| LOVE IN THE TIME OF CHOLERA : Gabriel Garcia Marquez |
| แปลโดย faylicity.com
อย่างไรก็ตาม ฟลอเรนติโน อริซา ไม่เคยหยุดคิดถึงเฟอร์มินา ดาซา สักชั่วขณะเดียว นับตั้งแต่ที่เธอได้ปฏิเสธเขาโดยไร้เยื่อใยจากความรักระหกระเหินอันยาวนาน เมื่อห้าสิบเอ็ดปีเก้าเดือน สี่วันที่ล่วงมาแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องลงบัญชีขีดเส้นสำหรับแต่ละวันที่ผ่านไปที่ผนังห้องแต่อย่างใด ทั้งนี้ก็เพราะไม่มีแม้สักวันที่ผ่านไปโดยไม่มีสิ่งเตือนใจให้เขารำลึกถึงเธอ ในช่วงที่ตัดขาดกันนั้น เขาพำนักกับ ทรานสิโท อริซา ผู้เป็นมารดาในบ้านเช่าครึ่งหลังบนถนนวินโดวส์ ซึ่งเป็นถนนที่แม่ของเขาเปิดร้านขายของเย็บปักถักร้อยตั้งแต่สมัยสาวรุ่น และเป็นที่ๆ แม่เลาะเสื้อและเศษผ้ามาขายเป็นผ้าพันแผลแก่คนเจ็บในยามสงคราม เขาเป็นบุตรคนเดียวของแม่ ที่เกิดจากความร่วมมือตามโอกาสกับดอน เพียซที่ห้า ลอยซา เจ้าของเรือผู้มีชื่อเสียง หนึ่งในสามพี่น้องที่ก่อตั้งบริษัทริเวอร์แห่งคาริบเบียน อันเป็นแรงกระตุ้นอย่างใหม่ต่อการเดินเรือในลำน้ำมักดาเลนา ดอน เพียซที่ห้า ลอยซา เสียชีวิตเมื่อบุตรชายมีอายุสิบปี ถึงเขาจะได้คอยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายของบุตรอย่างลับๆ แต่ก็ไม่เคยยอมรับว่าฟลอเรนติโนเป็นลูกโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งไม่ได้วางอนาคตอันมั่นคงไว้ให้ลูกชายแต่อย่างใด ดังนั้น ถึงแม้ว่าเรื่องพ่อแม่ที่แท้จริงจะเป็นที่รู้กันดีทั่วไปก็ตาม ฟลอเรนติโนก็ใช้แต่นามสกุลแม่ เขาต้องออกจากโรงเรียนหลังจากที่บิดาเสียชีวิต ไปทำงานเป็นผู้ฝึกหัดในหน่วยไปรษณีย์ โดยควบคุมการเปิดถุงเมล์ คัดแยกจดหมาย และแจ้งให้ประชาชนทราบว่าจดหมายมาถึงแล้ว ด้วยการแขวนธงตามประเทศต้นทางเหนือประตูที่ทำงาน ไหวพริบของเขาเรียกความสนใจจากลอทาริโอ ธูกัท พนักงานโทรเลขเยอรมัน ผู้เล่นออร์แกนในพิธีสำคัญของโบสถ์ และรับสอนดนตรีตามบ้าน ลอทาริโอ ธูกัท สอนรหัสมอร์สและการทำงานในระบบโทรเลขให้ฟลอเรนติโน และหลังจากที่ให้บทเรียนไวโอลินเพียงไม่กี่บทเรียน ฟลอเรนติโน อริซา ก็สามารถเล่นเพลงโดยอาศัยการฟังได้อย่างมืออาชีพ ตอนที่เขาได้พบกับเฟอร์มินา ดาซานั้น ฟลอเรนติโน อริซาเป็นหนุ่มที่น่าหมายปองที่สุดคนหนึ่งในวงสังคมของเขา เป็นหนุ่มที่รู้จักการเต้นรำแบบล่าสุด ท่องโคลงหวานซึ้งได้ขึ้นใจ และยังเต็มใจขับกล่อมไวโอลินเพื่อสื่อความรักให้แก่หวานใจของเพื่อนๆ อีกด้วย ฟลอเรนติโนผอมแห้ง ผมดำนั้นจัดให้เรียบด้วยขี้ผึ้งหอมใส่ผม เขาสวมแว่นสำหรับสายตาสั้น ซึ่งเสริมบุคลิกให้ดูน่ารันทดขึ้นไปอีก นอกจากความบกพร่องทางการมองเห็นแล้ว เขายังทนทุกข์จากโรคท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งกำหนดให้เขาต้องรับการสวนทวารไปจนตลอดชีวิต เขามีสูทสีดำเพียงตัวเดียว ตกทอดจากบิดาที่หาชีวิตไม่แล้ว แต่ทรานสิโทได้ดูแลรักษาสูทนี้อย่างดี จนแลดูเหมือนใหม่ในทุกวันอาทิตย์ และถึงแม้ฟลอเรนติโนจะปกคลุมด้วยบรรยากาศแห่งความอ่อนแอ สงบเสงี่ยม และเสื้อผ้าอันหม่นหมอง บรรดาสาวรอบข้างต่างก็ถือฉลากลับๆ เพื่อตัดสินว่าใครจะได้ใช้เวลาอยู่กับเขา ฟลอเรนติโนได้สุ่มเสี่ยงใช้เวลากับสาวเหล่านั้น จนถึงวันที่เขาได้พบกับเฟอร์มินา ดาซา วันที่ความไร้เดียงสาของเขาได้สิ้นสุดลง เขาพบเธอเป็นครั้งแรกในบ่ายวันหนึ่ง วันที่ลอทาริโอ ธูกัทให้เขาไปส่งโทรเลขให้ผู้มีนามว่า ลอเรนโซ ดาซา ซึ่งที่อยู่นั้นไม่ทราบ เขาพบชายคนนี้ที่ในบรรดาบ้านที่เก่าแก่ที่สุดในสวนแห่งอีวานเจิล ตัวบ้านผุพังไปเกือบครึ่ง ลานบ้านที่ประกอบด้วยวัชพืชในกระถางต้นไม้และน้ำพุหินที่แห้งผาก ทำให้ดูคล้ายเป็นอาราม ฟลอเรนติโน อริซาไม่ได้ยินเสียงมนุษย์คนอื่นเลย ตอนที่เขาเดินตามสาวรับใช้เท้าเปล่าไปตามทางเดินใต้ซุ้มโค้ง ที่นั่นมีกล่องใส่ของย้ายบ้านที่ยังไม่เปิด เครื่องมือช่างก่ออิฐวางปะปนไปกับเศษปูนที่เหลือและกองถุงซีเมนต์ บ้านหลังนี้อยู่ในระหว่างการบูรณะอย่างราบคาบ ที่สุดทางของลานบ้านที่เป็นห้องทำงานชั่วคราวนั้น มีชายอ้วนฉุ ที่มีจอนหยักศกยาวจนกลายเป็นหนวด นั่งอยู่หลังโต๊ะ กำลังหลับพักผ่อนยามบ่าย ที่จริงแล้วชื่อของชายผู้นี้คือลอเรนโซ ดาซา ซึ่งไม่ได้เป็นที่รู้จักกันมากในเมือง เพราะเขาเพิ่งย้ายมาเมื่อไม่ถึงสองปีที่แล้ว และไม่ใช่คนที่มีเพื่อนฝูงมากมายอะไร ลอเรนโซรับโทรเลขราวกับว่าสารนี้คือบทต่อจากฝันอันเป็นลางร้าย ฟลอเรนติโน อริซาจับตาดูดวงตาที่ไร้ประกายของลอเรนโซด้วยความเห็นใจตามหน้าที่ เขาสังเกตนิ้วที่ไม่มั่นคงซึ่งพยายามจะเปิดผนึก เฝ้าดูความกลัวจับใจที่เขาเห็นมานักต่อนักจากผู้รับจำนวนมาก ที่ไม่นึกว่าโทรเลขเป็นเรื่องอื่นไปได้ นอกจากจะเกี่ยวข้องกับมรณะ ลอเรนโซรักษาท่าทีปกติของตนได้เมื่ออ่านจบ เขาถอนใจ "เป็นข่าวดี" แล้วยื่นเงินห้าเหรียญตามธรรมเนียมให้ฟลอเรนติโน อริซา พร้อมทั้งบอกให้ทราบด้วยรอยยิ้มอันโล่งใจว่า เขาจะไม่ให้เงินจำนวนนี้เลยหากข่าวนั้นเป็นข่าวร้าย แล้วบอกลาด้วยการจับมือ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สามัญนักต่อผู้ส่งโทรเลข สาวใช้เดินมาส่งเขาที่ประตูถนน เพื่อคอยจับตาดูเขามากกว่าจะนำทาง ทั้งสองเดินย้อนกลับตามทางเดิน แต่ครั้งนี้ ฟลอเรนติโน อริซา รู้ว่ามีคนอื่นอยู่ในบ้านด้วย เพราะความกระจ่างในลานบ้านนั้นเต็มไปด้วยเสียงของหญิงสาวที่ท่องบทเรียนอ่านซ้ำๆ และเมื่อเขาผ่านห้องเย็บผ้า ก็ได้เห็นผ่านหน้าต่างว่ามีหญิงมีอายุกับสาวรุ่น นั่งชิดกันบนเก้าอี้สองตัว กำลังอ่านหนังสือที่กางอยู่บนตักหญิงมีอายุ ความเข้าใจของเขาถูกต้องเพียงส่วนเดียว เพราะหญิงมีอายุนี้คือป้า ไม่ใช่แม่ของเด็กสาว ถึงแม้ว่าเธอจะเลี้ยงดูเด็กคนนี้มาราวกับลูกในไส้ก็ตาม บทเรียนนั้นไม่ได้ขาดตอน แต่เด็กสาวเหลือบตาขึ้นดูว่าใครเดินผ่านไปที่หน้าต่าง และการสบตาโดยบังเอิญนี้คือจุดเริ่มต้นของมหันตภัยแห่งความรักที่ไม่จบลงได้ แม้ในอีกครึ่งศตวรรษให้หลัง ทั้งหมดที่ฟลอเรนติโน อริซาได้รู้เกี่ยวกับ ลอเรนโซ ดาซา คือเขามาจาก ซานฮวน เดอ ลาเซียนากา หลังจากการระบาดของอหิวาตกโรค กับลูกสาวคนเดียวและพี่สาวที่ไม่ได้แต่งงาน ผู้ที่เห็นการมาถึงครั้งนี้แน่ใจว่าเขาจะมาอยู่เป็นการถาวร เพราะได้นำทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับตกแต่งบ้านมาด้วย ภรรยาเขาเสียชีวิตเมื่อเด็กหญิงยังเล็กมาก ส่วนพี่สาวชื่อ เอสคอลาสติกา มีอายุสี่สิบปี และให้ปฎิญาณจะใส่แต่ชุดถือพรตของเซนต์ฟรานซิสเวลาเธอออกไปตามท้องถนน และสวมสายประคำสวดมนต์ของผู้กลับใจที่เอวเวลาอยู่บ้าน เด็กหญิงนั้นมีอายุสิบสามปี ใช้ชื่อเฟอร์มินา ตามแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว คาดกันว่าลอเรนโซ ดาซา ต้องเป็นคนที่มีลู่ทาง เพราะเขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายโดยไม่มีการงานใดๆ ที่เป็นที่ทราบกัน และเขาจ่ายเงินสดก้อนใหญ่สำหรับบ้านในสวนอีวานเจลหลังนี้ ซึ่งการบูรณะนั้นต้องอาศัยเงินเป็นสองเท่าของราคาซื้อที่มีค่า สองร้อยเปโซทองคำ ลูกสาวของเขาศึกษาในวิทยาลัยสาธิตของเบลสเวอร์จิน ที่ซึ่งสุภาพสตรีรุ่นๆ ในสังคมได้ร่ำเรียนศิลปะ และแนวทางการเป็นภรรยาที่ขยันและอยู่ในโอวาทมาร่วมสองศตวรรษ ในยุคอาณานิคมและช่วงปีแรกๆ ที่ประเทศได้เป็นรัฐ โรงเรียนนี้รับแต่นักเรียนจากตระกูลชื่อดัง แต่ตระกูลเก่าแก่เหล่านี้สลายไปเนื่องจากอิสรภาพ และต้องศิโรราบแก่ความจริงในยุคปัจจุบัน วิทยาลัยจึงได้เปิดประตูแก่ผู้สมัครทุกคนที่จ่ายค่าเล่าเรียนได้ ไม่ว่าจะมีเลือดเนื้อเชื้อไขใด ด้วยพันธะสำคัญประการเดียว คือต้องเป็นลูกสาวที่ชอบด้วยกฎหมายจากการแต่งงานคาทอลิก โรงเรียนนี้แพงระยับ และข้อที่ว่าเฟอร์มินา ดาซา เรียนอยู่ที่นี่ ถึงแม้เพียงพอจะบ่งชี้สถานภาพทางการเงินของครอบครัว แต่ก็บอกสถานะทางสังคมไม่ได้ ข่าวนี้สร้างขวัญให้ฟลอเรนติโน อริซา เพราะแสดงให้เห็นว่าดรุณีผู้งดงามด้วยดวงตารูปอัลมอนด์อยู่ไม่เกินเอื้อมมือคว้า แต่ระเบียบเข้มงวดของบิดาเธอสร้างความลำบากให้สาหัส เธอไม่เหมือนอย่างนักเรียนคนอื่น ที่เดินไปโรงเรียนกับเพื่อนนักเรียนหรือกับสาวใช้ แต่เฟอร์มินา ดาซา เดินไปโรงเรียนกับป้าทึนทึกผู้นี้เสมอ และกิริยาของป้าก็ชี้ชัดว่าเธอไม่เปิดโอกาสต่อสิ่งรบกวนใจใดๆ เป็นอันขาด ฟลอเรนติโน อริซาจึงได้เริ่มมีชีวิตลับเป็นนักล่าผู้โดดเดี่ยวด้วยวิธีแสนซื่อดังนี้ เขาจะนั่งในเก้าอี้ตัวที่แอบอยู่มิดชิดที่สุดในสวนเล็กๆ ตั้งแต่เจ็ดนาฬิกาในตอนเช้า ทำทีอ่านหนังสือโคลงกลอนอยู่ใต้ร่มไม้ต้นอัลมอนด์ จนกระทั่งสาวน้อยที่เข้าถึงไม่ได้ผู้นี้จะเดินผ่านมาในชุดนักเรียนลายทางสีน้ำเงิน กับถุงเท้าที่สูงถึงเข่า รองเท้าผูกเชือกแบบผู้ชาย กับผมเปียเดี่ยวหนา ที่ติดโบว์ตรงปลายยาวกลางหลังจรดเอว เธอเดินอย่างทรนงตามวิสัย ด้วยศีรษะเชิด ดวงตาตรงไม่วอกแวก กับก้าวย่างประเปรียว จมูกชี้ตรงไปข้างหน้า กอดกระเป๋านักเรียนแนบอกด้วยแขนทั้งสอง ท่าเดินดั่งกวางสาวทำให้หล่อนดูปราศจากแรงโน้มถ่วงใดๆ ส่วนข้างกายเธอนั้น ผู้ที่ดิ้นรนจะก้าวให้ทันคือคุณป้าในชุดถือพรตสีน้ำตาล และเชือกภาวนาของเซนต์ฟรานซิส ซึ่งไม่เปิดช่องให้เขาเข้าไปถึงเธอได้เลย ฟลอเรนติโน อริซาคอยดูทั้งคู่เดินผ่านไปมาสี่รอบต่อวัน และหนึ่งรอบในทุกวันอาทิตย์ตอนที่ทั้งคู่ออกจากพิธีมิซซา เพียงได้เห็นเธอก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา เขาวาดภาพฝันเกี่ยวกับหล่อนทีละนิดละน้อย ประสิทธิ์ประสาทคุณงามความดีอันเป็นไปไม่ได้ และทัศนคติในจินตภาพให้แก่หล่อน ในสองอาทิตย์ต่อมา ฟลอเรนติโนก็ไม่นึกถึงเรื่องอะไรอื่นเลยนอกจากหล่อน เขาจึงตกลงใจจะส่งข้อความเรียบง่าย ที่เขียนลงบนหน้ากระดาษทั้งสองฝั่ง ด้วยลายมือนายไปรษณีย์อันวิจิตรของเขาเอง ส่งให้แก่เฟอร์มินา ดาซา ทว่าเขาได้แต่เก็บกระดาษแผ่นนี้ไว้ในกระเป๋าอยู่หลายวัน เฝ้าครุ่นคิดว่าจะส่งให้เธอด้วยวิธีใด ในช่วงที่คิดอยู่นั้น เขาได้เขียนเพิ่มอีกหลายหน้ากระดาษก่อนไปนอน จนกระทั่งจดหมายแรกเริ่มได้กลายสภาพเป็นพจนานุกรมบรรจุคำสรรเสริญต่างๆ ด้วยแรงบันดาลใจจากเหล่าหนังสือที่เขาจำได้ขึ้นใจ จากการอ่านแล้วอ่านเล่าขณะปฏิบัติภารกิจเฝ้ารอในสวน ในการหาวิธีส่งจดหมายนั้น ฟลอเรนติโนได้พยายามผูกสัมพันธ์กับนักเรียนบางคนที่วิทยาลัยสาธิตแห่งนั้น แต่นักเรียนเหล่านั้นอยู่ห่างไกลเต็มทีจากโลกของเขา และเมื่อคิดให้ถ้วนถี่แล้ว คงไม่เป็นการรอบคอบนักที่จะให้คนอื่นมาล่วงรู้ความตั้งใจนี้ แต่ฟลอเรนติโนอุตส่าห์สืบพบจนได้ว่า เฟอร์มินา ดาซาเคยได้รับคำเชิญไปงานเต้นรำวันเสาร์ หลังจากเพิ่งมาถึงเพียงไม่กี่วัน บิดาของเธอไม่อนุญาตให้เธอไปร่วมงาน ด้วยคำขาดว่า "ทุกสิ่งจักมีเวลาที่เหมาะสม" ในเวลาที่จดหมายของฟลอเรนติโนมีใจความที่เขียนลงทั้งสองด้านของหน้ากระดาษ รวมมากกว่าหกสิบหน้านั้น เขาก็อดทนต่อความลับอันหนักหน่วงนี้ไม่ได้อีกต่อไป และปลดปล่อยภาระนี้กับมารดา ซึ่งเป็นบุคคลเดียวในโลกที่เขาจะยอมเผยความลับด้วย ทรานสิโท อริซาถึงกับน้ำตาตกในความไร้เดียงสาเรื่องรักของบุตรชาย และพยายามแนะนำด้วยความรู้ที่เธอมีอยู่ หล่อนโน้มน้าวไม่ให้ลูกชายส่งปึกกระดาษร้อยแก้วนี้ เพราะรังแต่จะสร้างความตระหนกแก่สาวในฝัน ซึ่งดูแล้วน่าจะอ่อนหัดเรื่องรักไม่แพ้ลูกชาย หล่อนบอกว่าขั้นแรกนั้น ลูกต้องทำให้สาวรับรู้ความสนใจของเขาก่อน เพื่อที่การเผยใจจะไม่ทำให้เธอประหลาดใจมากเกินไป และเพื่อจะให้เธอได้มีเวลาไปคิดดู "เหนือสิ่งอื่นใด" แม่กล่าว "บุคคลแรกที่ลูกต้องชนะใจไม่ใช่ตัวสาวผู้นี้ แต่คือป้าของเธอ" แน่นอนที่คำแนะนำทั้งสองข้อนี้หลักแหลม หากแต่เป็นคำแนะนำที่สายเกินการณ์ อันที่จริงนั้น นับตั้งแต่วันที่เฟอร์มินา ดาซา ปล่อยใจล่องลอยไปขณะที่สอนการอ่านให้ป้า และได้ช้อนตาดูว่าใครคือผู้เดินมาตามทางเดินนั้น เธอก็ได้ประทับใจกับฟลอเรนติโน อริซา ให้แล้วจากบรรยากาศแห่งความอ่อนแอรอบกายเขา และในเวลาอาหารเย็นค่ำนั้น บิดาเธอกล่าวถึงโทรเลข เธอจึงรู้ว่าฟลอเรนติโน อริซามาบ้านนี้ด้วยสาเหตุใด และเขาทำงานอะไร ข้อมูลเหล่านี้ยิ่งจุดความสนใจ เพราะเธอก็เหมือนกับผู้คนจำนวนมาก ที่รู้สึกว่าการประดิษฐ์โทรเลขนั้นต้องอาศัยความอัศจรรย์บางประการ เธอจึงจำเขาได้ตั้งแต่แรกเห็นเขานั่งอ่านหนังสือใต้ต้นไม้ในสวนเล็กๆ นั้น แต่ถึงกระนั้น สิ่งนี้มิได้สร้างความปั่นป่วนแก่เธอ จนกระทั่งป้าบอกว่าเขาอยู่ที่นี่ตั้งหลายอาทิตย์มาแล้ว และเมื่อทั้งคู่พบเขาเมื่อเลิกจากพิธีมิซซาด้วย ป้าของเธอก็เชื่อมั่นว่าการพบปะเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ป้ากล่าวว่า "เขาไม่ยอมลำบากลำบนทำสิ่งเหล่านี้เพื่อฉันเป็นแน่" ถึงแม้ป้าเอสคอลาสติกาจะถือการปฏิบัติเคร่งครัด และมีวิสัยที่รู้การสำนึกผิด แต่หล่อนก็มีสัญชาตญาณเรื่องชีวิต และเข้าใจดีต่อการสมรู้ร่วมคิด ซึ่งถือเป็นคุณความดีข้อใหญ่ที่สุดของหล่อน และความคิดเพียงว่ามีชายหนุ่มมาสนใจหลานสาว ได้ปลุกอารมณ์อันเกินหักห้ามในตัวหล่อน อย่างไรก็ดี เฟอร์มินา ดาซา ยังไม่ถูกแผ้วพานจากความใคร่รู้เรื่องรัก ความรู้สึกแบบเดียวที่ฟลอเรนติโน อริซาจะดลใจสาวน้อยได้มีเพียงความเวทนาชนิดหนึ่ง อันเกิดจากความเข้าใจว่าชายหนุ่มผู้นี้ป่วย แต่ป้าของเธอบอกว่าเราต้องใช้ชีวิตให้แสนนาน จึงจะรู้เนื้อแท้ในตัวคน และป้าก็เชื่อว่าผู้ที่นั่งในสวน คอยจ้องมองเวลาทั้งคู่เดินผ่านนั้น จะป่วยได้ก็ด้วยโรครักอย่างเดียวเท่านั้น Copyright © 2000 faylicity.com |