* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก
 
book AN UNQUIET MIND : Kay Redfield Jamison

Bookชีวิตไบโพลาร์

An Unquiet Mind เป็นหนังสือดีที่สุดเล่มหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจผู้เป็นไบโพลาร์ หนังสือเรื่องนี้เล่าชีวิตการเป็นไบโพลาร์ของผู้เขียน ซึ่งเป็นอาจารย์จิตเวชที่เชี่ยวชาญด้านความผิดปกติทางอารมณ์แห่งวิทยาลัยแพทย์ ม. จอห์นฮอปกินส์ ไม่น่าแปลกใจที่หนังสือเล่มนี้ทั้งโด่งดังและขายดี เพราะเขียนดีมาก ภาษาสวยราวบทกวี เจมิสันเขียนเรื่องนี้หลังจากป่วยเป็นไบโพลาร์นานกว่า ๓๐ ปี

เจมิสันเป็นไบโพลาร์ครั้งแรกตอนอายุ ๑๗ ปี ไบโพลาร์เป็นโรคทางอารมณ์ซึ่งแสดงความผิดปกติกว้างๆ ๒ ลักษณะ ได้แก่ช่วงฟุ้งพล่าน (mania) และช่วงซึมเศร้า ผู้ป่วยมักมีวงจรของอาการเหล่านี้ตลอดช่วงชีวิต

อาการของเจมิสันในคราวแรกเป็นการฟุ้งพล่านแบบอ่อนๆ ซึ่งเป็นช่วงที่น่าทึ่งไม่น้อย เธอเต็มไปด้วยพลังงานและเรี่ยวแรง มีแต่แผนการยิ่งใหญ่ที่เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง เธอเล่นกีฬาทุกชนิด ไม่หลับไม่นอน โลกนี้น่าตื่นเต้นและสดใส เธอเชื่อว่าเธอทำได้ทุกอย่าง ความคิดของเธอชัดเจนแจ่มกระจ่างอย่างที่ไม่เคยเป็น ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงกันเป็นความหมายพิเศษที่ลงตัวสมบูรณ์อย่างงดงามลึกล้ำน่าอัศจรรย์ ดุจดังปริศนาของจักรวาลถูกไขขานตรงหน้า พลังงานของเธอทำให้คนรอบตัวเหน็ดเหนื่อยตามไม่ทัน แต่เธอหยุดตัวเองไม่ได้

"ความบ้าจะผลักเราไปที่ไหนก็ได้ที่มันต้องการ มันไม่เคยบอกว่าเราจะไปทางไหน หรือไปทำไม มันบอกเราว่าไม่สำคัญ มันชักจูงเรา เอาอะไรวิบวับมาล่อตรงหน้าเรา อะไรที่ระยิบระยับเหมือนผืนน้ำที่อยู่บนถนนเบื้องหน้า เราจะขับรถจนกว่าจะเจอมัน—เจอสมบัติ—เจอสิ่งที่เราอยากได้ที่สุด เราจะไม่มีวันเจอ ความบ้าจะยั่วเรานานให้เราหาไปจนตาย หรือจนมันเบื่อเราแล้วหันหลังให้"
-- มาร์ยา ฮาร์นแบเกอร์ Madness : A Bipolar Life

อาการฟุ้งพล่านแบบอ่อนๆ มักสนุกน่าติดใจ แต่ผู้ที่มีอาการนี้ร้อยละ ๕-๑๕ จะพัฒนาไปสู่อาการฟุ้งพล่านเต็มขั้นในที่สุด ผู้ป่วยฟุ้งพล่านมักนอนน้อยหรืออดนอนหลายคืนติดกันโดยไม่เหนื่อยล้า หลายคนมีพฤติกรรมทำอะไรไม่ยั้งคิดเช่นซื้อของเป็นบ้าเป็นหลัง แม้จะเป็นของที่ตัวเองไม่ได้ชอบมาก่อน ลงทุนในสิ่งที่ไม่ควรลงทุน เที่ยวหลับนอนกับคนแปลกหน้า หรือเสพสารเสพติด ผู้ป่วยหลายคนหลงผิดคิดว่าตนเองมีพลังอำนาจพิเศษหรือมีความสำคัญเหนือผู้อื่น เช่นเชื่อว่าเป็นคนที่พระเจ้าเลือกมาให้ทำภารกิจบางอย่างที่มีแต่ตนเท่านั้นที่จะทำสำเร็จ ผู้ป่วยอาจก้าวร้าว โกรธง่าย ชอบจับผิด หาเรื่องหรือชวนคนอื่นทะเลาะ หยาบคายใส่คนที่ทำอะไรไม่ถูกใจ มักมีความคิดใหม่ๆ แล่นเข้ามาในหัวรวดเร็วมาก ทำให้เสียสมาธิง่ายและไม่อาจจดจ่อสิ่งใดๆ ได้ แต่กลับสนใจและต้องการจดจ่อทุกสิ่งพร้อมกัน ผู้ป่วยมักพูดไม่หยุด พูดเร็วๆ เสียงดังตลอดเวลาโดยไม่ให้ใครขัดจังหวะ โดยที่ผู้ฟังจับความไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะผู้ป่วยอาจพูดถึงเรื่องสิบเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยและเปลี่ยนจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่งอย่างรวดเร็ว

ผู้ป่วยช่วงฟุ้งพล่านจะเข้าร่วมกิจกรรมและริเริ่มโครงการต่างๆ มากมายผิดปกติ ไม่ว่าโครงการเหล่านั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ (แต่มักทำไม่เสร็จหรือทำได้ไม่ดี) ผู้ป่วยมักเข้าสังคมมากขึ้น เช่นโทรหาเพื่อนเก่าตอนดึกๆ ดื่นๆ หรือคุยกับคนแปลกหน้าตามท้องถนน ผู้ป่วยมีความต้องการทางเพศสูงกว่าปกติ มีประสาทการรับรู้เข้มข้นกว่าปกติ เช่นเห็นแสงเจิดจ้ากว่าเคย รู้สึกว่ากลิ่นรสสีสันจัดจ้านกว่าเดิม เห็นว่าความจริงน่าหลงใหลกว่าที่เป็น

“เวลาเราบ้า--บ้าแบบนี้ เราไม่รู้ตัว ความจริงคือสิ่งที่เราเห็น เวลาสิ่งที่เราเห็นเคลื่อนไป--แตกต่างไปจากความจริงของคนอื่น มันก็ยังเป็นความจริงของเราอยู่ดี”
-- มาร์ยา ฮาร์นแบเกอร์ Madness : A Bipolar Life

ในที่สุด อาการฟุ้งพล่านของเจมิสันก็จบลงและตามมาด้วยช่วงซึมเศร้าของไบโพลาร์ ซึ่งสาหัสกว่าการซึมเศร้าธรรมดามากนัก เธอรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวไม่น่าสนใจ ไม่มีสิ่งใดน่ายินดี ทุกอย่างว่างเปล่า กลวงโหวง สิ้นหวัง ไร้ความหมาย เธอเหนื่อยล้า ห่อเหี่ยว หมดเรี่ยวแรงลุกจากเตียงในตอนเช้า ใส่เสื้อผ้าซ้ำๆ เพราะไม่มีแรงเปลี่ยนชุด เรื่องง่ายๆ เช่นการสระผมเป็นเรื่องเหนื่อยยากที่ต้องใช้เวลาร่วมชั่วโมง เธอเหนื่อยตลอดเวลา

เจมิสันหัวทึบตันจนคิดอะไรไม่ออก ไม่มีสมาธิ ไม่มีความทรงจำ เธอไม่รับโทรศัพท์ หลบเลี่ยงผู้คน สิ่งเดียวที่คอยวนเวียนในความคิดคือเรื่องของความตาย อย่างไรฉันก็ต้องตาย ชีวิตนั้นสั้นและไร้ความหมาย ทุกสิ่งไร้ค่า จะมีประโยชน์อะไรในการมีชีวิตอยู่ การมีชีวิตต่อไปเป็นเรื่องน่าเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน เมื่อมองไป เธอเห็นแต่ความเน่าเปื่อยผุพังในทุกสิ่งรอบตัว สู้ตายเสียแต่ตอนนี้จะได้ไม่ต้องทรมานอีกต่อไปและไม่เป็นภาระกับใคร เธอคิดแต่การฆ่าตัวตาย

ผู้ป่วยช่วงซึมเศร้าอาจนอนมากผิดปกติหรือไม่นอนเลย อาจรู้สึกเจ็บปวดตามร่างกาย (จากสาเหตุอันไม่อาจอธิบายได้) กินอะไรไม่อร่อยหรือกินมากไปจนน้ำหนักขึ้น ผู้ป่วยหนึ่งในสามจะพยายามฆ่าตัวตาย โดยแต่ละปีมีผู้ป่วย ๔ คนจากหนึ่งพันคนฆ่าตัวตายสำเร็จ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าการฆ่าตัวตายทั่วไป ๒๐ เท่า การฆ่าตัวตายมักเกิดขึ้นในระยะแรกๆ ของการป่วย โดยเฉพาะช่วงที่ผู้ป่วยฟื้นจากช่วงซึมเศร้า เพราะผู้ป่วยเริ่มมีเรี่ยวแรงกลับมาและเข้าสู่ช่วงที่มีอาการผสมกันระหว่างช่วงฟุ้งพล่านและช่วงซึมเศร้า

วงจรฟุ้งพล่านอ่อนๆ ตามด้วยซึมเศร้าของเจมิสันเกิดขึ้นอีกหลายครั้งแบบมาๆ ไปๆ แต่ไม่รุนแรงอะไร และมีช่วงสงบยาวนานให้เธอพักเช่นกัน จนกระทั่งเธอเรียนจบปริญญาเอกสาขาจิตวิทยา ถึงเธอจะเคยเรียนเรื่องไบโพลาร์ในตำรา แต่เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองป่วยเป็นโรคนี้แม้แต่น้อย

เมื่ออายุ ๒๘ ปี เจมิสันเริ่มงานเป็นอาจารย์ภาคจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส เธอสนุกกับงานและทำงานหนัก นอนน้อย เธอยังไม่รู้ว่าการอดนอนเป็นทั้งอาการและเป็นสาเหตุของอาการฟุ้งพล่าน

หลังจากเริ่มเป็นอาจารย์ไม่ถึงสามเดือน เธอเข้าสู่ช่วงฟุ้งพล่าน เย็นวันหนึ่งขณะยืนดูพระอาทิตย์ตกสีเลือดจากห้องนั่งเล่น เธอเห็นภาพเครื่องหมุนเหวี่ยงยักษ์สีดำจากหลังดวงตา เห็นร่างสูงสวมชุดราตรีสีขาวถือหลอดแก้วขนาดเท่าแจกันซึ่งใส่เลือดเอาไว้เดินเข้าไปหาเครื่องหมุน ร่างนั้นหันมา เธอตกใจที่เห็นว่าร่างนั้นคือตัวเองที่เปรอะไปด้วยเลือด ร่างนั้นใส่หลอดแก้วลงในเครื่องหมุน แล้วเครื่องก็เริ่มทำงานส่งเสียงกึงกังดังขึ้นๆ เลือดสาดกระจายไปทั่วห้อง เลือดผสมและกลืนไปกับภาพดวงอาทิตย์ตกเบื้องหน้า เธอกรีดร้องสุดเสียงซ้ำๆ จนภาพหลอนนี้หายไป อาการฟุ้งพล่านครั้งนี้หนักหนาจนเธอมีอาการทางจิตร่วมด้วย

จิตแพทย์วินิจฉัยว่าเจมิสันเป็นไบโพลาร์และบอกว่าเธอต้องบำบัดด้วยการกินลิเทียมตลอดชีวิต ลิเทียมรักษาไบโพลาร์ได้ผลดี แต่กว่าเจมิสันจะทำใจยอมรับการกินลิเทียมให้ตลอดรอดฝั่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เธอดิ้นรนต่อสู้กับการกินลิเทียมนานหลายปี--เช่นเดียวกันผู้ป่วยไบโพลาร์จำนวนมาก ที่เมื่ออาการดีขึ้นก็หยุดยา เพราะคิดถึงตัวตนที่ “เคยสนุก” เคยไม่ต้องหลับต้องนอน เคยทำอะไรได้เยอะแยะ ต้องให้อาการกำเริบหนักจริงๆ อีกครั้งจึงยอมกินยา เป็นอย่างนี้วนเวียน ผู้ป่วยไบโพลาร์เกือบร้อยละ ๕๐ จะหยุดยาภายในหนึ่งปี

“ปัญหาหลักในการรักษาโรคไบโพลาร์ไม่ใช่เป็นเพราะว่าไม่มียาที่ได้ผล--มียานั้นอยู่ แต่คนไข้มักไม่ยอมกินยา หรือร้ายกว่านั้น คนไข้ไม่คิดจะรักษาตัวเลย เพราะขาดข้อมูล ขาดคำแนะนำทางการแพทย์ที่ดี กลัวถูกสังคมตราหน้า หรือกลัวผลตอบโต้ที่จะตามมาทั้งในเรื่องส่วนตัวและอาชีพการงาน”

ในที่สุด เจมิสันเรียนรู้ว่าไบโพลาร์จะกลับมาอีก และจะกลับมาในรูปแบบที่รุนแรงและถี่ขึ้นเรื่อยๆ “อาการฟุ้งพล่านของฉัน--อย่างน้อยก็ในช่วงต้นๆ ในแบบอ่อนๆ--เป็นภาวะน่าดื่มด่ำสมบูรณ์แบบที่ให้ความเพลิดเพลินส่วนตัวมหาศาล ให้การลื่นไหลทางความคิดอย่างที่ไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบได้ และให้พลังงานที่ไม่รู้จบสิ้น ... นอกจากการกินยาจะลดช่วงเวลาไหลรี่และโบยบินเหล่านี้แล้ว ยังพาผลข้างเคียงที่เหลือทนมาด้วย นานเกินไป--กว่าฉันจะคิดได้ว่าเวลาและความสัมพันธ์ที่เสียไปแล้วกู้คืนไม่ได้ ความเสียหายที่กระทำต่อตัวเองและคนอื่นซ่อมแซมไม่ได้เสมอไป อิสรภาพที่ได้จากการไม่ต้องกินยากลับไร้ความหมายเมื่อทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือความตายและความบ้า”

เจมิสันกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่ความป่วยไข้ที่ชวนให้เห็นใจ” เพราะดูภายนอกไม่รู้ว่าป่วย โดยเฉพาะในช่วงฟุ้งพล่าน ผู้คนอาจเข้าใจว่าผู้ป่วยไบโพลาร์นิสัยไม่ดี ชอบยั่วโทสะ หยาบคาย ไม่มีเหตุผล ทั้งที่ความจริงแล้ว ผู้ป่วยควบคุมตัวเองไม่ได้

เจมิสันบอกว่า “ไม่มีความรักใดจะรักษาความบ้าหรือทำให้อารมณ์มืดมนของใครสว่างขึ้นมาได้ ความรักช่วยได้ ความรักทำให้เราทนทานต่อความเจ็บปวดได้มากขึ้น แต่เราต้องยึดการกินยาเอาไว้เสมอ---ซึ่งการกินยาอาจได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง อาจทนทานได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ความบ้านั้นฆ่าความรักได้เสมอ และมักฆ่าได้บ่อยครั้งจากการไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ การมองโลกแง่ร้ายไม่หยุดหย่อน ความขัดอกขัดใจ และพฤติกรรมผิดปกติ โดยเฉพาะจากอารมณ์รุนแรงของมัน”

เราอาจเคยได้ยินคำว่าไบโพลาร์มาแล้ว แต่เราจะรู้จักโฉมหน้าของมันทั้งในด้านที่งดงามและมืดมนที่สุดจากหนังสือเล่มนี้

* * *
“ผมสงสัยว่าคนที่ไม่เขียนหนังสือ ไม่แต่งเพลง ไม่วาดรูป หลบหนีจากความบ้า ความหดหู่ซึมเศร้า ความตื่นตระหนกหวาดกลัว ที่อยู่ภายในเรื่องราวของมนุษย์ได้อย่างไร”
-- แกรห์ม กรีน
  • ไบโพลาร์พบได้ทั่วโลกในอัตราใกล้เคียงกัน พบเท่าเทียมกันในคนทุกชนชั้นและระดับการศึกษา โดยอาจแบ่งเป็น ก) ไบโพลาร์ ๑ คือผู้ป่วยที่มีอาการฟุ้งพล่านหรือมีอาการผสมระหว่างฟุ้งพล่านและซึมเศร้าพร้อมกัน พบในประชากรร้อยละหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการฟุ้งพล่านเกิดบ่อยกว่าอาการซึมเศร้า ข) ไบโพลาร์ ๒ คือผู้ป่วยที่มีอาการฟุ้งพล่านแบบอ่อนๆ สลับกับอาการซึมเศร้า พบในประชากรร้อยละสามถึงแปด ผู้ป่วยมักมีอาการซึมเศร้าเกิดบ่อยกว่าอาการฟุ้งพล่านแบบอ่อนๆ
     
  • หญิงชายเป็นโรคโบโพลาร์ในอัตราเท่าเทียมกัน แต่ชายมักแสดงอาการฟุ้งพล่านเป็นอาการแรก ขณะที่หญิงมักแสดงอาการซึมเศร้าเป็นอาการแรก ผู้หญิงป่วยเป็นไบโพลาร์ ๒ มากกว่าชาย ในขณะที่ชายป่วยเป็นไบโพลาร์ ๑ มากกว่าหญิง ผู้หญิงเสี่ยงต่ออาการฟุ้งพล่านเป็นพิเศษในช่วงตั้งครรภ์และเมื่อเข้าวัยหมดประจำเดือน
     
  • ผู้ป่วยไบโพลาร์มักมีคนในสายเลือดเดียวกันที่ป่วยเป็นไบโพลาร์เช่นกัน อายุเฉลี่ยของการแสดงอาการครั้งแรกคือ ๒๐ ปี ผู้ป่วยที่เริ่มเป็นไบโพลาร์ตอนอายุน้อยเท่าไร จะยิ่งเป็นโรคนี้ด้วยอาการรุนแรงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น เด็กที่เป็นไบโพลาร์มักถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นโรคสมาธิสั้น แต่การวินิจฉัยโรคไบโพลาร์ในเด็กยังเป็นข้อโต้แย้งและต้องการข้อมูลการวิจัยมากกว่านี้
     
  • ไบโพลาร์เป็นโรคที่วินิจฉัยยาก ผู้ป่วยมักถูกวินิจฉัยผิด ระยะเวลาเฉลี่ยนับจากการแสดงอาการของโรคครั้งแรกจนถึงการวินิจฉัยที่ถูกต้องคือสิบปี แม้เมื่อวินิจฉัยถูกต้องแล้ว กว่าผู้ป่วยจะยอมรับการรักษามักใช้เวลาเฉลี่ยแปดปี ผู้ป่วยไบโพลาร์ร้อยละ ๖๕ เป็นโรคอื่นร่วมด้วยตามลำดับมากไปน้อยดังนี้ การติดสารเสพติด โรควิตกกังวล โรคตื่นตระหนก โรคกลัวสังคม โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ โรคการกินผิดปกติ นอกจากนั้น ผู้ป่วยไบโพลาร์มักป่วยด้วยโรคต่อไปนี้มากกว่าคนทั่วไป ได้แก่โรคหัวใจและหลอดเลือด ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ โรคอ้วน เบาหวาน และโรคไมเกรน
     
  • ผู้ป่วยที่ไม่รับการรักษาจะมีอาการรุนแรงขึ้น จนอาจเกิดอาการโรคจิตเช่นเห็นภาพหลอน แว่วเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน หลงผิดหวาดระแวง ผู้ป่วยไบโพลาร์ ๑ ที่ไม่รักษาจะมีช่วงอารมณ์ผิดปกติเฉลี่ยปีละ ๔ ครั้ง และอาจมีช่วงฟุ้งพล่านนานหลายเดือน มีช่วงซึมเศร้านานครึ่งปีถึงหนึ่งปี ผู้ป่วยเกือบครึ่งหนึ่งที่ไม่รักษาจะหันไปพึ่งสุราหรือยาเสพติดซึ่งยิ่งทำให้อาการแย่กว่าเดิม
     
  • ไบโพลาร์รักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่ควบคุมได้โดยการกินยาและจิตบำบัด
     

* บทความนี้ในฉบับสั้นกว่านี้ ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คนกับหนังสือ นิตยสาร สารคดี ฉบับเดือนเมษายน ๒๕๕๕
 


เกี่ยวกับผู้เขียน Kay Redfield Jamison เคย์ เรดฟิลด์ เจมิสัน เกิดปี ค.ศ. 1946 เป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน จบปริญญาเอกด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส ปัจจุบันเป็นอาจารย์ด้านจิตเวชที่มหาวิทยาลัยจอหน์ฮอปกินส์

An Unquiet Mind : Kay Redfield Jamison
Vintage (1995) ISBN 978-0-330-50890-2 ๒๒๖ หน้า ราคา $๑๕ (๔๕๖ บาท)

Copyright © 2012 faylicity.com

"ความเจ็บปวด ความลิงโลด ความเปล่าเปลี่ยว และความตระหนกชนิดพิเศษได้เกิดขึ้นท่ามกลางความบ้าเช่นนี้ เมื่อเราคึกนั้นน่าทึ่ง ความคิดความรู้สึกทั้งรวดเร็วและกระชั้นดังฝนดาวตก เราติดตามมันไปจนกว่าเราจะเจอสะเก็ดดาวที่สวยและเจิดจ้ากว่า ความเขินอายจากไป จู่ๆ คำพูดและท่าทางที่เหมาะควรก็ปรากฏ อำนาจการดึงดูดผู้คนกลายเป็นของตาย เราสนใจผู้คนที่ไม่น่าสนใจ ความพึงใจทางเพศพบได้ทั่วทุกที่ แรงปรารถนาในการยั่วยวนและถูกยั่วยวนทางเพศนั้นมีพลังเกินต้านทานไหว ความปรีดิ์เปรมเกษมสันต์แผ่ซ่านไปถึงไขกระดูก แต่แล้ว--ณ ที่บางที่--สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนไป ความคิดที่รวดเร็วนั้นเร็วเกินไปและมหาศาลเกินไป ความสับสนเหลือแสนเข้ามาแทนที่ความกระจ่างแจ้ง ความทรงจำจากไป อารมณ์ขันและความจดจ่อบนใบหน้าเพื่อนฝูงเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวและกังวล ทุกสิ่งแตกต่างไปจากที่เคยเป็น--เราขี้โมโห โกรธ กลัว ควบคุมตัวเองไม่ได้ และติดอยู่ในถ้ำมืดมิดที่สุดข้างในจิตใจ ซึ่งจะไม่มีวันสิ้นสุด เพราะความบ้าจะสลักเสลาความจริงของตัวมันเอง

เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว เหลือแต่เพียงพฤติกรรมของเราที่คนอื่นจดจำได้--พฤติกรรมอันประหลาด บ้าคลั่ง ไร้จุดหมายของเรา--เพราะอาการฟุ้งพล่านมีความสง่างามอยู่บ้างตรงการลบเลือนความทรงจำบางส่วนทิ้งไป หลังจากการกินยา การพบจิตแพทย์ ความสิ้นหวัง ความซึมเศร้า และการกินยาเกินขนาดแล้ว อย่างไรต่อเล่า ความรู้สึกยากเย็นทั้งมวลที่ต้องจัดการ ใครสุภาพจนไม่กล้าเล่าอะไร ใครรู้อะไร ฉันทำอะไรลงไป ทำไม ที่หลอนที่สุดคือ---มันจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร และยังเครื่องเตือนใจที่น่าขมขื่น—ยาที่ต้องกิน เกลียด ลืม กิน เกลียด ลืม แต่ต้องกิน ยกเลิกบัตรเครดิต จ่ายเช็คเด้ง คำอธิบายต่อที่ทำงาน คำขอโทษ ความทรงจำขาดๆ หายๆ (ฉันทำอะไรลงไป) มิตรภาพที่จากไปหรือคลอนแคลน การแต่งงานที่พังทลาย และคำถามตลอดกาล---เมื่อไรมันจะมาอีก ความรู้สึกอันไหนของฉันจริง ตัวตนอันไหนของฉันจริง คนที่คลั่ง ไม่คิดหน้าคิดหลัง สับสนอลหม่าน กระตือรือร้น บ้า หรือคนบนฟ้าที่ไม่สุงสิงกับใคร สิ้นหวัง อยากตาย ทุกข์ทรมาน อ่อนล้า อาจใช่ทั้งคู่อย่างละนิด แต่จะดีถ้าไม่ใช่เลยทั้งสองแบบ"
    -- An Unquiet Mind

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