* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book THE WONDER SPOT : Melissa Bank

Bookเรื่องนี้เป็นหนังสือเล่มสองของ เมลิสซา แบงก์ ผู้เขียน The Girls' Guide to Hunting and Fishing (1999) ซึ่งเป็น chick-lit เรื่องแรกๆ ที่เขียนดีมาก เล่มนี้เล่าเรื่องของ โซฟี เนื้อหาเป็นตอนๆ ไม่ต่อเนื่องกัน เริ่มจากเมื่อโซฟีอายุ 12 ปี เล่าเรื่องครอบครัวและพี่น้อง แล้วกระโดดไปเมื่อโซฟีอายุ 18 เป็นนักศึกษาปีหนึ่ง ตามด้วยตอนที่เธอเรียนจบและหางานทำในแมนฮัตตัน ในที่สุดโซฟีได้งานเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการ เราได้รู้จักคนรักต่างๆ ของเธอ จนกระทั่งบทสุดท้ายที่เธอมีความรัก และเรารู้สึกว่าเธอมีความสุขโดยแท้จริง

หนังสือเรื่องนี้เขียนดีและอ่านเพลิน มีอารมณ์ขันตลอดและมีมุขน่ารักๆ ฉลาดเฉลียว เรื่องนี้เหมือนกับเรื่องแรกของเธอมาก ทั้งลักษณะการเขียนที่เสมือนเรื่องสั้นเป็นตอนๆ ที่เรารู้จักตัวละครเอกตั้งแต่วัยเด็กไปจนกระทั่งโต โซฟีเรื่องนี้ตลกไม่ต่างจากเจนใน Girls' Guide หนังสือเรื่องนี้มีข้อดีต่างๆ ดังหนังสือเรื่องก่อนหน้าของเธอ และมีข้อเสียดุจเดียวกัน ตัวละครต่างๆ ในเรื่องฉลาดและมีมุขปัญญาชนของหนอนหนังสือ ตัวเอกตลกร้ายแม้จะอายุเพียง 12 ปี คนอ่านมองเห็นตัวตนผู้เขียนชัดเจนว่าเธออยู่เบื้องหลังตัวละครต่างๆ คำพูดเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคำพูดของนักเขียน ไม่ใช่คำพูดของตัวละคร นิสัยรักการอ่านและความรู้เหล่านี้เป็นของผู้เขียน มากกว่าจะเป็นของตัวละคร

โซฟีเป็นคนขี้เกียจ ไม่ค่อยเอาไหนหรือสนใจการเรียนตั้งแต่เด็กๆ ในเรื่องไม่ได้บอกว่าเธอชอบอ่านหนังสืออะไรมากมาย ตอนหนึ่งโซฟีบอกว่าเป็นคนอ่านช้า แม้จะทำงานกับสำนักพิมพ์ แต่โซฟีไม่ได้เป็นคนเก่งกาจ ทว่ามุขตลกและตัวตนของเธอบอกว่าเป็นคนอ่านมาก ค่อนข้างขัดแย้งกับบุคลิกที่หนังสือพยายามบอก นอกจากนั้น ตัวละครต่างๆ ล้วนแต่รักการอ่าน หรือเอ่ยถึงสิ่งที่ทำให้เราใจเต้นแรงทั้งนั้น ขณะอ่านเราจึงเห็นนักเขียน และรับรู้ว่านางเอกตัวจริงของเรื่องคือ เมลิสซา แบงก์ เธอน่ารัก ตลก รักการอ่านอย่างยิ่ง และรสนิยมดี

เราจะรักโซฟี (เมลิสซา แบงก์) ไม่ยาก เพราะโซฟีรักบ็อบ ดีแลน ห้องนอนโซฟีในวัย 12 เต็มไปด้วยโปสเตอร์ดีแลน เนื้อเรื่องนี้คลอไปด้วยเพลงของเขา ยามเบื่อเรียนหนังสือวิชาศาสนา โซฟีเขียนเนื้อเพลงของดีแลนในสมุดว่า "God said to Abraham kill me a son" หรือเขียนเนื้อเพลงอย่าง I Shall be Released   นอกจากนั้น โซฟีในวัย 12 เช่นกันกล่าวว่าผู้หญิงคนหนึ่งหน้าเหมือน Arlo Guthrie ในตอนหลังๆ ยังพูดถึงเพลง Alice's Restaurant ของเขาด้วย ขณะอ่านจึงช่วยไม่ได้เลยที่จะคอยวาดรูปหัวใจส่งให้ผู้เขียนตลอดเวลา เพื่อบอกว่าฉันรักเธอ (เพลงร้านอาหารของอลิซเป็นเพลงตลกที่สุดในโลกเพลงหนึ่ง ความยาวประมาณ 20 นาที โปรดหาฟัง)

