปตัวสัตว์เพื่อติดตาม ระบบอี-พาสปอร์ต เป็นต้น เราคงคุ้นเคยดีหากเอ่ยถึงบัตรอัจฉริยะหรือสมาร์ตคาร์ด (Smart Card) ซึ่งใช้เทคโนโลยี RFID ด้วยเช่นกัน

RFID เป็นที่จับตามองในสังคมตะวันตก มีการให้ความรู้อย่างกว้างขวาง และมีข่าวเกี่ยวกับการต่อต้านเทคโนโลยีชนิดนี้ให้ได้ยินเป็นระยะ เช่น ข่าวแปะป้าย RFID บนหนังสือหมุนเวียนในห้องสมุด (โปรดสังเกตป้ายลึกลับในภาพ) ข่าวเทสโก้ในอังกฤษ แอบใช้ RFID เพื่อติดตามลูกค้าในร้าน (ด้วยการบรรจุชิปในกล่องที่โกนหนวดด้านใน วางสินค้าไว้บนหิ้ง ครั้นที่มีคนหยิบสินค้า หิ้งอัจฉริยะจะถ่ายรูปผู้บริโภคเอาไว้) การใช้เทคโนโลยีในลักษณะที่ผู้บริโภคไม่รู้และตกเป็นเหยื่อ จึงเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลร้ายแรง เสมือนมีบิ๊กบราเทอร์จับจ้องทุกฝีก้าวในชีวิตของผู้บริโภค แม้จะมีการกล่าวอ้างว่าเทคโนโลยีนี้มิได้นำไปใช้เพื่อประโยชน์ในด้านมืด ชิปอัจฉริยะจึงมีชื่อเรียกในอีกมุมหนึ่งว่าเป็น สปายชิป หรือชิพจารชน

หนังสือเล่มนี้เล่าสิ่งที่ควรเรียนรู้เกี่ยวกับ RFID แก่ผู้บริโภคโดยตรง แจงโดยละเอียดถึงการทำงานของ RFID บริษัทผู้ผลิตนำไปใช้อย่างไร และรัฐบาลอเมริกาได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างไรบ้าง แม้น้ำเสียงของผู้เขียนทั้งสองออกแนวต่อต้านการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิดอย่างชัดเจน แต่ข้อมูลแสดงที่มาอ้างอิงให้นักอ่านตรวจสอบและพิจารณาเองได้ การได้รู้ว่าทำไมบัตรประเภทนี้ถึงฉลาดนัก ร้านค้าอนาคตที่หลายบริษัทเตรียมสร้างขึ้นนั้นทำงานอย่างไร จึงเป็นการอ่านที่ชวนเพลิน

RFID แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นป้าย (Tag) บรรจุชิปคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กและมีเสารับสัญญาณวิทยุในคลื่นที่มองไม่เห็น ทำงานแบบไร้สายปราศจากการสัมผัสกับผู้ใช้ ความหมายของคลื่นวิทยุในที่นี้ก็คือความสามารถทะลุทะลวงช่องว่างในอากาศและวัตถุใดใดไปหาตัวรับ อันเป็นป้ายที่อาจซ่อนอยู่ในกระเป๋าสตางค์ ป้ายเหล่านี้บรรจุข้อมูลที่เป็นลักษณะเฉพาะ (Unique ID) ส่วนที่สองคือเครื่องอ่าน (Reader) ซึ่งจะส่งสัญญาณคลื่นวิทยุไปอ่านข้อมูลบนป้าย เครื่องอ่านอาจเป็นเครื่องมือที่มองเห็นหยิบจับมาใช้ได้ หรือเป็นประตู เคาน์เตอร์ หรือสามารถซ่อนอยู่ในฝ้า กำแพง พื้น ชั้นหิ้ง หากผู้บริโภคมองเห็นป้ายบนบัตร หรือมองเห็นเครื่องอ่าน หรือรู้ว่ามีการใช้ RFID แบบเปิดเผยคงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่เพราะ RFID นำไปใช้โดยที่ผู้บริโภคไม่รู้และคาดไม่ถึง เพราะป้ายสามารถมีขนาดเล็กเท่าเม็ดทราย (RFID ที่เล็กที่สุดในโลก) จึงมีการซ่อนไว้ในสินค้าต่างๆ เช่นป้ายเล็กๆด้านหลังของเสื้อ ลิปสติก แชมพู รองเท้า หนังสือ เป็นต้น (ดูตัวอย่างรายชื่อสินค้าที่ spychips หรือรายชื่อสปอนเซอร์ RFID ของศูนย์ Auto-ID ในเคมบริดจ์)

หากนำ RFID ไปใช้เพื่อผลทางการตลาด หรือศึกษาข้อมูลของผู้บริโภค ภาพทอม ครุยส์ในหนัง Minority Report อาจไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน เมื่อทอม ครุยส์เดินผ่านจอทีวี ทีวีเปลี่ยนภาพหน้าจอเป็นโฆษณา มีผู้หญิงถามว่าวันนี้กินเบียร์กินเนสหรือยังค่ะ โฆษณาถึงตัวบุคคลปรากฏได้เพราะเขารู้ว่าคุณเป็นใคร ใช้สินค้าชนิดใด และมีวิถีชีวิตแบบไหน

และเหตุที่บริษัทต่างๆ จะสามารถล่วงรู้ข้อมูลระหว่างสินค้าหรือตัวบุคคลได้ เพราะเครื่องอ่านสามารถเชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลที่เรียกว่า Internet of Things แผนการใหญ่ที่ศูนย์ MIT Auto-ID ผู้พัฒนาการใช้เทคโนโลยีไร้สาย RFID สร้างขึ้นโดยให้สินค้าทุกชนิดบนโลกบรรจุ ID number เฉพาะไม่มีซ้ำ สินค้าหนึ่งชิ้นเท่ากับหนึ่งเว็บเพจ ดังนั้นจึงสามารถตรวจสอบประวัติได้ว่าสินค้าแต่ละชิ้น มีลักษณะเฉพาะอย่างไร ผลิตเมื่อไร ขนย้ายไปไหน และอยู่บนชั้นนานแค่ไหน ใครเป็นผู้ซื้อ (กรณีใช้บัตรเครดิตหรือบัตรห้างร้าน) ที่ไหนและราคาเท่าไร ตัวอ่านจะรายงานข้อมูลไปบนอินเทอร์เน็ตสิ่งของเพื่ออัพเดตข้อมูลทันทีที่พบข้อมูลเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลง

เครื่องอ่านสามารถอ่านสินค้าทุกชิ้นที่บรรจุ RFID ที่อยู่บนตัวผู้บริโภค ตั้งแต่ชื่อบนบัตร สินค้าชนิดใด ดังนั้นเมื่อผู้บริโภคไปอยู่เมืองอื่น เจอเครื่องอ่านตรงทางด่วน (เพราะเสียค่าโทลเวย์ด้วยบัตรฉลาด) ก็จะทราบทันทีว่าเขาเป็นใคร และใช้สินค้าอะไรบ้าง ปรากฏตัวให้เครื่องอ่านพบเจอที่ไหนบ้าง (หากมีการใช้ RFID ในสินค้ามากขึ้นเรื่อยๆ นั้นหมายถึงว่าเราสามารถพบเจอตัวอ่านได้ทุกที่)

ผู้เขียนยกตัวอย่างการขอจดสิทธิบัตร การติดตามบุคคลที่ใช้ป้าย RFID บนสิ่งของ ของบริษัทผู้ผลิตยักษ์ใหญ่หลายแห่ง คนอ่านพยายามเข้าใจว่าการล่วงรู้ข้อมูลการใช้ของผู้บริโภคถือเป็นเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสินค้า แต่ก็ชวนสยองในรายละเอียดไม่น้อย ในอนาคตเราอาจมีบ้านแห่งอนาคต ร้านแห่งอนาคต รถอัจฉริยะ แต่อีกแง่มุมหนึ่ง ดูเป็นความสะดวกสบายที่ชวนไม่ใช้สมองกับสิ่งใดใดเลย คนอ่านไม่อยากใช้ตู้เย็นอัจฉริยะที่อ่านฉลาก RFID ของสินค้าอื่นๆ ในตู้เย็น แล้วรายงานว่าสินค้าใดกำลังใกล้หมดและคอยเตือนให้ซื้อ หรือฉลาดไปกว่านั้นด้วยการส่งข้อมูลในตู้เย็นไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตให้มาส่งสินค้าที่หมดลง หรือคนอ่านไม่อยากใช้กางเกงชั้นใน RFID ที่พอซักด้วยเครื่องซักผ้า RFID ต่างแลกข้อมูลต่อกันโดยตั้งและปรับอุณหภูมิ ระยะเวลาการใช้งานให้เสร็จโดยไม่ต้องกระดิกนิ้ว

เทคโนโลยีมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากนำไปใช้ในทางที่มิละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เชื่อว่าคงเกิดประโยชน์ หนังสือเล่มนี้บอกเล่า RFID ในแง่มุมที่ไม่เคยมีใครบอกเรา ในฐานะที่ทุกคนเป็นผู้บริโภค รู้ไว้ไม่เสียหลาย

เกี่ยวกับผู้เขียน Katherine Albrecht, Liz McIntyre แคทเธอรีน อัลเบรชต์ จบด็อกเตอร์ด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ลิซ แมคอินไตย์ เป็นนักข่าว ทั้งสองดูแลองค์กร Caspian (Consumers Against Supermarket Privacy Invasion and Numbering) ที่ต่อต้านการรุกล้ำสิทธิของผู้บริโภค

Spychips:How Major Corporations and Government Plan to Track Your Every Move with RFID : Katherine Albrecht, Liz McIntyre
ISBN: 1595550208 Nelson Publishers, 288 pages, £16.99

...For example, if the person is carrying a baby bottle, a store advertisement system may be configured to advertise diapers while the person is passing a particular display device in the store. If the person is carrying a man's wallet, the store advertisement system may be configured to advertise razor blades and shaving cream while the person is paasing through a particular device in the store. Obviously, numerous examples are possible. ...
- U.S. patent application #20020165758

Katherine Albrecht, Liz McIntyre . . . Spychips

Copyright © 2006 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