* home   ชั้นหนังสือ : บทความ
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ
 
จะเป็นไรไหมถ้าฉันขอยืมหนังสือเล่มนี้ ? (1982)
Roger Rosenblatt

อย่าได้ให้ใครยืมหนังสือ เพราะจะไม่มีใครยอมคืน
หนังสือที่ฉันมีอยู่ในห้องสมุด ล้วนแต่เป็นหนังสือ
ที่คนอื่นให้ยืมมาทั้งนั้น
-Anatole France

bookในบรรดาเหตุการณ์ที่น่าตระหนกทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นได้ในบ้านหนึ่งๆ นั้น ไม่มีอะไรเทียบได้กับการที่แขกจะจับจ้องไปที่ชั้นหนังสือ สิ่งที่น่ากริ่งเกรงนั้นมิใช่ข้อวินิจฉัยที่อาจเกิดขึ้นได้จากอคติที่เราได้เปิดเผยผ่านหนังสือในนั้น อันที่จริงแล้ว คนส่วนใหญ่จะพึงใจกว่ามาก หากแขกนั้นได้กวาดตาสอดส่องดู แล้วเบือนหน้าหนีด้วยความเบื่อหน่ายหรือไม่ถูกใจ อนิจจา ทว่าสายตาที่มืดมนด้วยการคาดคำนวณคู่นั้นก็มักจะเคลื่อนผ่านชื่อหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า เสมือนการมองผ่านสาวคนแล้วคนเล่าในห้องเต้นรำที่อบอ้าว และนั่นก็ยังไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดอยู่ดี สิ่งที่ร้ายที่สุดจะเกิดก็ต่อเมื่อสายตาคู่นั้นหยุดการเคลื่อนไหวที่ทำให้หัวใจพลอยหยุดเต้น และลำตัวของแขกกระตุก ส่วนมือนั้นเอื้อมขึ้นไปยังที่ๆ สายตานำไปสู่ เราไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว นอกจากนิ่งจังงัง แขกยิ้มแย้ม และเราก็ได้ยินคำถามแม้แต่ก่อนที่ถ้อยคำจะก่อตัวขึ้นว่า "จะเป็นไรไหมถ้าผมขอยืมหนังสือเล่มนี้ ?"

(เป็นไรไหม? จะเป็นไรไปเล่า? ผมได้หนังสือเล่มนี้มาจากแผงหนังสือในปารีสตอนเดือนเมษายน ปี 1959 -- วันที่สิบสาม ผมยังจำได้ ในตอนเที่ยงที่ฝนตกพรำ -- ผมไปเจอมันเข้าหลังจากต้องตามหาทั่วยุโรปและอเมริกาเหนือกว่าจะได้มาสักเล่ม -- ผมได้พับมุมกระดาษไว้ตรงส่วนที่มีความหมายกับผมยิ่งกว่าจังหวะหัวใจเต้นของตัวเอง และแม้แต่การสัมผัสหน้าหนังสือก็เตือนให้นึกถึงรักครั้งแรกและความฝันที่ดีที่สุดในชีวิตราวกับสายฝนของ Proust   ผมควรจะเป็นอะไรไหมเล่า ที่คุณหาวิธีเอาสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไปจากผม ? โดยที่ไม่ต้องสงสัยว่าผมจะไม่มีวันได้หนังสือเล่มนี้คืนมา ? แล้วถึงคุณจะคืนมาในสักวันหนึ่ง ผมก็จะเหี่ยวแห้งไปแล้ว พ่ออัศวิน และหนังสือเล่มนี้ก็จะต้องชอกช้ำไปเพราะการไม่ระวังรักษาของคุณ ? จะเป็นไรไหมล่ะ ?)

"ไม่เป็นไรเลย ผมหวังว่าคุณคงจะชอบ"
"ขอบคุณมาก แล้วผมจะเอามาคืนอาทิตย์หน้า"
"ไม่ต้องรีบหรอก ค่อยๆ อ่านก็ได้ [อ้ายโกหก]"

ใช่ว่าจะมีทางออกอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงบทสนทนาข้างต้นนี้ เรามีหนังสือ เรามีเพื่อน และทั้งคู่ก็ต้องมาประสบกันจนได้ ชาร์ลส์ แลมบ์ ผู้ไม่ค่อยปริปากบ่นในเรื่องอะไรก็ถึงกับหน้าเขียวต่อเรื่องนี้ว่า "พวกยืมหนังสือ -- พวกที่ได้สับคอลเลคชั่นให้พิกลพิการ พวกทำลายสมดุลในชั้นหนังสือ และก่อกำเนิดชุดหนังสือที่พิสดาร" แต่จะหลีกเลี่ยงคนเหล่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อ พวกนั้น ก็มักจะเป็น พวกเรา เสียเอง และการไม่คืนของพวกยืมหนังสือก็เป็นธรรมเนียมที่เก่าแก่มาพร้อมๆ กับการมีอยู่ของหนังสือทีเดียว ("อย่าง กูเตนเบิร์ค นี่อะไรน่ะ? ขอยืมได้หรือเปล่า?") กล่าวกันว่าชาร์ลส์ที่หนึ่งทรงกอดพระคัมภีร์ไบเบิลไว้แน่น ขณะที่เสด็จขึ้นสู่หลักประหาร เราอดใจสั่นไม่ได้เมื่อนึกไปว่าคำถามสุดท้ายในโลกที่พระองค์ได้ยินจะเป็นอะไร

แต่ธรรมเนียมนี้ขัดต่อหลักธรรมชาติ กับสถานการณ์เดียวกันในเรื่องอื่นๆ นั้น ผู้ยืมจะตกเป็นทาสของผู้ให้ยืม ภาระสังคมต่อหนี้หนึ่งๆ จะเปลี่ยนดุลความสัมพันธ์ให้การได้ครอบครองชั่วคราวกลายเป็นความสัมพันธ์ที่สูญสิ้นอย่างไม่มีวันกลับ สิ่งนี้เป็นจริงกับเรื่องเงินๆ ทองๆ แต่ไม่จริงเสมอไปกับหนังสือ ด้วยเหตุผลบางประการ คนยืมหนังสือจะรู้สึกว่าหนังสือนั้น เมื่อได้มาแล้ว ก็ถือเป็นสมบัติของตน และความรู้สึกนี้ได้ลบเลือนทั้งความทรงจำและความสำนึกผิดจากการกู้ยืมนั้นไปสิ้น ซ้ำร้ายกว่านั้น คนให้ยืมก็ยังเชื่อแบบนี้ด้วยเช่นกัน เพื่อความมั่นใจ ผู้ให้ยืมอาจจะขอคำปฏิญาณว่าหนังสือจักต้องนำมาคืนโดยด่วนที่สุด ซึ่งผู้ยืมจะตอบด้วยความเอาเป็นเอาตายดุจเดียวกันว่าให้พระเจ้าควักลูกตาออกเสียเถิดหากไม่เป็นอย่างนั้น แต่นี่เป็นเพียงการเล่นละครเท่านั้น เมื่อหนังสือจากเราไปแล้ว ก็ไปลับ ผู้ให้ยืมก็ไม่กล้าทวงถามเพราะกลัวว่าจะเสียมารยาท ส่วนผู้ยืมไปก็ไม่เคยน้อมตัวลงมากล่าวถึงเรื่องนี้อีก

มีหนทางทำลายพวกหยิบยืมเหล่านี้หรือไม่ ? ได้มีความพยายามต่างๆ นาๆ บ้างก็ติดสติกเกอร์ EX LIBRIS ไว้ด้านในปกด้วยความหวัง (เป็นรูปวาดอันหลักแหลมของสัตว์ต่างๆ สวมแว่น หรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน) ราวกับว่าคำลาตินที่ปรากฏอยู่และชื่อเจ้าของที่สลักไว้นั้นจะน่าเกรงขามจนสามารถเปลี่ยนปฏิกริยาตอบสนองตามธรรมชาติได้ แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล บางคนก็ใส่ปกหนังสือปลอมๆ - เช่นปกของ สปายสายลับ ที่ปลอมตัวเป็น อัตราค่าน้ำค่าไฟในออตตาวา : จากมุมมองของผู้หญิงคนหนึ่ง พวกยืมหนังสือนั้นถึงจะน่าชัง แต่ไม่ได้โง่ พวกนี้จะพลิกดูก่อนจะวางลง นอกจากนั้น สิ่งที่น่าสนใจในความรู้สึกสูญเสียต่อหนังสือสักเล่มที่ถูกยืมไป ก็คือคุณภาพของหนังสือไม่ใช่สิ่งสำคัญ อานุภาพของหนังสือในชีวิตเราช่างลึกลับจนการสูญเสียของหนังสือทุกเล่มเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ ทุกช่องโหว่ในชั้นหนังสือคือหลุมอุกกาบาต

และสิ่งนี้เองคือหัวใจของความรู้สึกท้อแท้ในการณ์นี้ หนังสือของเราคือตัวตน บุคลิก และฉนวนต่อพวกที่เอาหนังสือของเราไป   ณ กำแพงนั้น อาฮับคำรามราวพายุ แฮมเล็ทครุ่นคิด   มอลลี บลูมเอ่ยว่า yes yes yes     Keats จ้องมอง Chapman ซึ่งกำลังดูโฮเมอร์ ที่ได้จับตาดู Keats อยู่ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาในชั้นหนังสือ -- แม้แต่ในตอนที่เราจูงหมาไปเดินเล่น หรือเวลาที่เราเบะปากหรือกำลังหลับไหล สงคราม Punic ได้โหมกระหน่ำ   เอ็มมา โบวารีตรอมใจ   Bacon เคี่ยวเข็ญผู้อื่นให้ทำในสิ่งที่ตัวเองก็ทำไม่ได้ นี่คือภาษาฝรั่งเศสที่ได้เอ่ยขึ้น โน่นคือฟรอยด์ สงครามและสันติภาพ ความทรนงและอคติ และความเสื่อมและล่มสลาย ได้ดำเนินไปต่อเนื่องด้วยพลังของมิลตัน หรือแผ่วผ่านดังที่เอมิลี ดิคคินสันพิจารณาใบหญ้า ทุกเย็นนั้น แกทสบีจะมองดูแสงสีเขียวของเดซี ที่จะเขียวอยู่อย่างนั้นตลอดกาล และทุกเช้า เกรเกอร์ ซามซาจะพบว่าตัวเองได้กลายเป็นแมลงยักษ์ไปเสียแล้ว

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เรามีอยู่ แต่คือสิ่งที่เราเป็น Leigh Hunt ได้ปิติปรีดาว่า "ไม่มีอะไรจะพรากข้าพเจ้าไปจากคุณค่าที่ข้าพเจ้าพบในสิ่งล้ำค่าเหล่านี้ได้ ข้าพเจ้าจักซาบซึ้งตราบที่ยังดำรงอยู่ และจะรักไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ และหากโชคชะตาจะปรานีก่อนที่ข้าพเจ้าจะจากไป ข้าพเจ้าก็อาจได้ซบหน้าผากที่อ่อนล้าลงกับหนังสือในวันอันสงบ เพื่อจะได้มีความตายอย่างที่ได้ใฝ่ฝันที่สุด" ว่ากันว่าพลาโตนั้นเสียชีวิตโดยมีหนังสืออยู่ใต้หมอน และ Petrarch ก็สิ้นลมในห้องสมุดของเขาเอง ขณะที่ยังท้าวข้อศอกบนหน้าหนังสือที่กางไว้ หนังสือมิได้ให้เพียงแต่ความหย่อนใจกับเขาเหล่านั้น แต่ยังเป็นชีวิตที่ยืดยาวออกไป และเป็นหนทางที่จะได้สัมผัสกับความเป็นนิรันดร์ Chaucer เขียนในตอนจบของ Troilus and Criseyde ว่า "Go litel book!" และได้ส่งให้ผลงานชิ้นนี้ไปสู่การเดินทางที่ไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จ

