| THE WORLD ACCORDING TO GARP : John Irving |
| แปลโดย SleepyO
บอสตัน เมอร์ซี่ เมืองบอสตัน ปี 1942 เจนนี่ ฟิลด์แม่ของการ์ปถูกจับกุมในข้อหาทำร้ายร่างกายชายคนหนึ่งในโรงภาพยนตร์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากญี่ปุ่นบุกถล่มเพิร์ลฮาร์เบอร์ และผู้คนกำลังเอือมระอากับทหาร เพราะทันใดนั้นเอง ดูเหมือนว่าทุกคนจะเป็นทหารกันไปหมด เจนนี่ ฟิลด์มั่นใจในความอดกลั้นที่เธอมีต่อพวกผู้ชายโดยทั่วๆไป และเป็นกรณีพิเศษกับพวกทหาร ในโรงภาพยนตร์เธอขยับตัวหนีถึงสามครั้ง ทุกๆครั้งเขาจะขยับตัวตามเข้ามาใกล้ เธอหนีจนนั่งเก้าอี้ติดริมกำแพง เริ่มมองภาพข่าวข้างหน้าไม่เห็นเพราะมีเสาบัง เธอตัดสินใจว่าจะนั่งอยู่กับที่ ไม่ลุกหนีไปไหน และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ทหารคนนั้นลุกขึ้นมานั่งติดกับเธอ เจนนี่มีอายุยี่สิบสองปี แทบจะลาออกจากโรงเรียนทันทีที่เข้าไป แต่เธอย้ายไปเรียนพยาบาลต่อจนจบ เป็นอันดับหนึ่งในชั้น แถมยังรักการเป็นพยาบาลเป็นชีวิตจิตใจ เจนนี่มีรูปร่างล่ำสันเหมือนพวกนักกีฬา แก้มมีสี ผมดำมันเงา แม่บอกว่าเธอเดินเหมือนพวกผู้ชาย(เดินเหวี่ยงแขน) ตะโพกดูบอบบางแต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแรง ถ้ามองดูจากด้านหลังเธอคลับคล้ายเด็กผู้ชายยิ่งนัก ในสายตาเจนนี่เอง เธอคิดว่าหน้าอกเธอใหญ่เกินไป ซึ่งบางครั้งก็มีส่วนทำให้เธอดูเป็นผู้หญิงจำพวก "ง่ายและราคาถูก" แต่เธอไม่ได้เป็นผู้หญิงแบบนั้นเลย เธอลาออกจากโรงเรียนเพราะสงสัยในจุดประสงค์หลักของพ่อแม่ที่ส่งไปเรียนเวลเลสเลย์ พ่อแม่คงอยากให้เธอออกเดทจับคู่และลงเอยกับชายที่มีเผ่าพันธุ์ที่ดี ความคิดนี้ได้การรับรองจากพี่ชายเธอเอง ผู้เชื่อว่าผู้หญิงจากเวลเลสเลย์เป็นพวกรักนวลสงวนตัว มีโอกาสอันดีงามสูงในเรื่องการแต่งงาน เจนนี่คิดว่า การศึกษาคงเป็นวิธีพูดที่สุภาพในการรอคอยโอกาส ประหนึ่งเธอเป็นแม่วัวชั้นดีที่เตรียมตัวรอการสืบเผ่าพันธุ์ ในช่วงแรก เธอเลือกเรียนวรรณคดีอังกฤษเป็นวิชาเอก แต่พอเริ่มค้นพบว่าพวกเพื่อนในชั้นคอยแต่จ้องจับผู้ชาย เธอจึงเลิกเรียนวิชานี้ หันไปเรียนวิชาพยาบาลแทน เพราะการเป็นพยาบาลนั้น สามารถนำไปฝึกปฏิบัติได้เลย เป็นการเรียนที่มิมีแรงจูงใจแอบซ่อน (ในภายหลัง เธอเขียนในหนังสืออัตชีวประวัติอันโด่งดังว่า มีพยาบาลหลายคนที่วันๆคอยสนใจอยู่กับพวกหมอ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะตอนนั้นเธอเลิกงานพอดี) เจนนี่ชอบเครื่องแต่งกายแบบง่ายๆ ดูไม่ไร้สาระของนางพยาบาล
