| จะเป็นไรไหมถ้าฉันขอยืมหนังสือเล่มนี้ ? (1982) |
| Roger Rosenblatt |
หนังสือที่ฉันมีอยู่ในห้องสมุด ล้วนแต่เป็นหนังสือ ที่คนอื่นให้ยืมมาทั้งนั้น -Anatole France
(เป็นไรไหม? จะเป็นไรไปเล่า? ผมได้หนังสือเล่มนี้มาจากแผงหนังสือในปารีสตอนเดือนเมษายน ปี 1959 -- วันที่สิบสาม ผมยังจำได้ ในตอนเที่ยงที่ฝนตกพรำ -- ผมไปเจอมันเข้าหลังจากต้องตามหาทั่วยุโรปและอเมริกาเหนือกว่าจะได้มาสักเล่ม -- ผมได้พับมุมกระดาษไว้ตรงส่วนที่มีความหมายกับผมยิ่งกว่าจังหวะหัวใจเต้นของตัวเอง และแม้แต่การสัมผัสหน้าหนังสือก็เตือนให้นึกถึงรักครั้งแรกและความฝันที่ดีที่สุดในชีวิตราวกับสายฝนของ Proust ผมควรจะเป็นอะไรไหมเล่า ที่คุณหาวิธีเอาสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไปจากผม ? โดยที่ไม่ต้องสงสัยว่าผมจะไม่มีวันได้หนังสือเล่มนี้คืนมา ? แล้วถึงคุณจะคืนมาในสักวันหนึ่ง ผมก็จะเหี่ยวแห้งไปแล้ว พ่ออัศวิน และหนังสือเล่มนี้ก็จะต้องชอกช้ำไปเพราะการไม่ระวังรักษาของคุณ ? จะเป็นไรไหมล่ะ ?) "ไม่เป็นไรเลย ผมหวังว่าคุณคงจะชอบ"
ใช่ว่าจะมีทางออกอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงบทสนทนาข้างต้นนี้ เรามีหนังสือ เรามีเพื่อน และทั้งคู่ก็ต้องมาประสบกันจนได้ ชาร์ลส์ แลมบ์ ผู้ไม่ค่อยปริปากบ่นในเรื่องอะไรก็ถึงกับหน้าเขียวต่อเรื่องนี้ว่า "พวกยืมหนังสือ -- พวกที่ได้สับคอลเลคชั่นให้พิกลพิการ พวกทำลายสมดุลในชั้นหนังสือ และก่อกำเนิดชุดหนังสือที่พิสดาร" แต่จะหลีกเลี่ยงคนเหล่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อ พวกนั้น ก็มักจะเป็น พวกเรา เสียเอง และการไม่คืนของพวกยืมหนังสือก็เป็นธรรมเนียมที่เก่าแก่มาพร้อมๆ กับการมีอยู่ของหนังสือทีเดียว ("อย่าง กูเตนเบิร์ค นี่อะไรน่ะ? ขอยืมได้หรือเปล่า?") กล่าวกันว่าชาร์ลส์ที่หนึ่งทรงกอดพระคัมภีร์ไบเบิลไว้แน่น ขณะที่เสด็จขึ้นสู่หลักประหาร เราอดใจสั่นไม่ได้เมื่อนึกไปว่าคำถามสุดท้ายในโลกที่พระองค์ได้ยินจะเป็นอะไร แต่ธรรมเนียมนี้ขัดต่อหลักธรรมชาติ กับสถานการณ์เดียวกันในเรื่องอื่นๆ นั้น ผู้ยืมจะตกเป็นทาสของผู้ให้ยืม ภาระสังคมต่อหนี้หนึ่งๆ จะเปลี่ยนดุลความสัมพันธ์ให้การได้ครอบครองชั่วคราวกลายเป็นความสัมพันธ์ที่สูญสิ้นอย่างไม่มีวันกลับ สิ่งนี้เป็นจริงกับเรื่องเงินๆ ทองๆ แต่ไม่จริงเสมอไปกับหนังสือ ด้วยเหตุผลบางประการ คนยืมหนังสือจะรู้สึกว่าหนังสือนั้น เมื่อได้มาแล้ว ก็ถือเป็นสมบัติของตน และความรู้สึกนี้ได้ลบเลือนทั้งความทรงจำและความสำนึกผิดจากการกู้ยืมนั้นไปสิ้น ซ้ำร้ายกว่านั้น คนให้ยืมก็ยังเชื่อแบบนี้ด้วยเช่นกัน เพื่อความมั่นใจ ผู้ให้ยืมอาจจะขอคำปฏิญาณว่าหนังสือจักต้องนำมาคืนโดยด่วนที่สุด ซึ่งผู้ยืมจะตอบด้วยความเอาเป็นเอาตายดุจเดียวกันว่าให้พระเจ้าควักลูกตาออกเสียเถิดหากไม่เป็นอย่างนั้น แต่นี่เป็นเพียงการเล่นละครเท่านั้น เมื่อหนังสือจากเราไปแล้ว ก็ไปลับ ผู้ให้ยืมก็ไม่กล้าทวงถามเพราะกลัวว่าจะเสียมารยาท ส่วนผู้ยืมไปก็ไม่เคยน้อมตัวลงมากล่าวถึงเรื่องนี้อีก มีหนทางทำลายพวกหยิบยืมเหล่านี้หรือไม่ ? ได้มีความพยายามต่างๆ นาๆ บ้างก็ติดสติกเกอร์ EX LIBRIS ไว้ด้านในปกด้วยความหวัง (เป็นรูปวาดอันหลักแหลมของสัตว์ต่างๆ สวมแว่น หรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน) ราวกับว่าคำลาตินที่ปรากฏอยู่และชื่อเจ้าของที่สลักไว้นั้นจะน่าเกรงขามจนสามารถเปลี่ยนปฏิกริยาตอบสนองตามธรรมชาติได้ แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล บางคนก็ใส่ปกหนังสือปลอมๆ - เช่นปกของ สปายสายลับ ที่ปลอมตัวเป็น อัตราค่าน้ำค่าไฟในออตตาวา : จากมุมมองของผู้หญิงคนหนึ่ง พวกยืมหนังสือนั้นถึงจะน่าชัง แต่ไม่ได้โง่ พวกนี้จะพลิกดูก่อนจะวางลง นอกจากนั้น สิ่งที่น่าสนใจในความรู้สึกสูญเสียต่อหนังสือสักเล่มที่ถูกยืมไป ก็คือคุณภาพของหนังสือไม่ใช่สิ่งสำคัญ อานุภาพของหนังสือในชีวิตเราช่างลึกลับจนการสูญเสียของหนังสือทุกเล่มเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ ทุกช่องโหว่ในชั้นหนังสือคือหลุมอุกกาบาต และสิ่งนี้เองคือหัวใจของความรู้สึกท้อแท้ในการณ์นี้ หนังสือของเราคือตัวตน บุคลิก และฉนวนต่อพวกที่เอาหนังสือของเราไป ณ กำแพงนั้น อาฮับคำรามราวพายุ แฮมเล็ทครุ่นคิด มอลลี บลูมเอ่ยว่า yes yes yes Keats จ้องมอง Chapman ซึ่งกำลังดูโฮเมอร์ ที่ได้จับตาดู Keats อยู่ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาในชั้นหนังสือ -- แม้แต่ในตอนที่เราจูงหมาไปเดินเล่น หรือเวลาที่เราเบะปากหรือกำลังหลับไหล สงคราม Punic ได้โหมกระหน่ำ เอ็มมา โบวารีตรอมใจ Bacon เคี่ยวเข็ญผู้อื่นให้ทำในสิ่งที่ตัวเองก็ทำไม่ได้ นี่คือภาษาฝรั่งเศสที่ได้เอ่ยขึ้น โน่นคือฟรอยด์ สงครามและสันติภาพ ความทรนงและอคติ และความเสื่อมและล่มสลาย ได้ดำเนินไปต่อเนื่องด้วยพลังของมิลตัน หรือแผ่วผ่านดังที่เอมิลี ดิคคินสันพิจารณาใบหญ้า ทุกเย็นนั้น แกทสบีจะมองดูแสงสีเขียวของเดซี ที่จะเขียวอยู่อย่างนั้นตลอดกาล และทุกเช้า เกรเกอร์ ซามซาจะพบว่าตัวเองได้กลายเป็นแมลงยักษ์ไปเสียแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เรามีอยู่ แต่คือสิ่งที่เราเป็น Leigh Hunt ได้ปิติปรีดาว่า "ไม่มีอะไรจะพรากข้าพเจ้าไปจากคุณค่าที่ข้าพเจ้าพบในสิ่งล้ำค่าเหล่านี้ได้ ข้าพเจ้าจักซาบซึ้งตราบที่ยังดำรงอยู่ และจะรักไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ และหากโชคชะตาจะปรานีก่อนที่ข้าพเจ้าจะจากไป ข้าพเจ้าก็อาจได้ซบหน้าผากที่อ่อนล้าลงกับหนังสือในวันอันสงบ เพื่อจะได้มีความตายอย่างที่ได้ใฝ่ฝันที่สุด" ว่ากันว่าพลาโตนั้นเสียชีวิตโดยมีหนังสืออยู่ใต้หมอน และ Petrarch ก็สิ้นลมในห้องสมุดของเขาเอง ขณะที่ยังท้าวข้อศอกบนหน้าหนังสือที่กางไว้ หนังสือมิได้ให้เพียงแต่ความหย่อนใจกับเขาเหล่านั้น แต่ยังเป็นชีวิตที่ยืดยาวออกไป และเป็นหนทางที่จะได้สัมผัสกับความเป็นนิรันดร์ Chaucer เขียนในตอนจบของ Troilus and Criseyde ว่า "Go litel book!" และได้ส่งให้ผลงานชิ้นนี้ไปสู่การเดินทางที่ไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จ ที่น่าประหลาดใจอยู่บ้างก็คือคนเรานั้นยอมทำแทบทุกอย่างเพื่อหนังสือ เพื่อการได้มาและรักษาไว้ เพื่อปกป้องจากการถูกระงับหรือนำไปเผา เรื่องราวของต้นฉบับที่สูญหายหรือถูกทำลายจึงทำให้หัวใจสลายได้โดยง่าย เพราะเรารู้ว่าความคิดและจินตภาพต่างๆ นั้นเป็นสิ่งที่คงอยู่ชั่วครู่ชั่วคราวอย่างไร และต้องใช้ความเพียรมากมายเพียงใดที่จะปัดเป่าความสับสน และขจัดสิ่งรบกวนออกไป เพื่อให้กำเนิดหนังสือที่ถึงแม้จะมีข้อด้อยแต่ก็ได้จับความคิดจิตใจในช่วงเวลาหนึ่งเอาไว้ ทั้งยังได้ใส่แก่นแกนและการเชื่อมโยงเข้าไปในความคิดเหล่านั้น ไม่มีภาพใดในโลกอีกแล้วที่จะน่าเพลินใจไปกว่าภาพของเด็กที่จดจ้องกับหนังสือ -- ภาพที่อดีตและอนาคตได้เปิดออกถึงกัน และไม่มีใครจะดูมีเสน่ห์ไปกว่ายามมีหนังสือเล่มหนึ่งในมือ มีคนมากมายเท่าไรที่ได้ตกหลุมรักเพียงเพราะภาพของใครบางคนที่กำลังอ่านหนังสือ ? ทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเสนอข้อโต้แย้งว่าการให้ยืมหนังสือเป็นสิ่งควรสนับสนุน อย่างน้อยสิ่งนี้ก็เป็นการกระทำที่ไม่เห็นแก่ตัวที่ยิ่งใหญ่ เราไม่ควรจะยอมสละความใจแคบของเรา แล้วเปิดห้องสมุด ให้สิ่งที่มีค่าที่สุดในการครอบครองของเราได้โบยบินจากบ้านสู่บ้าน เพื่อเป็นการแบ่งปันความมั่งคั่งหรอกหรือ ? พระที่ยากจนข้นแค้นก็ได้ทำมาแล้ว ภายในหนังสือของเขาเหล่านั้นไม่ได้พิมพ์ว่า EX LIBRIS แต่เป็น AD USUM -เพื่อประโยชน์ของ- ซึ่งบอกว่าการให้ยืมนั้นดีกว่าการเก็บไว้ และสิ่งกำนัลในชีวิตล้วนแต่ไม่จีรัง เราไม่ควรจะทำตามอย่างนักบวชเหล่านี้หรอกหรือ ? หรือเราอาจจะรวบรวมความรู้สึกอันแท้จริงต่อเรื่องนี้สักครั้ง และเมื่อได้ยินคำถามน่าชังนี้ ก็ยิ้มตอบแล้วเอ่ยจากใจว่า "จะเป็นไรไหมน่ะหรือ ? ก็จะหักแขนแกน่ะสิ อ้ายคนระยำ"
แปลจาก Would You Mind If I Borrowed This Book? [page 333-336] The Man in the Water: Essays and Stories Roger Rosenblatt ISBN 0-679-42693-0 Random House (1994) Hardcover 424 pages $25.75 หนังสือเล่มนี้อยู่ในสถานะ out of print คือผู้พิมพ์ไม่พิมพ์อีกแล้ว ดังนั้นจะหาซื้อได้จาก เว็บไซท์ที่ขายหนังสือเก่า เท่านั้น ราคาหนังสือเก่ารวมค่าขนส่งในอเมริกาประมาณ $13.40 - $25.00 แต่เราอ่านงานปัจจุบันของเขาได้จากเว็บไซท์ของ PBS www.pbs.org/newshour/essays/roger_rosenblatt.html และไทม์แมกกาซีน ซึ่งเขาเขียนคอลัมน์ลงค่อนข้างสม่ำเสมอ เกี่ยวกับผู้เขียน Roger Rosenblatt นักเขียนอเมริกัน เกิดในนิวยอร์คซิตี้ปี 1940 เป็นบรรณาธิการและผู้เขียนบทความใน Vanity Fair, The New Republic, Family Circle, Time และ Men's Journal และเขียนบทความประจำใน The MacNeil/Lehrer NewsHour ใน PBS เขาจบปริญญาเอกด้านวรรณคดีอังกฤษและอเมริกันจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และได้สอนวิชาวรรณคดีและการเขียนที่นั่นในปี 1963-1973 ผลงานที่ตีพิมพ์เป็นเล่มคือ Black Fiction, Children of War, Witness: The World Since Hirochima และ Life Itself: Abortion in the American Mind, Coming Apart; A Memoir of the Harvard Wars of 1969 ปัจจุบันเขาอาศัยในนิวยอร์คซิตี้ |
ในวงเล็บ - ผู้คอมเมนท์ขอกล่าวถึงแต่เพียงสั้นๆ เพราะไม่อยากเป็น Charles Kinbote ! - Fay [0] Anatole France (1844-1924) เป็นนามปากกาของ Jacques Anatole Franois Thibault นักเขียนนักวิจารณ์ชาวฝรั่งเศสที่ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1921 [1] Charles Lamb (1775-1834) นักเขียนบทความชาวอังกฤษ ที่ว่าเขาเป็นคนอดทนคงจะเป็นเรื่องจริง เพราะเมื่อน้องสาว มารี แอนน์ แลมบ์ได้ทำร้ายบิดาและแทงมารดาจนถึงแก่ชีวิตเมื่อเธอสติขาดชั่วคราว เขาก็ยังประกาศว่าจะเป็นผู้ดูแลเธอเพื่อจะปกป้องน้องจากการต้องไปอยู่ในโรงพยาบาลบ้า [2] Johannes Gutenberg (1397-1468) ชาวเยอรมันที่ได้ริเริ่มการพิมพ์หนังสือด้วยการใช้บล็อคของตัวอักษรมาเรียงต่อกัน ถึงแม้ขั้นตอนนี้จะทำด้วยมือ แต่ก็นับว่าเป็นการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ เพราะในสมัยนั้น การผลิตหนังสือในยุโรปยังต้องทำด้วยการเขียนด้วยลายมือ [3] Charles I (1600-1648) กษัตริย์อังกฤษที่สิ้นพระชนม์ด้วยการถูกพิพากษาให้ประหารชีวิตอันเนื่องมาจากเหตุผลทางการเมือง บทสำเร็จโทษคือการตัดศีรษะด้วยขวาน [4] Ahab จาก Moby Dick : Herman Melville [5] Molly Bloom จาก Ulysses : James Joyce "...I wear a red yes and how he kissed me under the Moorish wall and I thought well as well him as another and then I asked him with my eyes to ask again yes and then he asked me would I yes to say yes my mountain flower and first I put my arms around him yes and drew him down to me so he could feel my breasts all perfume yes and his heart going like mad and yes I said yes I will Yes."[6] John Keats(1795-1821) กวีอังกฤษ เคยมีผลงานซอนเนท "On First Looking into Chapman's Homer." จะเปิดจากวินโดว์ใหม่ [7] George Chapman(1559?-1634) นักแปลและกวีอังกฤษที่มีชื่อเสียงจากงานแปลอีเลียดและโอดิสซีของโฮเมอร์ ไปอ่าน Odysseys ที่เขาแปล จะเปิดจากวินโดว์ใหม่ [8] Punic War (264-146 BC) การสู้รบระหว่างโรมันและ Carthage (นายพลชาว Carthage คนหนึ่งชื่อ Hannibal ซึ่งกลยุทธในการรบบวกกับความกล้าหาญ เกือบจะทำให้สามารถทำลายอาณาจักรโรมันได้สำเร็จ สงครามบางส่วนนี้จึงเป็นที่เรียกขานกันว่า Hannibal ได้ด้วย และทำให้บางคนสับสนกับเรื่องสงครามนี้กับหนังสือฮานนิบาลของโทมัส แฮริสมาแล้ว) [9] Madame Bovary โดย Gustave Flaubert เอ็มมาตรอมใจกับความรักของเธอจนชั่วชีวิต [10] Francis Bacon (1561-1626) ชาวอังกฤษที่เป็นที่รู้จักที่สุดในฐานะนักปรัชญา เขาเชื่อในหลักการใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์แบบ inductive [11] War and Peace โดย Leo Tolstoy [12] Pride and Prejudice โดย Jane Austen [13] The Decline and Fall โดย Evelyn Waugh [14] The Great Gatsby โดย F. Scott Fitzgerald ตัวเอกในเรื่องคือ Jay Gatsby ซึ่งหลงรัก Daisy Buchanan ไฟสีเขียวคือแสงจากท่าเรือของเดซี ที่ แกทสบีจับจ้องด้วยความฝันและความหวัง [15] The Metamorphosis โดย Franz Kafka เปิดเรื่องที่เกรเกอร์ ซามซาตื่นมาจากความฝันอันสับสน และได้พบว่าตนเองกลายเป็นแมลงยักษ์อันน่าเกลียดน่าชังไปแล้ว [16] Leigh Hunt(1784-1859) กวีอังกฤษ [17] Francis Petrarch(Francesco Petrarca, 1304-1374) กวีอิตาเลียน [18] Geoffrey Chaucer (1343-1400) กวีอังกฤษคนสำคัญที่สุดคนหนึ่ง Go, litel book, go litel myn tragedie, Rosenblatt เป็นนักเขียนบทความที่เป็นขวัญใจของเว็บสเลฟอย่างยิ่ง บทความของเขาอีกหนึ่งชิ้นเขียนถึงวันแต่งงานของลูกสาวได้อย่างน่าประทับใจในนิตยสาร Time จนทำให้ผู้อ่านจำนวนมากน้ำตาซึม หลังจากเขาได้เขียนบทความนี้ ได้มีผู้อ่านส่งจดหมายแสดงความประทับใจเข้ามาอย่างล้นหลาม ผู้สนใจลองไปอ่าน Letter to a Bride-to-be ได้ หนังสือ The Man in the Water รวมบทความที่เขาเลือกแล้วจำนวน 55 บทความ และต่างเป็นบทความที่น่าสนใจ (เช่นเรื่องหมาใน Dogstoevsky) ถึงแม้เว็บสเลฟจะชื่นชมและอยากจะแปลบทความในเล่มนี้ให้อ่านกันมากเพียงไร ก็ไม่อาจเสี่ยงคุกตารางมากไปกว่านี้ได้ หากบทความนี้จะทำให้ใครประทับใจนักเขียนคนนี้ได้บ้าง ก็อยากแนะนำให้หาหนังสือเล่มนี้มาอ่านกัน บทความของเขามีเสน่ห์ และแม้แต่คำนำของหนังสือเล่มนี้ที่เล่าถึงหลักการที่เขาใช้ในการเป็นนักเขียนคอลัมน์ ก็น่าสนใจคุ้มค่าที่จะได้หนังสือเล่มนี้มาอ่านแล้ว Copyright © 2000 faylicity.com |
| แปลโดย faylicity.com โดยไม่ได้รับอนุญาตและผิดกฏหมาย ผู้แปลสมควรไปติดคุก แต่ว่าฉันรักเธอ Rosenblatt |
๑๕ กันยายน ๒๕๔๓ |