คนรักหนังสือไม่ควรพลาดตลกร้ายที่แสร้งทำตัวเป็นหนังสือฮาวทูเรื่องนี้ เพราะเสียดสีเกี่ยวกับการอ่านได้เจ็บแสบ ให้แง่คิดทางวรรณกรรมที่น่าสนใจจำนวนมาก แถมอ่านสนุกเพลิดเพลินเป็นที่สุด
นอกจากจะเป็นประโยชน์ให้เราเรียนรู้การพูดถึงหนังสือที่ไม่ได้อ่านกับคนอื่นแล้ว หนังสือเรื่องนี้จะช่วยให้เราเติบโตทางสติปัญญาและจิตวิญญาณ ทำให้เข้าใจโลกมากขึ้น ผู้แนะนำหนังสือเคยสงสัยเรื่อง แปลกแต่จริง ที่ประสบมาในชีวิต เช่น ผู้จัดการสำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือคุณภาพดี ผู้ไม่อ่านหนังสือใดๆ รวมถึงหนังสือของสำนักพิมพ์ตนเอง, นักวิจารณ์และแนะนำหนังสือผู้รับว่าไม่เคยอ่านหนังสือที่ตนเขียนถึงเพราะไม่จำเป็น เพียงพลิกดูผ่านๆ แล้วคัดลอกข้อความจากคำนำและคำนิยมไปดัดแปลงเล็กน้อยก็เขียนได้แล้ว (ปัจจุบันบุคคลนี้เลิกเขียนวิจารณ์หนังสือ และผันตัวเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์) หรือคนที่ใฝ่ฝันเป็นนักเขียนผู้ประกาศตนว่าจะไม่ยอมอ่านหนังสือใดๆ ไม่เว้นกระทั่งวรรณกรรมระดับโลก ด้วยเกรงจะได้รับอิทธิพลจากผลงานของคนอื่นจนสูญเสียความเป็นตัวเอง ใครที่เคยสงสัยเรื่องทำนองนี้จะได้สลัดเสี้ยนหนามแทงใจจากการอ่านหนังสือเรื่องนี้ และได้รู้ว่าคนเหล่านั้นคิดในสิ่งที่ชอบแล้ว
ผู้เขียนเปิดใจในคำนำว่า ผมเกิดมาในสภาพแวดล้อมที่การอ่านเป็นเรื่องไม่ค่อยปรากฏ ได้ความเพลิดเพลินน้อย และถึงอย่างไรก็ขาดเวลาที่จะอุทิศตนให้ แต่เนื่องจากเป็นอาจารย์สอนวรรณกรรม จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพูดถึงหนังสือที่ตนไม่ได้อ่านบ่อยๆ เขาเขียนเรื่องนี้จากการใคร่ครวญเรื่องการอ่านอย่างลึกซึ้ง และพบว่าใครๆ ก็พูดถึงหนังสือได้โดยไม่ต้องอ่าน และจงอย่ารู้สึกผิดกับการไม่อ่าน
เหตุที่เรารู้สึกผิดก็เพราะ เราอยู่ในสังคมที่แม้จะตกต่ำ แต่การอ่านนั้นถูกยกย่องบูชา ผู้เขียนนำเสนอทฤษฎีการอ่านที่แท้ โดยแบ่งเนื้อหาในหนังสือเป็นสามส่วน ได้แก่ วิถีแห่งการไม่อ่าน สถานการณ์ต่างๆ ที่เราต้องเผชิญในการพูดถึงหนังสือที่ตนไม่ได้อ่าน และคำแนะนำในการพูดถึงหนังสือที่ไม่ได้อ่าน
ผู้เขียนบรรยายหนังสือเรื่องหนึ่งๆ ด้วยการบอกว่าตนรู้จักหนังสือนั้นอย่างไร ได้แก่
นร : หนังสือที่ไม่รู้จัก
นผ : หนังสืออ่านผ่านๆ
นย : หนังสือที่เคยได้ยินมา
นล : หนังสือที่ลืมไปแล้ว
ตามด้วยความเห็นของตนต่อหนังสือว่าดีไม่ดีประการใด (++, +, -, --) เช่น Ulysses คือ นย++ เห็นได้ว่าผู้เขียนสามารถให้คะแนนความดีงามต่อหนังสือได้ แม้จะเป็นเรื่องที่เขาไม่รู้จักหรือไม่ได้อ่าน ซึ่งเขาหวังว่าในอนาคต เราทุกคนจะหันมาใช้ระบบนี้ในการพูดถึงหนังสือ
บางคนอาจสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่มีประเภทของ หนังสือที่อ่านแล้ว บ้างเล่า นั่นเพราะการแยกแยะระหว่างการอ่านและการไม่อ่านนั้นเป็นเรื่องซับซ้อนละเอียดอ่อนและคลุมเครือ เราจะบอกได้หรือไม่ว่าผู้ที่เคยอ่านหนังสือผ่านๆ หรืออ่านข้ามๆ นั้น ไม่อ่าน หนังสือ ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากโลกนี้มีหนังสือจำนวนมหาศาล การอ่านหนังสือสักเล่มคือการไม่อ่านหนังสืออื่นๆ ที่เหลือทั้งหมดในเอกภพ ดังนั้น การอ่านที่แท้คือการไม่อ่านแม้แต่หนังสือที่อ่านไปแล้วนั้น เราก็ย่อมลืมมันไปในที่สุดไม่ช้าก็เร็ว สิ่งที่เหลืออยู่จากการอ่านคือเศษเสี้ยวของหนังสือซึ่งพิกลพิการไปจากจินตนาการและอคติของเรา ความสัมพันธ์ของเราต่อหนังสือคือพื้นที่ในเงาที่หลอกหลอนด้วยภูตผีแห่งความทรงจำ คุณค่าแท้จริงของหนังสืออยู่ที่ความสามารถในการเรียกวิญญาณเหล่านี้
วิถีแห่งการไม่อ่าน ซึ่งเป็นเนื้อหาส่วนแรกของหนังสือพูดถึงหนังสือ ๔ ประเภทคือ หนังสือที่ไม่รู้จัก, หนังสืออ่านผ่านๆ, หนังสือที่เคยได้ยินมา และ หนังสือที่ลืมไปแล้ว โดยผู้เขียนยกกรณีศึกษามาประกอบชัดเจน เช่นตัวอย่างของคนที่ไม่อ่านหนังสือเลย แต่รู้จักหนังสือดี พูดคุยถึงหนังสือต่างๆ ได้ เช่นบรรณารักษ์ผู้ดูแลหนังสือ ๓.๕ ล้านเล่มในห้องสมุดของเรื่อง The Man Without Qualities ของ Robert Musil ความลับของบรรณารักษ์ที่ดีคืออย่าอ่านหนังสือที่ตนดูแลเกินกว่าชื่อเรื่องและสารบัญ ใครก็ตามที่ปล่อยตัวและเริ่มอ่านหนังสือคือบรรณารักษ์ผู้หลงทาง
เขาจะเสียมุมมองส่วนรวมไป
ความรักต่อหนังสือทุกเล่ม ทำให้บรรณารักษ์ผู้นี้ไม่อ่านหนังสือสักเล่ม เพราะการใส่ใจเล่มใดมากไปก็เท่ากับการทอดทิ้งหนังสือเล่มอื่นๆ ทว่าเขาอ่าน รายการหนังสือ ในห้องสมุดและรู้จักหนังสือที่ตนมีถ่องแท้ รู้ที่ทางและความสัมพันธ์ของหนังสือต่างๆ ผู้เขียนกล่าวว่า ผู้รู้ควรสนใจความสัมพันธ์ของหนังสือต่างๆ เช่นเดียวกับที่พนักงานรถไฟใส่ใจความสัมพันธ์ระหว่างรถไฟขบวนต่างๆ (การตัดข้ามกัน, การเชื่อมต่อกัน) แทนที่จะสนใจว่าตู้รถแต่ละตู้บรรทุกอะไรบ้าง บัดนี้เราจึงเข้าใจผู้จัดการสำนักพิมพ์ผู้ไม่อ่านหนังสือได้แล้ว คนผู้นี้ใส่ใจทำรายการหนังสือในสำนักพิมพ์ยิ่งกว่าสิ่งใด สำนึกรักต่อหนังสือของเขาลึกซึ้งและชาญฉลาดกว่าที่ใครจะคาดคิด
การอ่านหนังสือข้ามๆ ย่อมไม่เป็นอุปสรรคต่อการพูดถึงหนังสือ เพราะอ่านไม่ต้องจบเล่มเราก็คุ้นๆ กับหนังสือได้ ดังเช่นที่ Paul Valery เขียนคำรำลึกหลังพรูสต์ตายไม่นานว่า แม้ผมแทบไม่ได้อ่านผลงานยิ่งใหญ่ของมาร์เซล พรูสต์ แม้แต่เล่มเดียว และแม้ศิลปะของนักเขียนผู้นี้เป็นศิลปะที่ผมเชื่อไม่ลง ผมยังตระหนักดี จาก Recherche du temps perdu เพียงน้อยนิดที่ผมมีเวลาไปอ่านว่าวรรณกรรมต้องสูญเสียใหญ่หลวงเพียงใด Oscar Wilde ยังเขียนว่า ผมไม่เคยอ่านหนังสือที่ผมต้องวิจารณ์ มันทำให้คุณมีอคติยิ่ง ดังนั้นเราจึงเข้าใจนักวิจารณ์หนังสือผู้ไม่อ่านหนังสือที่ตนเขียนถึงได้ ยิ่งหากเป็นหนังสือที่เคยได้ยินมา ก็ยิ่งทำให้เรามีแนวคิดต่อหนังสือได้เป็นเหตุเป็นผลยิ่งขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเปิดอ่าน
Valery ยังวิจารณ์ Anatole France ว่ามีข้อเสียที่อ่านมากเกินไป ทำให้ไร้ความเป็นตัวของตัวเองและตกเป็นรอง เพราะตัวตนหายไปในหนังสือของคนอื่น การอ่านจึงเป็นความเสี่ยงร้ายกาจของนักเขียน ดังนั้นเราจะตำหนินักเขียนที่ประกาศตนว่าไม่อ่านอย่างไรได้
เนื้อหาส่วนที่สองกล่าวถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เราอาจประสบในการพูดถึงหนังสือที่ไม่ได้อ่าน ได้แก่ เมื่อเราต้องพูดกับคนทั่วไป เมื่อต้องเจออาจารย์, นักเขียน หรือ คนที่เรารัก ในฐานะอาจารย์ ผู้เขียนเล่าว่าการต้องพูดถึงหนังสือที่ไม่ได้อ่านนั้นไม่ได้ทำให้นักเรียนของเขาครั่นคร้ามอันใด แต่กลับพูดถึงได้เข้าท่าและฟังมีเหตุผลถูกต้องดีเสียด้วย ในบทนี้ผู้เขียนเลือกตัวอย่างไกลตัวมากๆ เพื่อป้องกันไม่ให้คนในอาชีพวงการเดียวกันต้องอับอาย โดยยกตัวอย่างความเข้าใจต่อเรื่อง Hamlet ของชนเผ่า Tiv ในอัฟริกา และสรุปว่านักเรียนของเขาไม่ต่างอะไรกับชนเผ่านี้ที่ย่อมมีความเห็นต่อหนังสือที่ตนไม่อ่านได้ หากจะมีความเห็นประหลาดชวนฉงนอันใด ก็มีแต่จะเป็นการตีความที่แปลกใหม่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งย่อมเกิดขึ้นไม่ได้หากนักเรียนอ่านหนังสือ
ตัวอย่างข้อแนะนำเมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับนักเขียนและให้ความเห็นต่อหนังสือของเขาซึ่งเราไม่ได้อ่าน เนื่องจากนักเขียนส่วนใหญ่มักรู้สึกว่าสิ่งที่คนอื่นพูดถึงหนังสือของตนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ตนเชื่อว่าตนเขียน การรับรู้เรื่องหนังสือของแต่ละคนต่างกันไปตามโลกทัศน์ส่วนตัว ดังนั้นหากเราพูดถึงหนังสือมากๆ นักเขียนจะเครียดและคิดว่า
พูดอะไรของมันวะ วิธีง่ายที่สุดคือ ชื่นชมโดยไม่ต้องลงรายละเอียด นักเขียนไม่คาดหวังการสรุปหรือการวิเคราะห์เหตุผลต่อหนังสือของตน
เขาหวังเพียงให้เราบอกว่าชอบสิ่งที่เขาเขียน โดยทำตัวให้กำกวมที่สุดเข้าไว้
การสนทนาเรื่องหนังสือกับคนอื่นนั้น แท้จริงเป็นเรื่องยากและนำมาซึ่งความเครียดและขัดแย้ง เพราะเราไม่เคยพูดถึงหนังสือเพียงเล่มเดียว แต่ขณะคุยกัน เราต่างคนต่างมีโลกหนังสือส่วนตัวของแต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอ่านมาทั้งหมดและหล่อหลอมให้เราเป็นตัวเรา โลกหนังสือส่วนตัวนี้ต่างแวดล้อมอยู่ในบทสนทนา ยิ่งกว่านั้น โลกทัศน์ของแต่ละคนย่อมทำให้การรับรู้ต่อหนังสือมีความเฉพาะตัว แม้จะอ่านหนังสือเรื่องเดียวกัน แต่ความคิดของเราย่อมไม่เหมือนคนอื่น และการปรับให้โลกหนังสือของคนสองคนใกล้เคียงกันนั้น เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้
