* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book THE WHITE TIGER : Aravind Adiga

Book

นิยายรางวัลบุ๊กเกอร์ในปี ค.ศ. 2008 เรื่องนี้มีพล็อตเรื่องที่ฟังแล้วน่าสนใจจริงๆ นิยายเขียนในรูปแบบจดหมายที่ยาวมากๆ จำนวน 8 ฉบับ จากตัวละครเอกชาวอินเดียวรรณะต่ำชื่อ พลราม ฮัลวาย ผู้เรียกตัวเองว่า The White Tiger ถึงนายกรัฐมนตรีเหวินเจียเป่าของจีน เหตุที่เขียนจดหมายถึงก็เพราะพลรามได้ฟังข่าววิทยุว่า เหวินเจียเป่าจะมาเยือนบังคาลอร์ในสัปดาห์หน้า ท่านผู้นำจีนอยากทราบความจริงของบังคาลอร์และอยากพบผู้ประกอบการอินเดีย ดังนั้นในฐานะผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จและเป็นผู้รู้จริงเรื่องบังคาลอร์ พลรามจึงอยากถ่ายทอดความจริงนี้ผ่านเรื่องราวชีวิตของตัวเอง

ยิ่งได้อ่านบทแรกของหนังสือแล้วก็น่าจะทำให้หลายคนอยากอ่านหนังสือทั้งเล่ม เพราะตัวละครเอกมีน้ำเสียงน่าสนใจ เป็นเสียงซื่อๆ ที่โอ้อวดตนเอง (พลรามเรียกเหวินเจียเป่าว่าเป็นพวกผิวเหลือง กะโหลกเหลือง และคิดว่าเขาเป็นคนระดับเดียวกับท่านผู้นำ) และยังมีตลกร้ายจำนวนมาก เช่น

"เห็นได้ชัดครับท่านว่าคนจีนอย่างท่านล้ำหน้ากว่าพวกเราทุกด้าน ยกเว้นท่านไม่มีผู้ประกอบการ ประเทศเรานั้นแม้จะไม่มีน้ำดื่ม ไฟฟ้า ระบบกำจัดสิ่งปฏิกูล การขนส่งสาธารณะ สุขอนามัย วินัย มารยาท หรือความตรงต่อเวลา แต่เรามีผู้ประกอบการ มีหลายพันคน โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี ผู้ประกอบการเหล่านี้--อย่างเราๆ นั้น--ก่อตั้งบริษัทเอาท์ซอร์สที่ทำให้อเมริกาดำเนินการอยู่ได้ก็ว่าได้"

พลรามกล่าวยกย่องประเทศจีน โดยบอกว่าเขาเรียนรู้ประวัติศาสตร์จีนจากหนังสือ เรื่องเร้าใจจากตะวันออกไกล ที่พบในแผงหนังสือมือสอง หนังสือบอกว่าคนจีนรักเสรีภาพ พลรามชื่นชมประเทศเพียง 3 ประเทศที่ไม่ยอมตกอยู่ภายใต้การปกครองของต่างชาติ ได้แก่ จีน อัฟกานิสถาน และอบิสสิเนีย เขาบอกว่าอังกฤษพยายามทำให้จีนเป็นคนรับใช้ แต่จีนไม่ยอม เขาจึงชื่นชมคนจีน

เพราะพลรามนั้นเคยเป็นคนรับใช้มาก่อน และเขายังเป็นฆาตกรที่เชือดคอเจ้านายผู้แสนดีของตัวเอง

พลรามเล่าชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก เล่าถึงประเทศอินเดียว่ามีทั้งส่วนที่สว่างและมืดมน เขามาจากส่วนที่มืดมน---ส่วนที่แม่น้ำคงคาไหลผ่าน

"ท่านเจียเป่า ผมขอแนะว่าอย่าได้ไปแช่แม่น้ำคงคา นอกจากท่านจะอยากให้ปากมีแต่อุจจาระ ฟาง ชิ้นส่วนศพแฉะๆ ซากควาย และกรดอุตสาหกรรมเจ็ดชนิด"

พลรามเกิดที่เมืองใกล้พุทธคยา "ผมสงสัยว่าพระพุทธเจ้าจะเคยผ่านเมือง Laxmangarh หรือไม่ มีคนบอกว่าท่านเคยผ่าน ผมรู้สึกว่าท่านวิ่งผ่าน---ให้เร็วที่สุด---เพื่อไปอีกฟากหนึ่ง และท่านไม่เคยเหลียวหลังกลับมามอง!"

