| สะดุด, ตามหา : อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย |
![]() อันใดที่ตามหา
หนังสือสองเล่มนี้ดูเผินๆ เป็นหนังสือท่องเที่ยว แต่เมื่ออ่านแล้วกลับเป็นมากกว่านั้น ด้วยผู้เขียนสนใจเรื่องผู้คน ศิลปะ ประวัติศาสตร์ จึงเล่าเรื่องเที่ยวในมิติที่ลึกซึ้งกว่าเรื่องเดินทางเพียงอย่างเดียว ที่ดีที่สุดคืออ่านแล้วรู้สึกดีงามกับมนุษย์และการมีชีวิตอยู่ ทำให้เกิดความหวังและแรงใจ อย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่มากมายในหนังสือเล่มเล็กๆ สองเล่มนี้ สะดุด เล่าคริสต์มาสที่ปารีส, ไปดูหมู่บ้านสวยที่สุดในอังกฤษ, ชมมรดกโลกที่เดอะไออ้อนบริดช์ กอร์จ และพิพิธภัณฑ์วิเกิ้นเพียร์, ชมพิพิธภัณฑ์ที่ฮ่องกง, ไปดูงานมูลนิธิพัฒนาชุมชนในเขตภูเขาที่ดอยแม่สะลอง และการพาเด็กประถมจากบุรีรัมย์ไปเที่ยวเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมที่วัดอรุณ วัดพระแก้ว เด็กหลายคนเห็นทะเลเป็นครั้งแรกในชีวิตที่หาดชะอำ ตามหา แนะนำสถานที่น่าชมในอิตาลี, ประสบการณ์เดินทางและความทรงจำดีๆ ในอิตาลี, ชมงานสลักหินที่ มามัลลปุรัม, เยือนไบเบอรี่ หมู่บ้านในนิยายของท่านหญิงรัตนาวดี, เล่าสิ่งน่ามองที่นครวัด และเรื่องของลุงเชียง ไทยดี ชาวสวนแห่งภาคอีสาน อ่านหนังสือแล้วอยากไปดูภาพสระบัวของโมเน่ต์ที่พิพิธภัณฑ์โอรองเชอรี ฟังดูช่างน่าหลงใหล อยากไปโบสถ์ซานตา โครเช่ ที่มีผู้บันทึกว่า "คุณจะพบความรักซุกซ่อนอยู่ทุกหนแห่งภายในโบสถ์แห่งนี้" อยากชมหมู่บ้านสวยของอังกฤษดูต้นไม้ดอกไม้แสนงาม และใครจะรู้ว่าฮ่องกงไม่ใช่เป็นเพียงแหล่งช็อปปิ้ง แต่มีพิพิธภัณฑ์ดีๆ จำนวนมากที่น่าชม หนังสือชุดนี้เล่าถึงงานศิลปะจำนวนมาก และบอกว่าการดูงานศิลปะไม่ใช่เรื่องชั้นสูง แต่ความงามอยู่ที่ความ "พอตา" ของผู้มอง เราต่างชื่นชมงานศิลปะในแบบของตัวเองได้ทั้งนั้น ผู้เขียนกล่าวว่าเธอจำงานของศิลปินได้ก็ด้วยใจ ซึ่งสำคัญกว่าสมองหรือความรู้ในเรื่องศิลปะ ที่ฉัน "รู้" ได้ว่างานที่สะดุดตาฉันเป็นของใคร ก็เพราะงานของศิลปินแต่ละคนสร้างความรู้สึกให้ไม่เหมือนกัน จริงอยู่ เราไม่ได้รู้สึกกับงานทุกชิ้น แต่งานที่สร้างความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือความรู้สึกที่รุนแรงบางอย่างในตัวเราได้นั้น มักจะเป็นผลงานของศิลปินคนเดียวกัน ผู้เขียนยังถามต่อว่าเวลาอ่านนิยาย เราบอกได้ไหมว่าใครเขียน เช่นงานของสิริมา อภิจารินให้อารมณ์ละเมียดละไม ผู้เขียนเชื่อว่าทุกคนชื่นชมงานศิลปะได้จากการมองหาสิ่งที่ตนพอตาและพอใจ โดยไม่ต้องใช้ความรู้อื่นใดในการเข้าถึง "ทุกคนสามารถชอบสิ่งที่แตกต่างกันได้ โดยไม่จำเป็นว่าใครจะต้องมีรสนิยมเหนือกว่าใคร" ด้วยแนวคิดเช่นนี้ การฟังผู้เขียนเล่าถึงงานศิลปะจึงเป็นเรื่องสนุกบันเทิงใจมาก เธอเล่าถึงผลงานสวยหยดในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ การชมงานศิลปะแต่ละยุคทำให้เรารู้สึกได้ถึงความเชื่อและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง บทที่น่ารักมากคือการชมนครวัดและมามัลลปุรัม ซึ่งเล่าเรื่องกระจุกกระจิกและอารมณ์ขันในการชมงานสลักหิน