การพูดถึงหนังสือที่ไม่ได้อ่านเป็นเรื่องต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ไม่น้อย ผู้เขียนจึงแนะว่าทุกคนควรเป็นนักเขียนกันเถอะ เพื่อจะได้สร้างเรื่องของตนเองและเป็นอิสระจากถ้อยคำของคนอื่น เรารู้มาแล้วอย่างไรเล่าว่าการไม่อ่านนั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเขียน
ขอแนะนำให้ผู้รักการอ่านจนถอนตัวไม่ขึ้นอ่านหนังสือเรื่องนี้ เพราะตลกน่ารักมาก เสียดสีเรื่องที่ไม่น่าจะมีเหตุผลด้วยเหตุผลให้เราจำนน คนรักหนังสืออ่านแล้วจะใจอ่อนเป็นพิเศษเพราะในเล่มหยิบยกหนังสือต่างๆ มาเล่า ทำให้ทุรนทุรายอยากอ่านหนังสือเหล่านั้น ทั้งงานของ Musil, Eco, Montaigne, Graham Greene และวิธีการวิจารณ์หนังสือดีๆ ให้เสียหายยับเยินใน Lost Illusions ของ Balzac ซึ่งอ่านแล้วสดชื่น แม้บางช่วงตอนจะมีประเด็นวิเคราะห์ด้านจิตวิทยาต่อหนังสือที่อ่านแล้วทำให้ผู้ไม่เชี่ยวชาญด้านนี้งงงวยอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วอ่านสนุก ไม่น่าแปลกใจที่หนังสือเรื่องนี้จะเป็นที่ฮือฮาในวงการหนังสือทั้งในอเมริกาและอังกฤษ และเป็นหนังสือขายดีในฝรั่งเศส
ผู้แนะนำขอจัดหนังสือเรื่องนี้ในระดับ นล++ เพราะกว่าบทความนี้จะถึงมือท่าน ผู้แนะนำคงลืมหนังสือนี้ไปแล้ว
* บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คนกับหนังสือ นิตยสาร สารคดี ฉบับเดือนเมษายน ๒๕๕๓
เกี่ยวกับผู้เขียน Pierre Bayard ปิแยร์ เบยาร์ด เกิดปี ค.ศ. 1954 ที่ฝรั่งเศส ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนวรรณกรรมฝรั่งเศสที่มหาวิทยาลัย University of Paris VIII และเป็นนักจิตวิเคราะห์ มีผลงานเขียนเช่น Sherlock Holmes was Wrong, Who Killed Roger Ackroyd?
How to Talk About Books You Haven't Read : Pierre Bayard
แปลจากภาษาฝรั่งเศสโดย Jeffrey Mehlman
๑๘๖ หน้า ราคา ๕๒๖ บาท
Copyright © 2010 faylicity.com
เพราะผมสอนวรรณกรรมระดับมหาวิทยาลัย อันที่จริงแล้วจึงเลี่ยงไม่ได้ในการแสดงความเห็นต่อหนังสือ ซึ่งส่วนใหญ่ผมไม่เคยเปิดเลยด้วยซ้ำ จริงอยู่ที่เรื่องนี้เกิดขึ้นกับนักเรียนส่วนใหญ่ของผมเช่นกัน แต่หากมีนักเรียนเพียงคนเดียวอ่านข้อความที่ผมกำลังกล่าวถึง ก็เป็นความเสี่ยงที่ชั้นเรียนจะต้องชะงัก และผมต้องอับอายขายหน้า
-- How to Talk About Books You Haven't Read
|