จดหมายฉบับแรกนั้นไม่เลวทีเดียว น่าเสียดายว่ายิ่งอ่านไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าแนวคิดเรื่องรูปแบบจดหมายนี้น่าจะเติมเข้ามาในภายหลัง เพราะบทต่อๆ ไป เขียนเล่าในรูปแบบนิยายมากขึ้นเรื่อยๆ และหันเหไปจากการเขียนจดหมายขึ้นเรื่อยๆ ดูแล้วนี่น่าจะเป็นลูกเล่นที่ใส่เข้ามาเพื่อดึงดูดความสนใจ แต่ไม่ได้เอาจริงเอาจังอะไร ผู้เขียนไม่สามารถคงความน่าสนใจนี้ได้ตลอดรอดฝั่ง

หนังสือนี้เล่าโดยตัวเอกพลราม บุคลิกคำพูดจาซื่อๆ ของเขาทำให้หนังสือมีข้อบกพร่อง คือถ่ายทอดบทบรรยายที่ฟังดูง่ายๆ ไม่สละสลวย ใช้ภาษาง่ายจนฟังเป็นมิติเดียว ทุกอย่างตัดสินได้ด้วยความเรียบง่าย ไม่สลับซับซ้อน บุคลิกของตัวละครทุกตัวแบนราบเป็นไปตามสูตร บางตอนเมื่อผู้เขียนต้องการใส่คำพูดคมๆ ให้กับพลราม ก็ทำให้คำพูดเหล่านั้นดูลักลั่นและผิดที่ผิดทาง

ข้อเสียที่สุดในเรื่องคือบุคลิกของตัวละครต่างๆ ที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะขาดความเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้ตัวละครเหล่านี้ไม่มีชีวิตอยู่จริง ไม่มีเลือดเนื้อจริง เป็นเพียงตุ๊กตาที่ถูกสร้างจากปลายปากกาของอราวินด์ อดิกา ซึ่งอยู่เบื้องหลังตัวละครทุกตัว อดิกาเป็นผู้ยัดเยียดคำพูดและบุคลิกอันไม่น่าเชื่อต่างๆ ทั้งหมดให้ตัวละครกระดาษเหล่านี้ เราเห็นตัวผู้เขียนปรากฏอยู่ตลอดเรื่อง เพราะเขาเด่นกว่าตัวละครทั้งหมด จริงอยู่ว่าตัวละครในนิยายย่อมไม่มีอยู่จริง แต่ในขณะอ่าน ผู้เขียนต้องทำให้เราเชื่อได้ว่าตัวละครเหล่านี้มีอยู่จริง เป็นไปได้จริง เราจึงจะใส่ใจในชะตากรรมและความเป็นไปของตัวละครได้ ซึ่งนิยายเรื่องนี้ทำไม่ได้

เมื่อตัวละครไม่น่าเชื่อและมีบุคลิกแปลกๆ ขัดแย้งกันเอง กระโดดไปกระโดดมา จึงทำให้การอ่านเรื่องนี้น่าเบื่อมาก คนอ่านรู้สึกตั้งแต่ยังไม่พ้นครึ่งเล่มว่าเรื่องมันช่างไปเรื่อยๆ และไม่น่าสนใจ เมื่อไรจะจบเสียที ยิ่งอ่านยิ่งไม่อยากเชื่อว่านี่คือหนังสือที่ได้รางวัลบุ๊กเกอร์ และคิดไปว่าอาจมีความน่าประหลาดใจซ่อนอยู่ภายหลัง ซึ่งเมื่ออ่านจบก็พบว่าไม่มี