เช่นภาพนางสิงห์ตกใจทำท่า "อุ๊ยต๊ายตาย" ได้น่าหมั่นใส้จริงๆ การเดินทางในเล่มยังบอกถึงประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ เช่นการชมมรดกโลกของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้เราได้รู้ว่า "คนที่เริ่มต้นกระบวนการปฏิวัติอุตสาหกรรมทั้งหมดนั้นห่างไกลจากความเป็นเครื่องจักรนักหนา พวกเขาเป็นพวกที่กระตือรือร้น กล้าคิด กล้าทำ กล้าลองและกล้าเสี่ยง เป็นการปฏิวัติของคนธรรมดาอย่างแท้จริง คนธรรมดาที่ดิ้นรนต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า" ที่อ่านแล้วชอบหนังสือชุดนี้มาก เพราะไม่ได้มีแต่การเดินทางไปต่างเมือง แต่ยังเล่าการเดินทางในบ้านเรา บท "ตำนานคนไร้" ทำให้ใจหายเรื่องปัญหาอุทยานทับที่อยู่และที่ทำกินของชาวบ้านที่อยู่มาแต่เดิม "หลายครั้งที่ฉันอดถามตัวเองไม่ได้ว่าพวกเขาต้องอพยพพลัดที่นาคาที่อยู่ แยกย้ายจากญาติมิตร เพื่อเปิดทางให้นักท่องเที่ยวอย่างพวกเราได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติที่งดงามใช่หรือไม่ ทำไมนักท่องเที่ยวจึงเข้าไปตั้งแค้มป์อยู่กินในเขตอุทยานฯ ได้ ในขณะที่ชาวบ้านต้องถูกขับไล่ออกจากบ้านที่หลายคนอยู่มาตั้งแต่เกิด" หรือในเรื่องของการศึกษา "สำหรับฉัน เครื่องวัดความสำเร็จสูงสุดของการศึกษาอยู่ที่ความสามารถในการตั้งคำถามต่อชีวิต ต่อความรู้ที่สั่งสมกันมา ไม่ใช่การเรียนรู้หรือการรอรับคำตอบสำเร็จรูป" บทที่อ่านแล้วประทับใจที่สุดคือเรื่องของลุงเชียง ไทยดี ชายชราผู้ยิ้มแย้มแจ่มใส เขาตัดสินใจเลิกทำนาหันมาทำสวน ขุดบ่อเลี้ยงปลา ภูมิปัญญาของเขาน่าทึ่งนัก บ้านของเขาทำให้อัศจรรย์หนักหนาว่า "มือหรือนี่ที่ใช้ขุดบึงใหญ่ได้ขนาดนี้" เขาจุดความหวังและเป็นแรงบันดาลใจ อ่านเรื่องของเขาแล้วอดนึกไม่ได้ว่าทุกครั้งที่หมดแรงหรือหดหู่ ให้กลับมาอ่านเรื่องของลุงเชียง แล้วจิตใจจะชุ่มชื่นดีงาม อยากชวนให้อ่านหนังสือชุดนี้ ด้วยน่าประทับใจและทำให้รู้สึกดีงามกับการมีชีวิตอยู่ ภาคภูมิใจกับมนุษย์ ความรู้สึกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเรื่องภายใน ไม่ต้องออกไปไหนก็รู้สึกได้ ถ้าจิตใจเราสงบเบิกบานกับภาวะที่เป็นอยู่ เราไม่จำเป็นต้องออกเดินทางไปดูของอะไรให้ไกลถึงไหน เพราะทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนมีอยู่แล้วในใจเรา * บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ IMAGE Must Read นิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๐
สะดุด : อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย
ตามหา : อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย
Copyright © 2007 faylicity.com ของที่ระลึกที่มีค่าที่สุดที่ฉันได้กลับมาเสมอ ก็คือความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับผู้คนบนเส้นทางที่ได้พบเจอ ผู้คนที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าโลกนี้ยังน่าอยู่และงดงาม ยังมีน้ำใจไมตรี ยังมีความรักให้แก่กัน |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๒๗ กันยายน ๒๕๕๐ |