| THE CIDER HOUSE RULES : John Irving |
![]() หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกจนวางไม่ลง นอกจากจะเล่าเรื่องความรักผูกพันระหว่างชีวิต สัมพันธภาพของเพื่อน และเรื่องราวของเด็กกำพร้าแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำแท้งที่ให้มุมมองน่าคิดอย่างยิ่ง ดอกเตอร์วิลเบอร์ ลาชเป็นหมอเพียงคนเดียวในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งเซนต์คลาวด์ รัฐเมน หน้าที่เบื้องหน้าคือรับทำคลอด เลี้ยงเด็กกำพร้า และหาผู้อุปการะให้เด็กๆ หน้าที่เบื้องหลังคือทำแท้งให้แม่ที่ไม่พร้อมจะมีเด็ก โฮเมอร์เป็นเด็กกำพร้าที่เติบโตที่นี่ และเป็นเด็กที่หมอลาชรักราวกับลูกในไส้ หมอลาชตั้งใจถ่ายทอดวิชาการให้โฮเมอร์ เพื่อหวังให้โฮเมอร์สืบต่อหน้าที่ แต่โฮเมอร์เลือกจะจากไปค้นหาทางชีวิตของตน ผู้เขียนถ่ายทอดเรื่องราวนี้ได้ลึกซึ้งกินใจ และมีอารมณ์ขันร้ายกาจ ถึงแม้เนื้อหาของเรื่องจะหนักและมีบทสะเทือนใจขมขื่น แต่ก็ยังอ่านสนุกและให้แง่คิดที่ทำให้หัวเราะได้น้ำตา หมอลาชไม่ได้ตั้งใจจะเลือกอาชีพทำแท้ง แต่หนทางชีวิตนำเขาสู่เส้นทางนี้ เริ่มจากการตายของโสเภณีคนหนึ่งตอนที่หมอลาชเริ่มอาชีพแพทย์ใหม่ๆ สาเหตุการตายของเธอมาจากยาทำแท้งจากคลีนิคเถื่อน ซึ่งเป็นยาพิษทำลายลำไส้จนไม่เเหลือชิ้นดี ลูกสาวของผู้ตายซึ่งเป็นโสเภณีเช่นกัน ขอร้องให้หมอลาชทำแท้งให้เธอด้วย เขาลังเลใจจนหญิงสาวจากไป และกลับมาในอาทิตย์ต่อมา ในสภาพที่ถูกโยนทิ้งไว้หน้าโรงพยาบาล เธอไปทำแท้งในคลีนิคเถื่อนและการทำแท้งนั้นไร้ผล ตัวอ่อนที่ไร้ชีวิตยังอยู่ในมดลูก เธอตกเลือดสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุการณ์นี้สร้างความรู้สึกผิดบาปในใจ จนทำให้หมอลาชไปดูคลีนิคเถื่อนนี้ด้วยตาตนเอง และบอกหมอเถื่อนให้ส่งคนไข้ไปโรงพยาบาลทันทีที่เริ่มตกเลือด แต่กลับถูกถากถางว่าถ้ารู้ดีนักทำไมไม่ทำเสียเอง หมอเถื่อนชี้ไปที่เด็กหญิงอายุสิบสามที่มารอทำแท้ง บอกว่าเด็กคนนี้ถูกข่มขืนจากบิดาบังเกิดเกล้า และหนึ่งในสามของคนไข้อายุน้อยล้วนแล้วแต่ถูกชำเราจากคนในครอบครัว หมอลาชตัดสินใจทำแท้งให้เด็กหญิงคนนี้ที่โรงพยาบาล นี่เป็นการทำแท้งครั้งแรก ต่อจากนั้น คนไข้ด้วยการนี้ต่างพากันถามหาหมอลาช ในช่วงแรกนั้นหมอลาชเลิกมองสบตาผู้คนบนท้องถนนอีกต่อไป แต่กลับมองลงพื้นถนนแทน หมอลาชถูกส่งตัวไปทำงานที่เซนต์คลาวด์ในเวลาต่อมา เขาไม่เพียงทำคลอดให้เด็ก งานของพระเป็นเจ้า อีกต่อไป แต่ยัง ทำแท้ง งานของความชั่วร้าย อีกด้วย อย่างไรก็ตาม หมอลาชเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และได้รับรู้ว่างานของความชั่วร้ายที่แท้จริงคือสงครามต่างหาก เขาถ่ายทอดการแพทย์ทั้งการทำคลอดและการทำแท้งให้โฮเมอร์ เด็กกำพร้าที่เขารักยิ่ง แต่สำหรับโฮเมอร์แล้ว การทำแท้งคือการคร่าชีวิต โฮเมอร์ตัดสินใจจากเซนต์คลาวด์ไป พร้อมกับหัวใจที่แตกสลายอยู่ภายในของหมอลาช โฮเมอร์ได้เห็นโลกภายนอก ได้รู้จักความรัก และเส้นทางชีวิตนำเขาไปยังหนทางที่แม้จะสุขสบาย แต่ก็น่าขื่นขม และมีชะตากรรมที่เย้ยหยันต่อชีวิตที่น่าสะเทือนใจยิ่ง หมอลาชเห็นว่าหากการทำแท้งนั้นถูกกฎหมาย หมอมีสิทธิ์เลือกไม่ทำแท้งได้ แต่เมื่อการทำแท้งนั้นผิดกฎหมาย เขาปฏิเสธไม่ได้ เพราะผู้หญิงเหล่านั้นไม่มีทางเลือก แม้จะเป็นสิ่งผิดแต่เขาไม่อาจปฏิเสธความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ไร้ทางออกอื่นได้ เพราะหากผู้ที่รู้ทางช่วยปฏิเสธแล้ว ผู้หญิงเหล่านั้นจำเป็นต้องหาทางออกอื่น ที่จะนำไปสู่การตายอนาถอย่างผู้หญิงจำนวนนับไม่ถ้วนที่ต้องเสียชีวิตจากยาหรือหมอเถื่อน (หมอลาชเกิดในปี 186_) หมอลาชไม่ได้เสียใจกับสิ่งที่เขากระทำ สิ่งที่เขาเสียใจมีแต่การทำแท้งครั้งเดียวที่เขาเลือกจะไม่กระทำเท่านั้น ทางเดินชีวิตของโฮเมอร์นำเขากลับมาที่เซนต์คลาวด์อีกครั้ง ถึงแม้หมอลาชและโฮเมอร์จะเป็นตัวละครเด่นในเรื่อง แต่หนังสือยังเล่าเรื่องราวของผู้คนอีกมากมายที่ผูกพันกับสองชีวิตนี้ ผู้เขียนเป็นนักเล่าที่บรรยายละเอียดลออ ใส่ใจกับความถูกต้องแม่นยำของเนื้อเรื่อง เล่าเรื่องราวน่าสนใจ และใส่อารมณ์ขันทุกระยะ ขณะเดียวกันก็เขียนให้ผู้อ่านสะเทือนใจได้ลึกซึ้ง ด้วยภาษาเรียบง่ายและการใช้สัญลักษณ์ประกอบเรื่องราวอย่างฉลาด หนังสือเล่มนี้จึงจับใจนัก และยังทิ้งแง่มุมความคิดและคำถามให้ผู้อ่านคิดต่อเอง หนังสือเรื่องนี้ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์จากการเขียนบทของผู้แต่งเอง ถึงแม้บทหนังจะดีมาก แต่เสน่ห์หลายอย่างในหนังสือไม่สามารถถ่ายทอดเป็นภาษาหนังได้หมดจด และเนื้อเรื่องจำนวนมากถูกตัดทอนไป ดังนั้น การอ่านหนังสือเล่มนี้จีงไม่ทำให้ผู้ที่ดูหนังแล้วเสียอรรถรสไปแต่อย่างใด กลับเพิ่มคุณค่าให้เนื้อเรื่องมากยิ่งขึ้น ที่เซนต์คลาวด์นั้น หมอลาชอ่านหนังสือของชารล์ส์ ดิคเกนส์ให้เด็กๆ ฟังก่อนนอนทุกคืน ก่อนจะกล่าวราตรีสวัสดิ์ต่อ เจ้าชายแห่งเมน และกษัตริย์แห่งนิวอิงแลนด์ ที่แท้แล้ว ผู้เขียนได้สร้างให้หมอลาชและโฮเมอร์ เป็นเจ้าชายแห่งเมน และกษัตริย์แห่งนิวอิงแลนด์ที่แท้จริง และชีวิตที่โลดแล่นในหน้ากระดาษของหนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณจดจำและรักไปอีกแสนนาน
เกี่ยวกับผู้เขียน John Irving จอห์น เออร์วิงเกิดที่นิวแฮมเชอร์ในปี 1942 ได้รับการเลี้ยงดูจากแม่และพ่อเลี้ยง เขาไม่เคยรู้จักตัวตนของพ่อที่แท้จริงเพราะพ่อกับแม่หย่ากันก่อนที่เขาจะเกิด บิดาแท้ๆ ของเขาเป็นนักบินในกองทัพอากาศผู้ซึ่งเครื่องบินถูกยิงร่วงเหนือประเทศพม่าซึ่งตอนนั้นถูกญี่ปุ่นยึดครอง เรื่องราวชีวิตของพ่อนี้ได้ถ่ายทอดสู่ตัวละครวอลลี่ เวอร์ธิงตันในเรื่อง The Cider House Rules เออร์วิงเป็นนักกีฬามวยปล้ำในมหาวิทยาลัย และได้ทุนไปศึกษาที่เวียนนา ซึ่งเป็นที่ๆ เขาเริ่มเขียนนวนิยายเล่มแรก แต่งานเขียนเล่มแรกๆ ไม่สร้างชื่อเสียงให้เขานัก จนกระทั่งเรื่อง The World According to Garp ที่สร้างชื่อให้เขาที่สุด ก่อนที่นวนิยายเรื่องนี้จะตีพิมพ์ เออร์วิงใช้ป้ายทะเบียนรถ GARP แต่ต้องเปลี่ยนในเวลาต่อมาเพราะบ่งบอกตัวตนของเขาโจ่งแจ้งเกินไป เออร์วิงเรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนในศตวรรษที่สิบเก้า ผู้เชื่อในรูปแบบเชื่องช้ามากกว่าแนวเขียนสมัยใหม่ นักเขียนที่เออร์วิงนิยมคือ ชาร์ล ดิคเคนส์ จอร์จ อีเลียต กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ และซัลมาน รัสดี ซึ่งล้วนแต่เป็นนักเล่าเรื่องที่ถือพล็อตเรื่องเป็นสำคัญ และสานตัวละครให้เข้ากันด้วยความซุกซนอย่างร้ายให้มากที่สุดที่จะทำได้ เออร์วิงเชี่ยวชาญการเปลี่ยนอารมณ์จากความขบขันสนุกสนาน ไปเป็นความเศร้าลึกล้ำทันควัน และผสานการเล่าเรื่องต่างรสชาติเข้าด้วยกันจนกระทั่งแยกออกจากกันไม่ได้ ในเรื่อง Garp และ A Widow for One Year นั้น เออร์วิงเริ่มเขียนประโยคแรกด้วยประโยคสุดท้ายในหนังสือ เพราะเขาจะต้องมั่นใจในตอนจบก่อน ส่วนการเริ่มเรื่องนั้นเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ถึงแม้ว่างานหลายชิ้นมักจะสะท้อนเหตุการณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต แต่งานของเขาก็มีเนื้อหาหลากหลาย ไม่ได้จำกัดในขอบเขตแคบๆ นวนิยายส่วนใหญ่ของเออร์วิงจากผลงานทั้งหมดเก้าเล่ม เป็นงานขายดี ได้รับการตีพิมพ์มากกว่าสามสิบภาษา ปัจจุบันเขาพักอยู่ที่เวอร์มอนต์และโตรอนโต The Cider House Rules : John Irving
"I don't want you to worry, but you have a bad heart; it just wouldn't stand up to a war." What Larch meant was that his own heart would never stand up to Homer Wells's going to war. "What is hardest to accept about the passage of time is that the people who once mattered the most to us are wrapped up in parentheses" Finally, they gave the television away. Nurse Edna and Mrs. Grogan were becoming addicted to it, and Larch considered that it was worse for the orphans than organized religion. "It's better for anyone than ether, Wilber," Nurse Edna complained, but Larch was firm. He gave the thing to the stationmaster, who (in Larch's opinion) was the perfect sort of moron for the invention; it was just the right thing to occupy the mind of someone who waited all day for trains. It was Wilbur Larch who was the first man in Maine to call a television what it was: "an idiot box." Maine, of course--and St. Cloud's, especially--seemed to get everything more slowly than the rest of the country. Copyright © 2000 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๙ มิถุนายน ๒๕๔๓ |