นอกจากข้อด้อยต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว นิยายยังมีร่องรอยของความคิดที่ยังไม่เข้าที่เข้าทาง จะไปทางใดก็ไม่ไปสักทาง ซ้ายไม่ซ้าย ขวาไม่ขวา จะเดินหน้าก็ไม่ใช่ จะถอยก็ไม่กล้า ความละล้าละลังกึ่งกล้าๆ กลัวๆ นี้ทำให้ทุกอย่างประดักประเดิด

นิยายเรื่องนี้ได้รับคำชมมากๆ จากสื่อเมืองนอกส่วนใหญ่ แต่คนอ่านกลับไม่เห็นแง่ดีงามเหล่านี้เลย การคอร์รัปชั่น การซื้อเสียง ความบกพร่องต่างๆ ในสังคม ความอยุติธรรมของอินเดีย เหล่านี้กลับไม่สร้างความประทับใจให้ อาจเพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวันของสังคมไทยเกินไป จนอ่านแล้วไม่อาจแปลกใจหรือซาบซึ้งอะไรได้

เรายังไม่อาจบอกได้จากนิยายเรื่องนี้ว่าฝีมือการเขียนของอดิกานั้นดีหรือไม่ ต้องรอให้เขาเขียนนิยายเรื่องต่อไปเสียก่อน ว่าเขาจะบรรยายด้วยความตื้นเขินเช่นนี้อีกหรือไม่ หรือที่บทบรรยายของเขาราบเรียบขาดความลึกซึ้งนั้น เป็นเพราะถูกจำกัดด้วยน้ำเสียงของตัวละครเอกอย่างพลราม

พลรามเป็นเด็กฉลาดในหมู่บ้าน แต่ขณะเดียวกัน เขาเป็นสื่อที่ผู้เขียนบอกผู้อ่านถึงความยากไร้และขาดโอกาส ดังนั้นเราจึงเชื่อได้ยากจริงๆ ว่าเขาจะเป็น The White Tiger ดังที่หนังสือพยายามนำเสนอ

หากนิยายเรื่องนี้จะประสบความสำเร็จ ก็น่าจะอยู่ที่การเขียนบทแรกให้มีลูกเล่นที่ขายได้และน่าสนใจ การพลาดอ่านเรื่องนี้ไปไม่ใช่เรื่องน่าเสียดายอะไร แต่ความตื้นเขินในนิยายก็น่าจะทำให้หากมีการแปลเป็นไทย ประกอบกับการกระหน่ำประชาสัมพันธ์ว่าเป็นหนังสือรางวัล หนังสือเรื่องนี้น่าจะขายดี เพราะอ่านง่ายเข้าใจง่าย ไม่ต้องตีความและคิดมากอะไร เป็นเรื่องใกล้ตัวและมองโลกชั้นเดียว

แต่สำหรับผู้อ่านที่คาดหวังจากหนังสือสักเล่มมากกว่านี้ นี่ไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ


เกี่ยวกับผู้เขียน Aravind Adiga อราวินด์ อดิกา เกิดที่อินเดียในปี ค.ศ. 1974 โตที่ออสเตรเลีย เรียนจบจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียและอ็อกซ์ฟอร์ด เคยเขียนข่าวให้นิตยสาร ไทม์ มีบทความตีพิมพ์ในสื่อต่างๆ เช่น ไฟแนนเชียลไทม์, อินดีเพนเดนต์ และ ซันเดย์ไทมส์ ปัจจุบันพักที่เมืองมุมไบ The White Tiger คือนิยายเรื่องแรก

The White Tiger : Aravind Adiga
ISBN 978-1-84887-042-0 Atlantic Books 321 หน้า ราคา £6.99 ปกอ่อน ปีที่พิมพ์ 2008

พยัคฆ์ขาวรำพัน อราวินด์ อดิกา แปลโดย สุชาดา อึ้งอัมพร เพิร์ลพับลิชชิ่ง ๒๕๕๒

Copyright © 2008 faylicity.com

ท่านเจียเป่า ผมขอแนะว่าอย่าได้ไปแช่แม่น้ำคงคา นอกจากท่านจะอยากให้ปากมีแต่อุจจาระ ฟาง ชิ้นส่วนศพแฉะๆ ซากควาย และกรดอุตสาหกรรมเจ็ดชนิด
    -- The White Tiger
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑ ธันวาคม ๒๕๕๑