หนอนหนังสือจะอดรักเมลิสซา แบงก์ไม่ได้ หมาที่บ้านโซฟีชื่อ Albert ซึ่งตั้งตามฮีโร่ของน้องชาย (ไอน์สไตน์) และฮีโร่ของพี่ชาย (อัลแบรต์ กามูส์) เวนิซ เพื่อนสาวแสนสวยสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของโซฟี อ่านนิวยอร์กไทมส์ทุกวัน และเป็นนักศึกษาคนเดียวที่โซฟีรู้จักที่อ่านอะไรอย่างนี้ เวนิซคลั่งไคล้หนังสือ โลลิต้า ในฤดูใบไม้ร่วง เมื่อถึงฤดูหนาวเธอคลั่ง แอนนา คาเรนินา เวนิซชอบชวนโซฟีดูหนัง ซึ่งหนังโปรดของทั้งสอง (หรือของเมลิสซา แบงก์) ทำให้คนอ่านส่งหัวใจให้เธออีกเช่นกัน เพราะมีเช่น The Best Years of Our Lives, The Heiress (หนังสือโปรดของโซฟีคือ Washington Square) มุขตลกต่างๆ ในคำพูดของตัวละครล้วนแต่อ้างถึงหนังสือหรือหนังดี บทกวีดัง รวมถึงวาทะมีชื่อเสียงต่างๆ จึงช่วยไม่ได้เลยที่อ่านไปแล้วจะเห็นตัวตนผู้เขียนในนั้น ตัวละครทั้งหมดทั้งมวลสะท้อนให้เห็นผู้เขียน

แม้จะไม่ใช่เรื่องที่ดีพร้อม แต่เป็นเรื่องอ่านเพลินมากเรื่องหนึ่ง ไปรู้จักครอบครัวของโซฟี ที่น่าจะทำให้รำลึกถึงวัยเยาว์ของเรา ถึงสิ่งสารพัดสารพันในวัยเด็ก ที่บางอย่างไม่สลักสำคัญเลยแต่เรากลับจดจำ ผู้เขียนถ่ายทอดความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนของมนุษย์ได้ดี เธอทำให้เรารู้สึกได้เวลาเล่าถึงเรื่องรักวัยเยาว์ หรือความเจ็บแปลบในหัวใจที่เกิดขึ้นลับๆ รวมทั้งบทเรียนและประสบการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เราเป็นตัวเราในวันนี้

เนื่องจากเรารู้จักโซฟีตั้งแต่เธอเป็นเด็ก เราจึงได้ติดตามชีวิตหลายช่วง ตอนวัยรุ่น วัยทำงาน วัยที่พ่อเสียชีวิต ขณะโซฟีไปเฝ้าพ่อที่นอนป่วย เธอไม่คิดว่าจะรับความเจ็บปวดสาหัสขนาดนั้นได้ และความเจ็บปวดนั้นติดตามเธอไปยังถนนทุกสายในแมนฮัตตัน หนังสือเล่าเรื่องครอบครัวเธอตลอดมา โซฟีเรียนรู้ว่าครอบครัวนั้นมีไว้สำหรับดูแลซึ่งกันและกัน

เนื้อหาช่วงที่โซฟีทำงานกับสำนักพิมพ์คือส่วนที่เรียกว่า chick-lit ที่สุดในเล่ม แต่นอกจากนั้นแล้ว นิยายเรื่องนี้มีบทตอนที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าเรื่องของความรัก นี่เป็นเรื่องชีวิตของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง แต่เรื่องของเธอน่าอ่านเพราะความมหัศจรรย์ของผู้เขียน


เกี่ยวกับผู้เขียน Melissa Bank

The Wonder Spot : Melissa Bank
ISBN 0-670-03411-8 Viking 324 หน้า ราคา $24.95 ปกแข็ง ปีที่พิมพ์ 2005

Copyright © 2007 faylicity.com

I decided I would talk to my father after dinner; I planned to tell him that I had no Hebrew aptitude and also to convey the message of Bob Dylan's song "It Ain't Me, Babe." Though obviously written about a girlfriend, this song contained the overall message I needed to deliver to my parents: Unfortunately, we all had to face that I was not the person they wanted me to be.
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑ มีนาคม ๒๕๕๐