* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปอ่าน
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | Fried Green Tomatoes At the Whistle Stop Cafe
 
book FRIED GREEN TOMATOES AT THE WHISTLE STOP CAFE : Fannie Flagg
แปลโดย faylicity.com
ฉันอาจจะนั่งอยู่ที่นี่ ที่บ้านพักคนชราโรสเทอเรซ แต่ในใจ ฉันอยู่ที่วิสเซิลสต็อปคาเฟ่ กับจานมะเขือเทศเขียวทอดตรงหน้า
-มิสซิสคลีโอ เทรดกูด มิถุนายน 1986

วีมส์รายสัปดาห์

(จดหมายข่าวรายสัปดาห์ในวิสเซิลสต็อป อลาบามา)

12 มิถุนายน 1929
เปิดร้าน

วิสเซิลสต็อปคาเฟ่เปิดตัวอาทิตย์ที่แล้ว อยู่ถัดจากบ้านฉันตรงไปรษณีย์พอดี อิจจี เทรดกูด กับรูท เจมิสัน ผู้เป็นเจ้าของกล่าวว่าธุรกิจของร้านดำเนินไปด้วยดี อิจจีฝากบอกคนที่รู้จักเธอว่าไม่ต้องกลัวจะเสาะท้อง เพราะเธอไม่ได้เป็นคนทำอาหาร อาหารทุกจานปรุงโดยหญิงผิวดำสองคนคือซิบซีและออนเซล ส่วนผู้คุมเตาบาร์บีคิวคือบิ๊กจอร์จ สามีของออนเซลนั่นเอง
        สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ไปชิม อิจจีบอกว่าเวลาอาหารเช้าเริ่มจาก 5.30 - 7.30 ลูกค้าสั่งไข่ ข้าวโอ๊ตบด บิสกิต เบคอน ไส้กรอก แฮมและเรดอายเกรวี่ กับกาแฟ ได้ในราคา 25 เซนต์
        สำหรับอาหารกลางวันและอาหารเย็น มีไก่ทอด หมูราดเกรวี่ ปลาดุก ไก่กับแป้งทอด หรือบาร์บีคิวจานร้อน เลือกผักได้สามชนิด บิสกิตหรือขนมปังข้าวโพด และเครื่องดื่มกับของว่าง ราคา 35 เซนต์
        อิจจีบอกว่าผักที่มีคือ: ข้าวโพดต้ม มะเขือเทศเขียวทอด กระเจี๊ยบมอญทอด ใบกะหล่ำหรือหัวมัน ถั่วแบล็กอาย แยมหวาน ถั่วเนยหรือถั่วลิมา
        ส่วนของหวานคือพาย
        ฉันกับวิลเบอร์ คู่ชีวิตพากันไปกินที่นั่นคืนก่อน วิลเบอร์บอกว่าอาหารอร่อยเสียจนเขาอาจไม่ยอมกินข้าวบ้านอีกแล้ว ฮ่า ฮ่า ขอให้จริงเถอะ ฉันอุตส่าห์เสียเวลาแทบตายนั่งทำกับข้าวสุดฝีมือ ก็ยังทำให้เขาพอใจไม่ได้สักที
        อีกเรื่องหนึ่ง อิจจีฝากเล่าด้วยว่าแม่ไก่ตัวหนึ่งของเธอออกไข่ที่มีธนบัตรสิบดอลลาร์อยู่ในนั้น

...ดอท วีมส์...

บ้านพักคนชราโรสเทอเรซ

ทางด่วนมอนต์โกเมอรี เบอร์มิงแฮม แอละแบมา

15 ธันวาคม 1985

เอเวอร์ลีน เคาช์ไปโรสเทอเรซอย่างไม่เต็มใจนักเมื่อเร็วๆ นี้ เธอไปกับเอ็ด สามีที่ไปเยี่ยมมารดาหรือบิ๊กมาม่า เอเวอร์ลีนเพิ่งปลีกตัวจากทั้งคู่มาอยู่ส่วนที่พักของผู้มาเยี่ยมทางตอนหลัง ซึ่งเป็นที่ๆ เธอเอร็ดอร่อยกับขนมหวานได้สงบเงียบคนเดียว แต่พอเธอนั่งลง หญิงชราคนหนึ่งก็มาอยู่ข้างๆ และเริ่มคุย

"ถามมาสิว่าใครแต่งงานกับใครปีไหน แม่เจ้าสาวใส่ชุดอะไร ฉันตอบเธอได้เก้าจากสิบ แต่ฉันไม่มีวันบอกเธอได้เล้ยว่าฉันแก่ลงจนขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ครั้งแรกที่ฉันเริ่มรู้ตัวคือเดือนมิถุนาปีนี้เอง ตอนที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะถุงน้ำดีที่อาจจะยังอยู่หรือถูกโยนทิ้งไปแล้วก็ไม่รู้ แม่พยาบาลร่างยักษ์จัดการถ่ายท้องอย่างที่แม่พวกนั้นชอบทำกัน ฉันเห็นว่าพวกนั้นใส่อะไรที่ข้อมือฉัน แถบสีขาวนั่นเขียนว่า มิสซิสคลีโอ เทรดกูด หญิง 86 ปี คิดดูเอา!

"พอกลับบ้านฉันก็บอกมิสซิสโอติส เพื่อนฉันว่าสงสัยที่เราสองคนจะทำได้คือนั่งรอวันตายล่ะมั้ง แต่เธอบอกว่าชอบคำว่า ข้ามไปสู่อีกฟากหนึ่ง มากกว่า พิโธ่เอ๋ย ฉันล่ะพูดไม่ลงว่าไม่ว่าจะเรียกยังไง เราทุกคนก็ต้องตายวันยังค่ำ...

"ตลกนะ ตอนเด็กๆ เรานึกว่าเวลาจะไม่ผ่านไปไหน แต่พออายุยี่สิบ เวลาก็ผ่านไปยังกับเราอยู่บนรถด่วนไปเมมฟิส ฉันว่าชีวิตทุกคนคงมีผิดมีพลาด ดูอย่างฉันสิ วันหนึ่งฉันเป็นเด็กผู้หญิง แล้วอีกวันก็กลายเป็นสาวเต็มตัว มีหน้าอก มีขนขึ้นตามเนื้อตัว ฉันก็คิดถึงตอนนั้นไปทุกอย่าง แต่นั่นแหละ ฉันไม่ได้หัวดีในโรงเรียน หรือในเรื่องอื่นๆ นัก...

"มิสซิสโอติสกับฉันมาจากวิสเซิลสต็อป เมืองเล็กๆ ห่างจากนี่ไปสิบไมล์ ตรงลานสถานีรถไฟ... มิสซิสโอติสอยู่เลยไปหน่อย อยู่ถนนเส้นเดียวกับฉันมาสามสิบกว่าปีได้แล้ว พอสามีตาย ลูกชายกับลูกสะใภ้ก็ส่งตัวมาอยู่ที่บ้านพักนี่ แล้วก็ขอร้องให้ฉันมาอยู่ด้วย ฉันก็บอกพวกนั้นไปว่าจะมาอยู่ด้วยสักพัก แต่มิสซิสโอติสยังไม่รู้หรอก ฉันว่าจะกลับบ้านทันทีที่เขาปรับตัวเข้ากับที่นี่แล้ว

"ที่นี่มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนะ วันก่อนทุกคนได้ช่อคริสต์มาสกลัดเสื้อด้วย ของฉันได้เป็นลูกกลมสีแดงเงาวับเชียว ส่วนมิสซิสโอติสได้ที่มีหน้าซานตาคลอส แต่ฉันก็เสียดายที่เอาแมวมาด้วยไม่ได้นี่ล่ะ

"พวกนั้นไม่ยอมให้เรามีสัตว์เลี้ยง แต่ฉันล่ะคิดถึงมันจริงๆ ตลอดชีวิตมานี่ ฉันต้องมีลูกแมวสักตัวสองตัวอยู่ด้วย นี่ฉันต้องยกมันให้สาวข้างบ้าน คนที่คอยรดน้ำเยอเรเนียมให้ ฉันมีกระถางซีเมนต์ตั้งสี่กระถางที่เฉลียงหน้าบ้าน ปลูกแต่ต้นเยอเรเนียมทั้งหมดเลย

"มิสซิสโอติสเพื่อนฉันอายุแค่เจ็ดสิบแปด เป็นคนน่ารักจริงๆ แต่ชอบคิดมาก ฉันเก็บก้อนนิ่วของฉันใส่ขวดแยมตั้งไว้ข้างเตียง แต่เธอขอให้ฉันเอาไปแอบเสีย บอกว่าเห็นแล้วเครียด มิสซิสโอติสน่ะผอมบางร่างน้อย ดูฉันสิ ฉันเป็นผู้หญิงตัวใหญ่กระดูกหนา

"แต่ฉันไม่เคยขับรถเลย... ถูกทิ้งมาเกือบตลอดชีวิต แล้วก็ต้องอยู่ติดบ้าน รอให้มีคนมาพาไปซื้อของ หรือหาหมอ หรือไปโบสถ์ หลายปีโน้นเรายังนั่งรถรางไปเบอร์มิงแฮมได้ แต่รถรางหยุดวิ่งมาตั้งนานแล้ว ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ล่ะก็ อย่างเดียวที่ฉันจะกลับไปแก้ไขก็คือไปทำใบขับขี่ซะ

"รู้ไหมว่ามันน่าขำดีนะ ไอ้เจ้าสิ่งที่เราคิดถึงเวลาจากบ้านนี่ ฉันน่ะคิดถึงกลิ่นกาแฟ... กับเบคอนที่ทอดตอนเช้าๆ อยู่นี่ล่ะไม่มีทางได้กลิ่นกับข้าวที่ไปทำกันซะตั้งไกลลอยมาหรอก ขนาดจะกินของทอดก็ยังไม่ได้ ทุกอย่างต้มมาหมด แถมยังไม่ใส่เกลือสักเม็ดเดียว! ฉันไม่มีวันจ่ายสักแดงซื้ออะไรต้มๆ มากินหรอก เธอว่าไหมล่ะ

หญิงชราไม่ได้รอคอยคำตอบแต่อย่างใด "...ฉันชอบให้มื้อเที่ยงเป็นแครกเกอร์กับบัตเตอร์มิลก์จริงๆ เล้ย หรือบัตเตอร์มิลก์กับขนมปังข้าวโพดก็ได้ ฉันเอาแก้วทุบให้เละแล้วใช้ช้อนตักกิน แต่มาอยู่นี่จะกินเหมือนอย่างอยู่บ้านไม่ได้หรอก จริงไหมล่ะ และฉันก็คิดถึงไม้ด้วย

"บ้านฉันเป็นแค่กระท่อมทางรถไฟเล็กๆ เก่าๆ ที่มีห้องรับแขก ห้องนอน ห้องครัว แต่เป็นบ้านไม้ที่ผนังข้างในเป็นไม้สน ฉันชอบแบบนี้ล่ะ ไม่ได้ชอบพวกกำแพงฉาบปูนเล้ย ดูแล้วมันยังไงไม่รู้ มันเย็นชา ดูทื่อมะลื่อ

"ฉันเอารูปที่บ้านมาแขวนในห้องด้วยรูปหนึ่ง เป็นรูปสาวนั่งชิงช้า ฉากหลังเป็นปราสาทกับฟองอากาศสีฟ้าสวยเชียว แต่พยาบาลที่นี่บอกว่าแม่สาวนั่นเปลือยตั้งแต่เอวขึ้นไป ก็เลยไม่เหมาะไม่ควร รู้ไหมว่าฉันมีรูปนี้มาห้าสิบปีแล้ว ไม่เคยรู้เล้ยว่าแม่นี่เปลือยอยู่ พูดกันจริงๆ ฉันว่าพวกตาแก่ที่นี่สายตาไม่ดีพอจะสังเกตหรอกว่าแม่หนูน่ะเปลือยอกอยู่ แต่อย่างว่าน่ะนะ ในบ้านพักเมโทดิสต์แบบนี้ แม่หนูนั่นจึงต้องเข้าตู้ไปกับก้อนนิ่วของฉัน

"ฉันอยากกลับบ้าน บ้านคงรกแน่ๆ เพราะไม่ได้กวาดมาตั้งนานแล้ว ฉันออกไปนอกบ้าน โยนไม้กวาดใส่พวกนกที่จิกตีกันหนวกหู แล้วเป็นไงรู้ไหม ไม้กวาดนั่นไปติดบนต้นไม้ กลับไปนี่ต้องหาใครมาปีนเอาลงมาให้

"คืนก่อนลูกชายของมิสซิสโอติสมารับเรากลับบ้าน ไปงานน้ำชาคริสต์มาสในโบสถ์ เขาขับรถผ่านทางรถไฟตรงที่คาเฟ่เคยตั้งอยู่ แล้วก็เลยไปที่ถนนเฟิสต์ ผ่านบ้านเทรดกูดเก่าไปพอดิบพอดี บ้านส่วนใหญ่แถวนั้นตอกไม้ปิดหมด ทรุดโทรมมากแล้ว แต่พอเรามาถึงถนน ไฟหน้ารถก็ส่องหน้าต่างบ้านเข้าพอดี นาทีนั้นน่ะ บ้านหลังนั้นดูยังกับที่มันเคยเป็นในคืนสมัยโน้น ตั้งเจ็ดสิบปีมาแล้ว สมัยที่หน้าต่างทุกบานสว่างไสว เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกและความสนุกสนาน ฉันแทบได้ยินเสียงผู้คนหัวเราะ ได้ยินเอสซี รู ดีดเปียโนที่ห้องนั่งเล่น เพลง 'Buffalo Gal, Won't You Come Out Tonight' หรือ 'The Big Rock Candy Mountain' ฉันแทบเห็นภาพอิจจี เทรดกูดนั่งบนต้นไชนาเบอรี หอนอย่างกับหมาทุกครั้งที่เอสซี รู พยายามร้องเพลง อิจจีชอบบอกว่าเอสซี รู ร้องเพลงเก่งพอๆ กับวัวที่เต้นรำ พอขับรถผ่านบ้านนั้น บวกกับที่ฉันคิดถึงบ้าน ก็ทำให้อดนึกกลับไปไม่ได้...

"ฉันจำได้เหมือนเพิ่งผ่านมาเมื่อวานนี้ แต่ยังไงฉันก็ไม่คิดว่าตัวเองจะลืมอะไรที่เกี่ยวกับครอบครัวเทรดกูด คุณพระช่วยเถอะ ฉันน่ะอยู่บ้านติดกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก แล้วฉันก็แต่งงานกับคนบ้านนั้นด้วย

"บ้านนั้นมีลูกเก้าคน เป็นผู้หญิงเสียสาม เอสซี รู กับสองแฝด อายุพอๆ กับฉัน ฉันเลยไปเล่นและอยู่ค้างคืนที่บ้านนั้นประจำ แม่ฉันตายจากวัณโรคปอดตอนฉันสี่ขวบ พอพ่อตายที่แนชวิล ฉันก็เลยอยู่บ้านนั้นตลอดไปเสียเลย เรียกว่าเป็นการค้างคืนที่ไม่รู้จบก็ได้

วีมส์รายสัปดาห์

(จดหมายข่าวรายสัปดาห์ในวิสเซิลสต็อป แอละแบมา)

8 ตุลาคม 1929
อุกกาบาตตกใส่ชาววิสเซิลสต็อป

มิสซิสบิดดี หลุยส์ โอติส ผู้พักอาศัยที่ 401 ถนนเฟิสต์ รายงานว่าในคืนวันพฤหัสบดี ลูกอุกกาบาตขนาดสองปอนด์ได้ตกทะลุหลังคาบ้าน เฉียดเธอไปหวุดหวิด ไปโดนวิทยุที่เธอกำลังเปิดฟังอยู่ตอนนั้น เธอเล่าว่านั่งอยู่บนโซฟาเพราะสุนัขได้จองเก้าอี้ไปแล้ว เธอเพิ่งเปิดรายการ Fleischman's Yeast ฟังตอนเกิดเหตุ เธอบอกว่าหลังคาเป็นรูขนาดสี่ฟุต ส่วนวิทยุแตกเป็นสองเสี่ยงทีเดียว
        เบอร์ทากับแฮโรลด์ วิก ฉลองครบรอบแต่งงานที่สวนหน้าบ้านเพื่อให้เพื่อนบ้านเห็นทั่วกัน และขอแสดงความยินดีกับมิสเตอร์เอิร์ล แอดคอก ซีเนียร์ ผู้บริหารทางรถไฟแอลแอนด์เอ็น ผู้ได้รับขนานนามเป็นผู้ปกครองเปี่ยมศีลธรรมของผู้รักษาประโยชน์และปกป้องกวางที่ 37 ซึ่งคู่ชีวิตของฉันเป็นสมาชิกอยู่
        อีกเรื่องหนึ่ง อิจจีฝากบอกว่าหากใครต้องการจะบาร์บีคิวอะไร ให้ส่งไปได้ที่ร้าน บิ๊กจอร์จจะจัดการทำให้ เนื้อไก่คิด 10 เซนต์ ส่วนหมูนั้น คิดราคาตามขนาด

...ดอท วีมส์...

บ้านพักคนชราโรสเทอเรซ

ทางด่วนมอนต์โกเมอรี่ เบอร์มิงแฮม แอละแบมา

15 ธันวาคม 1985

หนึ่งชั่วโมงให้หลัง มิสซิสเทรดกูดก็ยังคุยไม่หยุดปาก เอเวอร์ลีน เคาช์จัดการช็อกโกแลตมิลกี้เวย์หมดไปสามแท่ง และกำลังแกะซองขนมบัตเตอร์ฟิงเกอร์ห่อที่สอง พลางคิดว่าหญิงชราข้างๆ เธอนี้จะมีวันสงบปากลงหรือไม่

"รู้มั้ยว่าน่าเสียดายแค่ไหนที่บ้านเทรดกูดอยู่ในสภาพโทรมเกินซ่อมแซมขนาดนั้น อะไรตั้งหลายอย่างเกิดขึ้นที่นั่น เด็กหลายคนเกิดนี่นั่น เรามีวันเวลาดีๆ มากมาย บ้านนั้นเป็นบ้านสองชั้นหลังใหญ่ ทาขอบสีขาว มีเฉลียงหน้าบ้านกว้างขวาง ยาวตลอดจนด้านข้างของตัวบ้าน ห้องนอนทุกห้องติดกระดาษติดผนังลวดลายกุหลาบที่สวยจับใจเวลาเราเปิดตะเกียงตอนกลางคืน

"ทางรถไฟน่ะวิ่งผ่านสวนหลังบ้านเลย พอหน้าร้อนตอนกลางคืน สวนนั่นจะมีแต่หิ่งห้อย ข้างทางรถไฟจะตลบอบอวลด้วยกลิ่นต้นสายน้ำผึ้ง ป็อปปาปลูกต้นไม้ดัดกับแอ๊ปเปิลไว้หลังบ้าน สร้างไม้ระแนงสีขาวเป็นซุ้มองุ่นที่เต็มไปด้วยเถาองุ่นที่สวยที่สุดให้มอมมา กุหลาบสีชมพูน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋มขึ้นทั่วหลังบ้านไปหมด ฉันล่ะอยากให้เธอได้ไปเห็นจริงๆ

"มอมมากับป็อปปา เทรดกูด เลี้ยงฉันอย่างกับเลือดในไส้ ฉันชอบคนบ้านนี้ทุกคน โดยเฉพาะบัดดี้ แต่ฉันแต่งงานกับคลีโอ พี่ชายของบัดดี้ที่เป็นนักจับเส้นกระดูกสันหลัง แล้วรู้ไหมล่ะ ตอนหลังฉันถึงรู้ตัวว่าหลังไม่ค่อยดี อะไรก็เลยลงตัวด้วยดีไปหมด

"คงเห็นล่ะนะว่าฉันอยู่กับอิจจีที่บ้านเทรดกูดมาตลอดชีวิต แล้วจะบอกให้เลยว่ามันดีกว่าในหนังซะอีก ดีกว่าจริงๆ แต่ตอนนั้นฉันมันเป็นพวกขี้ครอกเขา เชื่อไม่เชื่อล่ะ ว่าฉันไม่เคยพูดมากเลยจนอายุห้าสิบกว่า แต่ตั้งแต่นั้นก็หยุดพูดไม่ได้เลยเหมือนกัน คลีโอเคยบอกหนหนึ่งว่า "นินนี" ฉันชื่อเวอร์จิเนีย แต่ใครๆ เรียกว่านินนี - เขาบอกว่า "นินนี วันๆ ได้ยินแต่อิจจีว่าอย่างโน้น อิจจีว่าอย่างนี้" เขาว่า "ไม่มีอย่างอื่นจะทำอีกแล้วหรือไง นอกจากไปป้วนเปี้ยนแถวคาเฟ่ทั้งวัน"

"ฉันคิดหนักอยู่ตั้งนานแล้วตอบไปว่า 'ใช่ ไม่มีอย่างอื่นน่าทำมากกว่านั้น...' ไม่ได้อยากพูดให้คลีโอดูแย่หรอกนะ แต่มันจริงๆ น่ะ

"ฉันไปฝังคลีโอเดือนกุมภาพันธ์เมื่อสามสิบเอ็ดปีมาแล้ว ยังนึกอยู่บ่อยๆ ว่าทำให้เขาเสียใจหรือเปล่าที่พูดไปอย่างนั้น แต่คงไม่หรอก เพราะยังไงๆ เขาก็รักอิจจีเหมือนอย่างที่คนอื่นรักนั่นแหละ ได้หัวเราะกับอะไรที่อิจจีทำเสมอๆ อิจจีเป็นน้องสาวเขาน่ะ ตลกตัวเอ้เลย อิจจีกับรูทเป็นเจ้าของวิสเซิลสต็อปคาเฟ่

"อิจจีทำอะไรบ้าเท่อได้ทั้งหมดล่ะเพื่อให้คนหัวเราะ เคยใส่เหรียญโพลกาลงในตะกร้าบริจาคของโบสถ์แบ็พติสอยู่หน อิจจีไม่เหมือนชาวบ้านอยู่หรอก แต่ไอ้ที่มีคนคิดว่าเธอฆ่าผู้ชายคนนั้นได้น่ะ ไม่รู้คิดได้อย่างไรจริงๆ

เป็นครั้งแรกที่เอเวอร์ลีนหยุดกิน และมองไปที่หญิงชราท่าทางอ่อนหวานในชุดลายดอกไม้สีฟ้าซีดๆ กับผมดัดขอดสีดอกเลาที่พูดต่อไปไม่หยุดปาก

"บางคนคิดว่ามันเริ่มจากวันที่เธอไปเจอรูท แต่ฉันว่ามันเริ่มจากอาหารค่ำวันอาทิตย์วันนั้นมากกว่า วันที่หนึ่ง เมษายน 1919 ปีที่ลีโอนาแต่งงานกับจอห์ จัสติส ฉันบอกได้ว่าเป็นวันที่หนึ่งเมษา เพราะอิจจีมาที่โต๊ะกินข้าววันนั้น แล้วอวดกล่องสีขาวที่มีนิ้วคนวางบนเศษผ้าอยู่ข้างใน เธออ้างว่าพบนิ้วนี้ที่สวนหลังบ้าน แต่จริงๆ เป็นนิ้วของเธอเองที่ลอดผ่านรูตรงก้นกล่อง วันโกหกยังไงล่ะ

"ทุกคนพากันตลก ยกเว้นลีโอนา พี่ใหญ่ที่สุดและสวยที่สุดและถูกป๊อปปา เทรดกูดเอาใจจนเสียคน แต่ฉันว่าใครๆ ก็เอาใจเขาทั้งนั้น ...

วีมส์รายสัปดาห์

(จดหมายข่าวรายสัปดาห์ในวิสเซิลสต็อป แอละแบมา)

15 ตุลาคม 1929
เจ้าของอุกกาบาตยังเป็นที่สงสัย

มิสซิสเวสต้า แอกค็อกกับเอิร์ล จูเนียร์ บุตรชายอ้างว่าพวกเขาเป็นเจ้าของโดยชอบธรรมของอุกกาบาต เพราะว่าครอบครัวโอติสเช่าบ้านที่อุกกาบาตตกจากเธอ ดังนั้นบ้านหลังนั้นรวมทั้งอุกกาบาตต้องตกเป็นของเธอ
        มิสซิสบิดดี หลุยส์ โอติสตอบคำถามเกี่ยวกับกรณีนี้ โดยแย้งว่าลูกอุกกาบาตต้องเป็นของตน เพราะว่าตกลงมาใส่เครื่องรับวิทยุของเธอ รอย ผู้เป็นสามีของมิสซิสโอติสที่เป็นพนักงานหยุดรถในสถานีรถไฟสายใต้ และทำงานกะดึกจึงไม่อยู่บ้านในคืนเกิดเหตุ กล่าวว่าเรื่องนี้ไม่แปลกอะไร เพราะในปี 1833 มีลูกอุกกาบาตถึง 10,000 ลูกตกลงมาพร้อมกันในคืนเดียว นี่เป็นแค่ลูกเดียวเท่านั้น จึงไม่ควรเป็นเรื่องที่นำมาถกเถียงกันให้มากเรื่องแต่อย่างใด
        อย่างไรก็ตาม บิดดีกล่าวว่าเธอคิดจะเก็บอุกกาบาตลูกนี้ไว้เป็นที่ระลึก
        อีกเรื่องหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจินตนาการของฉันเองหรือว่าโลกนี้ยากแค้นมากขึ้นทุกที คู่ชีวิตฉันเล่าว่ามีคนจรจัดห้าคนปรากฏตัวที่คาเฟ่อาทิตย์ที่แล้ว เพื่อมาหาอะไรลงท้อง

...ดอท วีมส์...

Copyright © 2000 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | Fried Green Tomatoes At the Whistle Stop Cafe