| DESPAIR : Vladimir Nabokov |
หนังสือของนาโบคอฟเล่มนี้พาเราไปรู้จักตัวละครที่น่าทึ่งอีกครั้ง เช่นเดียวกับฮัมเบิร์ตใน โลลิต้า และชาร์ลส์ คินโบทใน Pale Fire เฮอร์มานใน Despair เป็นตัวละครน่าชังอย่างร้าย แต่ความชั่วร้ายของเฮอร์มานนั้นพิเศษกว่าตัวละครอื่นๆ ในที่นี้ แม้แต่นาโบคอฟก็เขียนในคำนำว่าสวรรค์จะอนุญาตให้ฮัมเบิร์ตไปเดินเล่นในยามสนธยาได้ปีละหน แต่นรกจะไม่มีวันปล่อยตัวเฮอร์มานไปไหนเป็นอันขาด
หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องโดยตัวเฮอร์มานเอง เช่นเดียวกับที่ฮัมเบิร์ตเขียนเรื่องโลลิต้า และคินโบทเป็นผู้ดำเนินเรื่อง Pale Fire ด้วยตนเอง และเพียงประโยคแรกในหนังสือก็บอกผู้อ่านให้ทราบได้ทันทีว่าผู้เขียนในเรื่องมีสภาพจิตไม่ปกติ และขาดความสามารถในการเรียบเรียงความคิดโดยสิ้นเชิง เฮอร์มานเล่าเรื่องของเขาว่าได้ไปพบชายแปลกหน้า ผู้ที่เขาเห็นว่าเหมือนกับตัวเขาเป็นพิมพ์เดียวกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน เฮอร์มานเรียกเงาของเขาว่าเป็น double เป็นตัวตนอีกภาคหนึ่งของเขา และครอบงำกับความคิดนี้จนนำไปสู่แผนการณ์อันยอดเยี่ยมแยบยล ในการวางแผนฆาตกรรมตนเองในเวลาต่อมา ซึ่งนับเป็นที่สุดแห่งแผนฆาตกรรมใดๆ ที่เคยมีมาบนโลก นาโบคอฟให้ภาพเข้มข้นของเฮอร์มาน และแสดงอารมณ์กับความวิปริตในจิตใจออกมาได้อย่างเป็นเลือดเป็นเนื้อ เฮอร์มานหลอกหลอนกับภาพเหมือนของตนเอง เขาเห็นความสอดคล้องคล้ายคลึงในทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว แต่บางเรื่องที่น่าจะมองเห็นง่ายๆ เฮอร์มานกลับมองข้ามไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ นาโบคอฟเขียนเสียดสีในสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลา เช่นเฮอร์มานไม่รับรู้เลยว่าภรรยาของตนมีชู้ แม้จะเห็นหลักฐานชัดเจนแจ่มแจ้ง และแม้แต่ความเหมือนของเขากับดับเบิล ก็เป็นสิ่งน่าสงสัยแต่แรก เพราะดูจะไม่มีใครมองเห็นความคล้ายนี้เลย ยกเว้นแต่ตัวเขาเอง เฮอร์มานหลงตัวเองและเชื่อมั่นในความคิดของตนอย่างน่าสมเพช แต่ผู้อ่านก็อดจะขบขันไปด้วยไม่ได้ อารมณ์ขันของนาโบคอฟเสียดสีได้ร้ายกาจบาดเจ็บ แต่ทำให้หัวเราะได้ ถึงแม้รอยยิ้มนั้นอยู่ในความชั่วร้ายอย่างยิ่งก็ตาม ในเรื่องโลลิต้าก็มีเรื่องของดับเบิลเช่นกัน และเหตุผลที่นาโบคอฟเปรียบเทียบเฮอร์มานกับฮัมเบิร์ต ก็เพราะทั้งคู่ต่างมีแรงปรารถนาจะฆ่าดับเบิลของตนเอง ฮัมเบิร์ตยังได้รับปรานีจากสวรรค์ได้บ้าง เพราะแรงจูงใจในการฆ่าของเขาแม้จะเลวแต่ยังมีเหตุผล ส่วนเฮอร์มานนั้นไม่รู้จักคำว่าดีชั่วและไม่มีเหตุผลให้การกระทำของตนเองแม้แต่น้อย เฮอร์มานเขียนเรื่องโดยคุยกับผู้อ่านไปตลอดเรื่อง และแสดงความขึ้นลงของอารมณ์อย่างโจ่งแจ้ง เฮอร์มานทั้งปลุกปลอบให้เราอ่านต่อไป ให้เราอดทนหน่อย เดี๋ยวจะสนุก บางครั้งก็อุทานว่า ดนตรีขึ้นหน่อย เพื่อประกอบเหตุการณ์ที่เขาคิดว่ายิ่งใหญ่ บางครั้งก็ตั้งคำถามกับเราว่า ผมเล่าถึงไหนแล้วนะ หรือบอกว่าผมกำลังลอกจดหมายอยู่ แต่หายไปไหนแล้วไม่รู้ บรรทัดต่อมาบอกว่าต่อได้แล้ว อยู่ใต้โต๊ะน่ะเอง บางครั้งเขาด่าทอสาปแช่งเราอย่างขึ้งเคียด เห็นว่าเราเป็นพวกโง่เง่าและไล่ให้ไปส่องกระจก เรื่องของกระจกและภาพสะท้อนเป็นประเด็นสำคัญที่ปรากฏอยู่ตลอดเรื่อง เมื่อเฮอร์มานเจอกับดับเบิลของตนเป็นครั้งแรก เขาบรรยายว่า เราจ้องตากันอยู่อย่างนั้นประมาณสิบวินาที ผมยกแขนขวาของผมขึ้นมาช้าๆ แต่แขนซ้ายของเขามิได้ยกขึ้นมาอย่างที่ผมคิดไว้ว่าจะเป็นอย่างนั้น ผมหลับตาซ้าย แต่ตาทั้งคู่ของเขายังลืมอยู่ ผมแลบลิ้นใส่เขา เขาพึมพำอีกครั้งว่า "เป็นอะไรน่ะ เป็นอะไร" เฮอร์มานมั่นใจอย่างยิ่งว่าเขากำลังส่องกระจกอยู่ และยื่นกระจกให้ดับเบิลดู เฮอร์มานคลั่งไคล้กับภาพสะท้อนของเขา และเหตุการณ์ต่างๆ ในเรื่องล้วนเป็นกระจกสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดมาแล้ว หรือคนที่เคยเจอมาแล้ว แม้แต่การเขียนเรื่องเอง เฮอร์มานก็ย้ำเสมอว่าเขาไม่ใช่เป็นคนเขียนเรื่อง ความทรงจำของเขาต่างๆ เป็นผู้เขียน เรื่องนี้คือภาพสะท้อนจากความทรงจำของเขานั่นเอง เมื่อเฮอร์มานได้เจอกับเงาของตนที่มีลมหายใจและมีชีวิต เขาจึงมัวเมาในภาพนั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น แต่ภาพที่เฮอร์มานไม่เคยได้เห็นคือสิ่งที่เรียกว่าสำนึก ฮัมเบิร์ตยังหลุดพ้นจากความมัวเมาและสัมผัสความรักที่แท้ต่อโลลิต้าได้ในตอนท้ายเรื่อง แม้เมื่อเธอจะไม่มีสภาพที่เขาเคยลุ่มหลงเหลืออยู่อีกต่อไป แต่เฮอร์มานไม่เคยได้สำนึกต่อสิ่งที่ตนทำลงไปเลย ตัวละครที่น่าสนใจในเรื่องอีกคน คือลิเดีย ภรรยาของเฮอร์มาน นาโบคอฟมักจะให้ตัวละครเอกของเขาเหยียบย่ำทำลายตัวละครหญิงในเรื่อง เช่นไซบิลใน Pale Fire ที่คินโบทกระหน่ำคำประชดเสียดแทงตลอดเรื่อง หรือชาร์ล็อต แม่ของโลลิต้าที่ถูกทำลายอย่างไม่ปรานี (ขอเลียนแบบเฮอร์มาน เขียนนอกเรื่องสักเล็กน้อย ชาร์ล็อตในโลลิต้าเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก การเปิดตัวของเธอทำได้ดีจริงๆ นาโบคอฟเขียนให้ชาร์ล็อตเดินลงบันไดมา และฮัมเบิร์ตก็บรรยายโจมตีอวัยวะของเธอทีละส่วนที่เขาค่อยๆ เห็น นับจากเบื้องล่างจากขา ไล่ไปจนถึงศีรษะ ชาร์ล็อตถูกกระทำเสมือนเป็นวัตถุและถูกสับเป็นชิ้นนับแต่แรกแนะนำทีเดียว ซึ่งเป็นสิ่งกำหนดชะตากรรมของเธอต่อไปในเรื่อง บทบรรยายตรงนี้ดีมาก ชาร์ล็อตเป็นผู้หญิงที่น่ารู้จักอย่างยิ่ง และเธอน่าสนใจกว่าโลลิต้าเสียด้วยซ้ำ) ลิเดียนั้นน่าขบขัน เฮอร์มานมองหล่อนว่าโง่บัดซบ แต่ปรัชญาความคิดของเธอน่ารักทีเดียว อย่างคราวหนึ่งที่เฮอร์มานซื้อนิยายสืบสวนมาฝาก เธอไม่อาจห้ามใจไม่ให้แอบดูตอนจบ แต่ถ้าเปิดดูก็จะไม่สนุก เธอจึงกลั้นใจหลับตาฉีกหนังสือเป็นสองส่วน และเอาตอนจบไปซ่อนไว้ แต่ด้วยความขี้ลืมอย่างที่สุด เธอจึงลืมว่าเอาเล่มหลังไปซ่อนไว้ที่ไหน และต้องเดินทั่วบ้าน ตามหาฆาตกรที่เธอเอาไปแอบไว้เสียเอง นาโบคอฟยังใส่อารมณ์ขันและการบรรยายยอดเยี่ยมอันเป็นเสน่ห์ไว้เช่นเคย เขาล้อเล่นกับอารมณ์คนอ่าน และบางจังหวะก็ฉุดกระชากให้เราตระหนกได้อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว หากคุณจะอ่านงานของนาโบคอฟ ก็ยังอยากจะแนะนำให้คุณอ่านโลลิต้าเป็นเรื่องแรก และอ่าน Pale Fire ก่อนเรื่องนี้ Despair ไม่สนุกเท่าสองเล่มแรก และผู้อ่านต้องอดทนกับอารมณ์แปรปรวนของเฮอร์มาน ที่เดาใจไม่ถูกว่าจะเล่าไปในทิศทางใด และใจเย็นกับความคิดสะเปะสะปะอันไม่ต่อเนื่องของเขา ตอนท้ายเรื่องนี้น่าดึงดูดใจมาก นาโบคอฟจุดความอยากรู้อยากเห็นและทรมานผู้อ่านกับความอยากรู้นั้นได้มากเหลือเกิน และในความเรื่อยเปื่อยในเนื้อเรื่อง นาโบคอฟซ่อนความหมายและบทเสียดสีให้ผู้อ่านได้ค้นพบ และตีความได้ซับซ้อนอย่างยิ่ง เฮอร์มานเป็นคนที่ส่องกระจกแต่ไม่เคยได้รู้จักและเห็นภาพของตนเอง เขากล่าวประโยคนี้ไว้ "I am disguised so perfectly as to be invisible to my own self." แต่ดูเหมือนเขาจะไม่เคยเข้าใจในภาพสะท้อนของตนจากคำพูดนี้ การคาดหวังให้เฮอร์มานเข้าใจความสิ้นหวังของตนได้ จึงนับเป็นเรื่องที่ไม่มีหวังโดยแท้
เกี่ยวกับผู้เขียน Vladimir Nabokov วลาดิเมียร์ นาโบคอฟ เขียนคำนำในเรื่องนี้ เล่าว่าเขาเขียนหนังสือเล่มนี้ในภาษารัสเซีย ในปี 1932 และหนังสือเล่มนี้ก็ถูกแบน เช่นเดียวกับหนังสือเล่มอื่นๆ ของเขา นาโบคอฟแปล Despair เป็นภาษาอังกฤษในปี 1936 ผลที่ได้ยังไม่รื่นดีนัก เขาจึงให้ชายอังกฤษที่อารมณ์ค่อนข้างจะบูดง่ายคนหนึ่งอ่านตรวจทาน ซึ่งเมื่อแก้ไวยากรณ์ได้เพียงบทแรกบทเดียวก็เลิกทำ โดยบอกว่าเขาไม่เห็นชอบกับหนังสือเล่มนี้ นาโบคอฟสงสัยว่าผู้แก้อาจจะกลัวว่าเรื่องนี้จะเป็นคำสารภาพของนาโบคอฟเองจริงๆ ปีต่อมา Despair ได้พิมพ์ในลอนดอน แต่ขายไม่ดีเลย เมื่อเยอรมันระเบิดคลังหนังสือในช่วงสงคราม ฉบับที่เหลืออยู่ฉบับเดียวที่นาโบคอฟรู้ คือฉบับที่เขามีนั่นเอง เขาแปลและเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วนใหม่ในปี 1965 และบอกว่า Despair ก็เหมือนหนังสือเล่มอื่นๆ ของเขาที่ไม่มีข้อศีลธรรมให้ยกมาพูดถึงได้ นาโบคอฟว่าฌอง ปอล ซาร์ตไว้ว่าเป็นนักเขียนคอมมิวนิสต์ที่อุตส่าห์เขียนบทความแสนเหลวไหลในปี 1939 ว่านาโบคอฟและตัวละครในเรื่องเป็นเหยื่อจากสงครามและการอพยพย้ายถิ่นฐาน นาโบคอฟสงสัยว่าจะมีใครเรียกเฮอร์มานว่าเป็น "บิดาแห่งอัตถิภาวะนิยม" บ้างหรือไม่อย่างไร DESPAIR : Vladimir Nabokov
The Caning of Modernist Profaners: Parody in Despair : บทความเขียนถึงบทเสียดสีใน Despair ต่อ Dostoevsky เฮอร์มานอ้างอิงถึงนักเขียนชื่อดัง โดยเฉพาะ Dostoevsky ที่เฮอร์มานกล่าวว่าเป็น "our national expert in soul ague and the aberrations of human self-respect" บทแปลฉบับภาษาอังกฤษของหนังสือเล่มนี้ที่นาโบคอฟนำมาปรับปรุงใหม่ในปี 1965 เพิ่มเนื้อหาที่ล้อเลียน Dostoevsky และหนังสือของเขาโดยเฉพาะ Crime and Punishment (1866) Notes from the Underground (1864) และ The Double (1846) นาโบคอฟซ่อนปริศนาที่ลึกซึ้งถึงนักเขียนรัสเซียต่างๆ เอาไว้จำนวนมาก เช่นเฮอร์มานนั้นเล่าว่าตนเองชอบเล่นกับตัวอักษรแต่เด็ก เช่น "What is this jest in majesty? This ass in passion? How do God and Devil combine to form a live dog?" บทวิเคราะห์หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงการเล่นคำที่นาโบคอฟซ่อนไว้ เช่น VOrtEx Of DuST และบทบรรยายท้องฟ้า (SKY) ได้เป็น Dostoevsky นั่นเอง ไปอ่านบทวิเคราะห์ที่ละเอียดกว่านี้ได้จากบทความข้างต้นนี้ there are crooked ones, monsters among mirrors: a neck bared, no matter how slightly, draws out suddenly into a downward yawn of flesh, to meet which there stretches up from below the belt another marchpane-pink nudity and both merge into one; a crooked mirror strips its man or starts to squash him, and lo! there is produced a man-bull, a man-toad, under the pressure of countless glass atmosphere; or else, one is pulled like dough and then torn into two. Copyright © 2000 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ |