| สามก๊ก : หลอกว้านจง |
อ่านสามก๊กกันเถอะ
สามก๊ก เป็นหนังสือที่ผู้แนะนำไม่เคยอ่านและไม่เคยคิดจะอ่านในอนาคตอันใกล้ เพราะเนื้อเรื่องที่ยาวเกือบ ๑,๘๐๐ หน้า ดูท่าทางอ่านยาก แถมยังเป็นเรื่องศึกสงครามที่คงจะน่าเบื่อ แต่แล้วเมื่อต้องแกร่วอยู่แต่กับบ้านในช่วงสงกรานต์ปีนี้ จึงสบโอกาสได้อ่าน สามก๊ก ฉบับแปลโดยวรรณไว พัธโนทัย และต้องแปลกใจมากที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่า สามก๊ก สนุกและตลกขนาดนี้ วางไม่ลง (หนังสือเพียงเรื่องเดียวที่เคยทำให้ผู้แนะนำเสพติดได้ขนาดนี้คือ เพชรพระอุมา) ต่อไปนี้คือความประทับใจที่มีต่อ สามก๊ก ยุทธวิธีการสู้รบที่สำคัญมากในเรื่องคือการด่ากัน ก่อนรบกันจะต้องออกมาด่าทอกันให้เจ็บแสบ ตัวละครล้วนปากจัด ดังนั้นการปะทะคารมจึงสนุกมาก เช่น ไอ้กบฏ นี่มึงยังไม่ตายดอกหรือ, พวกมึงอยู่กับเล่าปี่ เหมือนผีไม่มีญาติ ซมซานไปอยู่กับปีศาจร้าย, กูต้องการให้รู้ดีรู้ชั่วว่าใครเป็นไก่ตัวผู้ และใครเป็นไก่ตัวเมีย และที่น่ารักคือเมื่อโจรร้องว่า กูคือลูกน้องของเตียวก๊ก ... กวนอูหัวเราะลั่น แล้วสวนว่า อ้ายโจรบ้าหาชื่อมิได้ การด่ากันยังเป็นวิธีท้ารบที่ได้ผล แม่ทัพของโจโฉสั่งทหารตอนท้าจิวยี่รบว่า ช่วยกันด่ามันให้หนักๆ ซึ่ง ทหารทั้งปวงก็เปล่งเสียงตะโกนด่าจิวยี่กันเซ็งแซ่กึกก้อง เมื่อคราวที่ทหารฝ่ายโจโฉไม่ยอมออกมารบด้วย ม้าเฉียวใช้วิธีด่าโจโฉและบรรพบุรุษถึงสามชั่วโคตร และให้ทหารเปลี่ยนเวรกันมาด่าตลอดวัน ไม่ว่าใครมีจุดอ่อนอะไร จะโดนขุดมาด่าให้แสบทรวงที่สุด เช่นเล่าปี่ซึ่งหูยานถึงบ่า เกิดในชนบท เด็กๆ ยากจนมีอาชีพเย็บรองเท้าฟางและทอเสื่อขาย มักถูกด่าทั้งต่อหน้าและลับหลังว่า อ้ายหูยาน, อ้ายบ้านนอก, อ้ายลูกคนขายเกี๊ยะ, อ้ายชาติทอเสื่อสานเกือกขาย ขนาดคำลงท้ายจดหมายยังน่ารักมากๆ ซุนกวนเขียนบอกโจโฉหลังรบกันอยู่นานไม่แพ้ไม่ชนะ จนถึงฤดูฝนตกหนักน้ำท่วม ให้โจโฉเลิกทัพเถอะ เดี๋ยวราษฎรจะลำบาก แต่ด้านหลังจดหมายฝากข้อความว่า ถ้ามึงมีชีวิตอยู่ กูนอนตาไม่หลับ แม่ทัพที่น่าประทับใจที่สุดคือแม่ทัพของโจโฉ เมื่อโจโฉสั่งให้ตีเล่าปี่โดยไม่ต้องรอตน บทสนทนาของแม่ทัพทั้งสองคือ เล่าต้าย : ท่านสมุหนายกให้ท่านเข้าตีได้แล้ว
ตัวละครส่วนใหญ่เป็นผู้ชายก็จริง แต่มีผู้หญิงหลายคนน่าจดจำ เช่นภรรยาของกุยกีเห็นสามีปวดท้องก็เอะใจว่าคงโดนยาพิษ จึงเอาน้ำอาจมให้ดื่ม กุยกีก็อาเจียนออกมา ต้องชมสติปัญญาของนาง ส่วนภรรยาทั้งสองของลิโป้ล้วนทำให้ที่ปรึกษาการบ้านการเมืองคนเก่งต้องก่ายหน้าผาก ตันก๋งถึงกับรำพึงว่า เรากำลังรอคอยความตาย และต่อไปจะไม่มีใครรู้ว่าศพเราอยู่ที่ไหน เตียวเสี้ยนทำให้ลิยูรำพึงว่า พวกเราจะเป็นผีด้วยน้ำมือของอีหญิงคนนึ้เป็นแน่แท้แล้ว หญิงที่รอบคอบที่สุดคือภรรยาของอ้วนเสี้ยว เมื่อสามีตายเธอจัดการฆ่าเมียน้อยทั้งห้า แต่ก่อนฆ่า ได้ตัดผมและเอามีดสับใบหน้าเมียน้อยให้เละก่อน เพื่อจะได้ไม่สวยเวลาไปเจอสามีที่ปรโลก ส่วนผู้หญิงที่น่าเห็นใจที่สุดคือหญิงจากเมืองอู๋เหยียน (ปัจจุบันคือเหอเป่ย) เมืองที่มีหญิงรูปชั่วมากที่สุด ผู้เขียนสร้างตัวละครที่น่าสนใจไม่น้อย ผู้แนะนำติดใจ ตันบู ที่สุด เพราะเขา หน้าเหลือง ตาแดง รูปร่างหน้าตาพิกล แต่ตัวละครที่ทุกคนจะจำได้ไม่ลืมคือ ยีเอ๋ง ที่ถึงขนาดแก้ผ้าด่าโจโฉ ฉากนี้ต้องไปอ่านให้ได้ ยีเอ๋งจะทำให้เราหัวเราะจนน้ำตาไหล พฤติกรรมของตัวละครที่น่าประทับใจมากๆ มีเช่น อุยก๋วนทัดทานเล่าเจี้ยงไม่ให้ออกไปต้อนรับเล่าปี่ด้วยเกรงจะมีภัย โดยเข้าไปกัดชายเสื้อรั้งไว้จนฟันหลุดสองซี่ เคาทูปกป้องโจโฉขณะแล่นเรือหนีศัตรูที่ยิงห่าธนูเข้าใส่ โดย มือหนึ่งคุมหางเสือ มือหนึ่งถืออานม้าบังตัวโจโฉ และใช้สองเท้าโยกพายเรือ ม้าเฉียวนั้นว่องไวคว้าตัวศัตรูมาได้โดยใช้ แขนดั่งค่าง แฮหัวตุ้นถูกยิงธนูเข้าตาซ้าย เขาดึงธนูออกโดยมีลูกตาติดมาด้วย แล้วร้องว่า ลูกตาเป็นของประเสริฐของพ่อ เลือดเป็นของแม่ กูจะทิ้งเสียมิได้ แล้วกลืนลูกตาลงไป ส่วนซุนเซกจับขุนพลฝ่ายตรงข้ามเอามาหนีบในรักแร้แล้วควบม้ากลับค่าย พอถึงค่ายก็คลายรักแร้ ปรากฏว่าขุนพล สิ้นใจด้วยแรงรักแร้หนีบ เห็นเป็นเรื่องสู้รบชิงดีกันอย่างนี้แล้ว ใช่ว่าจะปราศจากเรื่องรัก เรื่องกุ๊กกิ๊กเรื่องหนึ่งคือรักแห่งเก๋งก๋วน ซุนเซกนำทหารไล่กวดไทสูจู้ พอจับตัวไทสูจู้ได้ ซุนเซกแก้มัดและถอดเสื้อนอกของตนสวมให้ไทสูจู้ แล้วเข้าไปจูงมือหัวเราะพลางพูดว่า ตอนที่เรารบกันที่เขาสินเต๋งนั้น ถ้าท่านจับตัวข้าพเจ้าได้ ท่านคิดจะทำร้ายข้าพเจ้าหรือเปล่า ไทสูจู้หัวเราะแล้วตอบว่า ก็รู้ไม่ได้เหมือนกัน หลังจากนั้นซุนเซกปล่อยให้ไทสูจู้ไปตามทหารของตัวเองมาเป็นพวกซุนเซก โดยไทสูจู้สัญญาว่าจะกลับมาภายในพรุ่งนี้เที่ยง ทำให้บรรดานายทหารผู้ใหญ่ของซุนเซกถึงกับอ้าปากค้าง มาลุ้นกันดีกว่าว่าไทสูจู้จะกลับมาจริงหรือไม่ แต่ความรักที่ยั่งยืนยาวนานตราบชั่วชีวิตคือความผูกพันระหว่างเล่าปี่และจูล่ง ทั้งสอง แสดงความรักใคร่นับถือซึ่งกันและกันเป็นอันดี ต่อมายิ่งรักกันมาก ไม่ยอมแยกจากกันเลย แรกๆ เมื่อทั้งคู่ยังไม่ได้อยู่ด้วยกัน ทุกครั้งที่จากลากันเล่าปี่จะร้องไห้อาลัยอาวรณ์เป็นพิเศษ เมื่อได้พบหน้ากันคราใด เล่าปี่ดีใจยิ่งนัก เล่าปี่เชื่อใจจูล่งและคอยห่วงใย ใครจะรับรองเล่าปี่ดีเพียงใด ถ้าให้จูล่งไปนอนข้างนอก เล่าปี่จะต้องขอร้องให้อนุญาตให้จูล่งเข้ามาพักด้วยกัน เมื่อจูล่งแสดงฝีมือชนะศัตรู เล่าปี่จะปลาบปลื้มชื่นชมยิ่งนัก ครั้งที่จูล่งต้องเสี่ยงภยันตรายฝ่าวงล้อมข้าศึกมากมาย เพื่อนำตัวลูกชายของเล่าปี่มาคืนพ่อ เล่าปี่ถึงกับ ทิ้งบุตรลงกลางพื้น พลางพูดว่า เพราะอ้ายเด็กน้อยนี่ผู้เดียว จึงทำให้เราเกือบเสียยอดทหารไปคนหนึ่ง เมื่อเจ้าเมืองคนหนึ่งจะยกพี่สะใภ้ม่ายรูปงามให้ จูล่งไม่รับ พอเล่าปี่รู้เรื่องนี้ก็ชมว่า จูล่งเป็นยอดทหารโดยแท้ คนเจ้าสำอางที่สุดในเรื่องคือลิโป้ ที่แต่งองค์ทรงเครื่องยามออกรบงดงามเป็นพิเศษกว่าตัวละครอื่นๆ ลิโป้เป็นคนบ้าของกำนัลโดยเฉพาะผ้าแพรและอัญมณี มีช่วงหนึ่งลิโป้ดื่มเหล้าทุกวันจนไม่สนใจการสู้รบ เมื่อเสพสุรามากๆ ลิโป้ก็สิ้นสง่าราศีลง วันหนึ่งลิโป้เอากระจกมาส่องหน้า พอเห็นหน้าก็ตกใจ พูดว่า เหล้าทำให้ข้าเสียราศีหมดสิ้น นับแต่วันนี้ข้าเลิกกินเหล้าทันที แถมห้ามไม่ให้ทหารดื่มอีกด้วย ใครขัดขืนเป็นโดนประหาร หน่วยงานเลิกเหล้าบ้านเราควรเชิดชูลิโป้ให้เป็นพรีเซนเตอร์ (แต่นิสัยอื่นต้องไปว่ากันทีหลัง) อ้วนเสี้ยว จัดเป็นเจ้านายเฮงซวยที่สุด เพราะขี้โลเล ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง ฟังใครพูดก็เชื่อตามเขา เชื่อคนนั้นทีคนนี้ที จับลูกน้องดีๆ ไปขัง/ฆ่า มีคนดีๆ กลับไม่รู้จักใช้ ใครๆ ชอบว่าโจโฉเป็นผู้ร้าย แต่ผู้แนะนำเห็นว่าโจโฉเป็นนักเลง เป็นคนตรงไปตรงมา เช่นไปขออองเฮา ผู้ดูแลคลังเสบียง โดยที่อองเฮาไม่มีความผิดว่า ข้าพเจ้าใคร่จะขอของท่านสักอย่างเพื่อเอาใจทหาร หวังว่าท่านคงจะไม่ขัดข้อง ข้าพเจ้าอยากได้ศีรษะของท่านไปประจานแก่ทหารทั้งปวง โจโฉเก่งกาจเป็นที่ลือลั่นจนเวลาไปรบกับทหารต่างเมือง บางทีทหารคู่ต่อสู้พากันมามุงดูเพราะไม่เคยเห็นโจโฉมาก่อน โจโฉนับถือความซื่อสัตย์กตัญญูของกวนอูมาก มากจนน่าเห็นใจ เพราะไม่ว่าจะทำอะไรให้ ก็ซื้อใจกวนอูที่ภักดีต่อเล่าปี่ไม่ได้เลย พอกวนอูตาย โจโฉเปิดหีบดูศีรษะกวนอูแล้วบ่นว่า กวนอูเวลาเป็นๆ ไม่มาหาเราเลย ปรากฏว่าถูกผีกวนอูหลอกจนเป็นลม (ผีกวนอูหัวขาดทำให้นึกถึง The Legend of Sleepy Hollow มากๆ) เวลาอารมณ์ดีโจโฉจะถามทหารว่า เมืองนี้มีนางบำเรอไหม ความใฝ่ฝันของโจโฉคือได้อยู่ในปราสาทหลังงามโดยมีสองพี่น้องสาวสวยนามไต้เกี้ยวและเสียวเกี้ยวคอยปรนนิบัติ (ทั้งคู่มีสามีแล้ว) คนรักหนังสือต้องชอบโจโฉ เพราะเขาได้ชื่อว่าเป็นเลิศทางวรรณกรรม เวลาโกรธโจโฉจะอ่านตำราพิชัยสงครามแก้เซ็ง แต่มีเสียฟอร์มบ้างเมื่อเตียวสง คนของเล่าเจี้ยงบอกว่าหนังสือประมวลหลักพิชัยสงครามที่โจโฉเขียนนั้น เด็กๆ แถวบ้านจำได้ขึ้นใจ เพราะคนโบราณแต่งไว้นานแล้ว ท่านโจโฉไปคัดลอกมา จะหลอกใครไม่ได้ดอก โจโฉรู้เข้าก็แก้ว่า เราเพียงแสดงให้เห็นว่าคนโบราณกับตัวเราก็เข้าใจอย่างเดียวกันอย่างลับๆ แล้วสั่งให้เอาหนังสือของตัวเองไปเผา โจโฉยังเป็นสามีที่ดีที่สุด ก่อนตายเขาสั่งเสียภรรยาให้ทำการฝีมือเพื่อหาเลี้ยงชีพ เป็นคำแนะนำที่รอบคอบและใช้ได้จริง อีกทั้งสื่อนัยยะว่าภรรยาของเขาควรช่วยตัวเอง ไม่ใช่รอและหวังว่าต้องพึ่งพาคนอื่น ผู้แนะนำหนังสือชื่นชมโจโฉในกรณีนี้มากเป็นพิเศษ โจโฉเป็นคนมีเหตุผลและใจกว้างพอสมควร เมื่อตันหลิมเขียนประจานความชั่วของโจโฉออกประกาศไปติดร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ซึ่งมีเนื้อหาเป็นการใส่สีตีไข่เป็นส่วนมาก โดยด่าว่าปู่เป็นขันทีชั่ว บิดาซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของขันทีชอบติดสินบน โจโฉจึงเป็นเด็กอุบาทว์ที่งอกออกมาจากความชั่วช้าสารเลว หาคุณความดีใดๆ มิได้ โจโฉซึ่งมีโรคประจำตัวเป็นไมเกรนกำลังนอนปวดหัวอยู่ พออ่านประกาศจบถึงกับหายปวดหัวเป็นปลิดทิ้ง ต่อมาโจโฉจับผู้เขียนประกาศนี้ได้ก็บอกว่าไม่ถือสาที่เขียนด่าตน แต่ทำไมต้องด่าถึงบรรพบุรุษด้วย ตันหลิมตอบว่า เหนี่ยวเกาทัณฑ์แล้ว จะปล่อยไปเบาๆ ได้อย่างไรกัน โจโฉไว้ชีวิตตันหลิมเพราะเห็นว่ามีความสามารถ และให้ทำงานร่วมกันต่อไป โจโฉไม่เอาโทษแม้แต่ทหารที่แปรพักตร์ เพราะ ทหารเราย่อมกลัวเหมือนกัน ... จะโทษทำไม แต่ถ้าโจโฉจับได้ว่าใครคิดฆ่าเขา โจโฉจะโหดเหี้ยมชนิดฆ่าล้างโคตร บทซาดิสม์ที่สุดบทหนึ่งในโลกวรรณกรรมคือโจโฉทรมานหมอเกียดเป๋ง แต่โจโฉไม่เคยจงใจฆ่าหรือทรยศญาติของตัวเอง ต่างจากเล่าปี่ที่มักใหญ่ใฝ่สูง เจ้ามารยา อาศัยความอ่อนแอเป็นอาวุธ ทำตัวน่าสงสารขอเข้าบ้านคนอื่นเพื่อจะยึดบ้านเขา แต่ชอบรักษาภาพลักษณ์และกลัวเสียหน้า จะอิดออดทำเป็นไม่อยากขโมยของคนอื่นหรือฆ่าใคร จนหาเหตุให้อ้างได้ว่าจำใจและจำเป็นต้องทำ เล่าปี่แสนดีเฉพาะประชาชนธรรมดาที่ไม่มีอะไรให้เขาปล้นชิงไปได้ (ซึ่งประชาชนรักเล่าปี่มากๆ ถึงกับมีคนฆ่าเมียเพื่อเชือดเนื้อให้เล่าปี่กินได้) แต่คนนอกเหนือจากนี้แล้ว ไม่ควรไว้ใจให้เล่าปี่เข้าประเทศเป็นอันขาด เล่าปี่ขโมยเกงจิ๋วไปจากซุนกวนโดยไม่คิดจะคืน เมื่อถูกทวงก็หาเหตุอ้างว่าเดี๋ยวรอให้เล่ากี๋ตายก่อน รอตีเสฉวนให้ได้ก่อน...เรื่อยไป ถึงกับมีสุภาษิตจีนว่า เล่าปี่ยืมเกงจิ๋ว ยืมแล้วไม่คืน เพื่อใช้บรรยายการยืมแล้วเบี้ยว ก่อนเล่าปี่ได้ครองก๊กของตนเอง เขาใช้ชีวิตคล้ายพวกปรสิต ตัวละครต่างๆ กล่าวถึงเล่าปี่ไว้ดังนี้ จิวยี่ : จอมกะล่อน ที่ร้ายที่สุดคือเมื่อถึงคราวคับขัน เล่าปี่กลับหนีเอาตัวรอดแต่ผู้เดียว ปล่อยให้จูล่งสู้ ช่างทำได้ลงคอ เล่าปี่มีความน่ารักเช่นกัน เมื่อเดินทางไปพบขงเบ้งที่บ้านเป็นหนแรกนั้น เล่าปี่บอกเด็กที่เปิดประตูว่า เราเป็นนายทัพระวังซ้ายของพระเจ้าฮ่องเต้แผ่นดินหั้น เป็นพระยาอี๋เฉิงถิง เป็นผู้ว่าราชการแคว้นอิจิ๋ว เป็นพระปิตุลา ชื่อเล่าปี่ ขอมาแสดงความคารวะต่อท่านอาจารย์เป็นพิเศษ เด็กตอบว่า ชื่อของท่านยืดยาวเหลือเกิน ข้าพเจ้าจำไม่ได้ ต่อมาขงเบ้งเป็นที่ปรึกษาของเล่าปี่ ขงเบ้งเป็นคนฉลาดเจ้าเล่ห์แสนกลจนน่ากลัว ทำได้ทุกอย่างเพื่อจุดหมายโดยไม่คำนึงถึงอะไรเลย ธรรมดาการสงครามจะทำอะไรเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ ย่อมเป็นการชอบธรรมทั้งสิ้น, ฆ่าทหารมันไม่หมดทั้งกอง ฆ่าได้สักครึ่งหนึ่งก็ยังดี ขงเบ้งทำให้จิวยี่แค้นใจจนกระอักเลือดตาย เมื่อขงเบ้งรู้ว่าจิวยี่ตายก็หัวเราะ และไปคำนับศพจิวยี่พร้อมร่ายบทโศกอันจอมปลอมเสียดสี ใครต่อใครชอบบอกว่าขงเบ้งฉลาดล้ำ แต่ผู้แนะนำอ่านแล้วรังเกียจความตอแหลของขงเบ้งจริงๆ สามก๊ก เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าอัศจรรย์ต่างๆ เขียนโดยนักเขียนที่เก่งกาจ เล่าเรื่องของมนุษย์ด้วยสีสันน่าติดตาม ทั้งสนุก ตลก จัดจ้านได้อารมณ์ จึงอ่านสนุกมาก จนกระทั่งช่วงท้ายเล่มสองเมื่อจบยุคของตัวละครเอก และไม่ค่อยมีตัวละครที่โดดเด่นมาทดแทน เราจึงสนใจเรื่องราวน้อยลง ข้อดีของหนังสือคือรูปเล่มที่อ่านง่าย ไม่เจ็บมือ แปลดีได้อารมณ์ ปรับปรุงการแปลขาด/เกิน (มากๆ) จากฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ข้อเสียคือหนังสือหนัก หมึกพิมพ์จางเป็นระยะๆ จนน่าใจหาย แม้จะพออ่านออกแต่ถือว่าคุณภาพการพิมพ์ต่ำกว่ามาตรฐาน มีการสะกดคำสามัญที่ไม่ใช่ชื่อเฉพาะผิดมากมาย ขาดแผนที่บอกแคว้นตั้งแต่ต้น แผนที่ที่แนบมาให้เหมาะกับช่วงท้ายเรื่อง และออกแบบโดยใช้เนื้อที่ไปอย่างสูญเปล่าน่าเสียดาย (เนื้อเรื่องมีวิวัฒนาการ แผนที่จึงควรมีวิวัฒนาการ โดยเฉพาะบอกให้ทราบตั้งแต่แรกว่าใครเป็นใครตั้งแต่ยังไม่แบ่งก๊ก นอกจากนั้นควรพิมพ์แผนที่เอาไว้ในเล่ม เพื่อไม่ให้หาย ผู้แนะนำได้เขียนบอกข้อแนะนำเหล่านี้โดยละเอียดไปยังสำนักพิมพ์แล้ว) อย่างไรก็ตาม อยากแนะนำให้อ่าน สามก๊ก เล่มนี้ เพราะผู้แนะนำคิดว่าเป็นฉบับดีที่สุด ด้วยเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ไม่ถูกแต่งเติมและตัดทอน ความผิดพลาดต่างๆ ถือเป็นข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับการแปลที่ไม่สมบูรณ์ของฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) แนะนำแผนที่ สามก๊ก มีตัวละครจำนวนมาก จึงน่าจะมีเชิงอรรถสั้นๆ ให้ผู้อ่านจดจำตัวละครต่างๆ ได้บ้าง ซึ่งย่อมช่วยให้การอ่านหนังสือเรื่องนี้ง่ายขึ้นมหาศาล เมื่อไม่มีเชิงอรรถชนิดนี้ จึงเป็นหน้าที่ของผู้อ่านที่ต้องจดโน้ตประกอบการอ่านเอาเอง ควรมีการชำระฉบับแปล ให้สะกดชื่อตัวละคร/ชื่อเมือง ตรงกันตลอดเล่ม เพื่อไม่ให้ผู้อ่านสับสน ชื่อเมืองที่ผิดพลาดบางตอนทำให้อ่านแล้วงงมาก โดยเฉพาะบทที่ ๑๙ วรรณกรรมคลาสสิกมักเหมือนกันตรงที่เป็นหนังสือที่ดีจริงๆ อาจเคยมีคนบอกคุณแล้วว่า สามก๊ก วิเศษอย่างไร แต่คุณอาจไม่รู้มาก่อนว่าหนังสือเรื่องนี้ทั้งตลกและสนุก อ่านแล้วขำกลิ้งอย่าบอกใคร จึงอยากชักชวนว่า เรามาอ่าน สามก๊ก เพื่อความบันเทิงกันเถอะ * บทความฉบับสั้นกว่านี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คนกับหนังสือ นิตยสาร สารคดี ฉบับเดือนกันยายน ๒๕๕๔
สามก๊ก : หลอกว้านจง แปลโดย วรรณไว พัธโนทัย
Copyright © 2011 faylicity.com อันผู้เป็นปราชญ์นั้นมีทั้งปราชญ์ดีและปราชญ์สถุล ปราชญ์ดีย่อมมีความจงรักภักดีต่อเจ้านายและบ้านเมืองของตน รักความเป็นธรรม ชังความชั่ว ตั้งหน้าทำนุบำรุงประชาชนของตนให้มีความสุขความเจริญ ทิ้งไว้ซึ่งชื่อเสียงเกียรติคุณให้ปรากฏชั่วลูกชั่วหลาน ส่วนพวกปราชญ์สถุลนั้นหมกมุ่นอยู่แต่งานขีดๆ เขียนๆ ซึ่งไร้สาระ ยามหนุ่มดีแต่แต่งกลอน ยามแก่ดีแต่แก่ตำรา ปลายปากกาสามารถขีดเขียนตัวหนังสือเป็นพันๆ ตัว แต่จะมีหัวคิดอันใดแม้แต่นิดก็หาไม่ จดหมายถึงสำนักพิมพ์และผู้แปล มีคำถามเกี่ยวกับสามก๊ก ฉบับแปลโดยวรรณไว พัธโนทัย อยากจะสอบถามผู้แปล เคยทราบว่าฝากส่งจดหมายมายังอีเมลนี้ได้จึงขอฝากถ้อยคำถึงผู้แปลด้วยค่ะ จดหมายอยู่ตอนท้ายของอีเมลนี้ ขอบคุณสำนักพิมพ์อย่างยิ่งที่พิมพ์หนังสือนี้ให้คนไทยรุ่นใหม่มีโอกาสได้อ่านสามก๊ก ฉบับแปลสมบูรณ์ เมื่ออ่านจบแล้วมีความเห็นอยากให้สำนักพิมพ์ปรับปรุงดังต่อไปนี้ 1) อยากให้มีการตรวจทานตัวสะกดต่างๆ มากกว่านี้ (การสะกดคำถูกผิดธรรมดา ไม่นับการสะกดชื่อเฉพาะของตัวละคร สถานที่) เนื่องจากหนังสือเรื่องนี้สะกดผิดมากกว่าหนังสือทั่วไป แม้จะเข้าใจได้ว่าเป็นเพราะหนังสือยาวมาก แต่เมื่อจะยกย่องให้เป็นสุดยอดวรรณกรรมร่วมสมัยแล้ว น่าจะใส่ใจความถูกต้องเฉพาะการสะกดคำพื้นฐานมากกว่านี้ 2) คุณภาพการพิมพ์ มีหน้าหนังสือที่หมึกจางจำนวนมาก (ผิดจากหนังสือทั่วไปในท้องตลาดที่ไม่ค่อยเห็นอาการเช่นนี้) ถ้าต้นทุนการพิมพ์หนังสือทำให้หนังสือออกมามีคุณภาพอย่างนี้ อยากขอแนะนำให้สำนักพิมพ์ขึ้นราคาหนังสือแล้วให้หน้าหนังสือมีหมึกพิมพ์สม่ำเสมอจะดีกว่า เพราะผู้ที่ยอมเสียเงิน 1250 บาทซื้อหนังสือแล้ว ถ้าขึ้นราคาเป็น 1500 ก็ไม่ได้ต่างอะไรกันมาก แต่การเสียเงิน 1250 เพื่อได้หนังสือที่พิมพ์จางบ้าง เกือบอ่านไม่ออกบางตอนบ้าง สู้ขึ้นราคาแพงกว่านี้ดีกว่าค่ะ (ที่บอกนี่ไม่ต้องการเปลี่ยนหนังสือนะคะ เพราะยังอ่านพอรู้เรื่อง เพียงแต่เห็นว่าทำไมหมึกมันจางบ่อยๆ และเพราะหนังสือตัวเองจดโน้ตไปแล้วด้วยค่ะ) 3) อยากให้สำนักพิมพ์พิจารณาชำระการแปลใหม่ เนื่องจากยังมีการสะกดชื่อตัวละคร สถานที่ ที่ไม่ตรงกันป็นจำนวนมาก การตรวจสอบเรื่องนี้ย่อมใช้เวลาและความอุตสาหะอย่างยิ่ง แต่ถ้าทำได้ก็จะเป็นคุณแก่ผู้อ่านไทยจำนวนมากในวันนี้และภายภาคหน้า (บางตอนผิดพลาดทำให้อ่านแล้วสับสนมาก ควรแก้ไขเร่งด่วนก่อนแก้ไขบทอื่นๆ เช่นบทที่ 19) 4) หนังสือชุดนี้ต้องการแผนที่อย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้อ่านเข้าใจง่ายขึ้นมากโดยเฉพาะในช่วงต้น แผนที่ที่สำนักพิมพ์ให้มาด้วยนั้นไม่เพียงพอ เนื่องจากเนื้อเรื่องยาว ดังนั้นแผนที่ต้องพัฒนาและมีวิวัฒนาการตามเนื้อเรื่องไปด้วย อยากให้ลองดูฉบับแปลภาษาอังกฤษของ Moss Roberts ที่มีแผนที่ประมาณสิบอัน พิมพ์ไว้ตลอดหนังสือ ซึ่งเป็นแผนที่ที่ดีมาก จึงอยากขอให้สำนักพิมพ์พิจารณาการทำแผนที่ฉบับง่ายขึ้นแม้แต่หนึ่งฉบับก็ยังดีในตอนต้นของหนังสือ ก่อนที่จะมีการแบ่งก๊ก ลองดูตัวอย่างแผนที่ของ Roberts ซึ่งมีให้ดูฟรีใน Google Books ถ้าปรับแผนที่นี้เป็นภาษาไทยได้จะช่วยให้การอ่านเล่มแรกเข้าใจง่ายขึ้นมาก เพราะแผนที่ฉบับเต็มที่สำนักพิมพ์ให้มาไม่มีการบอกว่าแคว้นไหนอยู่ที่ไหน แผนที่ที่สำนักพิมพ์ให้นั้นก็ดีกว่าไม่มี แต่เข้าใจยากกว่าเมื่อดูจากท้องเรื่องตอนต้น นอกจากนั้นแผนที่ขนาดเล็กยังดูได้ง่ายโดยไม่ต้องคลี่โปสเตอร์ดูทุกครั้ง และควรติดอยู่กับหนังสือ วันหลังแผนที่ที่เป็นโปสเตอร์อาจจะหายไป แต่ถ้าอยู่กับหนังสือ แผนที่มันก็อยู่อย่างนั้น 5) หนังสือนี้มีตัวละครจำนวนมาก จะสมบูรณ์และอ่านง่ายจริงๆ ก็ควรมีโน้ตประกอบ เพื่อไม่ให้คนต้องไปค้นหาว่าตัวละครใดคือตัวละครใด (เฉพาะเท่าที่จำเป็น เช่นตัวละครที่โผล่มาหน้า 5 อีกทีหน้า 56 และ 139 และ 1063 ย่อมยากนักที่คนจะจำได้) อย่างไรก็ตาม ข้อนี้สำคัญน้อยกว่าทั้ง 4 ข้อที่ผ่านมาเพราะเป็นตัวช่วยให้อ่านง่ายขึ้นเท่านั้น หากยังทำไม่ได้ในตอนนี้จะรอทำวันหลังก็ได้ หรือสักวันน่าจะมีผู้อ่านจัดทำเว็บไซต์เพิ่มโน้ตตรงส่วนนี้ขึ้นเอง แต่สี่ข้อก่อนนี้ควรทำก่อน อย่างไรก็ตาม ถ้าสำนักพิมพ์ทำส่วนนี้ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการพิมพ์ที่สมบูรณ์โดยแท้จริง จะลองใช้ฉบับแปลของ Moss Roberts เทียบดูก็ได้เพราะมีโน้ตประกอบถึง 250 หน้า 6) ถ้าจะให้ดี ตรงเลขหน้าน่าจะมีบอกเลขบทเอาไว้ด้วย จะได้อ้างอิงง่ายขึ้น (จะบอกเฉพาะหน้าคี่ หรือหน้าคู่ก็ได้) แต่อันนี้มีเพื่อความสะดวกสบายเท่านั้น ไม่ต้องมีก็ไม่ถึงกับแย่ แต่ถ้ามีก็จะดีมาก หวังว่าสำนักพิมพ์จะไม่ขัดใจกับคำเสนอแนะที่ตรงไปตรงมานี้ ที่บอกเพราะอยากให้หนังสือชุดนี้ออกมาดีจริงๆ สมดังใจของสำนักพิมพ์ค่ะ และถ้าไม่ชอบจริงๆ แล้วจะไม่เขียนมาบอกเลยค่ะ เฟย์ จดหมายถึงผู้แปล สวัสดีค่ะ เกี่ยวกับสามก๊ก ฉบับแปลโดยคุณวรรณไว พัธโนทัย อ่านแล้วชอบมากๆ สนุกมาก แต่อ่านแล้วมีคำถามให้สงสัยหลายตอน เมื่อตรวจสอบจากฉบับแปลของ Brewitt-Taylor หรือบางตอนตรวจสอบกับฉบับแปลของ Moss Roberts แล้ว คิดว่าฉบับแปลไทยอาจคลาดเคลื่อนอยู่บางตอน จึงขอบอกสิ่งที่พบมา ณ ที่นี้ 1. Xiapi ไม่น่าจะใช่เมือง เสียวพ่าย (Xiao Pei) เพราะอ่านแล้วมีความขัดแย้งกันเอง หน้า 621 โจโฉจับลิโป้ได้ที่แห้ฝือ และเพราะในบทที่ 19 โจโฉยึดเสียวพ่ายได้แล้ว จึงไม่มีเหตุผลจะต้องตีเมืองเสียวพ่ายอีก เมื่อเทียบกับฉบับแปลของฝรั่ง เห็นว่าเมือง Xiapi ใช้คนละคำกับเมืองเสียวพ่าย (Xiao Pei) ซึ่งฉบับแปลมีโน้ตบอกว่า พ.ค. แปล Xiapi ผิดเป็น แห้ฝือ ดังนั้นหากฉบับแปลฝรั่งถูก จะต้องแก้ไขหน้าต่อไปนี้ จากเสียวพ่าย เป็น Xiapi (ในที่นี้ใช้คำว่า แห้ฝือ)
หน้า 356 เจี้ยวเยี้ยน (Zhao Yan) น่าจะแก้เป็น เอียวงัน ตามที่ปรากฏแล้วในหน้า 324 หน้า 69, 95 แก้ Yanzhou เป็นกุนจิ๋ว (แก้จากอิวจิ๋วเป็นกุนจิ๋ว) โดยยึดตามหน้า 6 ที่แปล Yanzhou ว่า กุนจิ๋ว 297 เมืองยีเอ๋ง ฉบับแปลฝรั่งใช้คำว่า เมืองยีหลำและเองฉวน (Yingchuan) Xianyang ควรแก้เป็นเมือง ซงหยง ให้ตลอดเล่ม (ตามที่ปรากฏหน้า 96, 108, 109) เพราะเมืองนี้ปรากฏในชื่อต่างๆ เช่น
Xiliang ควรแก้เป็น เสเหลียง ให้ตลอด มีปรากฏที่อื่นเช่น
Baqiu หน้า 464 ปากิ๋ว หน้า 444 ปากิว Qiau Xuan
Fan Kou เมืองห้วนเสีย ปรากฏหลายชื่อ
Wancheng ปรากฏหลายชื่อ (สับสนกับ Fan Kou ข้างต้น)
Zhang Yi แปลเป็น เตียวคี (หน้า 156) ซึ่งเป็นคนฆ่าพ่อโจโฉ จึงควรแปลเป็นชื่ออื่น
ซุยตำ (Cui Yan) หน้า 519 คือคนเดียวกับ ซุ่ยเหยียน หน้า 607 Lui Pi ควรแก้เล่าเปียว เป็น เล่าเพ็ก หน้า 449 เพราะเล่าปี่ยังไม่เคยเจอเล่าเปียวในตอนนี้ (ดูจากหน้า 499) Shanyang แปลหลายแบบดังนี้
Changshan หน้า 781 จินเต๋ง หน้า 102 เลียงสัน Yuzhou (เอ็กจิ๋ว หรือ เอ๊กจิ๋ว) แก้เป็น อิจิ๋ว หน้า 662, 576 หันซง แก้เป็น ฮันสง หน้า 649 (เทียบจากหน้า 375) แก้อิจิ๋ว หน้า 7 เป็น อิวจิ๋ว (Youzhou) เล่ากี๋เห็นบุตรของเล่าเปียว แก้เล่ากี๋หน้า 541 เป็น เล่าปี่ อ้วนถำบุตรคนเล็ก หน้า 484 แก้เป็น อ้วนซง 448 ซุนเขียนขี่ม้าเข้าไปในเมืองซีจิ๋ว แก้เป็น กิจิ๋ว Jizhou ซุนสิว 153 แก้เป็น ซุนฮิว (เทียบจากหน้า 416) เฉาเป้า หน้า 260 แก้เป็น โจป้า (เทียบจากหน้า 229) 287 "โจโฉขับทหารไล่กวดติดตามไปถึงชานประตูเมือง" น่าจะเพิ่มคำว่าเมืองลำหยง เพราะอ่านฉบับไทยแล้วไม่รู้ว่าเตียวสิ้วหนีเข้าเมืองอะไร 1024 โจอัง คือ โจงั่ง หน้า 270 1132 คำว่าเฉิงตู หรือ เซ็งโต๋ น่าจะใช้ให้เหมือนกันตลอดเรื่อง 1062 ตัดคำว่า "โจโฉคุมทัพหน้า" ออก (เทียบจาก Brewitt) 1069 ตันบูถูกบังเต็กฆ่าตายตั้งแต่หน้า 1022 กลับปรากฏตัวอีกหลายครั้งหลังจากหน้า 1069 ทั้งที่จริงชื่อช่วงหลังคืออีกคนหนึ่ง Chen Shi (ตันเซ็ก) 891, 1064, 1084 เอียวสิว คือคนเดียวกับ เอียวสิ้ว 1091 น่าจะบอกตั้งแต่หน้านี้เลยว่า เล่าเสี้ยนคืออาเต๊า แทนที่จะไปบอกหน้า 1251 เพราะคนอ่านจะงงอยู่นาน 1098 งอปั้น คือคนเดียวกับ โฮปั้น หน้า 422, 432 1089 สินต๋า คือ ซินตำ หน้า 1136 1149 บีฮูหยินเป็นภรรยาคนที่สอง (คนแรกคือกำฮูหยิน) ฉบับ Brewitt พูดเพียงแต่ Thy consort has passed away ชื่อลูกเล่าปี่สับสนหลายตอน
1170 แก้ หวดเจ้ง เป็น แพเอี้ยว Peng Yang Sun Shao น่าจะใช้ชื่อเดียวกันให้เหมือนกัน
ขอบคุณมากค่ะ ที่แปลสามก๊กฉบับเต็มๆ ให้มีโอกาสได้อ่านหนังสือดีเล่มนี้ เฟย์ |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ |