| เค้าโครงเรื่องจาก The Furnished Room ของ O. Henry
ลมหนาวโชยพัดมาแต่ทิศเหนือ กระโชกพัดใบไม้สีเหลืองแก่จนเกือบเป็นสีน้ำตาลไหม้ร่วงพรูกระจัดกระจายลงมากองอยู่บนพื้นดิน เศษกระดาษที่ทิ้งเกลื่อนไว้ตามถนนหน้าห้องแถวไม้เก่าๆ ในตรอกนั้นปลิวว่อน กลิ่นอับๆ ของพื้นดินตามใต้ถุนซึ่งเกือบไม่มีเวลาถูกแสงแดดเลย ลอยขึ้นมาปนอยู่ในอากาศ
ชายหนุ่มกวาดตาดูทั่วบริเวณนั้นหน่อยหนึ่ง แล้วก็ตรงไปยังหน้าห้องสองชั้น ซึ่งแขวนป้ายคร่ำคร่าว่า "โรงแรม" ไว้ เขาวางกระเป๋าเดินทางเก่าจนไม่รู้ว่าแต่ก่อนเคยเป็นหนังสีอะไรลงบนพื้นไม้หน้าห้อง ถอดหมวกอันเปรอะไปด้วยฝุ่นละอองออก ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่เหนือหน้าผาก แล้วร้องถามเข้าไป
"พอมีห้องว่างบ้างไหม ?"
ได้ยินเสียงกุกกักอยู่ข้างในสักครู่หนึ่ง จึงมีหน้าของสตรีอายุประมาณกลางคนโผล่ออกมา นัยน์ตาอันแดงก่ำและปากที่ซีดของแก แสดงว่าฤทธิ์สุราได้ทำลายความสดชื่นใดๆ ก็ตามที่เคยมีมาแต่เก่าก่อนไปโดยสิ้นเชิง
"มีห้องว่างไหมน้า ?" ชายหนุ่มถามซ้ำ สาวเท้าก้าวเข้าไปข้างในอีกก้าวหนึ่ง
หญิงผู้เป็นเจ้าของจ้องดูผู้ถามนิ่งอยู่หน่อยหนึ่ง เห็นลักษณะบอกว่าบ้านนอกเข้ากรุงก็ยิ้มอย่างพอใจ
"มีคุณ--ดิฉันยังมีว่างอยู่อีกห้องหนึ่ง" แกบอก "ข้างบนค่ะ เชิญข้างบน เป็นห้องสะอาดสะอ้านยิ่งกว่าห้องไหนๆ ราคาก็ไม่แพงอะไร วันละบาทเท่านั้น คุณเพิ่งลงมาถึงกรุงเทพฯ หรือคะ มาจากไหนไม่ทราบ ใครๆ มาจากหัวเมืองก็ชอบมาพักที่นี่แหละค่ะ สบาย ใกล้สถานี แล้วก็วางใจได้ในเรื่องข้าวของ จองกันไม่ใคร่ได้ขาดค่ะ ก่อนหน้านี้สักอาทิตย์เห็นจะได้ คุณนายลำเจียก-แม่ค้าลำไยที่เชียงใหม่ไงคะ-ก็มาพักอยู่ที่นี่ตั้ง ๔ - ๕ วัน เลยนั่นไปก็มีพ่อค้าซุงจากนครสวรรค์มาเช่าอยู่เกือบเดือน กว้างขวางมากค่ะ เย็นสบาย เตียงเหล็กใหญ่ มีอ่างล้างหน้า มีไฟฟ้าเสร็จ อาหารการกินจะให้ที่นี่ทำให้หรือออกไปหาข้างนอกก็ได้ตามใจชอบค่ะ--"
"พวกทางเหนือเคยมาพักที่นี่บ่อยหรือน้า ?"
"โอ๊ย บ่อยเทียวค่ะ คุ้นเคยกันทั้งนั้น ดิฉันถือเป็นกันเองทุกอย่าง"
ชายหนุ่มบอกความตกลงใจของเขาว่าจะพักอยู่ที่นั่น หญิงเจ้าของที่พักหิ้วกระเป๋าเดินนำหน้าเขาขึ้นบันไดซึ่งลั่นเอี๊ยดด้วยความทรุดโทรมไปชั้นบน แกหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องหมายเลข ๗ ไขกุญแจ วางกระเป๋าลงบนเก้าอี้ไม้คร่ำคร่าจะพังมิพังแหล่ แล้วเดินออกไปเปิดหน้าต่างเล็กๆ ซึ่งมีอยู่บานเดียวในห้องนั้นออก
ชายหนุ่มควักซองหนังเก่าๆ ออกมา ชำระค่าเช่าล่วงหน้า ๗ วันเต็ม บอกแก่หญิงผู้เป็นเจ้าของว่าเขาต้องการพักผ่อน ก่อนที่จะออกไปหาอะไรกินข้างนอกในตอนเย็น แต่ก็ยังไม่ยอมให้แกออกไป จนกว่าจะได้ถามข้อความประโยคหนึ่ง ซึ่งได้เคยถามมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดเวลา ๒ ปีที่ผ่านพ้นมาแล้ว
"มีผู้หญิงชื่อพะเยาว์เคยมาพักที่นี่บ้างไหมน้า เขาเป็นคนเล็กๆ เอวบางร่างน้อย อายุราว ๒๐ ปี สันทัดคน สังเกตง่ายเพราะมีไฝโตเท่าเม็ดพริกไทยที่หางคิ้วซ้าย--"
หญิงเจ้าของที่พักจำไม่ได้ว่าเคยมีหญิงลักษณะอย่างนั้นมาพักที่โรงแรมแกบ้างหรือไม่
"เรื่องชื่อน่ะเอานิยายไม่ค่อยได้หรอกค่ะ เพราะคนที่มาพักไม่ค่อยเขียนชื่อจริงกัน แต่ดิฉันแน่ใจว่าคนชื่อนั้นไม่มี"
ในที่สุดคำตอบที่ได้รับก็อย่างนี้เสมอ จำไม่ได้ ไม่รู้จัก แต่ชายหนุ่มก็คงพยายามติดตามหล่อนผู้เป็นที่รักราวกับชีวิตตลอดมาโดยปราศจากความท้อถอย เขาได้ติดตามหล่อนมาแล้วเกือบทั่วราชอาณาจักร โรงพัก โรงแรม และซ่องหญิงโสเภณีทุกแห่ง ได้รับคำถามเหมือนกันทั้งนั้น แต่ไม่เคยได้ร่องรอยเลย จนในที่สุดก็ตกลงใจว่า ในพระนครนี่เองเป็นแหล่งสุดท้ายที่เขาจะพบยอดดวงใจของเขา จะในลักษณะใดก็ตาม
ภายหลังที่หญิงผู้นั้นออกไปแล้ว ชายหนุ่มก็ถอดเสื้อออกแขวนไว้ที่ขอเหล็กสนิมจับเปรอะที่ข้างฝา สายตากวาดดูทั่วห้องนั้น มันเป็นห้องเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรประดับประดามากนัก นอกจากเตียงเหล็กขนาดนอน ๒ คนเก่าๆ เตียงหนึ่ง ซึ่งคงจะเลหลังมาจากร้านโปเกในเวิ้งนาครเขษม มุ้งและที่นอนเปรอะไปด้วยรอยเขม่า แล้วก็มีโต๊ะเครื่องแป้งถูกๆ โต๊ะหนึ่งตั้งอยู่สุดมุมห้อง ถัดออกมาเป็นเก้าอี้ไม้เต็มไปด้วยรอยของการซ่อม อ่างล้างหน้าซึ่งทำในนี้ตั้งอยู่บนขาหยั่งทาสีฉูดฉาด ผ้าเช็ดหน้าพาดไว้ที่ราวเก่าเหมือนกับผ้าเช็ดมือตามข้างฝา ไม่มีอะไรนอกจากสีที่กะเทาะและภาพหญิงเปลือยกาย ซึ่งตัดจากหนังสือพิมพ์ต่างประเทศปิดอยู่ ๒ - ๓ ภาพ
แสงแดดปลายเดือนธันวาคม ซึ่งจับอยู่ที่ช่องหน้าต่างเล็กหายลับไปแล้ว ความขมุกขมัวกำลังคลานเข้ามาแทนที่ พร้อมด้วยกลิ่นน้ำเน่าและกลิ่นขยะข้างนอก ชายหนุ่มเดินไปปิดหน้าต่างนั้นเสีย แล้วเปิดไฟ ตั้งใจว่าจะนอนพักผ่อนสักครู่ ก่อนที่จะอาบน้ำและเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวออกไปข้างนอก ทันใดนั้นก็ได้กลิ่นจันทน์กะพ้อหอมเย็นมาปะทะจมูก เขานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ประสาททุกส่วนตึงเครียด ครั้นแล้วก็ผุดลุกขึ้นยืนหันหน้าไปทางประตู เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
"เธอหรือพะเยาว์ ?" เขาร้องเบาๆ กางแขนออก ถลันออกไปราวกับจะต้อนรับผู้ที่เข้ามาใหม่
แต่เฉลียงนอกห้องทั้งเฉลียงว่างเปล่าไม่มีอะไร นอกจากเงามืดอันเกิดจากแสงไฟน้อยแรงเทียนบนเพดานส่องกราดเข้าไปทั่วทุกซอกทุกมุม
ชายหนุ่มหวนกลับเข้าไปในห้องนั้นอีก สีหน้าเต็มไปด้วยความงงงัน
กลิ่นจันทน์กะพ้อ - กลิ่นที่หล่อนชอบใช้ เขาคิดอยู่ในใจ อย่างไรเสียพะเยาว์ก็ต้องเคยมาพักที่นี่ บางทีความพยายามของเขาที่ได้ติดตามหล่อนมาเป็นเวลา ๒ ปี นับแต่หล่อนได้หนีออกจากบ้านที่อุตรดิตถ์มา คงจะได้ผลกันครั้งนี้ ความหวังของเขาที่ว่า พะเยาว์คงจะลงมาหลงอยู่ในวังวนของชีวิตในพระนคร เป็นความคาดคะเนที่ไม่ผิดแน่แล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง อย่างไรเสีย พะเยาว์ก็คงจะทิ้งอะไรไว้ให้เป็นร่องรอยอยู่เบื้องหลังบ้าง เขาแน่ใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของพะเยาว์ หรือแม้แต่หล่อนเคยแตะต้องจะจำได้ ชายหนุ่มปราดเข้าไปที่โต๊ะเครื่องแป้งข้างหน้าต่าง เปิดลิ้นชักกลางออกค้นดูจนทั่ว ได้ผ้าเช็ดหน้าสกปรกมอมแมมผืนหนึ่งติดมือออกมาก็ยกขึ้นดม มันเหม็นสาบไปด้วยเหงื่อไคลอย่างสุดที่จะทนได้ เขาขว้างลงกับพื้นห้องที่เต็มไปด้วยฝุ่นแล้วเปิดลิ้นชักอื่นๆ ต่อไป ได้แปรงสีฟันหักๆ อันหนึ่ง ซองบุหรี่เต็มไปด้วยก้นและเถ้า หวีเสนียดซึ่งซี่ร่อยหรอไปเกือบหมด และซองจดหมายจั่วหน้าถึงใครคนหนึ่งซึ่งเขาไม่เคยรู้จักเลยในชีวิต มันล้วนแล้วแต่เป็นของคนอื่นๆ ทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นของพะเยาว์สักอย่างเดียว
ชายหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่จวนจะหักตัวนั้น เหลียวดูรอบๆ กาย กลิ่นจันทน์กะพ้อที่จางหายไปเมื่อสักครู่ฉุนกึกเข้าจมูกอีก คราวนี้มาจากทางหน้าต่าง เขาหันหลังไปดู รู้สึกเหมือนเห็นเค้าหน้าของหล่อนและแขนน้อยๆ ทั้งคู่ขณะที่ยกขึ้นกวักไกว "ชัยเรียกดิฉันหรือคะ" เขาผวาขึ้นทั้งตัว พยายามบังคับสติ ยืนนิ่งอยู่กลางห้องเหมือนถูกมนต์สะกด แต่ในไม่ช้าเค้าหน้าและลำแขนคู่นั้นก็หายไป คงทิ้งแต่กลิ่นหอมกระจายของจันทน์กะพ้อไว้เบื้องหลัง
พอตั้งสติได้ ชายหนุ่มก็หันหลังกลับวิ่งลงบันไดโครมๆ ไปเคาะประตูห้องหญิงเจ้าของที่พัก แกโผล่หน้าออกมา นัยน์ตาอันแดงก่ำทั้งคู่จ้องดูเขาเขม็ง
"ช่วยบอกหน่อยเถอะน้า - ว่าก่อนหน้าที่ฉันจะมาอยู่ มีใครมาพักอยู่ในห้องนั้น" เสียงของเขาสั่นสะท้าน
"ก็คุณนายลำเจียกที่ดิฉันเล่าให้คุณฟังไงล่ะคะ"
"รูปร่างเป็นอย่างไร คุณนายลำเจียกคนนี้ ?"
"อ้วนแล้วก็เตี้ย เนื้อ ๒ สี อายุสัก ๓๕ ปีเห็นจะได้"
"ก่อนนั้นไปล่ะ ?"
"พ่อค้าซุงนครสวรรค์ค่ะ ก่อนหน้านั้นชาวอุบลผัวเมียแก่ๆ ๒ คนมาค้างอยู่ ๒ คืน แล้วก่อนนั้น-ประเดี๋ยว--ดิฉันต้องนึกดูก่อน"
แต่ชายหนุ่มไม่ได้อยู่รอฟังต่อไป เขากลับขึ้นไปห้องพักของเขา ปิดประตูเสียแล้วก็ก้าวเข้าไปกลางห้อง ยืนอยู่ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งอีก ขณะนั้นกลิ่นจันทน์กะพ้อจางหายไปโดยสิ้นเชิงแล้ว มีแต่กลิ่นขยะกลิ่นน้ำเน่าและกลิ่นอับๆ ของความชื้นแฉะใต้พื้นห้องแถวนั้นมาแทนที่
เมื่อความหวังครั้งแรกที่จะได้ข่าวหญิงคนรัก ภายหลังที่ได้พยายามติดตามมาเป็นเวลา ๒ ปี ต้องมาล้มเหลวกลายเป็นอากาศธาตุไปเช่นนี้ ชายหนุ่มก็รู้สึกเหมือนศรัทธาในชีวิตเริ่มออกจากร่างของเขา เอื้อมมือไปเหนี่ยวเสาเตียงเหล็ก ตะแคงหูฟังเสียงลมพัดกิ่งไม้ข้างนอกระชายคาอยู่หน่อยหนึ่ง เสียงหญิงชายที่เพิ่งพากันเข้ามาในห้องถัดไปเมื่อสักครู่หยอกล้อปล้ำกันตึงตัง เสียงเกี้ยวพาราสีด้วยวาจาหยาบๆ คายๆ วิทยุรอบหัวค่ำเปิดเพลงไทยโหยหวนมาแต่ไกล สายตาของชายหนุ่มแหงนขึ้นไปจับอยู่ที่ไม้ขื่อเหนือศีรษะ พิจารณานิ่งอยู่สักครู่ก็ยิ้มอย่างเศร้าๆ อีกไม่ถึงนาทีต่อมา เขาก็กระชากผ้าปูที่นอนออกเป็น ๒ ท่อน ต่อกันเข้าขว้างข้ามขื่อนั้นไป จับชายหนึ่งที่ตกลงมาผูกเข้ากับซี่กรงหน้าต่าง เอาเก้าอี้ตั้งบนที่นอนต่อขาขึ้นไป ใช้ชายอีกข้างหนึ่งทำเป็นบ่วงจนตึง สวมเข้ากับคอแล้วก็ถีบเก้าอี้ที่ต่อเท้าอยู่ล้มลง
ในราวๆ ๒ ทุ่มคืนนั้น หญิงเจ้าของโรงแรมพบกับเพื่อนหญิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับแกที่ร้านยาดองปากตรอก ก็ได้ไต่ถามถึงทุกข์สุขซึ่งกันและกัน
"ฉันได้ข่าวว่าแม่ปริกได้คนมาเช่าที่พักคนหนึ่งหรือวันนี้ ?" หญิงที่นั่งอยู่ก่อนถาม
แม่ปริกยกกษัยพิฆาตดื่มกร็อบเดียวหมด หยิบส้มมะขามเคี้ยวตามไปแล้วพยักหน้า
"จ้ะ ได้คนหนึ่ง ให้ล่วงหน้าตั้งอาทิตย์แน่ะ---ฉันให้เขาเช่าอยู่ห้องที่ ๗ นอนหลับมาตั้ง ๒ ชั่วโมงแล้ว" แกตอบ
"อ้ายตั้งโฮเต็ล หรือโรงแรมนี่มันดีก็แต่กินขาจรเท่านั้นแหละแม่ปริก จะหวังร่ำรวยนักมันไม่ได้ ว่าแต่แม่ปริกคงไม่บอกให้เขารู้ไม่ใช่หรือ ว่าห้องบนมีคนฆ่าตัวตายเมื่ออาทิตย์ก่อนนี้"
"อ๊ะ บอกมันก็ผิดพอลิซีของการค้าซียะ" แม่ปริกเอื้อมมือไปรับกษัยพิฆาตแก้วที่สอง "ใครล่ะเขาจะกล้าอยู่ แต่อันที่จริงนึกถึงผู้หญิงคนนั้นแล้วก็น่าสงสาร แกเป็นคนเอวบางร่างน้อย หน้าตาสะสวยน่าเอ็นดู อายุก็คงไม่เกิน ๒๐ ปี จะมีความผิดหวังเรื่องอะไรฉันก็ไม่ทราบ ดูเหมือนจะเกี่ยวกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ หนีพ่อแม่จากหัวเมืองลงมาหางานทำที่นี่ แล้วมาเป็นเมียน้อยของใคร ถูกเขาทิ้งขว้างเข้าก็ฆ่าตัวตายด้วยความคิดสั้น ฉันจะไม่ลืมภาพตอนเช้าวันนั้นเลย เปิดประตูห้องหมายเลข ๗ เข้าไปก็เจอะแกแขวนคอตายด้วยผ้าปูที่นอนโตงเตงอยู่กับขื่อ ไฝโตเท่าเม็ดพริกไทยใต้หางคิ้วซ้ายของแกโปนราวกับจะหลุดออกมาให้ได้ ขวดน้ำมันจันทน์กะพ้อที่แกใช้แตกอยู่บนโต๊ะ กลิ่นหอมตลบไปทั้งห้อง--"
เกี่ยวกับผู้เขียน เรียมเอง เป็นนามปากกาของ มาลัย ชูพินิจ (๒๔๔๙ - ๒๕๐๖) เกิดที่กำแพงเพชร จบชั้นมัธยมจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เคยรับราชการเป็นครูอยู่ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นได้ใช้ชีวิตในการเขียนหนังสือตลอดระยะเวลา ๓๕ ปี เขาเป็นนักหนังสือพิมพ์และเขียนหนังสือทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย เรื่องสั้น บทความ สารคดี ตลอดจนคอลัมน์เกี่ยวกับหนังสือ โทรทัศน์ กีฬา ฯลฯ โดยใช้นามปากกาต่างๆ กัน ที่รู้จักกันดีคือ "ม. ชูพินิจ" "น้อย อินทนนท์" "อินทนนท์น้อย" "เรียมเอง" "แม่อนงค์" "นายฉันทนา" "ลดารักษ์" "สมิงกะหร่อง" "แบ๊ตตลิ่งกร้อบ" ฯลฯ มีผลงานเช่น ล่องไพร ชั่วฟ้าดินสลาย แผ่นดินของเรา เมืองนิมิตร
เรื่องจันทน์กะพ้อตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารเอกชน (รายสัปดาห์) ปีที่ ๒ ฉบับวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๔๗๕ และต่อมาสำนักพิมพ์ก้าวหน้าได้รวมพิมพ์ชุดเรื่องสั้นขึ้นเมื่อปี ๒๕๐๖ ชื่อ ชุมนุมเรื่องเอก มาลัย ชูพินิจ เนื้อเรื่องอิงจาก The Furnished Room ของโอ เฮนรี ทั้งสองเรื่องนี้แตกต่างกันที่ศัพท์สำนวนการบรรยาย ซึ่งจันทน์กะพ้อได้แปลงเนื้อเรื่องให้เป็นแบบไทยๆ ในต้นฉบับของโอ เฮนรี่นั้น พะเยาว์คือ Miss Vashner นักเต้นรำที่จากบ้านมาให้ชายคนรักได้เที่ยวตามหาในย่านเวสต์ไซด์ และกลิ่นของเธอคือกลิ่น mignonette
ดอกจันทน์กะพ้อเป็นช่อสีขาวเหลือง กลิ่นหอมคล้ายน้ำมันจันทน์ ขึ้นตามป่าดิบทางภาคใต้และปลูกไว้ตามบ้าน ภาคใต้เรียก จันทน์พอ นอกจากเรื่องสั้นนี้ มาลัย ชูพินิจได้นำจันทน์กะพ้อมาใช้ในนวนิยายของเขาเรื่อง คือ แผ่นดินของเรา ซึ่งเปิดเรื่องได้น่าประทับใจอย่างยิ่งด้วยดอกไม้ชนิดนี้ บทบรรยายเกี่ยวกับจันทน์กะพ้อในบ้านจิระเวสน์เรื่องนี้หมดจดงดงามมาก บุตรสาวของผู้เขียนเล่าไว้ว่ามีผู้อ่านจำนวนไม่น้อยที่ยังได้กลิ่นหอมรวยรินของจันทน์กะพ้อจากบ้านจิระเวสน์อยู่เต็มหัวใจ ผู้ได้ที่อ่านแล้วคงรู้ว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ
ดอกจันทน์กะพ้อร่วงพรู แต่มิได้หล่นลงสู่พื้นดินทีเดียว เกสรเล็กๆ แดงเรื่อแกมเหลืองลอยว่อนกระจัดพลัดพรายอยู่ในอากาศที่โปร่งสะอาดหน่อยหนึ่ง เหมือนลวดลายของตาข่ายที่คลุมไตรพระ กลีบและเกสรอาจจะตกลงถูกเหยียบเป็นผุยผงไปโดยผู้คนที่เข้ามาพลุกพล่านอยู่ในบ้านวันนั้น แต่ไม่มีใครเลยจะสามารถเป็นมารทำความชอกช้ำให้แก่กลิ่นหอมหวนยวนใจของมันได้ กลิ่นที่ฟุ้งขจรอยู่ในอากาศซึ่งล่องลอยไปทั่วบริเวณบ้านอย่างที่มันเคยฟุ้งขจรมาแล้วตลอดชีวิต ต่างแต่วันนี้ แม้ในแสงสีแดงอ่อนเหลืองอร่ามของต้นฤดูเหมันต์ซึ่งเต้นอยู่ตามยอดหญ้าในสนาม แม้ในกระแสลมที่โชยพัดมาตามกิ่งพิกุล ซุ้มสน หางสิงห์ ตลอดจนกลุ่มเมฆที่ไหลรินอยู่บนท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ก็ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยกลิ่นของมัน หอมหวนยิ่งขึ้น ฉุนขึ้น สุขุมขึ้น รัดรึง ซึ้งใจ กำซาบซ่านไปตามสายโลหิต กลิ่นซึ่งเป็นชีวิตของทุกชีวิตใน 'จิระเวสน์' แต่อดีตและชีวิตของ 'จิระเวสน์' เองในปัจจุบัน
แผ่นดินของเรา : แม่อนงค์
ISBN: 974-340-526-7 สำนักพิมพ์กระท่อม ป.ล. ๔๒๔ หน้า ราคา ๒๔๐ บาท
Restless, shifting, fugacious as time itself is a certain vast bulk of the population of the red brick district of the lower West Side. Homeless, they have a hundred homes. They flit from furnished room to furnished room, transients forever - transients in abode, transients in heart and mind. They sing "Home, Sweet Home" in ragtime; they carry their lares et penates in a bandbox; their vine is entwined about a picture hat; a rubber plant is their fig tree.
Hence the houses of this district, having had a thousand dwellers, should have a thousand tales to tell, mostly dull ones, no doubt; but it would be strange if there could not be found a ghost or two in the wake of all these vagrant guests.
One evening after dark a young man prowled among these crumbling red mansions, ringing their bells.
- The Furnished Room O. Henry
|