| GIRLFRIEND IN A COMA : Douglas Coupland read by O |
Girlfriend in a coma เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งของดักลาส คูปแลนด์ที่ผมชอบมากถัดจาก Microserfs เป็นความชอบส่วนตัวโดยแท้ ผมคิดว่าคนที่จะเขียนเรื่องอะไรพิสดารแบบนี้ได้ ต้องเป็นคนพิเศษ สามารถหาเหตุผลให้เรื่องราวได้อย่างลงตัว [อาจจะไร้สาระ แต่เป็นจินตนาการที่ดูแล้วเข้าท่ามาก เหมือนตอนอ่าน 1984 ของออร์เวลล์] ซึ่งเกินกว่าสโคปความคิดในสมองของคนทั่วๆไป และที่สำคัญต้องเขียนให้สนุกพอๆกับเทพนิยาย จึงจะล่อคนอ่านให้อ่านจนจบ [ขอนอกเรื่องสักนิด ก่อนหน้านี้ผมล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการหาหนังสืออ่านต่อจากแกสบี้ ทั้งๆที่วางโครงการอ่านหนังสือหน้าหนาวมาแล้ว ที่ว่าล้มเหลวเป็นเพราะอ่านไม่จบเอง เนื่องจากเดอะเกรทแกสบี้เป็นหนังสือภาษาสวยมาก อ่านแล้วตรึงใจอยู่เป็นนาน หนังสือเล่มถัดมาที่เลือกอ่านคือ Disgrace ของ J.M. Coetzee หนังสือรางวัล Booker Prize ปี 1999 ได้รับคำวิจารณ์ว่าดีมากจากทุกสถาบัน และผมก็เป็นพวกชอบอยากรู้เสมอว่าดียังไง จึงติดตามอ่าน ผลปรากฎว่า disgrace สมชื่อ อ่านได้แค่ครึ่งเล่มต้องปิด แต่นี้เป็นความรู้สึกของผมคนเดียวเท่านั้น ซึ่งขอยกความดีทั้งหมดให้แกสบี้แล้วกัน] หนังสือเล่มนี้มีเรื่องราวมากมายกว่าที่ชื่อเรื่องบอก มันไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งตกอยู่ในอาการโคม่าเท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องของคนกับโลกนี้ล่ะ เป็นเรื่องความหวัง ความสิ้นหวัง ความหมายของชีวิต เวลากับความตาย สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามตลอดเล่ม อะไรคือจุดมุ่งหมายในชีวิตของคนเรา? คุณตอบได้ไหม? คูปแลนด์แบ่งเรื่องราวออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกเปิดด้วยเรื่องของนายจาร์ ซึ่งเขาแนะนำตัวเองว่าเขาเป็นผี ตายด้วยโรคมะเร็งเมื่อตอนอายุ 17 ปี ในเดือนมกราคม ปี 1979 เขาเล่าประสบการณ์ก่อนตายและหลังตาย แล้วจบด้วยคำถามเชิงจิตวิญญาณอันแรกจากคูปแลนด์ ถามว่าถ้าคนเราย้อนเรื่องราวชีวิตได้ใหม่ เราจะทำเหมือนเดิมไหม? เขาบอกว่าตรงที่ที่เขายืนอยู่นี้คือ The end of the world และก่อนที่เราจะได้เจอเขาที่นี้อีกในตอนท้าย เราต้องรู้จักกับกลุ่มเพื่อนของเขาก่อน นั้นคือชีวิตของคาเรน ริชาร์ด ไลนัส เวนดี้ แฮมมิลตัน และแพม เป็นการเริ่มต้นเรื่องที่ผมชอบมาก เพราะผมเองก็เคยนึกเล่นๆอยู่เสมอว่าสถานที่แห่งนั้นมีไหม อยู่ที่ไหน และเป็นยังไง ส่วนบทถัดมาหลังจากนั้นเป็นเรื่องเล่าจากมุมมองของริชาร์ด [ซึ่งอยู่ในช่วงปีเดียวกัน] ริชาร์ดกับคาเรน อายุสิบเจ็ด เป็นแฟนกันรักกันมาก วันหนึ่งไปเที่ยวเล่นสกีบนภูเขา ทั้งสองแอบมีความสัมพันธ์กันครั้งแรกบนยอดเขา หลังจากลงภูเขามา อยู่ๆโลกก็มืดมิด ท้องฟ้าดำสนิท คาเรนเล่าความฝันแปลกๆให้ริชาร์ดฟัง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคตที่มีแต่ความมืด ความกลัวว่ามันจะเป็นจริงอัดแน่นอยู่ในใจ ทำให้เธอเขียนจดหมายฉบับหนึ่งจ่าหน้าซองถึงริชาร์ด บอกให้เขาเก็บไว้และคืนให้เธอในเช้าวันรุ่งขึ้น ห้ามเปิดดูเด็ดขาด ยกเว้นว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเธอ แต่ยังไม่ทันจะข้ามคืน ค่ำนั้นคาเรนไปงานเลี้ยง และขณะที่พูดอยู่กับแพมและเวนดี้ เธอก็สลบไปเฉยๆโดยไม่ทราบสาเหตุ วันรุ่งขึ้นเธออยู่ในอาการโคม่า สมองไม่รับรู้อะไรอีก ริชาร์ดเปิดจดหมายฉบับนั้นอ่าน เนื้อความคาเรนเขียนไว้ว่า เธอไม่ควรจะรู้เรื่องของอนาคต นี้อาจเป็นเหตุให้ เธอรู้สึกเหมือนว่าเธอจะถูกจับเป็นตัวประกัน ก่อนจบจดหมายเธอบอกริชาร์ดว่า "could you wait for me? I'll be back from wherever it is I'm going. I don't know but I will." หลังจากนั้นไม่นานคาเรนเกิดตั้งท้องทั้งที่อยู่ในอาการโคม่า ครอบครัวของริชาร์ดกับคาเรนปิดเรื่องนี้ไว้ จนคาเรนคลอดลูกสาว ชื่อเมแกน แล้วริชาร์ดก็กลายเป็นพ่อคนตอนอายุสิบเจ็ดปี ช่วงแรกของเรื่องคูปแลนด์เขียนได้น่ารักมาก เขาบรรยายชีวิตที่ผ่านไปในวัยเด็กของทุกคนในกลุ่ม ความรักความผูกพัน เพื่อน ครอบครัว ปัญหาที่แต่ละคนเผชิญหน้า ชีวิตที่ดิ้นรน อ้างว้าง กับความฝันที่ไขว่คว้า เป็นมุมมองที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง อ่านแล้วเพลิดเพลินยิ่ง ริชาร์ดออกจากโรงเรียน ส่วนเวนดี้ไปเรียนหมอ ไลนัสเรียนคอมพิวเตอร์ แพมไปเป็นนางแบบ ส่วนแฮมมิลตันทำงานอยู่ร้านรับจ้าง และเมแกนได้รับการเลี้ยงดูจากคุณยาย สุดท้ายคือคาเรนซึ่งนอนโคม่าต่อไป กลายเป็นผักที่ไม่รับรู้อะไร มีฉากหนึ่งที่ผมชอบ คือตอนที่เมแกนผู้ไม่เคยพบแม่ตัวเองสักครั้ง ตอนอายุเจ็ดขวบเธอกลับจากโรงเรียน เธอถามพ่อเธอว่า แม่เธอเป็นผักหรือ ริชาร์ดตอบว่าเปล่า เธอก็ถามว่าเป็นผักอะไร แล้วก็ไล่ชื่อไปเรื่อยๆ จนถึงแคร็อท เธอบอกว่าแม่เป็นแคร็อทใช่ไหม เพราะคนอื่นบอกเธอแบบนั้น ริชาร์ดเลยตัดสินใจจะพาลูกสาวไปหาแม่ ทุกคนก็แต่งตัวให้คาเรนอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เมแกนตกใจ พอไปถึงโรงพยาบาล เมแกนเดินไปหาแม่ เอื้อมมือไปจับแก้มแล้วบอกว่า "sleeping people don't wear make up." แล้วเธอก็พยายามจะเช็ดหน้าคาเรน ก่อนจะหันไปบอกริชาร์ดว่า ต่อไปนี้เวลาพ่อมาโรงพยาบาล ให้พาเธอมาด้วย... ริชาร์ดยังรอคอยคาเรนอยู่ด้วยความภักดี แต่ช่วงหลังเขายุ่งกับเมแกนน้อยที่สุดเพราะเขาติดเหล้า การดื่มเป็นหนทางสุดท้ายที่เขาทำชีวิตให้ผ่านพ้นไปวันๆ จนเมแกนเริ่มโตเป็นวัยรุ่น เธอต้องออกจากบ้านคุณยายมาอยู่กับริชาร์ดผู้เป็นพ่อ เพราะเธอเกเรมาก และขณะนั้นเขาเริ่มกลับมาทำงานด้านทีวีกับเพื่อนในกลุ่ม คือแพมและแฮมมิลตัน [สองคนนี้แต่งงานกัน] ส่วนไลนัสกับเวนดี้หลังจากผจญภัยในโลกกว้างก็กลับมาอยู่ด้วยกันเช่นเคย ทุกคนค้นพบว่าชีวิตที่ผ่านมาว่างเปล่ากันหมด ไม่มีจุดมุ่งหมายอะไรเลย
จนกระทั่งช่วงที่สองของเรื่อง วันหนึ่งซึ่งเป็นวันฮัลโลวีน ทุกคนมีเหตุบังเอิญให้ไปอยู่ที่โรงพยาบาลพร้อมกันหมดโดยไม่ได้นัดหมาย และต่างคนต่างได้เห็นภาพภาพหนึ่งซึ่งเป็น the end of the world แล้ววันนั้นเป็นวันที่คาเรนฟื้นตัวขึ้น เช้าวันนั้น นางพยาบาลที่ใกล้ชิดคาเรนมาสิบกว่าปี เดินเข้ามาในห้อง จะเช็ดตัวคาเรน อยู่ๆคาเรนก็พูดขึ้นว่า..ฮัลโหล..หลังจากที่อยู่ในอาการโคม่ามา 17 ปี ภาคสองนี้สนุกมาก เพราะคาเรนได้ความทรงจำกลับคืนมาทั้งหมด เธอจำได้กระทั่งการบ้านเลข การบ้านสุดท้ายก่อนเธอจะโคม่า สมองเธอทำงานปกติ แต่ร่างกายเธอหายไป คูปแลนด์เล่าด้วยความสนุกสนาน เพราะเธอตื่นมาเป็นริป แวง วิงเคิลคนใหม่ในปี 1997 [Rip Van winkle เป็นหนังสือของวอร์ชิงตัน เออร์วิง คนเขียนเรื่อง Sleepy Hollow เป็นเรื่องราวของชายผู้หลับไหล สลบไปยี่สิบปีแล้วตื่นขึ้นมาอายุเท่าเดิม] ทุกคนย่อมอยากจะรู้ว่าเธอรู้สึกยังไงกับโลก อะไรเปลี่ยนไปบ้าง และทุกคนก็หวังว่าเธอจะตื่นมาพร้อมกับความฉลาดเฉลียวเป็นพิเศษ จนวันหนึ่งเธอยอมให้ทีวีมาสัมภาษณ์ในโรงพยาบาล ตอนนี้ก็เป็นตอนที่อ่านแล้วหัวเราะเพลิน เพราะคาเรนปากจัดมาก คูปแลนด์เสียดสีมนุษย์ทีวีทุกขั้นตอน แค่คำถามแรกที่คาเรนถูกถาม ผมก็หยุดเสียงหัวเราะตัวเองไม่ได้ มนุษย์ทีวีถามว่า..คุณรู้สึกอย่างไรบ้างหลังจากที่หลับไป คุณคิดถึงร่างกายคุณมากไหม?... อารมณ์ขันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเมื่อมีความทุกข์ ไม่ว่าเรื่องอะไร ช่วงสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้พลิกผันที่สุด เพราะปราศจากอารมณ์อันอ่อนโยนจากการดำเนินเรื่องในช่วงแรกของตัวละคร แต่เป็นคำถามในชีวิตล้วนๆ นายจาร์ย้อนกลับมาดำเนินเรื่อง เขาเป็น Deadly Official Person เขามาพร้อมกับข้อเสนอในวันสุดท้ายของโลก ผมบอกได้เท่านี้ล่ะ รู้แต่ว่าคุณต้องอ่านเองเพราะสนุกมากและแปลกดี ผมชอบประโยคหนึ่งมากในหนังสือเล่มนี้ เขาบอกว่า..."The world is falling asleep. But not me. I don't know about you." ซึ่งเป็นคำพูดของคาเรนในช่วงท้าย พบอย่างหนึ่งว่าอาการโคม่าที่ได้อ่านมาคือโลกเรานี้เอง โลกหลับไม่รู้สติตั้งแต่ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำ เพราะบางทีผมเองก็ไม่ตระหนักถึงความมีคุณค่าของชีวิต..... เกี่ยวกับผู้เขียน Douglas Coupland Girlfriend in a Coma : Douglas Coupland
***
Copyright © 2000 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ |