* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปอ่าน
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | The World According to Garp
 
book THE WORLD ACCORDING TO GARP : John Irving
แปลโดย SleepyO

บอสตัน เมอร์ซี่


เมืองบอสตัน ปี 1942 เจนนี่ ฟิลด์แม่ของการ์ปถูกจับกุมในข้อหาทำร้ายร่างกายชายคนหนึ่งในโรงภาพยนตร์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากญี่ปุ่นบุกถล่มเพิร์ลฮาร์เบอร์ และผู้คนกำลังเอือมระอากับทหาร เพราะทันใดนั้นเอง ดูเหมือนว่าทุกคนจะเป็นทหารกันไปหมด เจนนี่ ฟิลด์มั่นใจในความอดกลั้นที่เธอมีต่อพวกผู้ชายโดยทั่วๆไป และเป็นกรณีพิเศษกับพวกทหาร ในโรงภาพยนตร์เธอขยับตัวหนีถึงสามครั้ง ทุกๆครั้งเขาจะขยับตัวตามเข้ามาใกล้ เธอหนีจนนั่งเก้าอี้ติดริมกำแพง เริ่มมองภาพข่าวข้างหน้าไม่เห็นเพราะมีเสาบัง เธอตัดสินใจว่าจะนั่งอยู่กับที่ ไม่ลุกหนีไปไหน และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ทหารคนนั้นลุกขึ้นมานั่งติดกับเธอ

เจนนี่มีอายุยี่สิบสองปี แทบจะลาออกจากโรงเรียนทันทีที่เข้าไป แต่เธอย้ายไปเรียนพยาบาลต่อจนจบ เป็นอันดับหนึ่งในชั้น แถมยังรักการเป็นพยาบาลเป็นชีวิตจิตใจ เจนนี่มีรูปร่างล่ำสันเหมือนพวกนักกีฬา แก้มมีสี ผมดำมันเงา แม่บอกว่าเธอเดินเหมือนพวกผู้ชาย(เดินเหวี่ยงแขน) ตะโพกดูบอบบางแต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแรง ถ้ามองดูจากด้านหลังเธอคลับคล้ายเด็กผู้ชายยิ่งนัก ในสายตาเจนนี่เอง เธอคิดว่าหน้าอกเธอใหญ่เกินไป ซึ่งบางครั้งก็มีส่วนทำให้เธอดูเป็นผู้หญิงจำพวก "ง่ายและราคาถูก"

แต่เธอไม่ได้เป็นผู้หญิงแบบนั้นเลย เธอลาออกจากโรงเรียนเพราะสงสัยในจุดประสงค์หลักของพ่อแม่ที่ส่งไปเรียนเวลเลสเลย์ พ่อแม่คงอยากให้เธอออกเดทจับคู่และลงเอยกับชายที่มีเผ่าพันธุ์ที่ดี ความคิดนี้ได้การรับรองจากพี่ชายเธอเอง ผู้เชื่อว่าผู้หญิงจากเวลเลสเลย์เป็นพวกรักนวลสงวนตัว มีโอกาสอันดีงามสูงในเรื่องการแต่งงาน เจนนี่คิดว่า การศึกษาคงเป็นวิธีพูดที่สุภาพในการรอคอยโอกาส ประหนึ่งเธอเป็นแม่วัวชั้นดีที่เตรียมตัวรอการสืบเผ่าพันธุ์

ในช่วงแรก เธอเลือกเรียนวรรณคดีอังกฤษเป็นวิชาเอก แต่พอเริ่มค้นพบว่าพวกเพื่อนในชั้นคอยแต่จ้องจับผู้ชาย เธอจึงเลิกเรียนวิชานี้ หันไปเรียนวิชาพยาบาลแทน เพราะการเป็นพยาบาลนั้น สามารถนำไปฝึกปฏิบัติได้เลย เป็นการเรียนที่มิมีแรงจูงใจแอบซ่อน (ในภายหลัง เธอเขียนในหนังสืออัตชีวประวัติอันโด่งดังว่า มีพยาบาลหลายคนที่วันๆคอยสนใจอยู่กับพวกหมอ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะตอนนั้นเธอเลิกงานพอดี)

เจนนี่ชอบเครื่องแต่งกายแบบง่ายๆ ดูไม่ไร้สาระของนางพยาบาล กระโปรงที่สวมใส่ทำให้ภาระที่โผล่ตรงหน้าอกลดลง รองเท้าที่นุ่มสบาย เหมาะกับการย่างก้าวอันรวดเร็วคล่องแคล่วของเธอ เวลาเข้าเวรตอนกลางคืน เธอยังสามารถอ่านหนังสือได้เรื่อยๆ ไม่มีเวลามานั่งคิดถึงพวกหนุ่มๆหน้าบึ้งตึ้งผู้แสนจะน่าผิดหวัง พวกไม่ยอมลดราวาศอกกรณีที่เธอไม่ยอม หรือพวกที่ชอบคิดว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าสตรีเพศ และหยิ่งยโสในกรณีที่เธอตามใจ เวลาอยู่ในโรงพยาบาล เธออยู่กับพวกทหารและเด็กผู้ชายเสียส่วนใหญ่ คนพวกนี้ตรงไปตรงมา ไม่ค่อยเรียกร้องอะไรเกินเหตุ และยิ่งเธอประนีประนอมมากขึ้น พวกเขาจะดีใจทันทีที่ได้พบหน้าเธอ จนเธอพบว่า อย่างไรซะคนพวกนี้ก็เป็นทหาร ยังสำคัญตัวผิดแบบผู้ชายแบบพวกนักศึกษาหนุ่มๆอยู่ดี เจนนี่ ฟิลด์จึงตัดสินใจที่จะเลิกยุ่งเกี่ยวกับบุรุษเพศใดใดทั้งปวง
การ์ปเขียนไว้ว่า " แม่ของผมเป็นพวกหมาป่าโดดเดี่ยว "

ขุมทรัพย์ตระกูลฟิลด์อยู่ในธุรกิจทำรองเท้า ถึงแม้ว่าคุณนายฟิลด์จะมีสมบัติติดตัวมาก่อนแต่งงานก็ตาม ทั้งสองช่วยกันทำธุรกิจจนรุ่งเรือง สามารถย้ายจากโรงงานไปพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ติดชายหาดตรงท่าเรือด๊อกเฮด ในนิวแฮมเชียร์ เวลาที่มีโอกาสหยุดเจนนี่มักจะกลับบ้านเสมอ ไม่ว่าจะเป็นตอนกลางวันหรือกลางคืน เพื่อเป็นการเอาใจแม่และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับบรรพบุรุษ เพราะถึงแม้เธอ "จะไปสัมผัสกับชีวิตสลัมของพยาบาล" แบบที่แม่ว่า เธอก็อยากให้พวกเขารู้ว่า สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้นิสัยหรือศีลธรรมในใจเธอลดลงแต่ประการใด

เจนนี่นั่งรถไฟกลับบ้านเที่ยวเดียวกันกับพี่ชายเสมอ พวกเขาพบกันที่สถานีรถไฟนอร์ทสเตชั่น และเป็นเรื่องปฏิบัติกันในตระกูลฟิลด์ ที่เวลานั่งรถไฟจะนั่งทางด้านขวาถ้าออกจากเมืองบอสตัน และทางด้านซ้ายตอนเที่ยวกลับจากเมืองเมน วิธีนี้สืบทอดตามเจตนารมณ์ของนายฟิลด์รุ่นปู่ ผู้เชื่อว่าความน่าขยะแขยงของทัศนียภาพสถิตอยู่ที่ด้านนั้น เขารู้สึกว่าสมาชิกตระกูลฟิลด์ควรถูกบังคับให้เผชิญหน้ากับแหล่งที่มาแห่งความเสื่อมโทรม เพื่อฝึกความเป็นอิสระและการมีชีวิตที่ดีต่อไปในภายภาคหน้า และทุกครั้งที่คุณปฎิบัติดังกล่าว คุณจะผ่านโรงงานรองเท้าตระกูลฟิลด์ในฮาเวอร์ฮิลล์ พอเงยหน้าเหนือทางรถไฟขึ้นไป คุณจะเห็นป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่โต รูปรองเท้ากำลังก้าวเหยียบลงมา มองออกไปเบื้องหลัง จะแลเห็นหน้าต่างเล็กๆนับร้อยพันของโรงงาน ใต้ภาพเท้าเหยียบนั้นมีคำโปรยไว้ว่า:

ฟิลด์ สำหรับเท้าของคุณ
ทั้งในโรงงานและในทุ่งหญ้า!

ในโรงงานฟิลด์มีสายงานผลิตรองเท้าสำหรับนางพยาบาลโดยเฉพาะ จึงเป็นเหตุให้ทุกครั้งที่เจนนี่กลับบ้าน นายฟิลด์ผู้เป็นพ่อพยายามให้รองเท้าแก่ลูกสาว ซึ่งตอนนี้เจนนี่มีมากกว่าโหล ส่วนนางฟิลด์ผู้เป็นแม่หลังจากถกเถียงกับลูกสาวครั้งใหญ่ที่ทิ้งอนาคตสดสวยจากเวลเลสเลย์ ไปสู่อนาคตอันมืดมน นางก็ได้คะยั้นคะยอลูกด้วยการให้ขวดน้ำร้อน นางบอกอย่างนั้น เจนนี่ก็เดาเอาว่าใช่เพราะตัวเธอเองไม่เคยแกะกล่องเหล่านั้นออกมาดู แม่มักจะถามว่า " ลูกจ๋า ขวดน้ำร้อนที่ให้ไปลูกยังมีอยู่หรือเปล่า? " เจนนี่ทำเป็นคิดสักนาทีสองนาทีทั้งๆที่ทิ้งไว้บนรถไฟหรือลงขยะไปเรียบร้อย ก่อนตอบแม่ว่า " แม่ขา สงสัยหนูจะทำมันหาย แต่แม่สบายใจเถอะค่ะ หนูไม่ต้องการใช้มัน "

หลังจากนั้น นางฟิลด์จะค่อยๆเอากล่องจากร้านขายยาออกจากที่ซ่อน ส่งให้ลูกสาวโดยกล่าวแกมบังคับว่า " เจนนิเฟอร์ได้โปรดเถอะ จงระมัดระวังและใช้มันซะ " ในฐานะพยาบาล เจนนี่เห็นว่าเจ้าขวดน้ำร้อนแบบนี้เป็นแค่เครื่องมือปลอบจิตใจอันล้าสมัย และไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไรนัก แต่เพื่อไม่ให้ขัดศรัทธา เธอจึงนำกล่องเหล่านั้นกลับมาด้วยทุกครั้ง นำมาเก็บในห้องพักเล็กๆของเธอที่อยู่ใกล้กับโรงพยาบาลบอสตันเมอร์ซี่ เก็บอัดกันแน่นไว้ในตู้ ซึ่งมันวางอยู่เต็มตู้พอๆกับกล่องรองเท้าที่ไม่เคยแกะของพ่อ

เจนนี่รู้สึกเหินห่างกับครอบครัวนัก เธอรู้สึกตลกดีเวลานึกถึงตอนเด็กๆ ยามที่ทุกคนเอาใจใส่กับตัวเธอดี แต่พอโตมาถึงวัยหนึ่งของชีวิต จู่ๆทุกคนเหมือนจะหยุดรัก และหันมาคาดหวังทุกอย่างเอากับเธอ --ยังกับว่า ในระยะเวลาอันสั้นคุณต้องหัดเรียนรู้ที่จะเก็บเกี่ยวความรักให้ได้ทั้งหมดและอย่างเพียงพอ เพราะในระยะยาว พอถึงวัยคร่ำเคร่ง คุณจะต้องแบกภาระตามความคาดหวังทั้งหมดของพวกผู้ใหญ่ ตอนเจนนี่ตัดห่วงโซ่ด้วยการลาออกจากโรงเรียนไปเรียนพยาบาล ก็เท่ากับว่าเธอได้ลาออกจากความเป็นครอบครัวไปในตัว และในทางกลับกัน เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่พวกเขาเองก็กำลังอยู่ในขบวนการลาออกจากเธอเช่นเดียวกัน ถือกันว่าเป็นเรื่องน่ายอมรับและเหมาะสมในตระกูลฟิลด์มากกว่า ถ้าเจนนี่เติบโตเป็นหมอหรือทนเรียนต่อในโรงเรียนจนได้แต่งงาน ดังนั้นทุกครั้งที่เธอต้องเผชิญหน้ากับครอบครัว พ่อ แม่ และพี่ชายทั้งสอง จึงเป็นเรื่องกระอักกระอ่วนใจพอควร เนื่องด้วยพวกเขาทั้งหมดกำลังอยู่ในขบวนการการเลิกรู้จักกัน

เจนนี่เชื่อว่าครอบครัวส่วนใหญ่ก็คงเป็นแบบนี้ แต่เธอคิดว่าถ้าเธอมีลูก เธอจะรักลูกตอนอายุยี่สิบให้มากกว่าตอนสองขวบ เพราะในวัยรุ่นลูกอาจมีความต้องการพ่อแม่มากกว่า ลองนึกดูสิ คุณจะต้องการอะไรจากพ่อแม่ตอนอายุสองขวบ? ในโรงพยาบาล เด็กเล็กๆเป็นคนไข้ที่ดูแลง่ายที่สุด ยิ่งแก่มากเท่าไหร่ ความต้องการก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ สาเหตุคงเป็นเพราะคนแก่มักจะไม่ค่อยมีใครต้องการหรือไม่มีใครรักพวกเขานักนั่นเอง

ชีวิตของเจนนี่ตอนเริ่มมาอยู่ในโรงพยาบาล ทำให้เธอตระหนักดีถึงชีวิตที่เติบโตมาเหมือนอยู่บนเรือลำใหญ่ที่เธอไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จักหรือเข้าใจในห้องเครื่องด้วยซ้ำ เธอชอบระบบโรงพยาบาลที่พยายามลดทุกสิ่งทุกอย่างลงให้เหลือแต่สิ่งจำเป็น คุณต้องกินเมื่อมีให้กินเท่านั้น และเธอยังทราบอีกว่าสิ่งต่างๆในนี้จะนำไปใช้ได้อย่างไร ที่ไหน ตอนที่เธอเป็นเด็ก เธอไม่เคยเห็นจานชามสกปรกสักครั้ง พอคนรับใช้เก็บกวาดจานชามบนโต๊ะ เธอนึกว่าพวกเขาคงโยนมันทิ้ง (เรื่องนี้เกิดตอนที่เจนนี่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าห้องครัว) หลังจากนั้นทุกเช้าเวลามีรถมาส่งนม เสียงกระทบของขวดแก้วเกร้งกร้างข้างนอก ทำให้เธอเชื่อไปอีกว่ารถบรรทุกคงขนจานสกปรกเหล่านั้นไป เพราะเสียงนั้นดังคล้ายกับเสียงที่มาจากข้างในห้องครัว ห้องครัวที่ปิดตายสำหรับเธอ

ตอนห้าขวบ เธอเพิ่งมีโอกาสเห็นห้องน้ำของพ่อครั้งแรก หลังจากได้กลิ่นโคโลจน์ในเช้าวันหนึ่ง เธอเดินตามกลิ่นนั้นเข้าไป พบห้องน้ำส่วนตัวและฝักบัวรุ่นล่าสุด ซึ่งทันสมัยมากในช่วงปี 1925 เธอเห็นขวดเรียงรายเป็นแถวๆอยู่บนชั้นอย่างดี เจนนี่คิดว่าเธอได้ค้นพบความลับของผู้ชายคนหนึ่ง ที่แอบอาศัยอยู่ในบ้านมาแรมปีโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

ในโรงพยาบาล เจนนี่รู้ว่าทุกอย่างดำเนินไปอย่างไร เธอเรียนรู้คำตอบว่าสิ่งเหล่านี้มาจากไหน ที่ท่าเรือด็อกเฮด สมัยเจนนี่เป็นเด็ก สมาชิกทุกคนในครอบครัวต่างมีห้องน้ำส่วนตัว ห้องนอนส่วนตัว ประตูห้องส่วนตัวที่ด้านหลังติดกระจกส่วนตัวไว้ แต่ในโรงพยาบาล ความเป็นส่วนตัวไม่มี และไม่มีอะไรเป็นความลับ ถ้าคุณต้องการกระจกสักบาน คุณต้องถามหาจากนางพยาบาล

เรื่องราวลึกลับซับซ้อนที่สุดในวัยเด็กของเธอที่เธอพึงติดตามคือ ทุกเช้าวันจันทร์ภายในห้องชั้นใต้ดิน จะมีหม้อเคลือบดินเผาวางเรียงรายอยู่เป็นตับ ในหม้อนั้นบรรจุหอยกาบจนเต็ม แม่จะโรยแป้งข้าวโพดลงไปในหม้อตั้งแต่ตอนกลางคืน พอเช้ามาล้างออกด้วยน้ำทะเลจากท่อที่ต่อขึ้นมาจากใต้ถุนบ้าน ทิ้งไว้จนถึงสิ้นสัปดาห์ หอยเหล่านั้นมีขนาดตัวอ้วนพอดีและปราศจากทราย ตัวมันใหญ่มากจนบางทีล้นออกมานอกเปลือก ชูคอสลอนอยู่ในน้ำเกลือ เจนนี่จะช่วยแม่ครัวในคืนวันศุกร์ ในการแยกมันออกมา ถ้าตัวไหนตายแล้วคอมันจะไม่หดเวลาที่โดนตัวมันเข้า

เจนนี่ค้นหาหนังสือเกี่ยวกับหอยกาบมาอ่าน เธออ่านทุกอย่างเกี่ยวกับมัน เช่นกินอะไรเป็นอาหาร ผสมพันธุ์อย่างไร เติบโตยังไง หอยกาบเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่เธอรู้จักและเข้าใจในวงจรทั้งหมด ทั้งชีวิต เซ็กส์ และความตาย แถวๆท่าเรือด็อกเฮดต่างหากที่เรื่องราวของมนุษย์กลับเป็นสิ่งลึกลับเข้าไม่ถึง จนเจนนี่มาทำงานในโรงพยาบาล เธอถึงเพิ่งมีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับคน ซึ่งจริงๆแล้วเรื่องคนไม่มีอะไรน่าสนใจและลึบลับเท่ากับหอยกาบที่เธอเคยศึกษามาเลย
การ์ปเขียนว่า " แม่ของผมเป็นพวกไม่ชอบแบ่งแยกอะไร "

สิ่งเดียวที่เจนนี่เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนระหว่างคนกับหอยคือ คนมีอารมณ์ขัน แต่หอยไม่มี เจนนี่เป็นพวกไม่โน้มเอียงไปทางขำขัน แม้มีเรื่องตลกเล่ากันในหมู่นางพยาบาล แต่บางทีมันไม่ขำสำหรับเจนนี่ เช่นเรื่องหนึ่งที่เล่าเกี่ยวกับโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งในบอสตัน ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าโรงพยาบาลที่เจนนี่ทำงานอยู่มีชื่อว่าโรงพยาบาลบอสตันเมอร์ซี่ ซึ่งเรียกกันสั้นๆว่าบอสตันเมอร์ซี่ อีกแห่งหนึ่ง ชื่อโรงพยาบาลแมสซาชูเสท์เจนเนอรัล เรียกสั้นๆว่า แมส เจนเนอรัล และอีกแห่งชื่อโรงพยาบาลปีเตอร์เบนท์บริงแฮม ซึ่งถูกเรียกว่า เดอะปีเตอร์เบนท์ หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือ ปีเตอร์คดงอ

วันหนึ่งมีชายคนหนึ่งโบกรถแท็กซี่ในบอสตัน ชายคนนั้นนั่งทรุดเข่าลงบนพื้นถนน สีหน้าอมม่วง เต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขาหายใจไม่ค่อยจะทัน ทำให้ฟังไม่รู้เรื่องเวลาพูด คนขับรถแท็กซี่ลงมาช่วยเปิดประตูรถให้ แล้วพยุงตัวเขาเข้าไปนอนที่เบาะหลังของรถ เขานอนอยู่ในท่าคุดคู้ ยกเข่าขึ้นมาเกือบถึงหน้าอก

เขาร้องบอกคนขับว่า " ไปโรง'บาล โรง'บาล "
คนขับถามว่า " ปีเตอร์งอหรือ? " ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดในละแวกนั้น
ชายคนนั้นคำราม " ยิ่งกว่างอซะอีก ผมว่ามอลลี่กัดจนขาดน่ะ! "

โจ๊กบางอันตลกสำหรับเจนนี่ แต่อันนี้เธอไม่ขำ แน่นอนที่สุดไม่มีโจ๊กปีเตอร์อันไหนขำสำหรับเธอ ในหัวเธอชัดเจนกับหัวข้อดังกล่าว เธอเคยเห็นเจ้าปีเตอร์ก่อปัญหามากมายมาก่อน แม้เรื่องเด็กถูกทอดทิ้งที่ปีเตอร์ทำอาจไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายสุดขีด แต่เวลาเจนนี่เห็นพวกผู้หญิงที่ไม่อยากมีลูก พอรู้ตัวว่าตั้งท้องขึ้นมา พวกเธอก็จะเสียใจเป็นอันมาก เจนนี่คิดว่าที่จริงพวกนั้นก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องมี เพราะถ้าปล่อยให้คลอดขึ้นมาจริงๆ เธอจะยิ่งรู้สึกเสียใจแทนเด็กที่เกิดมาหนักเข้าไปอีก ขณะเดียวกันเธอก็เห็นผู้หญิงที่อยากเก็บลูกเอาไว้ ผู้หญิงพวกนี้ทำให้เธออิจฉา จนอยากจะมีลูกเสียเอง จนกระทั่งวันหนึ่งเจนนี่ ฟิลด์ตัดสินใจว่า เธออยากจะมีลูกจริงๆ ลูกคนเดียวก็พอ แต่ปัญหาคือว่า เธออยากจะยุ่งเกี่ยวกับเจ้าปีเตอร์ให้น้อยที่สุดและจะเป็นการดีอย่างยิ่งถ้าไม่ต้องปวดหัวกับพวกผู้ชาย

ในโรงพยาบาล การรักษาเจ้าปีเตอร์ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับพวกทหาร ช่วงนั้นทางกองทัพบกยังไม่ได้รับประโยชน์จากการค้นพบยาเพนนิซิลินจนกระทั่งปี 1943 ซึ่งกว่าทหารจำนวนมากจะได้ใช้ยา ก็ปาเข้าไปในปี 1945 แต่ตอนช่วงต้นปี 1942 ที่บอสตันเมอร์ซี่ การรักษาเจ้าปีเตอร์ยังต้องใช้ยาซัลฟา กรดสารหนูอาซีนิค และยาซัลฟาไธซอลสำหรับพวกเป็นโรคหนองใน-- ตามด้วยการใช้น้ำเยอะๆเข้าช่วย ส่วนโรคผู้หญิงต้องใช้กรดนีโออาฟีนามีน เจนนี่คิดว่านี่เป็นใจความสำคัญของสิ่งที่เซ็กส์นำไปสู่ -- สู่การแนะนำกรดสารหนูเข้าสู่ชีวภาพของมนุษย์ เพื่อจะไปล้างทำความสะอาดสารเคมีต่างๆที่ปรากฎขึ้นในร่างกาย

ส่วนการรักษาเจ้าปีเตอร์ในโรคชนิดอื่นๆต้องอาศัยสารเหลวแทบทั้งสิ้น บ่อยครั้งที่เจนนี่ต้องใช้วิธีนี้ในการฆ่าเชื้อ ซึ่งคนไข้ต้องการการดูแลเอาใจใส่มาก อันที่จริงเขาคงต้องการแค่ให้ช่วยประคองมั้ง วิธีการมันก็ง่ายๆหรอก เอาหลอดยางบรรจุของเหลว เช่นน้ำสักหนึ่งร้อยซีซี ฉีดเข้าไปในอวัยวะเพศผ่านทางท่อปัสสาวะ หลังจากนั้นสารเหลวจะไหลย้อนกลับ นำสิ่งสกปรกออกมา แต่การรักษาแบบนี้ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแปร่งๆ บุคคลผู้ประดิษฐ์หลอดยางที่เป็นเครื่องมือการรักษาชนิดนี้มีชื่อว่านายวาเลนไทน์ และอุปกรณ์ของเขาเรียกกันว่าหลอดยางวาเลนไทน์ และก่อนหลอดยางของคุณหมอวาเลนไทน์จะถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น และก่อนที่จะมีการหันไปใช้อุปกรณ์ชนิดอื่นๆแทน เหล่าพยาบาลที่บอสตันเมอร์ซี่จะเรียกการทำความสะอาดเจ้าปีเตอร์ว่า การบำบัดวาเลนไทน์ สำหรับเจนนี่ฟิลด์เธอถือว่ามันเป็นการลงโทษที่เหมาะสมของพวกชู้รัก
การ์ปเขียนว่า " แม่ของผมไม่ใช่คนโรแมนติคนัก "

ตอนที่ทหารหนุ่มในโรงภาพยนตร์พยายามจะย้ายที่นั่งในหนแรกนั้น เจนนี่ ฟิลด์วูบขึ้นมาว่าชายคนนี้สมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับปฏิบัติการวาเลนไทน์ แต่ตอนนั้นเธอไม่มีหลอดยางติดอยู่กับตัว มันใหญ่เกินกว่าจะพกใส่กระเป๋า อีกทั้งมันยังต้องอาศัยความร่วมมือจากคนไข้ สิ่งที่เธอพกอยู่ตลอดกลับเป็นมีดผ่าตัด ซึ่งเธอไม่ได้ขโมยมาจากหมอ แต่มันเป็นมีดผ่าตัดที่หมดความคมลง (มันคงตกกระแทกพื้น หรือไม่ก็ตกลงไปในซิงค์) มันเลยไม่ถูกนำไปใช้ในงานผ่าตัดอันประณีตอีก แต่ตอนนี้งานของเจนนี่ ฟิลด์ไม่ต้องการความประณีตแบบนั้น

ตอนแรกมีดซ่อนอยู่ในซอกเล็กๆของช่องผ้าไหมในกระเป๋าถือ ส่วนบนของมีด มีฝาพลาสติกของหลอดเทอร์โมมิเตอร์เก่าๆปิดอยู่ คล้ายปลอกปากกาติดอยู่ที่ปลายมีด เธอค่อยๆดึงมันออกมา ตอนที่ทหารหนุ่มขยับตัวเข้ามาใกล้ แขนของเขาพาดลงตรงที่วางแขนของเก้าอี้ ซึ่งน่าแปลกตรงที่ทั้งสองต้องใช้มันร่วมกัน มือเขาห้อยแกว่งไปมาคล้ายหางม้าที่กำลังคอยปัดแมลงวัน ส่วนมือของเจนนี่ข้างหนึ่งกำด้ามมีดซุกอยู่ในกระเป๋า ส่วนอีกข้างหนึ่งยึดกระเป๋าถือไว้แน่นอยู่บนตัก เธอกำลังจินตนาการว่าชุดพยาบาลที่สวมใส่ มีรัศมีสีขาวส่องแสงอันศักดิ์สิทธิ์มาปกคลุม และจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม อีตาบ้าข้างๆนี้กำลังหลงใหลในแสงสีนี้

การ์ปเขียนว่า " แม่ของผมมีชีวิตคอยแต่จะจับจ้องพวกฉกกระเป๋ากับพวกฉกชิงพวกฉกกระเป๋าอีกที"
ในโรงหนัง ทหารคนนั้นไม่อยากได้กระเป๋าของเจนนี่หรอก เขากลับเอื้อมมือไปแตะลูบไล้เข่าของเธอ จนเจนนี่โพล่งออกมาดังๆ " เอามือเหนียวๆออกไปเดี๋ยวนี้น่ะ" คนรอบๆเริ่มหันมามอง
" โธ่...ไม่เอานา " ทหารคร่ำครวญ มือของเขายังไล่สะเปะสะปะอยู่ใต้กระโปรงของเธอ เธอกดเข่าเข้าหากันจนแน่น และทันใดนั้นเองเขารู้สึกว่าแขนของเขาตั้งแต่ข้อมือจนถึงหัวไหล่ ถูกคมมีดปาดให้ผิวหนังขาดออก โดนผ่ายังกะเปลือกแตงโมอ่อนๆ เจนนี่ใช้มีดกรีดทะลุยศที่ติดอยู่ตรงหน้าอก ทะลุเสื้อผ้าของเขา ผ่านเลยไปถึงผิวหนัง จนถึงกล้ามเนื้อกุมกระดูกตรงข้อศอก ( เจนนี่บอกกับตำรวจในภายหลังว่า "อย่าลืมสิว่าฉันเป็นพยาบาล ถ้าฉันอยากจะฆ่าเขาให้ตายนะคุณ ฉันรู้ว่าจะทำไงถึงจะให้เลือดไหลไม่หยุด มันง่ายนิดเดียวเอง แค่กรีดข้อมือเขา..ก็จบกัน" )

ทหารหนุ่มแหกปากร้องลั่น เขารีบทรงตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เหวี่ยงแขนข้างหนึ่งโดนกกหูของเจนนี่อย่างแรง เธอพุ่งปลายมีดเข้าที่ใบหน้าเขา เฉือนริมฝีปากบนหลุดไปหนึ่งกระจุกประมาณหัวนิ้วโป้ง ( เจนนี่บอกกับตำรวจว่า "ฉันไม่ได้จะเชือดคอนะ ตั้งใจจะให้โดนจมูกเล็กน้อย แต่มันพลาดจริงๆ ") เสียงกรีดร้องดังระงม ทหารคนนั้นพาตัวออกไปตามทางเดิน จากโรงหนังมืดๆไปยังแสงสว่างในห้องโถงเพื่อหาความปลอดภัย หลายคนในโรงยังส่งเสียงร้องด้วยความตกอกตกใจ
เจนนี่เช็ดปลายมีดกับพนักเก้าอี้ ปิดฝาด้วยปลอกอันเดิม รีบซุกมันกลับไปในกระเป๋าถือ จากนั้นเธอเดินตรงดิ่งไปหน้าล๊อบบี้ ท่ามกลางเสียงร้องเรียกของผู้จัดการที่ตะโกนฝ่าผู้คนในความมืด " มีหมอแถวนี้ไหมครับ? มีใครเป็นหมอหรือเปล่า? ช่วยทีเถอะ!"

แถวนั้นมีใครคนหนึ่งคนเดียวที่เป็นพยาบาล เธอจึงออกไปให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ แต่พอทหารหนุ่มเห็นหน้าเธอ เขากลับเป็นลมทันที ไม่ใช่เพราะเลือดออกมากหรอก เจนนี่รู้ดีว่าเลือดไหลขนาดไหนถึงจะเป็นอันตราย แต่เวลาเลือดไหลออกที่หน้ามากๆสิมันจะดูหลอกลวงจนน่ากลัว เจนนี่เริ่มสังเกตดูเขา เห็นว่ารอยแผลที่แขนควรได้รับการดูแลรักษาด่วน แต่ยังไงซะ ทหารคนนี้คงไม่ถึงตายเพราะเลือดไหลหมดตัว เจนนี่เป็นคนเดียวเท่านั้นที่รู้ ประกอบกับเลือดที่เปรอะเปื้อนชุดสีขาวของเธอ ทำให้ทุกคนรู้ทันทีว่าเธอคือผู้ก่อการร้าย พนักงานโรงหนังคนหนึ่งรีบกั้นเธอออกห่างจากร่างที่เป็นลม อีกคนฉุดกระชากกระเป๋าถือไปจากมือ นางพยาบาลบ้า! มืดมีดเสียสติ! เสียงตะโกนใส่หน้า เจนนี่ยังคงยืนนิ่งอยู่ในความสงบ เธอคิดว่ามันเป็นเวลาสมควรแก่การรอผู้มีอำนาจเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ครั้งนี้ แต่พอตำรวจมาถึง พวกเขากลับปฎิบัติและพูดไม่ดีกับเธอ

"คุณรู้จักเขามานานยัง?" ระหว่างไปโรงพัก ตำรวจคนแรกถาม
"คุณรู้ได้ไงว่าเขาจะทำร้าย เขาบอกว่าจะมาแนะนำตัวต่างหาก" คนที่สองถามต่อ
"อาวุธที่ใช้ โหดร้ายมากนะจ๊ะที่รัก" คนที่สามสมทบ " การพกพาอาวุธแบบนี้ มันมีแต่ปัญหาน่ะ!"
เจนนี่เงียบ รอจนพี่ชายทั้งสองมาเคลียร์ สองคนนี้เป็นนักกฎหมายจากเคมบริด์ที่ตั้งอยู่อีกริมฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ คนหนึ่งยังเป็นนักเรียน อีกคนหนึ่งเป็นอาจารย์
การ์ปเขียนถึงพวกเขาว่า " ทั้งสองเป็นตัวแทนที่แสดงให้เห็นว่า การฝึกฝนวิชาทางกฎหมายตกต่ำลงอย่างไร และเป็นการย้ำเตือนว่า การศึกษาทางกฎหมายเป็นสิ่งที่วิเศษสุดยอด" ตอนพวกเขามาถึง สีหน้าทั้งสองไม่ค่อยสู้ดีนัก "ทำแม่ช้ำใจเรื่อยนะเธอ" พี่คนแรกกล่าว
"นี่น่ะ ถ้าเธอเรียนซะที่เวลเลสเลย์ เรื่องแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น" อีกคนหนึ่งพูด
เจนนี่ตอบว่า " ฉันเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว พี่จะให้ฉันทำไง?"
พี่ชายคนแรกถามว่า "เธอพิสูจน์ได้ไหมล่ะ ว่าก่อนหน้านี้เธอไม่ได้รู้จักเขา?"
ขณะที่อีกคนกระซิบเบาๆ " บอกตามตรงดีกว่าเจนนี่ คบกับเขานานรึยัง?"

ในที่สุดทุกอย่างก็จบลงด้วยดี ตำรวจพบว่า ชายคนนี้เดินทางมาจากนิวยอร์คเพื่อมาเที่ยวในเมืองบอสตัน เขามีภรรยาและบุตรอาศัยอยู่ที่นั้น และเนื่องจากเขาเกรงว่าทางบ้านจะระแคะระคายเขาเลยสารภาพจนหมด ทุกคนเห็นพ้องว่ามันคงจะแย่ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เจนนี่ถูกปล่อยตัวโดยไร้ข้อหา แต่เธอหงุดหงิดที่ตำรวจริบมีดผ่าตัด พี่ชายกล่าวว่า "โธ่เจนนี่ ช่างมันเถอะ ไปขโมยเอาใหม่สิ"
เจนนี่โต้ "รู้ไว้ด้วยน่ะพี่ ฉันไม่ได้ขโมยมา"
"เธอคงต้องหัดคบเพื่อนบ้างแล้วล่ะเจนนี่" พี่ชายคนแรกเอ่ยขึ้น
"โดยเฉพาะเพื่อนที่เวลเลสเลย์" คนที่สองเสริม
"ขอบคุณพวกพี่มาก ที่มาช่วย..เวลาฉันโทรหา" เจนนี่ตัดบท
"เราเป็นครอบครัวเดียวกันนี่" พี่ชายตอบ
"เลือดย่อมเข้มข้นเสมอล่ะ" สีหน้าของพี่ชายอีกคนสลดลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสิ่งที่พูดไป เพราะชุดของน้องสาวเต็มไปด้วบคราบเลือดเปรอะเปื้อน
เจนนี่ย้ำกับพวกเขาว่า "พี่จำไว้อย่างหนึ่งเถอะ ฉันเป็นคนดีแล้วกัน"
"เจนนิเฟอร์" พี่ชายคนโตเรียก เขาคนนี้เคยเป็นวีรบุรุษในวัยเด็กของเธอ เป็นตัวอย่างความเฉลียวฉลาดและความยุติธรรม เขากล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า "จะดีมากเลย ถ้าเธอจะไม่ยุ่งกับชายที่แต่งงานแล้ว"
" อ้อ อีกอย่าง เราไม่บอกแม่หรอก" คนที่สองรีบบอก
"โดยเฉพาะกับพ่อ เราจะปิดปากให้สนิทเชียว" คนโตพยายามจะเปลี่ยนบรรยากาศ เขาขยิบตาให้เธอ วินาทีนั้นเจนนี่เชื่อว่าใบหน้าที่บิดเบี้ยวของกล้ามเนื้อเป็นสิ่งวีรบุรุษของเธอฝึกหัดทำมาเป็นเวลานาน
บริเวณรอบๆที่ยืนอยู่ ด้านข้างพี่ชายแสนดีมีโปสเตอร์แผ่นใหญ่รูปลุงแซม ในภาพมีทหารตัวเล็กๆกำลังไต่มือลงมา ข้านล่างเป็นแผนที่ทวีปยุโรป ใต้ภาพเขียนว่า " โปรดสนับสนุนทหารของเรา" พี่ชายคนโตเหลือบมองเจนนี่ผู้กำลังจ้องภาพนั้น ก่อนจะเอ่ยว่า"แล้วอย่ายุ่งกับพวกทหารนะ" พี่ชายเธอไม่รู้หรอกว่า ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นเขาถูกส่งไปเป็นทหารเสียเองและเป็นผู้หนึ่งที่ไปไม่กลับ เป็นคนทำให้แม่ช้ำใจทั้งๆที่เขาเคยพูดถึงทหารด้วยความเกลียดชัง

หลังจากสงครามเลิก พี่ชายอีกคนประสบอุบัติเหตุเรือยนต์ชนกัน เขาจมน้ำตายห่างจากบ้านตระกูลฟิลด์ที่ท่าด๊อกเฮดเพียงไม่กี่ไมล์ ภรรยาของเขาตกอยู่แต่ในความเศร้าหมอง แม่ของเจนนี่กล่าวว่า "เธอยังสาวและมีเสน่ห์ ลูกเธอก็เรียบร้อย ไม่ก้าวร้าว อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่เป็น พอหมดการไว้ทุกข์ และถึงเวลาอันสมควร เธอน่าจะมีใครใหม่ที่เหมาะสมสักคน" ผ่านไปเกือบปีหลังจากสามีตาย ภรรยาผู้เงียบขรึมของพี่ชายมาถามเจนนี่ว่า ...เวลาอันสมควร...ผ่านไปหรือยัง เธอจะได้ทำอะไรตามใจสักที โดยเฉพาะเรื่อง...การคบใครสักคน.. ที่ผ่านมาเธอไม่อยากให้แม่สามีผิดหวังหรือไม่สบายใจ เธอพยายามถามเจนนี่ว่า เธอควรจะเลิกไว้ทุกข์ได้หรือยัง
เจนนี่ถามกลับ " อ้าว ถ้าเธอไม่รู้สึกอยากไว้ทุกข์ จะทำทำไมล่ะ?" ในหนังสืออัตชีวประวัติของเจนนี่ ฟิลด์ เธอเขียนถึงพี่สะใภ้ว่า "เป็นผู้หญิงที่น่าสมเพชที่สุดที่ต้องคอยให้คนอื่นมาบอกว่า..เธอควรจะรู้สึกอย่างไร" ส่วนการ์ปเขียนถึงเธอว่า "นี่คงเป็นผู้หญิงงี่เง่าที่สุดตั้งแต่แม่ผมเคยเจอ แล้วที่น่าขำมาก คือผู้หญิงคนนี้จบมาจากโรงเรียนเวลเลสเลย์"

หลังจากกล่าวราตรีสวัสดิ์กับพี่ชาย เธอกลับห้องพักใกล้ๆกับโรงพยาบาลบอสตันเมอร์ซี่ เจนนี่รู้สึกสับสนเกินกว่าจะโกรธเคืองกับเรื่องทั้งหมด กับรู้สึกเจ็บแปลบๆตรงกกหู บริเวณนั้นมีรอยฟกช้ำยาวมาถึงหัวไหล่ แม้จะพยายามข่มตาให้หลับเพียงไร เจนนี่พบแต่อาการปวดเมื่อย เธอพยายามนึกว่าตัวเองไปชนกับอะไรเข้า จะเป็นตอนที่โดนพนักงานกระชากตัวในโถงล๊อบบี้ แล้วเขาคว้ามือเธอไปไขว้หลังเพื่อกั้นเธอออกจากทหารคนนั้นหรือเปล่า เธอเริ่มไม่แน่ใจ รู้แต่ว่าตอนนี้เธอนึกถึงแต่ขวดน้ำร้อนของแม่ เจนนี่ลุกจากเตียงไปควานหาในตู้ เธอหยิบกล่องออกมาใบหนึ่ง ครั้นพอเปิดดู กลับพบว่ามันไม่ใช่ขวดน้ำร้อนที่แม่เรียก มันดันเป็นถุงของเหลวชนิดหนึ่ง ซึ่งเธอรู้ทันทีที่ผ่านมาแม่คิดอะไรในใจ เพียงแต่เรียกให้ดูดีไปอย่างงั้น ปกติถุงแบบนี้ถูกนำมาใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ ชำระล้างทำความสะอาดหลังจากที่ผู้หญิงหลับนอนกับผู้ชาย แต่ในโรงพยาบาล เขาใช้ถุงนี้เพื่ออนามัยภายในของผู้หญิงในทุกๆด้าน ทำความสะอาดได้หมด สำหรับเจนนี่แล้ว ถุงประเภทนี้เปรียบเหมือนเครื่องบำบัดวาเลนไทน์ของพวกผู้ชายนั้นเอง

เจนนี่หยิบกล่องทั้งหมดออกมาดู ค่อยๆแกะออกทีละใบ นึกถึงคำแม่ลอยเข้ามาในโสตประสาท "ใช้มันนะลูก" แม่คงหวังดีไม่น้อย แต่เธอรู้สึกผิดหวังที่แม่คิดว่าเธอเป็นผู้หญิงประเภทมั่วในกิจกรรมทางเพศ ไม่มีความรับผิดชอบชั่วดีกับเรื่องพวกนี้ ตอนนี้เธอไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมแม่ชอบยกวลี "ตั้งแต่ออกจากเวลเลสเลย์..." มาอ้าง แม่คงคิดว่าเธอจะ มั่ว จน เหมาหมดทั้งวง! เจนนี่คลานกลับเตียงพร้อมถุง เธอใส่น้ำร้อนเข้าไปจนเต็ม นำมาสอดประคบใต้หัวไหล่ พอก้มมองดูจุกที่ปิดด้านบน เธอเริ่มไม่แน่ใจว่ามันจะไม่รั่ว เธอดึงจุกออกมา หย่อนมันลงไปในแก้วน้ำว่างเปล่าข้างเตียง เอานิ้วมือปิดแทน คืนนั้นทั้งคืนเจนนี่นอนฟังเสียงรอยรั่วของน้ำในถุง

ในโลกสกปรกโสมมใบนี้ เจนนี่คิดว่า ถ้าคุณไม่ได้เป็นภรรยาใครสักคน คุณก็คงเป็นเแค่โสเภณีคนหนึ่งเท่านั้น หรือคุณอาจกำลังอยู่ในขั้นที่กำลังจะได้เป็น แต่ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่งเลย ทุกคนจะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณเป็นพวกผิดปกติ
เจนนี่กลับรู้สึกว่า ตัวเธอเองปกติดี

นั่นคือบทเริ่มต้นจากหนังสืออัตชีวประวัติที่เธอเขียน ซึ่งหลายปีต่อมา มันกลายเป็นหนังสือขายดีโด่งดังข้ามปี ถึงแม้ว่าหนังสือเธอจะโหดร้ายต่อโลกก็ตาม ว่ากันว่า หนังสือของเธอเป็นสะพานเชื่อมที่ลดช่องว่างระหว่างคุณค่าทางวรรณกรรมกับความนิยมชมชอบของมหาชนให้ใกล้เคียงกันที่สุด การ์ปพูดถึงหนังสือของแม่ว่า คุณค่าทางวรรณกรรมที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ คงเหมือนแคทตาล็อกขายสินค้าของห้างเซียร์และห้างโรบั๊กเท่านั้น แต่อะไรล่ะทำให้เจนนี่ ฟิลด์ถูกมองว่าเป็นคนใฝ่ต่ำ ปากร้าย มีพฤติกรรมไม่ค่อยจะสู้ดี คงไม่ใช่พี่ชายของเธอ ไม่ใช่ผู้ชายในโรงภาพยนตร์คนที่ทำชุดเธอเปื้อน อีกทั้งไม่ใช่ถุงน้ำของแม่ ทั้งหมดนี้คงเป็นแค่ส่วนประกอบเล็กๆที่ผลักดันตัวเจนนี่ เพราะทุกอย่างมันชัดแจ้งออกมาจากตัวเธอเอง ยิ่งป้าเจ้าของหอพักที่เจนนี่อาศัยอยู่ (ผู้หญิงอารมณ์แปรปรวนผู้เชื่อว่า ผู้หญิงทุกคนในโลกนี้เป็นพวกพร้อมจะระเบิดความสำส่อน) ตอนเธอพบถุงน้ำเก้าถุงในห้องพักและห้องน้ำเล็กๆของเจนนี่ ถึงแม้เธอจะรู้สึกผิดที่ไปละเมิดยุ่งย่าม แต่พอเธอเห็นถุง เธอกลับกลัวความสกปรกเลอะเทอะของมันมากกว่าความกลัวอย่างอื่นในใจตน หรืออาจเลวร้ายไปกว่านั้น ถุงพวกนี้คงเป็นตัวแทนของปมตัณหาความอยากที่ซ่อนไว้ภายใน เป็นปรารถนาแห่งการต้องการน้ำฉีดเข้าไปในร่างกายซะเอง เหตุผลนี้ของเจนนี่คงทำให้เจ้าของหอฝันร้ายที่สุด

ส่วนเรื่องรองเท้าสิบสองคู่นั้น เจ้าของหอจะคิดยังไง เจนนี่เดาไม่ออก แต่รู้ว่าต้องพิลึกแน่ๆ คงพอกับพ่อแม่เธอเมื่อก่อน ซึ่งตอนนั้นมันปวดหัวสิ้นดี เจนนี่ถึงได้ย้ายออกจากบ้านมา แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ไช่สิ่งที่ทำให้เธอมองดูเป็นคนร้ายกาจ ถึงแม้จะมีคนแบบพ่อแม่ พี่ชาย หรือแม้แต่ป้าเจ้าของหอพัก ผู้เชื่อว่าเจนนี่มีชีวิตเหลวไหล โดยที่พวกเขาไม่ได้สนใจไยดีต่อความเห็นหรือความรู้สึกในใจเธอเลย แต่เธอก็ยังมั่นใจว่าได้ทำทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจและด้วยความคิดที่ดีเสมอ ตอนนั้นเองที่เธอตัดสินใจแล้วว่าจะทำต่อไป และเป็นตอนที่เธอตัดสินใจย้ายมาอยู่หอพัก แต่ก็ยังตามใจพ่อแม่ด้วยการแบกรองเท้าและถุงน้ำกลับมาทุกครั้ง หากพวกเขาคิดว่า เธอเป็นแค่โสเภณี เธอก็อยากให้พวกเขาเชื่อมั่นว่า เธอเป็นคนสะอาดและน่าจะดูแลตัวเองได้ ช่วงเวลานั้นสงครามมีส่วนช่วยให้เจนนี่ลืมเรื่องการปฎิบัติของครอบครัว มันปกป้องตัวเธอจากความขมขื่นและน่าสมเพช เจนนี่ไม่ใช่คนทำงานประเภทแค่มาเป็นผู้"อาศัย" เธอเป็นนางพยาบาลที่ดี งานท่วมหัว ไม่สุงสิงกับใคร ขณะที่พยาบาลคนอื่นๆจับกลุ่ม พอตกเย็นไปเที่ยว เจนนี่กลับไม่เคยปรารถนาที่จะถอดเครื่องแบบด้วยซ้ำ เธออยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่สนใจและไม่สังสรรค์ เบื่อสังคมในโรงพยาบาลเป็นที่สุด โดยเฉพาะเรื่องแก่งแย่งหน้าที่ ยศ ตำแหน่งกันเอง เธอคิดว่าขนาดที่บอสตันเมอร์ซี่ สิ่งพวกนี้ยังน่ารำคาญมาก ถ้าย้ายไปอยู่พวกโรงพยาบาลทหารมันคงจะหนักกว่านี้

อย่างแรกเลยที่ทำให้เธอสถิตอยู่ที่นี่ คือ เธอหลงรักเด็กทารกตัวน้อยๆ ขณะที่คนอื่นๆเริ่มย้ายออกไป เธอกลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของที่นี่ เป็นพยาบาลคอยดูแลแม่และเด็กอ่อนที่พ่อตายหรือหายสาบสูญ เธอให้กำลังใจกับบรรดาแม่ๆทุกคน ลึกๆในใจเธอรู้สึกอิจฉาคนเหล่านี้ เพราะสำหรับเธอ สถานการณ์แบบนี้เป็นสถานการณ์ในอุดมคติทีเดียว การได้ตกอยู่ในสภาพแม่กับลูกเกิดใหม่ผู้ถูกทอดทิ้ง ส่วนสามีตายเพราะถูกยิง หรือเครื่องบินตกในฝรั่งเศส การเป็นผู้หญิงสาวกับลูกเล็กๆตัวคนเดียวและการมีชีวิตที่รอการดำเนินอยู่เบื้องหน้า โดยที่เด็กไม่มีสายใยอื่นมาผูกพัน เป็นการให้กำเนิดแบบบริสุทธิ์สำหรับเธอ อย่างน้อยในอนาคต การรักษาปีเตอร์คงไม่จำเป็นด้วย แน่นอนที่สุดผู้หญิงพวกนี้ไม่มีความสุขเหมือนอย่างที่เจนนี่หวังเสมอไป พวกหล่อนตกอยู่ในความเศร้าโศก(จำนวนมาก) บ้างถูกทอดทิ้ง(อีกพวกหนึ่ง) บ้างผิดหวังกับการมีลูก(อีกจำนวนหนึ่ง) บ้างอยากได้สามีและพ่อสำหรับลูก (หลายคนทีเดียว) แต่ยังไงเจนนี่ ฟิลด์ยังเป็นคนให้กำลังใจกับพวกเธอทั้งหมด เธอพูดแทนความโดดเดี่ยวทั้งมวล บอกกับพวกแม่แม่ว่า พวกเธอนั้นเป็นคนโชคดีขนาดไหน
"เธอไม่เชื่อเหรอ ว่าเธอเป็นคนดีกัน?" เจนนี่ถามขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็คิดเช่นนั้น
"ดูลูกเธอสิสวยมากเลย เห็นม่ะ?" ส่วนใหญ่ก็คิดเช่นนั้นเช่นกัน
"แล้วคนเป็นพ่อล่ะ? พวกเขาเป็นไง?" หลายคนบอกขี้เกียจ พวกสวะบ้าง เลว ขี้โกหก ไม่ดีสักอย่าง เจ้าชู้ไปเรื่อย แต่บางคนคร่ำครวญ พวกเขาตายแล้วนะ "งั้นพวกเธอเป็นยังงี้ดีแล้วสิ ใช่ไหม?" เจนนี่ถาม
ผู้หญิงบางคนเชื่อในมุมมองของเจนนี่ แต่ชื่อเสียงในการปลุกปลอบขวัญกำลังใจต่อขบวนการเลี้ยงเด็กก็ลำบากลำบนเช่นเดียวกัน เพราะนโยบายของโรงพยาบาลไม่เอื้ออำนวยต่อแม่ๆพวกนี้
"ยายพระแม่มารีเจนนี่" พวกพยาบาลชอบล้อเธอ "ถ้าอยากมีลูกแบบง่ายๆ ทำไมไม่ขอพรพระเจ้าเสกให้สักคนล่ะ?"

ในหนังสือของเธอ เจนนี่เขียนว่า " ฉันอยากมีงานทำและอยากอยู่คนเดียว นั่นทำให้ฉันกลายเป็นผู้ต้องสงสัยทางเซ็กส์ แล้วถ้าฉันยังอยากมีลูก แต่ไม่ต้องการใช้ชีวิตหรือร่างกายกับใคร นั่นก็ทำให้ฉันเป็นผู้ต้องสงสัยทางเซ็กส์ด้วยเหมือนกัน" นั่นเป็นส่วนทำให้เธอดูร้ายกาจด้วย(นี้คือที่มาของชื่อหนังสือที่มีชื่อเสียงของเธอ: ผู้ต้องสงสัยทางเพศ อัตชีวประวัติของเจนนี่ ฟิลด์)

เจนนี่ ฟิลด์พบว่าคุณจะได้รับการยอมรับนับถือในการอยู่ร่วมในสังคมด้วยการช๊อคชาวบ้านมากกว่าการใช้ชีวิตอยู่เงียบๆคนเดียว เจนนี่เล่าให้นางพยาบาลคนอื่นๆฟังว่า วันหนึ่งเธอจะหาผู้ชายมาทำให้ท้อง แค่นั้นแหละ ไม่เอาอะไรอีก เธอไม่รู้สึกสนุกกับการที่ผู้ชายจะมีอะไรกับเธอมากกว่าหนึ่งครั้ง ข่าวนี้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่นาน เจนนี่ได้รับข้อเสนอเป็นจำนวนมาก เธอกำลังลังเลอยู่ว่าจะล่าถอย อายที่ความลับรั่วไหลออกไป หรืออยู่อย่างหน้าไม่อาย นักเรียนแพทย์คนหนึ่งบอกเธอว่าเขายินดีจะเป็นอาสาสมัครให้ แต่มีข้อแม้ว่า เขาต้องมีโอกาสนอนกับเธอหกครั้งในวันหยุดสุดสัปดาห์ เจนนี่ตอบว่าข้อเสนอของเขา แสดงว่าเขาเป็นพวกขาดความมั่นใจ เธออยากให้ลูกที่เกิดมารู้สึกมั่นคงกว่านั้น คนวางยาสลลบประจำโรงพยาบาลยื่นข้อเสนอ เขาจะส่งเสียเงินเพื่อการศึกษาของเด็กจนจบวิทยาลัย แต่เจนนี่บอกเขาว่าดวงตาเขาติดกันเกินไป ฟันเรียงไม่สวย เธอไม่อยากให้ลูกที่เกิดมาดูผิดปกติคล้ายคนพิการ ส่วนแฟนหนุ่มของเพื่อนพยาบาลปฎิบัติกับเจนนี่แย่มาก เขาทำให้เธอตกใจในโรงอาหาร ด้วยการส่งถ้วยนมให้ ในนั้นเต็มไปด้วยของเหลวสีขุ่นๆ เขาบอกว่า "สเปิร์ม" พลางก้มลงมองแก้ว "ทั้งหมดนี้ ครั้งเดียวเท่านั้น ผมไม่มั่วไปเรื่อยหรอก ถ้าทุกคนมีโอกาสคนละครั้ง ผมคงเป็นผู้ชายของคุณ" เจนนี่รับแก้วมาดูอย่างเยือกเย็น พระเจ้าเท่านั้นที่จะรู้ว่าอะไรอยู่ในแก้ว ชายหนุ่มพูดว่า "นี้คงบอกได้บ้างว่าผมมีอะไรดีดีอยู่บ้าง เมล็ดเชื้อมันเยอะน่ะ" ว่าแล้วเจนนี่ก็เทแก้วน้ำขุ่นๆนั้นลงไปในกระถางต้นไม้ข้างๆ ก่อนตอกกลับว่า "ฉันอยากได้ลูก ไม่ได้อยากเพาะพันธุ์สเปิร์มทั้งฟาร์มหรอกนะ"

เจนนี่รู้ว่าเรื่องทั้งหมดมันยากเย็นกว่าที่คิดไว้ เธอต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับสภาพและตอบกลับอย่างสุภาพด้วย ในโรงพยาบาลต่างเห็นว่า การกระทำเช่นนี้ของเจนนี่กระด้างไป เธอไปไกลเกินเหตุ ทั้งๆที่ทุกคนพยายามมองให้เป็นเรื่องตลก แต่ดูเหมือนว่าเจนนี่เองมีความแน่วแน่ตั้งใจมาก พวกเขาคิดว่าถ้าเธอไม่ดันทุรัง เธอคงจะหมายถึงแบบนั้นจริงๆ และถึงเพื่อนร่วมงานจะแหย่เธอยังไง เจนนี่ก็ไม่ขำ ขณะเดียวกันพวกเขาก็พาเธอขึ้นเตียงไม่ได้ด้วย การ์ปเขียนถึงอาการนี้ของแม่ว่า "เพื่อนร่วมงานรู้สึกว่าแม่ชอบทำตัวเหนือชาวบ้าน พวกเขาเลยไม่ค่อยจะปลื้มนัก"

พวกเขาจึงออกนโยบายเพิ่มความลำบากลำบนให้เธอ โดยบอกว่า มันเป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการ ทั้งนี้เพื่อ"ตัวเธอเอง"จะได้พ้นทุกข์ ด้วยการย้ายเธอจากแผนกแม่และเด็กซะ เพราะตราบใดที่ในหัวเธอมีแต่เรื่องลูก เธอก็จะเป็นแบบนี้อยู่เรื่อยๆ ทางที่ดีเธอควรเลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องสูตินารีทั้งปวง อย่างน้อยก็ต้องพาเธอให้พ้นจากตู้เด็กอ่อน เพราะเธออ่อนไหวเกินไปในหัวใจและสมอง

แต่ถึงเธอจะถูกย้ายไป พวกเขาก็ยอมรับว่าเธอเป็นนางพยาบาลที่ทำงานดีมาก พวกเขาจึงส่งเธอไปอยู่แผนกดูแลคนไข้พิเศษ เพราะจากประสบการณ์การดำเนินงานของโรงพยาบาลบอสตันเมอร์ซี่ พยาบาลคนไหนก็ตามถูกส่งมาแผนกนี้ พยาบาลคนนั้นจะลืมปัญหาส่วนตัวจนหมดสิ้น แน่นอนที่สุดเจนนี่เข้าใจว่าพวกเขาอยากให้เธออยู่ห่างจากเด็กเล็ก แต่เธอเสียใจตรงที่ว่าพวกเขาคิดสั้นไปหน่อยเกี่ยวกับ"การควบคุมตนเอง"ของเธอ ใช่สิ สิ่งที่เธอต้องการมันอาจจะแปลกสำหรับคนอื่น แต่ทำไมต้องคิดว่า เธอไร้สติ ซึ่งมันเป็นความคิดที่เจนนี่เห็นว่าไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย แต่ไม่เป็นไร ยังมีเวลาอีกมากมายในการที่จะตั้งครรภ์มีลูก เธอไม่ได้รีบนัก มันแค่เป็นส่วนหนึ่งในแผนงานชีวิตเท่านั้น

ช่วงนั้นบ้านเมืองอยู่ในระหว่างสงคราม ในแผนกดูแลพิเศษไม่ค่อยมีงานยากๆให้ทำ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ถูกส่งมาจากโรงพยาบาลอื่นๆ มักเป็นรายที่หมดหวัง เช่นคนไข้สูงอายุ คนไข้ที่ประสบอุบัติเหตุปางตาย บางรายสาหัสจากเหตุรถชน หรือเด็กที่ประสบเหตุอย่างรุนแรง แต่ส่วนมากคนไข้จะเป็นพวกทหาร และผลที่เกิดจากสงครามกับพวกเขา เราไม่ควรถือว่าเป็นอุบัติเหตุ

เจนนี่จัดแผนกคนไข้ทหารบาดเจ็บของเธอเอง นี่คือประเภทที่เธอแยกไว้

  1. พวกที่ร่างกายถูกเผาไหม้ ไม่ว่าจะประสบเหตุเพลิงไหม้ในเรือ(มีรายหนึ่งอาการสาหัสถูกส่งมาจากโรงพยาบาลราชนาวีในเชลซี) ในเครื่องบิน หรือบนบก เจนนี่ก็เรียกคนกลุ่มนี้ว่า "พวกอาการภายนอก"
  2. พวกที่ถูกยิงหรือทำร้ายในที่แปลกๆซึ่งเป็นอวัยวะภายใน และกำลังประสบปัญหาใหญ่กับอาการพวกนี้ เจนนี่เรียกว่า "พวกอวัยวะจำเป็นสาหัส"
  3. พวกที่อาการบาดเจ็บดูลึกลับซับซ้อน พวกเขาเหมือนไม่มีสติอยู่ "ที่นั้น" ถูกทำร้ายตรงกระดูกสันหลัง และสมองจนเกือบเป็นอัมพาต บ้างอยู่ในอาการสะลึมสะลือ บ้างก็เลื่อนลอย เจนนี่เรียกพวกนี้ว่า "พวกอาการลาหยุด" มีบางโอกาสที่คนไข้อาการลาหยุดอาจเป็นคนไข้อวัยวะจำเป็นสาหัสได้เช่นกัน
  4. พวกสุดท้ายคือ "พวกอาการลาขาด" หายไปจากโลกทำนองนั้น

การ์ปเขียนว่า"ในสายตาของแม่ผม พ่อของผมเป็นพวกอาการลาขาด นั่นทำให้พ่อน่าสนใจมาก เพราะไม่จำเป็นต้องมีอะไรผูกพันต่อเนื่อง" พ่อของการ์ปเป็นทหารยิงปืนประจำเครื่องบินรบ เป็นผู้ประสบเคราะห์ร้ายที่เกิดจากความจงใจของสงครามเหนือน่านฟ้าประเทศฝรั่งเศส

การ์ปเล่าว่า"ทหารพลปืนแบบพ่อเป็นลูกเรือของหน่วยพิฆาตประจำกองบิน ผู้ต้องเสี่ยงชีวิตต่อสู้กับหน่วยโจมตีภาคพื้นดินที่เรียกว่าหน่วยแฟ๊ก ในสายตาของทหารพลปืน หน่วยแฟ๊กเหมือนพวกจิตรกรคอยสาดน้ำหมึกขึ้นไปเบื้องบน ระบายสีท้องฟ้าให้เป็นจุดๆ ทำยังกะฟ้าเป็นกระดาษซับหมึก ผิดแต่ว่าหมึกนี้เป็นกระสุนแทน ให้นึกภาพทหารตัวเล็กๆ(เพื่อที่จะลงไปอยู่ในป้อมยิงปืนใต้ท้องเรือบิน คงจะเป็นการดีถ้าทหารคนนั้นร่างเล็ก) นั่งห้อมล้อมด้วยอาวุธอยู่ในโลหะทรงกลมรูปไข่ เปรียบเสมือนนั่งอยู่ในรังของแมลงที่มีโพรงเป็นรูๆซึ่งมีเพียงกระจกกั้นเท่านั้น ลักษณะของป้อมปืนที่ว่านี้ทำด้วยเหล็กหลอม บุผนังล้อมเป็นกระจก มีช่องเจาะรูสำหรับวางอาวุธปืน มันอยู่กลางลำตัว ใต้ตัวถังของเครื่องบินรบบี-17 ดูไปแล้วคล้ายสะดือโปร่งพองออกมาจากท้องของคนยิง และในโพรงแห่งนี้มีอาวุธปืนขนาดสองร้อยห้าสิบนัดกับชายตัวเล็กผู้มีหน้าที่คอยติดตามรอยเครื่องบินข้าศึกเพียงลำพังกับกล้องปืนเท่านั้น ซึ่งพอกล้องหมุน ตัวเขาต้องหมุนตาม มีคันบังคับปืนทำด้วยไม้ ตรงนั้นมีปุ่มกดสำหรับยิงกระสุน เขาต้องคอยกดปุ่มค้างเตรียมเพื่อพร้อมตลอดเวลา แถมยังต้องบังคับทิศทางป้อมปืนนี้ไปพร้อมๆกัน เพื่อจะได้ไม่ยิงตัวเอง ว่าไปเหมือนมีตัวอ่อนตัวอันตรายเกาะอยู่ที่ครรภ์มารดา คอยปกป้องแม่ของมัน...และเนื่องจากมีท้องฟ้ารองรับอยู่เบื้องล่าง ทหารป้อมปืนคงรู้สึกหนาวๆไม่น้อย เพราะมันเป็นส่วนผนวกที่ติดมากับเครื่องบินดั่งความคิดในลำดับหลัง โดยเฉพาะเวลาเครื่องบินลง ป้อมปืนนี้จะถูกดึงขึ้นมา และกรณีที่ดึงไม่ทัน มันจะกระแทกลงกับพื้นถนน ระเบิดอย่างรุนแรงพอๆกับเวลารถยนต์ตกถนนลงสู่เบื้องล่าง"

เทคนิคัล ซาเจนท์ การ์ป หรือพลทหารช่างการ์ป นายทหารคนล่าสุด คุ้นเคยกับความรุนแรงในความตายเป็นอย่างดี ทำหน้าที่พลปืนประจำหน่วยกองบินที่แปด--หน่วยทิ้งบอมบ์เหนือประเทศอังกฤษ สิบเอกการ์ปเคยมีประสบการณ์เป็นพลปืนระดับจมูก(วางระดับปืนไว้ที่จมูก)ให้กับเครื่องบินรบบี-17ซี และเป็นพลปืนระดับเอว (วางระดับปืนไว้ที่เอว)ให้กับเครื่องบินรบบี-17อี ก่อนที่จะมาประจำตำแหน่งสุดท้ายเป็นพลปืนป้อมปืนลูกบอลใต้ท้องเรือบิน

ตอนที่ทำหน้าที่อยู่ระดับเอวในเครื่องบินบี-17อี การ์ปไม่ชอบวิธีการยิงปืนเท่าไร เพราะพลปืนสองคนต้องยืนหันหลังให้กัน คอยควบคุมปืนที่ติดกับข้างลำตัวของเครื่องบิน แล้วเวลายิงทีไร มักเกิดการปะทะเอาที่ข้างหูของทหารการ์ปเสมอ โดยเฉพาะถ้าเพื่อนข้างๆขยับตัวยิงพร้อมเขา ในเครื่องบินรุ่นหลัง ฐานปืนยิงแบบนี้ถูกออกแบบให้หลบหลีกกัน แต่มันช้าเกินไปแล้วสำหรับพลทหารการ์ป

เที่ยวบินรบครั้งแรกของเขาเกิดขึ้นตอนกลางวันกับเครื่องบินบี-17 อี ในวันที่ 17 สิงหาคม ปี 1942 เหนือเมืองรูเอน ประเทศฝรั่งเศส การรบครั้งนั้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ พลทหารการ์ปทำหน้าที่พลปืนระดับเอว ถูกกระแทกหนึ่งหนโดยเพื่อนทหารที่กกหูข้างซ้าย และอีกสองหนที่กกหูข้างขวา ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าเมื่อเปรียบเทียบกันเพื่อนทหารคนนั้นตัวใหญ่กว่าการ์ปมาก ระยะข้อศอกของเขาตรงกับรัศมีหูของการ์ปพอดิบพอดี

ส่วนปฎิบัติการในป้อมปืนใต้ลำตัวเครื่องบินเหนือเมืองรูเอนเที่ยวนั้น พลทหารฟาว์เลอร์ซึ่งตัวเล็กกว่าการ์ปอีก ทำหน้าที่ควบคุมป้อม เขาผู้นี้เคยเป็นนักขี่ม้ามาก่อนเกิดสงคราม ยิงปืนแม่นกว่าพลทหารการ์ป การ์ปนั้นเคยอยากทำหน้าที่แบบฟาวเลอร์ นับเนื่องมาจากตัวเขาเป็นเด็กกำพร้า ชอบอยู่คนเดียวมาก อีกทั้งเขาเสาะหาทางหนีทีไล่จากเสียงผู้คนและข้อศอกของเพื่อนพลปืนระดับอื่นๆ แต่ในหน่วยรบย่อมนักแม่นปืนยิงแม่นกว่าเขาหลายคน การ์ปจึงได้แต่ฝัน เขาฝันแค่ว่าการออกรบครั้งที่ห้าสิบหรือกว่านั้น เขาคงมีโอกาสย้ายไปประจำฐานกองบินที่สอง ศูนย์ปฎิบัติการการฝึกยิงปืน ซึ่งเขาหวังจะปลดเกษียณอย่างเงียบๆและปลอดภัยด้วยการเป็นครูฝึก แต่ฝันไม่ทันจะเกิดเผอิญฟาว์เลอร์ถูกยิงตายเสียก่อน การ์ปเคยอิจฉาป้อมปืนลับเฉพาะของฟาว์เลอร์กับความรู้สึกโดดเดี่ยวเวลาอยู่ในนั้น

ฟาว์เลอร์เคยบอกว่า "มันเป็นที่เหมาะสมที่สุดในการอยู่คนเดียวถ้าคุณชอบผายลมบ่อยๆ" ฟาวเลอร์เป็นคนช่างเหน็บแนม เวลาพูดจะมาพร้อมน้ำเสียงไอแห้งๆกลั้วลำคอ และเขามีชื่อเสียงเลวร้ายมากในหมู่พยาบาลสาวๆของโรงพยาบาลประจำกองทัพ ฟาว์เลอร์เสียชีวิตลงเพราะเครื่องบินตก กระแทกอย่างรุนแรงบนพื้นถนนขรุขระ ตอนช่วงเครื่องบินลง ขายันล้อของเครื่องบินกระเด็นหลุดหายไป เบรคแตก ตัวเขาซึ่งอยู่ในป้อมปืนถูกอัดเละจากแรงปะทะ ป้อมระเบิดออกเหมือนต้นไม้ยักษ์ล้มลงทับผลเล็กๆของลูกองุ่น พลทหารฟาว์เลอร์คนที่มักจะพูดเสมอว่า เขามีความเชื่อมั่นและศรัทธาในเครื่องยนต์มากกว่ามนุษย์ใดๆ ถูกอัดบี้ไปพร้อมกับป้อมปืนเพราะเครื่องบินดึงลำตัวบินขึ้นไม่ทัน พลปืนระดับเอวอื่นๆรวมทั้งการ์ป มองเห็นซากแตกกระจายของการระเบิดคาตาตรงใต้ท้องเครื่องบินนั้นเอง ผู้ช่วยกองบินซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ที่ใกล้ที่สุดบนภาคพื้นดินถึงกับอาเจียนออกมา ผู้บัญชาการกองร้อยไม่รอให้การตายของฟาว์เลอร์ถูกประกาศเป็นทางการ เขารีบแต่งตั้งการ์ปให้รับตำแหน่งพลปืนตัวเล็กที่สุดแทน สิบทหารช่างการ์ปผู้ตัวเล็กใฝ่ผันจะเป็นนักปืนของป้อมปืนลูกบอลมานาน ในเดือนกันยายนปี 1942 เขาได้เป็นสมใจ

การ์ปเขียนว่า " แม่ของผมเป็นผู้ยึดถือในรายละเอียด" เวลาที่มีผู้ป่วยใหม่มาที่โรงพยาบาล เจนนี่ ฟิลด์จะเป็นคนแรกที่ถามหมอว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนไข้ แล้วเจนนี่ก็จะจัดประเภทให้กับคนเหล่านี้เงียบๆในใจ พวกอาการภายนอก พวกอวัยวะจำเป็นสาหัส พวกอาการลาหยุด หรือพวกอาการลาขาด เธอค้นพบว่าวิธีนี้เป็นกลยุทธช่วยให้เธอจดจำชื่อและอาการคนไข้ได้ดี ดังเช่น พลทหารโจนส์กระดูกหัก พ๊อตเตอร์หยุดพล่าม จ่าอากาศโทเอสเตส์ไร้รสชาติ ร้อยเอกฟินน์ไร้ผิว ผู้พันลองเฟลโลว์พูดแต่สั้น

ส่วนสิบเอกการ์ปเป็นกรณีลึกลับสำหรับเธอ จากเที่ยวบินครั้งที่สามสิบห้าเหนือฟ้าฝรั่งเศส จู่ๆเขาก็หยุดยิง นักบินสังเกตความขาดหายของเสียงปืนจากป้อมลูกบอล เขาสงสัยว่าการ์ปอาจถูกยิงเข้าให้ แต่ถ้าเป็นงั้นจริง ทำไมเขาไม่ได้ยินเสียงกระแทกที่ใต้ท้องเครื่องบินเลย เขาหวังว่าการ์ปคงไม่เป็นอะไรมาก หลังจากนำเครื่องบินลงจอด นักบินย้ายการ์ปขึ้นรถมอเตอร์ไซค์สามล้อมีที่นั่งติดด้านข้าง เพราะรถพยาบาลไม่ว่างสักคัน พอการ์ปนั่งลงแล้ว เขาเริ่มเล่นเริ่มซนกับตัวเอง ส่วนบนของรถมีหลังคาผ้าใบคลุมปิดด้านที่นั่งไว้ในยามอากาศเลวร้าย นักบินเก็บกำลังหลังคาให้อยู่ในที่ที่ควร ตรงเก้าอี้มีหลุมที่นั่งซึ่งนักบิน หมอ และคนอื่นๆกำลังยืนมุงดูพลทหารการ์ป การ์ปเกิดมีอาการตั้งชันซึ่งทุกคนคนเห็นว่าเกินไปสำหรับคนรูปร่างเล็กอย่างเขา และสิ่งที่เขาทำดูเชี่ยวชาญเกินกว่าเด็กๆเล็กจะซน แต่ก็ไม่ชำนาญขนาดพวกลิงในสวนสัตว์ พลทหารการ์ปจ้องมองผู้คนเหมือนลิงมองออกมาจากกรง เขามองคนที่ยืนดูเขาอย่างเปิดเผย

"การ์ป?" นักบินเรียก หน้าผากของการ์ปปกคลุมไปด้วยเลือดแห้งกรัง หมวกปิดด้านบนของศีรษะจนต่ำ มองไม่เห็นรอยแผล "การ์ป!. นักบินตะโกนใส่หน้าเขา มองกลับไปที่เรือบิน จะเห็นรอยขูดลึกที่โลหะกลมๆตรงที่วางของกระบอกปืน พวกโจมตีภาคพื้นดินคงยิงเข้าให้ เพราะด้ามบังคับปืนกับกระบอกหลุดออกมา แต่ไม่มีร่องรอยบาดแผลที่มือการ์ป มือที่กำลังซนกับตัวเอง
"การ์ป!" นักบินร้องดัง
"การ์ป?" การ์ปร้องเรียกชื่อตัวเองตอบ เขาทำเสียงล้อเลียนเหมือนนกแก้วช่างพูด "การ์ป" การ์ปพูดยังกับว่าเพิ่งเคยได้ยินคำคำนี้ นักบินพยักหน้าตอบ เพื่อให้เขาจดจำชื่อตัวเองได้ การ์ปยิ้มรับ แล้วเรียกทวนอีกที "การ์ป" ตัวเขาคงคิดว่า มันเป็นคำที่ใช้พูดเวลาคนทักกัน ไม่ใช่คำว่า หวัดดี หวัดดี แต่เป็นการ์ป การ์ป!
"ตายล่ะ การ์ป" นักบินเอ่ยขึ้น สังเกตรอยแตกของกระจกกับรอยขูดของกระสุนที่เกิดจากการยิงใส่กันที่ป้อมปืนมองเห็นได้ชัดในกระจกกลมนั้น ที่รถหมอเปิดกระโจมด้านข้างออกและมองหน้าการ์ป มีบางอย่างผิดปกติในดวงตาของเขา มันแกว่งไปมาอย่างอิสระ หมอคิดว่า โลกของการ์ปตอนนี้ถ้าเขามองเห็น ม่านตาคงขยายเข้าขยายออกวูบวาบๆ แต่สิ่งที่นักบินกับหมอไม่รู้ก็คือ มีบางอย่างที่ฝ่ายโจมตีภาคพื้นดินยิงเข้ามากระแทกกับหัวการ์ป มันทำลายประสาทเบ้าตาที่ควบคุมเนื้อเยื่อการเคลื่อนไหวของดวงตา และยังกระทบกับสมองส่วนอื่นๆด้วย จากรอยแผลที่มองเห็น มันเละเหมือนสมองที่ผ่าตัดไม่เสร็จหรือผ่าตัดสะเพร่า

หมอเริ่มมีความกลัวเมื่อนึกถึงการผ่าตัดที่ว่า เขารู้สึกอยากจะถอดหมวกเปียกชุ่มเลือดบนศีรษะของการ์ปออก มันมีอะไรบางอย่างสะท้อนแสงมันวาวบนเป็นปุ่มขึ้นอยู่หน้าผากเขา ทุกคนมองหาคนขี่รถมอเตอร์ไซค์ของหมอ แต่เขาหนีไปอ๊วกที่ไหนสักแห่ง หมอสงสัยว่าเขาคงต้องขี่มอเตอร์ไซค์เสียเอง แต่ต้องหาคนมานั่งเป็นเพื่อนการ์ป
"การ์ป?" การ์ปถามหมอ เขากำลังเรียนรู้ศัพท์คำใหม่
"ใช่..การ์ป" หมอยืนยัน สีหน้าเขาแสดงความพึงพอใจ มือทั้งสองของเขายังเล่นซนกับเจ้าปีเตอร์
"การ์ป!" เขาเห่าลั่น มีความเบิกบานปนความประหลาดใจอยู่ในน้ำเสียง เขาเหลือกตาไปยังคนดูรอบๆ ร้องขอต่อโลกกับภาพที่เห็นให้ขยายใหญ่ขึ้นและอยู่นิ่งๆ เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองทำอะไรลงไป เขาถามอย่างสงสัย "การ์ป?"
นักบินตบแขนเขาเบาๆ พยักหน้าให้กับลูกเรือคนอื่นๆ คล้ายๆจะบอกว่า กรุณาช่วยให้กำลังใจพลทหารคนนี้หน่อย กรุณาทำให้เขาอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน จึงช่วยกันร้องว่า " การ์ป! การ์ป! การ์ป! " เสียงคอรัสอบอวลเต็มไปด้วยกระไอแห่งการปลอบโยนเพื่อกล่อมพลทหารการ์ปให้รู้สึกสบายใจ

การ์ปพยักหน้าอย่างมีความสุข หมอรีบจับแขนเขา กระซิบด้วยความกังวล " อย่า อย่าเคลื่อนไหวนะ การ์ป? อย่าสั่นหัวสิ" สายตาเขาล่องลอยผ่านนักบินผ่านหมอไปยังทหารคนอื่นๆ เขากำลังรอคอยเสียงประสานอีกครั้ง "ใจเย็นนะ การ์ป"นักบินกระซิบ "นั่งนิ่งๆ เข้าใจไหม?"
สีหน้าของการ์ปแสดงถึงความสงบสันติอันบริสุทธิ์ ขณะที่มือทั้งสองยังกุมอยู่ตรงนั้น เขารู้สึกว่าได้ทำสิ่งที่ถูกต้องตามสถานการณ์เรียกร้องให้เขาทำ

ตอนที่อยู่ในอังกฤษพวกเขาไม่สามารถช่วยเหลือพลทหารการ์ปได้เลย เขาเป็นบุคคลผู้โชคดีมากที่ถูกส่งตัวกลับบ้านในบอสตันก่อนที่สงครามจะเลิกด้วยซ้ำ วุฒิสมาชิกกลุ่มหนึ่งออกมาแสดงความรับผิดชอบ หลังจากที่หนังสือพิมพ์ในบอสตันโจมตีว่า ทางกองทัพสหรัฐจะส่งผู้บาดเจ็บกลับบ้านถ้าทหารรายนั้นมาจากครอบครัวที่มั่งคั่งหรือมีชื่อเสียง ในความพยายามที่จะระงับข่าวลือ วุฒิฯออกมาแถลงว่า ถ้ามีผู้บาดเจ็บโชคดีรอดตายพอที่จะกลับอเมริกา เขาคนนั้นจะเป็นใครก็ได้แม้ "กระทั่งเด็กกำพร้า คนเหล่านี้ก็มีสิทธิ์กลับบ้านเช่นเดียวกับคนอื่นๆ" ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามค้นหาเด็กกำพร้าอาการสาหัสดังกล่าวเพื่อพิสูจน์คำพูดของท่านวุฒิฯ ในที่สุดทางการก็หาคนที่สมบูรณ์แบบเจอ เพราะไม่เพียงแต่พลทหารการ์ปเป็นเด็กกำพร้า เขายังกลายเป็นคนปัญญาอ่อนที่พูดได้เพียงคำคำเดียว ดังนั้นเขาจึงไม่มีโอกาสบ่นกับพวกนักข่าว และในรูปถ่ายทุกใบที่หนังสือพิมพ์ลง พลปืนการ์ปกำลังยิ้ม

ตอนที่การ์ปถูกนำตัวมาที่บอสตัน เมอร์ซี่ เจนนี่ ฟิลด์ประสบปัญหาในการแยกประเภทให้เขา แน่นอนเขาเป็นคนไข้ประเภทอาการลาหยุด และบางทีมีพฤติกรรมยิ่งกว่าเด็กซะอีก แต่เจนนี่ยังไม่ค่อยแน่ใจอยู่ดีว่าเขาผิดปกติเพราะอะไรกันแน่
"ฮัลโหล สบายดีหรือปล่าว?" เจนนี่ทักเขา ขณะที่เขาถูกเข็นเข้ามาในวอร์ดรักษาคนไข้
เขาเห่ากลับ "การ์ป!" ประสาทส่วนเบ้าตาฟื้นตัวขึ้นจากครั้งก่อน ดวงตาของเขาตอนนี้กระตุกมากกว่าแกว่งไปมา มือถูกพันด้วยผ้ากลอสส์ เนื่องจากอุบัติเหตุไฟไหม้บนเรือโดยสารตอนเดินทางกลับบ้าน เขาเห็นเปลวไฟลุกโชน เลยยื่นมือไปจับ ไฟเลยไหม้มือและลามมาโดนหน้าบางส่วน เกรียมขนตาจนหลุดหายไป ตอนนี้เจนนี่คิดว่าหน้าตาเขาเหมือนนกฮูกที่ถูกโกนหัว ถ้ามองจากรอยไหม้ที่ปรากฎ การ์ปจัดเป็นคนไข้พวกอาการภายนอกและพวกสติลาหยุด และจากมือผ้าพันแผลหนามาก เขาจึงสูญเสียความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง ซึ่งเป็นกิจกรรมชนิดเดียวที่ในรายงานบอกว่าเขาทำบ่อยแถมยังประสบความสำเร็จทั้งที่ไร้สติ สำหรับคนที่สังเกตเขาใกล้ๆหลังจากอุบัติเหตุครั้งนี้ อาจมีความกลัวว่าพลปืนเหมือนเด็กคนนี้จะกลายเป็นโรคซึมเซา เพราะกิจกรรมบนความสนุกสนานแบบผู้ใหญ่หายไป แน่นอนจนกว่ามือของเขาจะหายดี

มันเป็นไปได้ทีเดียวที่การ์ปจะเป็นคนไข้ประเภทอวัยวะจำเป็นสาหัส เพราะมีชิ้นส่วนเล็กๆมากมายกระเด็นเข้าไปฝังในหัว ยากแก่การแกะออก บาดแผลที่เกิดกับสมองของพลทหารการ์ป ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัด และสมองยังได้รับผลกระทบกระเทือนภายในซึ่งเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ การ์ปผู้ลูกเขียนว่า"ปกติความเลวร้ายโดยทั่วๆไปของคนเราก็สลับซับซ้อนพออยู่แล้ว อันนี้หมายถึงโดยไม่ต้องมีการแนะนำเรื่องการโจมตีเข้าสู่ระบบแบบพลทหารการ์ปด้วยซ้ำ"

ก่อนหน้านี้มีคนไข้รายหนึ่งที่มีอาการทางสมองคล้ายการ์ป เขามีชีวิตอยู่มาได้เป็นเดือน ชอบพูดกับตัวเองและบางครั้งก็ฉี่ใส่ที่นอน หลังจากนั้น ผมบนศีรษะเริ่มร่วงและเริ่มมีปัญหาในการพูดให้จบประโยค ก่อนเขาจะตาย เขาเริ่มมีอาการปกติทางร่างกายคือมีหน้าอกงอกขึ้นแบบผู้หญิง แต่ถ้าเราดูในหลักฐาน เงาของสมอง และเข็มสีขาวเล็กๆจำนวนมากในแผ่นเอ๊กซเรย์ พลปืนการ์ปอาจจัดเป็นคนไข้พวกอาการลาขาดได้อีกเช่นกัน แต่สำหรับเจนนี่เขาดูเป็นคนน่ารักและสุภาพ เป็นผู้ชายตัวเล็ก เรียบร้อย ไร้เดียงสาและตรงไปตรงมาเวลาจะเอาอะไร พฤติกรรมเหมือนเด็กสองขวบ เขาจะร้อง"การ์ป!" เวลาที่หิว และเรียก "การ์ป!" เวลาที่ดีใจ และถามว่า "การ์ป?" เวลาที่มีอะไรสงสัย หรือแม้เวลาเจอคนแปลกหน้า และเขายังทักว่า "การ์ป"เลย สุดท้ายเขาพูดโดยไม่มีเครื่องหมายคำถามเวลาที่เขาจำคุณได้ เขามักจะทำอะไรตามที่คนอื่นบอกเสมอ แต่เราไม่ควรเขาวางใจเขานัก เพราะเขาขี้ลืมง่ายมาก และถ้าครั้งหนึ่งเขาเคยเชื่อฟังยังกะเด็กหกขวบ อีกครั้งหนึ่งเขาอาจจะอยากรู้อยากเห็นเหมือนเด็กขวบครึ่งก็ได้ อาการซึมเซาของเขา ซึ่งถูกบันทึกในรายงานการเคลื่อนย้าย บ่งบอกถึงอาการตั้งชันของเขาเป็นปกติ สำหรับตอนนี้ที่เขาทำได้คือ กุมมือผ้ากลอสส์หนาๆไปที่เจ้าปีเตอร์อันน่าสงสารแล้วร้องไห้ เขาร้องเพราะเขารู้สึกว่าผ้าพันแผลไม่ทำให้เขารู้สึกดีเหมือนความทรงจำสั้นๆที่เคยมีเกี่ยวกับมือของเขา และอีกอย่างมันเป็นเพราะเขารู้สึกเจ็บมือเวลาไปแตะกับอะไรก็ตาม ตอนนั้นนะเองที่เจนนี่ ฟิลด์จะเดินมานั่งข้างๆเขา เอามือลูบหลังเขาบริเวณไหล่จนเขาเงยหน้าหงายไปข้างหลังเหมือนแมว เธอจะปลอบใจด้วยเสียงอันเป็นมิตรและน้ำเสียงที่แสดงความตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ พยาบาลส่วนใหญ่มักเห็นอกเห็นใจผู้ป่วยเสมอ น้ำเสียงมั่นคง ไม่เปลี่ยนไปตั้งใจเหมือนจะกล่อมให้หลับมักจะเป็นสิ่งที่พวกหล่อนทำให้คนไข้ฟัง แต่เจนนี่รู้ว่า การ์ปไม่ต้องการจะหลับ เขาเหมือนเด็กทารก และตอนนี้เขาเริ่มเบื่อ อยากได้สิ่งที่เพลิดเพลินใจมากกว่า เจนนี่พยายามเอาใจเขา ด้วยการหาวิทยุมาเปิด แต่บางรายการก็ทำให้เขากังวล ไม่มีใครรู้ว่าทำไม ส่วนบางรายการก็ทำให้เขาเกิดอาการตั้งชัน หลังจากนั้นก็ซึมเซา กลับไปกลับมา จนกระทั่งมีอยู่รายการหนึ่ง ซึ่งเป็นหนเดียวเท่านั้นที่ทำให้เขาฝันเปียก ซึ่งตัวเขาเองยังแปลกใจปนกับพอใจจนมีความรู้สึกว่าอยากจะเห็นวิทยุอีก แต่เจนนี่ก็ไม่สามารถหารายการเช่นนั้นเจออีก เพราะมันไม่มีซ้ำ เธอรู้ว่า ถ้าเธอสามารถหารายการฝันเปียกให้การ์ปได้ งานของเธอกับชีวิตของเขาคงมีความสุขขึ้น มันคงไม่ง่ายนัก

เธอยกเลิกความพยายามจะสอนคำใหม่ให้แก่เขา ตอนที่เธอป้อนอาหาร พอเห็นว่าเขาชอบ เธอจะสอนว่า " ดีดี นั้นอร่อยมาก"
เขาจะแสดงอาการเห็นด้วย ด้วยการตอบว่า "การ์ป!"
ถ้าเขาบ้วนออกมาทำหกเลอะเทอะหน้าตา เธอจะบอกว่า " แย่มาก ยังงี้แย่จริงๆ ใช่ไหม?"
เขาก็ตอบว่า "การ์ป!"
อาการแรกที่เจนนี่เห็นว่าเขาแย่ลง คือเขาทำตัว กอไก่ หายในเช้าวันหนึ่ง เขาทักเจนนี่ว่า "อาร์ป"
"การ์ป " เจนนี่เน้นเสียง "กา-อาร์ป"
"อาร์ป" เขาตอบ เธอรู้ว่าเธอกำลังสูญเสียเขาไป

ทุกวันผ่านไปพฤติกรรมเขาถดถอยกลายเป็นเด็กขึ้นเรื่อยๆ เวลาหลับเขาจะคว้าอากาศด้วยกำปั้น เป่าปากขมุบขมิบ ทำแก้มบุ๋ม ทำขนตาสั่นๆ เจนนี่ดูแลเด็กอ่อนมามาก เธอรู้ว่าเขากำลังดูแลตัวเองอยู่ในฝัน เธอเคยนึกอยากจะขโมยจุกนมของเด็กมาจากแผนกสูติ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าย้ายมาจากที่นั้นแล้ว กับนึกถึงโจ๊กที่ทำให้เธอโกรธ ("นี่คือพระแม่มารีเจนนี่ กล่อมเด็กด้วยการขโมยจุกนม ใครคือพ่อผู้โชคดีล่ะ เจนนี่? ") เธอก็เปลี่ยนใจและเลิกความคิดนั้นซะ เธอมองดูการ์ปนอนทำปากพะงาบๆขณะหลับและพยายามจะจินตนาการว่าการเสื่อมถอยของเขาสู่วัยเด็กจะพาเขาสงบลง อีกไม่นานเขาจะกลายเป็นตัวอ่อนและคงไม่สามารถหายใจทางปอด เธอหวังว่าบุคลิกร่างกายของเขาจะแยกออกจากจากกันอย่างสุขขี ครึ่งหนึ่งกลับกลายเป็นความฝันของไข่ อีกครึ่งหนึ่งเปลี่ยนกลับไปเป็นสเปิร์ม และในที่สุดจะไม่มีเขาเลย

เรื่องมันเป็นอย่างงี้ละ ถ้าสังเกตระยะการเลี้ยงดูการ์ปในวัยกลับนี้ จะเห็นว่ามันเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆบางที เขาตื่นขึ้นมาเหมือนเด็กที่ต้องตื่นทุกสี่ชั่วโมงเพื่อป้อนอาหาร เริ่มร้องงอแงหน้าแดงๆดั่งกับทารก มีน้ำตาไหลชื้นๆเอ่อเบ้าตา บางที..เงียบสงบเพราะเสียงวิทยุ หรือบางทีก็ด้วยเสียงของเจนนี่เอง ครั้งหนึ่ง เธอถูหลังให้เขา เขาเรอออกมา เจนนี่ถึงกับระเบิดร้องไห้คนเดียว เจนนี่นั่งอยู่ข้างเตียงเขา ภาวนาอยู่บ่อยๆ ให้เขาเดินทางกลับไปสู่ครรภ์โดยปราศจากความเจ็บปวดหรือความขรุขระใดใด

เธอคิดว่าถ้ามือเขาหายจากอาการบาดเจ็บ เขาคงดูดนิ้วหัวแม่โป้งได้ เวลาที่เขาตื่นจากฝันว่าดูดนิ้ว หิวอาหาร หรือจินตนาการไปเอง เจนนี่จะยื่นนิ้วไปให้ที่ปาก และปล่อยให้เขาดูดเล่นแบบเด็กๆ ถึงแม้ว่า เขาจะเป็นคนตัวโต มีฟันแบบผู้ใหญ่ แต่ในจิตใจลึกๆ เขายังไม่มีฟัน ดังนั้นไม่เคยสักครั้งที่เขาจะเผลอกัดเธอ อันนี้มาจากการสังเกตสังกาของเจนนี่เอง จนกระทั่งคืนวันหนึ่งเธอตัดสินใจให้เขาเล่นกับหน้าอกของเธอ ซึ่งดูแล้วรู้สึกเขาจะไม่เหนื่อยหน่ายจะเลิกเล่นหรือรู้สึกไม่พอใจที่ไม่มีน้ำนมเหมือนแม่ เจนนี่คิดว่าถ้าเขายังติดการเลี้ยงดูกับเธอแบบนี้ เธออาจจะมีน้ำนมมารดาไหลออกมาจริงๆ เธอรู้สึกหน้าท้องขมวดตึงแบบแม่กับลูกและแบบชายหญิง ความที่ความรู้สึกมันชัดแจ้งมาก เธอเชื่อเอาเองว่าเธอสามารถมีลูกกับเขาได้ง่ายๆเพียงแค่พลปืนคนนี้เป็นคนช่างดูดนี่เอง

มันเป็นอย่างที่เล่ามา แต่ต้องเข้าใจว่าพลปืนการ์ปก็ไม่ใช่เด็กทารกเลยซะทีเดียว คืนหนึ่งขณะที่เธอกำลังเลี้ยงเขา เจนนี่สังเกตว่าเขามีอาการตั้งชัน เพราะผ้าปูที่นอนมันลอยขึ้น และด้วยมือพันแผลซุ่มซ่าม เขาค่อยๆป่ายมือไปมาอย่างอึดอัด จนกระทั่งเจนนี่คิดช่วยเหลือเขา ด้วยมืออันขาวสะอาดและนุ่มนวล กับหน้าอกเธอ เขาหยุดชะงักทันที
"อาร์" เขาร้องเบาๆ ตอนนี้เขาทำ ป ปลา หาย
ตอนแรกเป็น การ์ป ต่อมา อาร์ป ตอนนี้เหลือแค่ อาร์ เธอรู้แล้วว่าเขากำลังจะตาย เพราะเขาเหลือตัวสะกดหนึ่งตัวกับพยัญชนะหนึ่งตัว พอเขาสำเร็จผล เจนนี่รู้สึกร้อนและเปียกทั่วทั้งมือ ภายใต้ผ้าห่มกลิ่นมันอบอวลเหมือนอยู่ในห้องกรีนเฮาส์อันชุ่มชื่นในหน้าร้อน ทุกสิ่งกำลังพร้อมจะเจริญเติบโต ถ้าคุณลองปลูกต้นไม้สักต้น มันจะงอกงามทันที เจนนี่รู้สึกแบบนั้นกับสเปิร์มของการ์ป ถ้าโยนมันลงดินนิดเดียว รับรองมีเด็กเกิดมาจากดินแน่ เจนนี่คิดว่าต้องขอเวลายิ่สิบสี่ชั่วโมงในการครุ่นคิดสักเล็กน้อย

"การ์ป?" เจนนี่กระซิบ
เธอค่อยๆปลดกระดุมกระโปรง แล้วนำหน้าอกที่เธอคิดว่าใหญ่เกินไปมาให้เขา "การ์ป?" เธอกระซิบเบาๆข้างหู ขนตาเขากะพริบ ริมฝีปากยื่นเข้าหา รอบๆตัวเขาล้อมรอบด้วยผ้าม่านสีขาวที่ปิดกั้นด้านในเป็นส่วนๆ ในห้องรักษาคนไข้รวม ข้างเตียงการ์ปเป็นผู้ป่วยอาการภายนอก เหยื่อเคราะห์ร้ายเพราะโดนเปลวไฟพุ่งใส่ ผ้าพันแผลเต็มตัว ชายคนนี้ไม่มีขนตา จึงดูเหมือนว่าเขาจ้องมองไปรอบๆตลอดเวลา แต่จริงๆแล้วเขาตาบอด เจนนี่ค่อยๆถอดรองเท้าออก ถุงน่องสีขาว แล้วก้าวออกมาจากชุดของเธอ เธอแตะปากการ์ปด้วยนิ้ว

ข้างเตียงอีกด้านหนึ่งเป็นผู้ป่วยพวกอวัยวะสำคัญสาหัส ผู้ซึ่งกำลังจะกลายเป็นคนไข้อาการลาหยุด เขาสูญเสียลำไส้เล็กและตรง แถมตอนนี้ตับก็คอยสร้างปัญหาใหญ่ ส่วนไตก็กำลังปั่นป่วนให้เขาบ้า เขามักจะฝันร้ายว่าถูกบังคับให้ปัสสาวะหรือให้ถ่าย เรื่องนี้อาจเพราะเขามีปมมาแต่โบราณกาล ไม่มีใครทราบ เขาจึงไม่ค่อยรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป เขามักปล่อยของเสียผ่านกลับท่อลงไปในถุงยา เขาร้องคร่ำครวญในอาการอยู่บ่อยๆ ร้องผิดกับการ์ป เพราะร้องเต็มคำ ทีละหลายคำ
"บัดซบ" เขาร้องตอนเห็นเจนนี่ถอดกระโปรง
"การ์ป?" เจนนี่กระซิบ เธอถอดชุดชั้นใน ยกทรง แล้วดึงผ้าห่มที่คลุมตัวเขา
"พระเจ้าช่วย" คนไข้ภายนอกครางเบาๆ ปากร้อนพองด้วยความระอุ
"บัดซบจริง!" คนไข้อวัยวะสำคัญร้องดังลั่น
"การ์ป" เจนนี่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอขึ้นคร่อมร่างเขา ครอบครองการตั้งชันของเขา
"อ้าา" การ์ปร้อง แม้แต่ตัว รอ. เรือ ก็หายไป ตอนนี้ลดลงเหลือแต่สระในการแสดงความดีใจหรือเสียใจ "อาา" เขาพูดขณะที่เจนนี่เขยิบเข้ามาประชิดตัว ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนตัวเขา
"การ์ป?" เจนนี่ถาม " รู้สึกดีไหม การ์ป?"
"กู๊ด" การ์ปตอบดังชัดเจน นั้นคงเป็นคำเดียวที่เหลือมาจากความทรงจำอันแตกหักของเขา มันชัดเจนมากตอนที่เขาเข้าไปสู่เธอ มันเป็นคำแรกและคำสุดท้ายที่เขาพูดจริงและที่เธอเคยได้ยินมา:ดี หลังจากนั้นเขาสงบลง กลับมาพูดดังเดิมอีกหน "อาา" ก่อนจะปิดเปลือกตาแล้วหลับไป พอเจนนี่ให้นมเขาอีก เขาไม่หิวแล้ว
"มาย ก๊อด!" ผู้ป่วยอาการภายนอกพึมพำ โดยเน้นเสียงนุ่มนวลกับ ด เด็ก ลิ้นของเขาร้อนเช่นกัน
"บ้าชะมัด!" เสียงครวญสุดท้ายของผู้ไข้อวัยวะสำคัญสาหัส

เจนนี่ ฟิลด์ทำความสะอาดการ์ปและตัวเธอเองด้วยน้ำอุ่นกับสบู่ในชามสีขาวใบใหญ่ เธอไม่ใช้ถุงน้ำฉีดชำระความสะอาดภายใน เพราะเธอต้องการให้มนต์ที่ร่ายได้ผล เธอรับรู้มากกว่าว่าดินที่เตรียมไว้เพาะปลูก มันเป็นดินที่สมบูรณ์ครบถ้วน และเธอรู้สึกได้ว่าการ์ปรดน้ำในตัวเธออย่างใจดีเหมือนสายน้ำที่ส่ายไปมาในหน้าร้อน(ยังกะว่าเขาสามารถรดน้ำได้)

หลังจากนั้นเธอไม่ได้มีอะไรกับเขาอีก มันไม่จำเป็น เพราะเธอไม่สนุกกับมันนัก ตลอดระยะเวลาในช่วงนั้นเธอช่วยเขาด้วยมือเวลาที่เขาร้องเรียก เธอให้นมเหมือนแม่ให้ลูก และหลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์เขาไม่เกิดอาการทางเพศอีกเลย พอถึงเวลาที่หมอเอาผ้าพันแผลออก พวกเขาสังเกตได้ว่าขบวนการรักษาดูท่าจะทำงานตรงกันข้าม หมอเลยต้องพันผ้ากลับเข้าไปใหม่ การ์ปหมดความสนใจในเรื่องการถูกเลี้ยงดู ฝันของเขาทำให้เจนนี่คิดว่าคงเหมือนฝันของปลา เขากลับไปอยู่ในครรภ์เรียบร้อยแล้ว เจนนี่รู้ เพราะท่านอนของเขาเหมือนตัวอ่อน เพียงแต่อาศัยนอนอยู่บนเตียง และไม่ส่งเสียงอีก เช้าวันหนึ่งเจนนี่เห็นเขาเตะเท้าเล็กๆ อ่อนแอคู่นั้น เธอคิดว่าเขาคงเตะเหมือนเด็กในครรภ์ ถึงแม้มันจะเร็วเกินไปที่จะยอมรับความจริง แต่เธอรู้ดีว่าอีกไม่นานเวลานั้นต้องมาถึง

อาการถัดมาหลังจากการ์ปหยุดเตะเท้า เขายังคงมีลมหายใจด้วยการสูดออกซิเจนเข้าปอด แต่เจนนี่รู้ว่านี้คือวิธีง่ายๆอันเป็นตัวอย่างของการปรับตัวคืนสู่ครรภ์ของมนุษย์ เขาไม่ทานอาหารทางปาก จึงต้องให้อาหารทางท่อแทน และนี้เป็นอีกอาการของการถ่ายสารอาหารทางลำไส้ในครรภ์ เจนนี่รู้สึกกังวลกับจุดจบสุดท้ายของการ์ป เขาจะทรมานไหม ทรมานเหมือนเวลาสเปิร์มดิ้นรน มันจะหลบหลีก ป้องกันตัวเองให้รอดตายไปถึงรังไข่ที่คอยมันได้ไหม? ในการเดินทางย้อนวัยของการ์ป จิตวิญญาณของเขาจะบรรลุได้อย่างไร?

ระยะสุดท้ายของการ์ปผ่านไปโดยเจนนี่ไม่ทันสังเกต วันหนึ่งเมื่อเธอออกจากการเข้าเวร พลทหารการ์ปเสียชีวิตลง
"ตอนไหนล่ะที่พ่อจะตาย?" การ์ปเขียน "ตอนแม่ออกเวรเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดที่พ่อจะหนีได้"
" แน่นอน ฉันรู้สึกสิ่งหนึ่งตอนเขาตาย" เจนนี่เขียนในหนังสืออันโด่งดัง "แต่สิ่งที่ดีที่สุดของเขาได้อยู่ในตัวฉันแล้ว นั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา เป็นวิธีเดียวที่เขาจะมีชีวิตอยู่ต่อ เป็นวิธีเดียวที่ฉันจะมีลูก ส่วนโลกที่เหลือแม้มองว่าการกระทำไร้ศีลธรรม แต่ก็แสดงให้ฉันซาบซึ้งนักว่าโลกที่เหลือไม่ได้มีความเคารพในสิทธิอันพึงมีของแต่ละปัจเจกชนทีเดียว"

ในปี 1943 ตอนท้องของเจนนี่ค่อยๆปรากฎ เธอตกงาน และมันเป็นสิ่งที่พ่อแม่และพี่ชายเธอคาดหมาย พวกเขาเลยไม่แปลกใจ ซึ่งเจนนี่ก็ยกเลิกที่จะทำให้พวกเขาเชื่อในความบริสุทธิ์ของเธอนานแล้ว เธอย้ายไปอยู่ห้องอีกด้านหนึ่งในบ้านที่ท่าเรือด็อกเฮดด้วยความพึงพอใจ อาศัยอยู่โดยไร้ร่องรอยแบบผี ความนิ่งของเธอทำให้พ่อแม่ตกใจ พวกเขาจึงปล่อยให้เธออยู่ตามลำพัง ลึกๆเจนนี่มีความสุขมาก เธอเตรียมตัวกับการเลี้ยงดูเด็กจนลืมเรื่องชื่อที่จะตั้งในหัว เพราะเมื่อเจนนี่คลอดเด็กผู้ชายหนักเก้าปอนด์ออกมา เธอยังไม่มีชื่ออยู่ในความคิด แม่ของเธอถามว่าจะให้ชื่อว่าอะไร แต่เจนนี่หลังจากเพิ่งคลอดและอยู่ไฟจึงไม่ให้การร่วมมือนัก

"การ์ป" เธอตอบ
พ่อของเธอ พระราชาแห่งรองเท้า คิดว่าเธอเรอออกมา แต่แม่กระซิบบอกเขา "การ์ปเป็นชื่อนะคุณ"
"การ์ปเหรอ?. พ่อถาม พวกเขารู้ว่าเขาจะรู้ว่าพ่อของเด็กคนนี้ชื่ออะไรด้วยวิธีนี้ เพราะเจนนี่ไม่เคยเอ่ยชื่อให้ได้ยินสักครั้ง
"ถามดูสิ ว่าชื่อนี้เป็นนามสกุลหรือชื่อจริงของอ้ายระยำนั้น" พ่อกระซิบบอกแม่
"ลูกจ๋า ชื่อจริงหรือนามสกุล?" แม่ถามเธออีก
เจนนี่ซึ่งง่วงนอนมากตอบว่า " การ์ปเฉยๆ การ์ปเท่านั้นทั้งหมดนี้นะแม่"
แม่บอกผู้เป็นพ่อว่า "ฉันว่าคงจะเป็นสกุลน่ะคุณ"
"แล้วชื่อล่ะ?" พ่อถามลอยๆ
"ไม่รู้หรอกพ่อ" เจนนี่พึมพำ "จริงน่ะ ฉันไม่เคยรู้เลย"
พ่อคำราม " ตายล่ะ! เธอไม่รู้จักชื่อจริงเขา"
"ลูกจ๋า เขาต้องมีชื่อแรกแน่ๆ บอกเรามาเถอะ" แม่เซ้าซี้เจนนี่
" พลทหารช่างการ์ป" เจนนี่ตอบ
"พับผ่าสิ เห็นไหม? มันเป็นทหาร" พ่อโอดครวญ
"พลทหารช่าง?" แม่ถามเธออีกหน
" ที. เอส. ที. เอส. การ์ป นะแม่ ชื่อลูกฉัน" เจนนี่ตอบ แล้วเธอก็ผล็อยหลับไป
พ่อเธอโมโหมาก " เวรกรรม ที. เอส. การ์ป!" พ่อบ่นใหญ่ "เด็กอะไรจะชื่อพิลึกแบบนั้น?"
เจนนี่มาบอกเขาทีหลังว่า " มันเป็นของเขานะพ่อ มันเป็นของเขาคนเดียวทั้งหมด"

การ์ปเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า " มันเป็นเรื่องน่าสนุกมากที่ไปโรงเรียนด้วยชื่อแบบนี้ พอครูถามว่าชื่อย่อตัวแรก กับ ตัวกลางของเธอคืออะไร ตอนแรกผมก็บอกพวกเขาว่าไม่มี มันย่อยังงั้นเฉยๆ แต่ไม่มีใครเชื่อสักคน ผมเลยต้องบอกว่า ถามแม่ผมดูแล้วกัน แม่คงบอกครู" แล้วพวกเขาก็เรียกแม่ผมมาจริงๆเพื่อถาม แม่ผมก็ตอบความคิดของเธอแบบที่ควรจะเป็น"

นี้คือเรื่องราวที่โลกให้กำเนิดการ์ป เกิดจากพยาบาลที่มีความตั้งใจสูงส่งกับผลผลิตจากน้ำเชื้อสุดท้ายของพลปืนประจำป้อม --กระสุนสุดท้ายของเขา

* * *

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | The World According to Garp

Copyright © 2000 faylicity.com