ที่น่าประหลาดใจอยู่บ้างก็คือคนเรานั้นยอมทำแทบทุกอย่างเพื่อหนังสือ เพื่อการได้มาและรักษาไว้ เพื่อปกป้องจากการถูกระงับหรือนำไปเผา เรื่องราวของต้นฉบับที่สูญหายหรือถูกทำลายจึงทำให้หัวใจสลายได้โดยง่าย เพราะเรารู้ว่าความคิดและจินตภาพต่างๆ นั้นเป็นสิ่งที่คงอยู่ชั่วครู่ชั่วคราวอย่างไร และต้องใช้ความเพียรมากมายเพียงใดที่จะปัดเป่าความสับสน และขจัดสิ่งรบกวนออกไป เพื่อให้กำเนิดหนังสือที่ถึงแม้จะมีข้อด้อยแต่ก็ได้จับความคิดจิตใจในช่วงเวลาหนึ่งเอาไว้ ทั้งยังได้ใส่แก่นแกนและการเชื่อมโยงเข้าไปในความคิดเหล่านั้น ไม่มีภาพใดในโลกอีกแล้วที่จะน่าเพลินใจไปกว่าภาพของเด็กที่จดจ้องกับหนังสือ -- ภาพที่อดีตและอนาคตได้เปิดออกถึงกัน และไม่มีใครจะดูมีเสน่ห์ไปกว่ายามมีหนังสือเล่มหนึ่งในมือ มีคนมากมายเท่าไรที่ได้ตกหลุมรักเพียงเพราะภาพของใครบางคนที่กำลังอ่านหนังสือ ?

ทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเสนอข้อโต้แย้งว่าการให้ยืมหนังสือเป็นสิ่งควรสนับสนุน อย่างน้อยสิ่งนี้ก็เป็นการกระทำที่ไม่เห็นแก่ตัวที่ยิ่งใหญ่ เราไม่ควรจะยอมสละความใจแคบของเรา แล้วเปิดห้องสมุด ให้สิ่งที่มีค่าที่สุดในการครอบครองของเราได้โบยบินจากบ้านสู่บ้าน เพื่อเป็นการแบ่งปันความมั่งคั่งหรอกหรือ ? พระที่ยากจนข้นแค้นก็ได้ทำมาแล้ว ภายในหนังสือของเขาเหล่านั้นไม่ได้พิมพ์ว่า EX LIBRIS แต่เป็น AD USUM -เพื่อประโยชน์ของ- ซึ่งบอกว่าการให้ยืมนั้นดีกว่าการเก็บไว้ และสิ่งกำนัลในชีวิตล้วนแต่ไม่จีรัง เราไม่ควรจะทำตามอย่างนักบวชเหล่านี้หรอกหรือ ? หรือเราอาจจะรวบรวมความรู้สึกอันแท้จริงต่อเรื่องนี้สักครั้ง และเมื่อได้ยินคำถามน่าชังนี้ ก็ยิ้มตอบแล้วเอ่ยจากใจว่า "จะเป็นไรไหมน่ะหรือ ? ก็จะหักแขนแกน่ะสิ อ้ายคนระยำ"

5 เมษายน 1982

แปลจาก Would You Mind If I Borrowed This Book? [page 333-336]
The Man in the Water: Essays and Stories Roger Rosenblatt
ISBN 0-679-42693-0 Random House (1994) Hardcover 424 pages $25.75

หนังสือเล่มนี้อยู่ในสถานะ out of print คือผู้พิมพ์ไม่พิมพ์อีกแล้ว ดังนั้นจะหาซื้อได้จาก เว็บไซท์ที่ขายหนังสือเก่า เท่านั้น ราคาหนังสือเก่ารวมค่าขนส่งในอเมริกาประมาณ $13.40 - $25.00 แต่เราอ่านงานปัจจุบันของเขาได้จากเว็บไซท์ของ PBS www.pbs.org/newshour/essays/roger_rosenblatt.html และไทม์แมกกาซีน ซึ่งเขาเขียนคอลัมน์ลงค่อนข้างสม่ำเสมอ

