| DESPAIR : Vladimir Nabokov |
| แปลโดย faylicity.com
ถ้าผมไม่ได้แน่ใจในกำลังของตนเองที่จะเขียน และในความสามารถอันยอดเยี่ยมของผมที่จะถ่ายทอดความคิดอย่างสง่าผ่าเผย และมีชีวิตชีวาได้อย่างถึงที่สุดแล้วล่ะก็... เพราะอย่างนั้น ในทำนองนี้เองที่ผมได้คิดจะเริ่มเรื่องเล่าของผม นอกจากนั้น ผมควรจะเรียกร้องความใส่ใจของผู้อ่านในข้อเท็จจริงที่ว่า ผมขาดกำลังและความสามารถเหล่านั้น และอื่นๆ และผมก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะบรรยายถึงเหตุการณ์บางอย่าง ยิ่งไปกว่านั้น มันก็ไม่ควรมีอะไรให้บรรยายอีกด้วย ผู้อ่านที่สุภาพครับ เพราะว่าจะได้ไม่ต้องมีอะไรเกิดขึ้นเลยสักสิ่งเดียว อาจจะดูเหลวไหลแต่อย่างน้อยก็ยังชัดเจนดี มีแต่พรสวรรค์ในความรู้แจ้งต่อเล่ห์กลของชีวิตที่เป็นคุณลักษณะภายในอันเกิดจากการฝึกใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องเท่านั้นที่ยังทำให้ผมสามารถทำได้.... ถึงตอนนี้ ผมควรจะเปรียบเทียบผู้ทำผิดกฎหมายที่หงุดหงิดใจมากมายกับรอยหยดเลือดเล็กน้อย กับกวีหรือไม่ก็นักแสดงละครสักคน แต่ก็อย่างที่เพื่อนผู้ถนัดซ้ายที่น่าสมเพชของผมเคยว่าเอาไว้ การคาดเดาในทางปรัชญาเป็นเรื่องของพวกคนรวยๆ ให้มันล่มจมไปเหอะ อาจจะดูเหมือนว่าผมไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ภาพที่ขบขันของชายชราที่เดินเก้งก้างผ่านมา เนื้อข้างแก้มเหี่ยวตก รีบเร่งมุ่งมั่นไปยังรถโดยสารคันสุดท้าย ซึ่งในที่สุดก็ตามไปทันแต่ไม่กล้าขึ้นรถ ดังนั้นจึงถอยออกมาด้วยรอยยิ้มทึ่มๆ และจ้ำต่อไป ผมไม่กล้ากระโดดหรอกหรือ? รถโดยสารคันนั้นคำราม เร่งความเร็ว และจะหายไปตลอดกาลที่ตรงหัวมุมถนน รถโดยสารเครื่อง รถโดยสารอันทรงกำลังในเรื่องของผม ดูจะเป็นจินตนาการที่รุ่มร่ามเกินไป ผมยังคงวิ่งต่อไป พ่อของผมเป็นคนเยอรมันที่พูดภาษาอังกฤษจากรีวาล เมืองที่พ่อเข้ามหาวิทยาลัยทางการเกษตรชื่อดัง แม่ของผมเป็นคนรัสเซียแท้ๆ มาจากพวกผู้ดีเก่าแก่ ในวันอบอ้าวของฤดูร้อน แม่ที่เนิบนาบในชุดผ้าไหมสีไลแลค จะเอนตัวบนเก้าอี้โยก นั่งพัด และเคี้ยวชอคโกแลตไปด้วย หน้าต่างทุกบานจะปิดหมด และลมจากสนามที่เพิ่งตัดหญ้าใหม่ๆ จะพัดบังตาให้โยกตัวเหมือนอย่างใบสำเภาที่สง่างาม ในช่วงสงคราม ผมถูกจับในฐานะคนเยอรมัน เป็นโชคไม่ดีจริงๆ ด้วยเพราะผมเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ผมอ่านหนังสือหนึ่งพันกับสิบแปดเล่มพอดิบพอดีในระหว่างช่วงปลายปี 1914 ถึงกลางปี 1919 ... ผมคอยนับเอาไว้ ตอนขาไปเยอรมัน ผมถูกทิ้งไว้ที่มอสโคว์นานสามเดือน และได้แต่งงานที่นั่น ผมพักในเบอร์ลินตั้งแต่ปี 1920 ในวันที่ 9 พฤษภาคม 1930 ก็ได้ผ่านอายุ 35 มาแล้ว ... ขอนอกเรื่องสักนิด ส่วนที่เกี่ยวกับแม่ผมนั้นเป็นการจงใจโกหก ที่จริงแม่เป็นผู้หญิงธรรมดา เรียบง่ายและหยาบกระด้าง แต่งตัวโทรมๆ ด้วยเสื้อปล่อยหลวมๆ ที่เอง ผมจะขีดฆ่าทิ้งก็ได้อยู่แล้ว แต่ผมตั้งใจทิ้งไว้อย่างนั้นให้เป็นตัวอย่างของบุคลิกภาพสำคัญของผม ซึ่งคือการโกหกสร้างสรรค์ได้หน้าชื่นตาบาน ตามที่ผมได้บอกแล้วว่า วันที่ 9 พฤษภาคม 1930 ผมได้เดินทางไปกรุงปรากในเรื่องธุรกิจ ธุรกิจของผมคือชอคโกแลต ชอคโกแลตเป็นของดี มีพวกสาวๆ ที่ชอบแต่ประเภทที่มีรสขม ... พวกทำอวดว่ามีศีลธรรมที่จุกจิกน่าชัง (ไม่รู้ว่าทำไมผมต้องเขียนอย่างเปล่าประโยชน์อย่างนี้ด้วย) มือของผมสั่นเทา ผมอยากจะร้องออกมาดังๆ หรือไม่ก็ทุ่มทำลายข้าวของ ... อารมณ์อย่างนี้ไม่เหมาะกับการเปิดเผยสามัญของเรื่องราวที่ดำเนินไปช้าๆ เลย ใจผมหงุดหงิด เป็นความรู้สึกแย่เหลือทน สงบใจหน่อย ต้องคุมความคิดหน่อย ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะไปต่อไป สงบใจ ใครๆ ก็รู้ว่าชอคโกแลต... (ให้ผู้อ่านนึกถึงรายละเอียดของการทำชอคโกแลตในที่นี้) ยี่ห้อของเราบนฉลากห่อแสดงสุภาพสตรีในชุดสีไลแลคถือพัด เรากำลังเร่งให้บริษัทต่างประเทศที่กำลังจะล้มละลาย ให้เปลี่ยนขั้นตอนการผลิตให้มาเป็นของเรา เพื่อส่งให้เชคโกสโลวาเกีย และผมมาที่ปรากก็ด้วยเหตุนี้ เช้าวันที่ 9 พฤษภาคม ผมออกจากโรงแรมด้วยแท็กซี่ที่พาผมไป... การจดจำเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องน่าเบื่อจริงๆ ทำให้เบื่อแทบตาย แต่ถึงผมจะอยากให้ไปถึงตอนสำคัญให้เร็วแค่ไหน คำอธิบายเบื้องต้นสักเล็กน้อยก็เป็นสิ่งจำเป็น เราจึงต้องทำๆ ให้มันเสร็จไป! สำนักงานของบริษัทนั้นอยู่ชานเมืองไปไกลมาก และผมหาคนที่ต้องไปเจอไม่พบ พวกนั้นบอกว่าเขาจะกลับมาภายในหนึ่งชั่วโมงหรือประมาณนั้น ... ผมควรต้องบอกผู้อ่านว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมาก พระอาทิตย์ได้ตกและสัมผัสเมฆสีแดงเหนือภูเขาพีเรเนียน ที่คล้ายกับฟูจิยามา ผมนั่งอยู่ในสภาพเหนื่อยล้าอย่างประหลาด เดี๋ยวก็ฟังเสียงวิ่งวนปะทะของลม ... เดี๋ยวก็วาดรูปจมูกที่ขอบกระดาษ เดี๋ยวก็ผล็อยหลับไป แล้วก็จะสะดุ้งขึ้นมาอย่างสั่นเทาไปหมด Copyright © 2000 faylicity.com |