* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก
 
book STUFF : Randy O. Frost, Gail Steketee

BookHoarder : นักกักเก็บสะสุม

มองจากด้านนอก บ้านของนักกักเก็บสะสุมมักดูมืดทึม หน้าต่างมีแต่ข้าวของเบียดกันแน่น หน้าบ้านระเกะระกะด้วยถ้วยถังกาละมังแตก ต้นไม้และหญ้าขึ้นรกเรื้อ ในรถที่จอดอยู่เต็มไปด้วยข้าวของประดามี ถ้าเราได้รับอนุญาตให้เข้าไปในบ้าน เราอาจต้องรอถึงสิบนาทีกว่าเจ้าของบ้านจะแง้มประตูกว้างพอให้เราเข้าไปได้สำเร็จ ไม่ว่าบ้านนั้นจะมีทางเข้าออกกี่ทางก็มักมีประตูที่ใช้การได้เพียงบานเดียวเพราะประตูที่เหลือถูกข้าวของปิดกั้นจนเปิดไม่ได้ เมื่อเข้าไปแล้วจะเห็นว่าบ้านมืดมากไม่ผิดกับถ้ำ บ้านเหล่านี้มักมีช่องทางเดินแคบๆ ขนาดไม่ถึงหนึ่งฟุตลดเลี้ยวเข้าไปในตัวบ้าน สองข้างทางเดินเป็นกำแพงข้าวของ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร กล่อง เสื้อผ้า และอะไรต่อมิอะไรที่กองสุมจนเกือบถึงเพดาน เราอาจต้องเดินเหยียบข้าวของที่กองเกลื่อนพื้น หลายห้องในบ้านเข้าไปไม่ได้เพราะมีแต่ของอัดแน่นมานานแล้ว ทั่วทุกที่มีแต่ข้าวของทั้งบนโต๊ะ เก้าอี้ เตียง รวมถึงใต้โต๊ะ ใต้เก้าอี้ ใต้เตียง แม้แต่ในครัวก็มีของวางสุมเตาจนทำครัวไม่ได้ เราเปิดตู้เย็นได้เพียงแง้มๆ บางบ้านถึงกับอาบน้ำไม่ได้เพราะในอ่างอาบน้ำมีแต่ข้าวของ บ้านทั้งหลังอาจมีที่ว่างพอให้คนนั่งเพียงคนเดียวที่ปลายโซฟา มีที่ว่างพอวางจานใบเดียวที่โต๊ะอาหาร และมีที่ให้คนนอนได้คนเดียวบนเตียง บ้านเหล่านี้อันตรายมากเพราะหากเกิดเพลิงไหม้ เจ้าของบ้านไม่น่าจะหนีรอด หน่วยดับเพลิงต้องใช้เวลามหาศาลจึงจะเข้าไปในบ้านสำเร็จ มีบ้านหลังหนึ่งที่หน่วยดับเพลิงต้องงัดหน้าต่างเข้าไป แต่สองชั่วโมงต่อมาก็เข้าไปในบ้านได้เพียง ๖๐ ซ.ม.

นักกักเก็บที่ร่ำรวยจะซื้อบ้านหลังใหม่ไปเรื่อยๆ เพื่อสุมข้าวของให้เต็มบ้านอีก คนที่ไม่มีเงินซื้อบ้านใหม่อาจลงเอยด้วยการถูกเพื่อนบ้านร้องเรียนเรื่องกลิ่นและสัตว์นำโรค จนเจ้าหน้าที่รัฐนำคำสั่งศาลมาบังคับให้ขนของในบ้านไปทิ้ง แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือนบ้านจะกลับมารกดังเดิม ที่เป็นเช่นนี้เพราะนักกักเก็บทนทิ้งข้าวของอะไรไม่ได้เลย ไม่ว่าของนั้นจะดูไร้ค่าแค่ไหน

ผู้เขียน Stuff เป็นอาจารย์ด้านจิตวิทยาที่เขียนเรื่องของนักกักเก็บจากการศึกษามานานปี ทั้งสองพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมบางคนถึงรักข้าวของจนเลยเถิด และก่อให้เกิดผลร้ายต่อความเป็นอยู่ของตัวเองและคนรอบข้าง

เราได้อ่านเรื่องน่าทึ่งของพี่น้องสกุลคอลล์เยอร์ที่ตายในแมนชัน ๓ ชั้นในนิวยอร์ก เพื่อนบ้านได้กลิ่นจึงโทรแจ้งให้เจ้าหน้าที่มางัดบ้านและโยนข้าวของออกมาได้ทั้งสิ้น ๑๗๐ ตัน ในจำนวนนี้มีรถยนต์ แกรนด์เปียโน ๑๔ หลัง เครื่องเอกซเรย์เก่า ซากทารกสองหัว เราได้รู้เรื่องของชายที่ชอบนำขยะมาเก็บไว้จนที่บ้านมีแต่แมลงสาบและหนู ผู้หญิงที่สะสมนิตยสารเดือนละกว่าร้อยฉบับเพื่อนำมาเก็บไว้โดยไม่อ่าน ภรรยาที่บ้าซื้อของมาสุมในบ้านจนครอบครัวล้มละลาย เรื่องของลูกที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่เป็นนักกักเก็บ และเรื่องของเด็กเล็กๆ ที่เป็นนักกักเก็บ (เด็กๆ ส่วนใหญ่เป็นนักกักเก็บโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่เด็กบางคนอาการหนักกว่าปกติ)

ผู้เขียนพบว่าอเมริกันชนร้อยละ ๒-๕ เป็นนักกักเก็บ บางคนเริ่มนิสัยนี้มาตั้งแต่เด็ก นักกักเก็บจำนวนมากเป็นคนฉลาด ชอบสมาคม บ้าซื้อของที่ไม่จำเป็นมาเผื่อใช้ ชอบเก็บของฟรี แต่ไม่เหมือนพวกวัตถุนิยมตรงที่จะซ่อนข้าวของจากคนอื่นมากกว่าชอบนำไปอวดใคร นักกักเก็บไม่ค่อยให้ใครเข้าบ้าน มักเก็บนิสัยตนเองเป็นความลับ บางคนชอบวางของบางอย่างให้ทำมุมหรืออยู่ในตำแหน่งเฉพาะ (เช่นวางอาหารกระป๋องโดยหันฉลากออก เฟอร์นิเจอร์ต้องอยู่ตำแหน่งนี้เป๊ะ) ไม่ชอบให้ใครแตะต้องเคลื่อนย้ายสิ่งของของตน นิยมความสมบูรณ์แบบ มักมองไม่เห็นว่าบ้านของตนเองรกหรือมีปัญหาอะไร เป็นคนตัดสินใจยาก เวลาไปไหนมาไหนชอบหอบหิ้วของติดตัวไปเยอะๆ “เผื่อต้องใช้” เพราะเลือกไม่ได้ว่าควรนำอะไรไปบ้าง แม้แต่เวลาสั่งอาหารก็มักมีปัญหาเพราะเลือกเมนูไม่ถูก บางคนชอบพูดยาวเกินพอดีโดยลงรายละเอียดที่ไม่เกี่ยวข้องกับใจความสำคัญ

นักกักเก็บมักขาดสมาธิ ในวัยเด็กมักมีปัญหาในการจัดระเบียบ วอกแวกง่าย พูดไม่หยุด ทำงานไม่เสร็จ ทำของหายบ่อย ขี้ลืม ซึ่งเป็นอาการของโรคสมาธิสั้น เมื่อเป็นผู้ใหญ่อาการเหล่านี้ยิ่งชัดเจนขึ้น นักกักเก็บกว่าร้อยละ ๘๐ มีคนในครอบครัวที่เป็นนักกักเก็บ พวกเขามักเป็นโสดหรือถ้าแต่งงานก็มักหย่าร้าง นักกักเก็บร้อยละ ๙๙ จะมีอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ และมักซึมเศร้ารุนแรงอันเป็นผลจากการกักเก็บ

สาเหตุของการเก็บข้าวของโดยไม่ทิ้งไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนเสมอไป นักกักเก็บส่วนมากเป็นคนชั้นกลาง แต่ที่พวกเขาไม่ทิ้งของก็เพราะรู้สึกว่าเป็นการสูญเปล่า หรือเห็นว่าของนั้นยังใช้ประโยชน์ได้อย่างที่คนทั่วไปไม่เห็น (หลังการเกลี้ยกล่อมนาน ๒ ชั่วโมง นักกักเก็บคนหนึ่งดึงดันจะเก็บถังก้นรั่วสนิมเขรอะเอาไว้)

นักกักเก็บรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเมื่อได้แวดล้อมด้วยข้าวของ พวกเขาเห็นว่าสิ่งของต่างๆ แม้จะดูไร้ค่าเพียงใดล้วนเป็นทรัพย์สมบัติที่มีความหมายเสมอกันหมด (เศษกระดาษเก่าๆ หนึ่งใบมีค่าไม่ต่างจากใบขับขี่) เป็นไปได้ว่าคนเหล่านี้มองเห็นความพิเศษรุ่มรวยของข้าวของต่างๆ เหนือกว่าคนทั่วไป นักกักเก็บคนหนึ่งบอกว่า “เหมือนภาษา ของพวกนี้พูดได้” ข้าวของเหล่านี้ต่างมีเรื่องราวซึ่งเรียกอดีตและความทรงจำให้ย้อนมาได้อย่างมีชีวิตชีวา หากทิ้งของก็เท่ากับการดำรงอยู่ของตนหมดความหมาย

นักกักเก็บมักบอกว่าไม่มีเวลาจัดของ ที่จริงพวกเขาพยายามจัดแล้วแต่ไม่สำเร็จ เพราะทำได้เพียงย้ายตำแหน่งข้าวของโดยไม่ยอมทิ้งอะไรสักอย่าง พวกเขาตัดใจทิ้งของไม่ลงเพราะการทิ้งของไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดเป็นเรื่องเลวร้ายเหมือนญาติสนิทตาย นักกักเก็บจึงหลีกเลี่ยงไม่ทิ้งอะไรจนเป็นนิสัย

สิ่งเลวร้ายที่สุดสำหรับนักกักเก็บคือถูกคนอื่นเอาของไปทิ้ง เช่นเพราะศาลสั่งหรือครอบครัวบังคับ หลายคนถึงกับฆ่าตัวตายหลังจากนั้น

การกักเก็บที่น่าสะเทือนใจที่สุดคือการกักเก็บสัตว์ เราคงเคยได้ยินเรื่องของคนที่เลี้ยงสัตว์จำนวนมากจนดูแลไม่ไหวโดยไม่คำนึงถึงความเป็นอยู่อันเลวร้ายของสัตว์ ผู้เขียนเล่ากรณีสุดโต่งของจิตแพทย์ที่เลี้ยงแมว ๖๐๐ ตัวและบอกให้คนไข้ของตนเก็บแมวจำนวนมากมาเลี้ยง จนคนไข้บางคนตกงานและกลายเป็นคนไร้บ้าน

เราพบนักกักเก็บสัตว์หน้าใหม่มากถึง ๗๐๐-๒,๐๐๐ รายต่อปีในอเมริกา นักกักเก็บสัตว์มักเป็นหญิงโสดหรือม่ายวัย ๔๐ ปีขึ้นไป สัตว์สะสมยอดนิยมคือหมาและแมว เรามักพบสัตว์ป่วย/ตายจำนวนมากในบ้านของนักกักเก็บ คนเหล่านี้รู้สึกพิเศษต่อสัตว์เพราะเห็นว่าสัตว์มีความซื่อสัตย์และรักโดยไม่มีเงื่อนไข นักกักเก็บมักเชื่อว่าตนมีภารกิจต้องช่วยเหลือสัตว์เหล่านี้และมีแต่ตนเองเท่านั้นที่จะช่วยได้ อีกทั้งเชื่อว่าตนมีอำนาจพิเศษในการสื่อสารกับสัตว์ นักกักเก็บสัตว์มักอยากให้สัตว์มีเสรีตามธรรมชาติจึงเลี้ยงโดยปล่อยให้สัตว์กิน นอน ขับถ่ายที่ไหนก็ได้ นักกักเก็บสัตว์ส่วนใหญ่ถูกทอดทิ้งหรือถูกทารุณในวัยเด็ก ผู้เขียนจัดนักกักเก็บสัตว์เป็น ๓ ประเภทดังนี้

๑) เลี้ยงสัตว์จำนวนมาก แรกๆ ดูแลดีแต่เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิต เช่นคู่ชีวิตตาย ตกงาน ป่วย ทำให้ดูแลไม่ไหว กลุ่มนี้แก้ไขง่ายกว่ากลุ่มอื่นๆ

๒) เชื่อว่าตนมีภารกิจช่วยเหลือสัตว์ไม่ให้ถูกฆ่าหรือถูกทำหมัน คนเหล่านี้ต่างจากกลุ่มแรกตรงที่เที่ยวออกไปเสาะหาสัตว์มาดูแล ต่อมาผู้คนมักนำสัตว์มาทิ้งไว้ให้เพราะรู้ว่าบ้านนี้รับดูแลสัตว์ แรกๆ ไม่มีปัญหาแต่นานวันเข้าก็ดูแลสัตว์ปริมาณมากไม่ไหว แม้ตั้งใจช่วยเหลือแต่กลับทำให้สัตว์ย่ำแย่

๓) ใช้สัตว์บังหน้าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์และเงินจากการช่วยเหลือสัตว์ นักกักเก็บกลุ่มนี้เป็นคนหลอกลวง มักไม่ผูกพันกับสัตว์แต่ใช้สัตว์เป็นเครื่องมือ บางครั้งทำไปเพราะต้องการควบคุมสัตว์ คนกลุ่มนี้จัดการยากที่สุดเพราะขาดสำนึกและความรู้สึกผิดชอบชั่วดี โชคดีที่นักกักเก็บประเภทนี้มีน้อย

เราส่วนใหญ่ต่างรู้จักนักกักเก็บเป็นการส่วนตัวด้วยกันทั้งนั้น เราคงเคยได้ข่าวเรื่องนักกักเก็บมานับไม่ถ้วน (เช่น หญิงวัย ๗๖ ปีจากอยุธยาที่ชอบเอาขยะมาเก็บสะสมในที่พักโดยไม่นำไปขาย จนถูกกองขยะสูงหนึ่งเมตรทับตายในปีพ.ศ. ๒๕๕๒) ผู้เขียนให้คำแนะนำว่าหากคนที่เรารักมีปัญหานี้ ควรปรึกษาจิตแพทย์ที่มีประสบการณ์การรักษาอาการนี้ ลองหากลุ่มค้ำจุนเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยน ลองอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ อนึ่ง มีหนังสือทำนองนี้มากมายวางขายทั่วไปซึ่งอาจช่วยคนที่วางข้าวของไม่เป็นระเบียบ แต่ช่วยนักกักเก็บไม่ได้ เพราะหนังสือเหล่านี้ไม่ได้พูดถึงการไม่ยอมทิ้งของเพราะผูกพันกับสิ่งของ ผู้เขียนแนะนำหนังสือเขียนโดยจิตแพทย์ เช่น Buried in Treasures โดย Randy O. Frost, David Tolin; Overcoming Compulsive Hoarding โดย Fugen Neziroglu; Digging Out โดย Michael Tompkins, Tamara Hartl นอกจากนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือเราควรรักษาความสัมพันธ์ของเรากับนักกักเก็บเอาไว้ ควรเข้าใจว่าเขาควบคุมสิ่งที่เขาเป็นไม่ได้

หนังสือเรื่องนี้เขียนดีมาก ชวนติดตาม มีอารมณ์ขัน มีรายละเอียดน่าทึ่งมากมาย เล่าเรื่องของนักกักเก็บต่างๆ ที่ทำให้เราประหลาดใจและงุนงง เป็นสารคดีเขียนโดยนักวิชาการที่อ่านสนุกจริงๆ

โลกของนักกักเก็บต่างจากโลกของเรามาก โลกของพวกเขารุ่มรวย มีสีสันพรรณราย สลับซับซ้อนวิจิตรบรรจง เต็มไปด้วยของมีค่าคณานับ มีแต่ความเป็นไปได้และโอกาสอันไม่สิ้นสุด ซึ่งอาจเป็นพรที่กลายเป็นคำสาป เป็นความรักที่กลายเป็นการทำร้าย ดังคำของนักกักเก็บคนหนึ่งที่กล่าวว่า

“สิ่งนี้ทำลายตัวฉัน ... ฉันฉลาด มีความคิดสร้างสรรค์ ฉันควรจะมีความสุข แต่ฉันไม่ได้เป็นอะไรเลย ฉันไม่ได้ทำสิ่งใด ฉันสะสมชีวิตโดยไม่ได้ใช้มัน”

* บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คนกับหนังสือ นิตยสาร สารคดี ฉบับเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๔
 


เกี่ยวกับผู้เขียน แรนดี โอ. ฟรอสต์ อาจารย์ด้านจิตวิทยาที่สมิทคอลเลจ รัฐแมสซาชูเซตส์ เชี่ยวชาญด้านโรคย้ำคิดย้ำทำและ compulsive hoarding
เกี่ยวกับผู้เขียน เกล สเตเคที อาจารย์ด้านสังคมสงเคราะห์ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน

Stuff: Compulsive Hoarding and the Meaning of Things : Randy O. Frost, Gail Steketee
Mariner Books ค.ศ. ๒๐๑๐ ISBN 978-0-547-42255-8 ๒๙๒ หน้า ราคา $๑๔.๙๕ (๔๕๐ บาท)

Copyright © 2011 faylicity.com

"If I throw too much away, there'll be nothing left of me."
    -- Stuff
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