เกี่ยวกับผู้เขียน Roger Rosenblatt นักเขียนอเมริกัน เกิดในนิวยอร์คซิตี้ปี 1940 เป็นบรรณาธิการและผู้เขียนบทความใน Vanity Fair, The New Republic, Family Circle, Time และ Men's Journal และเขียนบทความประจำใน The MacNeil/Lehrer NewsHour ใน PBS เขาจบปริญญาเอกด้านวรรณคดีอังกฤษและอเมริกันจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และได้สอนวิชาวรรณคดีและการเขียนที่นั่นในปี 1963-1973 ผลงานที่ตีพิมพ์เป็นเล่มคือ Black Fiction, Children of War, Witness: The World Since Hirochima และ Life Itself: Abortion in the American Mind, Coming Apart; A Memoir of the Harvard Wars of 1969 ปัจจุบันเขาอาศัยในนิวยอร์คซิตี้


ในวงเล็บ - ผู้คอมเมนท์ขอกล่าวถึงแต่เพียงสั้นๆ เพราะไม่อยากเป็น Charles Kinbote ! - Fay
[0] Anatole France (1844-1924) เป็นนามปากกาของ Jacques Anatole Franois Thibault นักเขียนนักวิจารณ์ชาวฝรั่งเศสที่ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1921
[1] Charles Lamb (1775-1834) นักเขียนบทความชาวอังกฤษ ที่ว่าเขาเป็นคนอดทนคงจะเป็นเรื่องจริง เพราะเมื่อน้องสาว มารี แอนน์ แลมบ์ได้ทำร้ายบิดาและแทงมารดาจนถึงแก่ชีวิตเมื่อเธอสติขาดชั่วคราว เขาก็ยังประกาศว่าจะเป็นผู้ดูแลเธอเพื่อจะปกป้องน้องจากการต้องไปอยู่ในโรงพยาบาลบ้า
[2] Johannes Gutenberg (1397-1468) ชาวเยอรมันที่ได้ริเริ่มการพิมพ์หนังสือด้วยการใช้บล็อคของตัวอักษรมาเรียงต่อกัน ถึงแม้ขั้นตอนนี้จะทำด้วยมือ แต่ก็นับว่าเป็นการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ เพราะในสมัยนั้น การผลิตหนังสือในยุโรปยังต้องทำด้วยการเขียนด้วยลายมือ
[3] Charles I (1600-1648) กษัตริย์อังกฤษที่สิ้นพระชนม์ด้วยการถูกพิพากษาให้ประหารชีวิตอันเนื่องมาจากเหตุผลทางการเมือง บทสำเร็จโทษคือการตัดศีรษะด้วยขวาน
[4] Ahab จาก Moby Dick : Herman Melville
[5] Molly Bloom จาก Ulysses : James Joyce
"...I wear a red yes and how he kissed me under the Moorish wall and I thought well as well him as another and then I asked him with my eyes to ask again yes and then he asked me would I yes to say yes my mountain flower and first I put my arms around him yes and drew him down to me so he could feel my breasts all perfume yes and his heart going like mad and yes I said yes I will Yes."
[6] John Keats(1795-1821) กวีอังกฤษ เคยมีผลงานซอนเนท "On First Looking into Chapman's Homer." จะเปิดจากวินโดว์ใหม่
[7] George Chapman(1559?-1634) นักแปลและกวีอังกฤษที่มีชื่อเสียงจากงานแปลอีเลียดและโอดิสซีของโฮเมอร์ ไปอ่าน Odysseys ที่เขาแปล จะเปิดจากวินโดว์ใหม่
[8] Punic War (264-146 BC) การสู้รบระหว่างโรมันและ Carthage (นายพลชาว Carthage คนหนึ่งชื่อ Hannibal ซึ่งกลยุทธในการรบบวกกับความกล้าหาญ เกือบจะทำให้สามารถทำลายอาณาจักรโรมันได้สำเร็จ สงครามบางส่วนนี้จึงเป็นที่เรียกขานกันว่า Hannibal ได้ด้วย และทำให้บางคนสับสนกับเรื่องสงครามนี้กับหนังสือฮานนิบาลของโทมัส แฮริสมาแล้ว)
[9] Madame Bovary โดย Gustave Flaubert เอ็มมาตรอมใจกับความรักของเธอจนชั่วชีวิต
[10] Francis Bacon (1561-1626) ชาวอังกฤษที่เป็นที่รู้จักที่สุดในฐานะนักปรัชญา เขาเชื่อในหลักการใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์แบบ inductive
[11] War and Peace โดย Leo Tolstoy
[12] Pride and Prejudice โดย Jane Austen
[13] The Decline and Fall โดย Evelyn Waugh
[14] The Great Gatsby โดย F. Scott Fitzgerald ตัวเอกในเรื่องคือ Jay Gatsby ซึ่งหลงรัก Daisy Buchanan ไฟสีเขียวคือแสงจากท่าเรือของเดซี ที่ แกทสบีจับจ้องด้วยความฝันและความหวัง
[15] The Metamorphosis โดย Franz Kafka เปิดเรื่องที่เกรเกอร์ ซามซาตื่นมาจากความฝันอันสับสน และได้พบว่าตนเองกลายเป็นแมลงยักษ์อันน่าเกลียดน่าชังไปแล้ว
[16] Leigh Hunt(1784-1859) กวีอังกฤษ
[17] Francis Petrarch(Francesco Petrarca, 1304-1374) กวีอิตาเลียน
[18] Geoffrey Chaucer (1343-1400) กวีอังกฤษคนสำคัญที่สุดคนหนึ่ง
Go, litel book, go litel myn tragedie,
Ther god thy maker yet, er that he dye,
So sende might to make in som comedie!
But litel book, no making thou nenvye,

แปลเป็นอังกฤษในภาษาปัจจุบันโดย Robert Henryson ได้ว่า

Go, little book, go little my tragedy,
Where God thy maker yet, ere that he die, (- maker ในที่นี้คือ Chaucer)
So send me might to make some comedy. (- give me strength)
But little book, no making thou n'envy,

ผู้แต่ง "หนังสือเล่มเล็ก" นี้ หวังว่าพระเจ้าจะประทานโอกาสให้เขาได้เขียนคอมิดีอีกสักเรื่องก่อนที่เขาจะตาย "Go, little book" เป็นสูตรในการส่งท้ายบทกวีที่อาจมีที่มาจาก Ovid หรืองานคลาสสิคอื่นๆ และยังปรากฎใน Boccaccio ด้วย - Robert Henryson

Rosenblatt เป็นนักเขียนบทความที่เป็นขวัญใจของเว็บสเลฟอย่างยิ่ง บทความของเขาอีกหนึ่งชิ้นเขียนถึงวันแต่งงานของลูกสาวได้อย่างน่าประทับใจในนิตยสาร Time จนทำให้ผู้อ่านจำนวนมากน้ำตาซึม หลังจากเขาได้เขียนบทความนี้ ได้มีผู้อ่านส่งจดหมายแสดงความประทับใจเข้ามาอย่างล้นหลาม ผู้สนใจลองไปอ่าน Letter to a Bride-to-be ได้ หนังสือ The Man in the Water รวมบทความที่เขาเลือกแล้วจำนวน 55 บทความ และต่างเป็นบทความที่น่าสนใจ (เช่นเรื่องหมาใน Dogstoevsky) ถึงแม้เว็บสเลฟจะชื่นชมและอยากจะแปลบทความในเล่มนี้ให้อ่านกันมากเพียงไร ก็ไม่อาจเสี่ยงคุกตารางมากไปกว่านี้ได้ หากบทความนี้จะทำให้ใครประทับใจนักเขียนคนนี้ได้บ้าง ก็อยากแนะนำให้หาหนังสือเล่มนี้มาอ่านกัน บทความของเขามีเสน่ห์ และแม้แต่คำนำของหนังสือเล่มนี้ที่เล่าถึงหลักการที่เขาใช้ในการเป็นนักเขียนคอลัมน์ ก็น่าสนใจคุ้มค่าที่จะได้หนังสือเล่มนี้มาอ่านแล้ว

Copyright © 2000 faylicity.com

แปลโดย faylicity.com โดยไม่ได้รับอนุญาตและผิดกฏหมาย ผู้แปลสมควรไปติดคุก แต่ว่าฉันรักเธอ Rosenblatt

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ

๑๕ กันยายน ๒๕๔๓