กระโปรงที่สวมใส่ทำให้ภาระที่โผล่ตรงหน้าอกลดลง รองเท้าที่นุ่มสบาย เหมาะกับการย่างก้าวอันรวดเร็วคล่องแคล่วของเธอ
เวลาเข้าเวรตอนกลางคืน เธอยังสามารถอ่านหนังสือได้เรื่อยๆ ไม่มีเวลามานั่งคิดถึงพวกหนุ่มๆหน้าบึ้งตึ้งผู้แสนจะน่าผิดหวัง
พวกไม่ยอมลดราวาศอกกรณีที่เธอไม่ยอม หรือพวกที่ชอบคิดว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าสตรีเพศ
และหยิ่งยโสในกรณีที่เธอตามใจ เวลาอยู่ในโรงพยาบาล เธออยู่กับพวกทหารและเด็กผู้ชายเสียส่วนใหญ่
คนพวกนี้ตรงไปตรงมา ไม่ค่อยเรียกร้องอะไรเกินเหตุ และยิ่งเธอประนีประนอมมากขึ้น
พวกเขาจะดีใจทันทีที่ได้พบหน้าเธอ จนเธอพบว่า อย่างไรซะคนพวกนี้ก็เป็นทหาร
ยังสำคัญตัวผิดแบบผู้ชายแบบพวกนักศึกษาหนุ่มๆอยู่ดี เจนนี่ ฟิลด์จึงตัดสินใจที่จะเลิกยุ่งเกี่ยวกับบุรุษเพศใดใดทั้งปวง ขุมทรัพย์ตระกูลฟิลด์อยู่ในธุรกิจทำรองเท้า ถึงแม้ว่าคุณนายฟิลด์จะมีสมบัติติดตัวมาก่อนแต่งงานก็ตาม ทั้งสองช่วยกันทำธุรกิจจนรุ่งเรือง สามารถย้ายจากโรงงานไปพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ติดชายหาดตรงท่าเรือด๊อกเฮด ในนิวแฮมเชียร์ เวลาที่มีโอกาสหยุดเจนนี่มักจะกลับบ้านเสมอ ไม่ว่าจะเป็นตอนกลางวันหรือกลางคืน เพื่อเป็นการเอาใจแม่และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับบรรพบุรุษ เพราะถึงแม้เธอ "จะไปสัมผัสกับชีวิตสลัมของพยาบาล" แบบที่แม่ว่า เธอก็อยากให้พวกเขารู้ว่า สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้นิสัยหรือศีลธรรมในใจเธอลดลงแต่ประการใด เจนนี่นั่งรถไฟกลับบ้านเที่ยวเดียวกันกับพี่ชายเสมอ พวกเขาพบกันที่สถานีรถไฟนอร์ทสเตชั่น และเป็นเรื่องปฏิบัติกันในตระกูลฟิลด์ ที่เวลานั่งรถไฟจะนั่งทางด้านขวาถ้าออกจากเมืองบอสตัน และทางด้านซ้ายตอนเที่ยวกลับจากเมืองเมน วิธีนี้สืบทอดตามเจตนารมณ์ของนายฟิลด์รุ่นปู่ ผู้เชื่อว่าความน่าขยะแขยงของทัศนียภาพสถิตอยู่ที่ด้านนั้น เขารู้สึกว่าสมาชิกตระกูลฟิลด์ควรถูกบังคับให้เผชิญหน้ากับแหล่งที่มาแห่งความเสื่อมโทรม เพื่อฝึกความเป็นอิสระและการมีชีวิตที่ดีต่อไปในภายภาคหน้า และทุกครั้งที่คุณปฎิบัติดังกล่าว คุณจะผ่านโรงงานรองเท้าตระกูลฟิลด์ในฮาเวอร์ฮิลล์ พอเงยหน้าเหนือทางรถไฟขึ้นไป คุณจะเห็นป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่โต รูปรองเท้ากำลังก้าวเหยียบลงมา มองออกไปเบื้องหลัง จะแลเห็นหน้าต่างเล็กๆนับร้อยพันของโรงงาน ใต้ภาพเท้าเหยียบนั้นมีคำโปรยไว้ว่า:
ในโรงงานฟิลด์มีสายงานผลิตรองเท้าสำหรับนางพยาบาลโดยเฉพาะ จึงเป็นเหตุให้ทุกครั้งที่เจนนี่กลับบ้าน นายฟิลด์ผู้เป็นพ่อพยายามให้รองเท้าแก่ลูกสาว ซึ่งตอนนี้เจนนี่มีมากกว่าโหล ส่วนนางฟิลด์ผู้เป็นแม่หลังจากถกเถียงกับลูกสาวครั้งใหญ่ที่ทิ้งอนาคตสดสวยจากเวลเลสเลย์ ไปสู่อนาคตอันมืดมน นางก็ได้คะยั้นคะยอลูกด้วยการให้ขวดน้ำร้อน นางบอกอย่างนั้น เจนนี่ก็เดาเอาว่าใช่เพราะตัวเธอเองไม่เคยแกะกล่องเหล่านั้นออกมาดู แม่มักจะถามว่า " ลูกจ๋า ขวดน้ำร้อนที่ให้ไปลูกยังมีอยู่หรือเปล่า? " เจนนี่ทำเป็นคิดสักนาทีสองนาทีทั้งๆที่ทิ้งไว้บนรถไฟหรือลงขยะไปเรียบร้อย ก่อนตอบแม่ว่า " แม่ขา สงสัยหนูจะทำมันหาย แต่แม่สบายใจเถอะค่ะ หนูไม่ต้องการใช้มัน " หลังจากนั้น นางฟิลด์จะค่อยๆเอากล่องจากร้านขายยาออกจากที่ซ่อน ส่งให้ลูกสาวโดยกล่าวแกมบังคับว่า " เจนนิเฟอร์ได้โปรดเถอะ จงระมัดระวังและใช้มันซะ " ในฐานะพยาบาล เจนนี่เห็นว่าเจ้าขวดน้ำร้อนแบบนี้เป็นแค่เครื่องมือปลอบจิตใจอันล้าสมัย และไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไรนัก แต่เพื่อไม่ให้ขัดศรัทธา เธอจึงนำกล่องเหล่านั้นกลับมาด้วยทุกครั้ง นำมาเก็บในห้องพักเล็กๆของเธอที่อยู่ใกล้กับโรงพยาบาลบอสตันเมอร์ซี่ เก็บอัดกันแน่นไว้ในตู้ ซึ่งมันวางอยู่เต็มตู้พอๆกับกล่องรองเท้าที่ไม่เคยแกะของพ่อ เจนนี่รู้สึกเหินห่างกับครอบครัวนัก เธอรู้สึกตลกดีเวลานึกถึงตอนเด็กๆ ยามที่ทุกคนเอาใจใส่กับตัวเธอดี แต่พอโตมาถึงวัยหนึ่งของชีวิต จู่ๆทุกคนเหมือนจะหยุดรัก และหันมาคาดหวังทุกอย่างเอากับเธอ --ยังกับว่า ในระยะเวลาอันสั้นคุณต้องหัดเรียนรู้ที่จะเก็บเกี่ยวความรักให้ได้ทั้งหมดและอย่างเพียงพอ เพราะในระยะยาว พอถึงวัยคร่ำเคร่ง คุณจะต้องแบกภาระตามความคาดหวังทั้งหมดของพวกผู้ใหญ่ ตอนเจนนี่ตัดห่วงโซ่ด้วยการลาออกจากโรงเรียนไปเรียนพยาบาล ก็เท่ากับว่าเธอได้ลาออกจากความเป็นครอบครัวไปในตัว และในทางกลับกัน เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่พวกเขาเองก็กำลังอยู่ในขบวนการลาออกจากเธอเช่นเดียวกัน ถือกันว่าเป็นเรื่องน่ายอมรับและเหมาะสมในตระกูลฟิลด์มากกว่า ถ้าเจนนี่เติบโตเป็นหมอหรือทนเรียนต่อในโรงเรียนจนได้แต่งงาน ดังนั้นทุกครั้งที่เธอต้องเผชิญหน้ากับครอบครัว พ่อ แม่ และพี่ชายทั้งสอง จึงเป็นเรื่องกระอักกระอ่วนใจพอควร เนื่องด้วยพวกเขาทั้งหมดกำลังอยู่ในขบวนการการเลิกรู้จักกัน เจนนี่เชื่อว่าครอบครัวส่วนใหญ่ก็คงเป็นแบบนี้ แต่เธอคิดว่าถ้าเธอมีลูก เธอจะรักลูกตอนอายุยี่สิบให้มากกว่าตอนสองขวบ เพราะในวัยรุ่นลูกอาจมีความต้องการพ่อแม่มากกว่า ลองนึกดูสิ คุณจะต้องการอะไรจากพ่อแม่ตอนอายุสองขวบ? ในโรงพยาบาล เด็กเล็กๆเป็นคนไข้ที่ดูแลง่ายที่สุด ยิ่งแก่มากเท่าไหร่ ความต้องการก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ สาเหตุคงเป็นเพราะคนแก่มักจะไม่ค่อยมีใครต้องการหรือไม่มีใครรักพวกเขานักนั่นเอง ชีวิตของเจนนี่ตอนเริ่มมาอยู่ในโรงพยาบาล ทำให้เธอตระหนักดีถึงชีวิตที่เติบโตมาเหมือนอยู่บนเรือลำใหญ่ที่เธอไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จักหรือเข้าใจในห้องเครื่องด้วยซ้ำ เธอชอบระบบโรงพยาบาลที่พยายามลดทุกสิ่งทุกอย่างลงให้เหลือแต่สิ่งจำเป็น คุณต้องกินเมื่อมีให้กินเท่านั้น และเธอยังทราบอีกว่าสิ่งต่างๆในนี้จะนำไปใช้ได้อย่างไร ที่ไหน ตอนที่เธอเป็นเด็ก เธอไม่เคยเห็นจานชามสกปรกสักครั้ง พอคนรับใช้เก็บกวาดจานชามบนโต๊ะ เธอนึกว่าพวกเขาคงโยนมันทิ้ง (เรื่องนี้เกิดตอนที่เจนนี่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าห้องครัว) หลังจากนั้นทุกเช้าเวลามีรถมาส่งนม เสียงกระทบของขวดแก้วเกร้งกร้างข้างนอก ทำให้เธอเชื่อไปอีกว่ารถบรรทุกคงขนจานสกปรกเหล่านั้นไป เพราะเสียงนั้นดังคล้ายกับเสียงที่มาจากข้างในห้องครัว ห้องครัวที่ปิดตายสำหรับเธอ ตอนห้าขวบ เธอเพิ่งมีโอกาสเห็นห้องน้ำของพ่อครั้งแรก หลังจากได้กลิ่นโคโลจน์ในเช้าวันหนึ่ง เธอเดินตามกลิ่นนั้นเข้าไป พบห้องน้ำส่วนตัวและฝักบัวรุ่นล่าสุด ซึ่งทันสมัยมากในช่วงปี 1925 เธอเห็นขวดเรียงรายเป็นแถวๆอยู่บนชั้นอย่างดี เจนนี่คิดว่าเธอได้ค้นพบความลับของผู้ชายคนหนึ่ง ที่แอบอาศัยอยู่ในบ้านมาแรมปีโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ในโรงพยาบาล เจนนี่รู้ว่าทุกอย่างดำเนินไปอย่างไร เธอเรียนรู้คำตอบว่าสิ่งเหล่านี้มาจากไหน ที่ท่าเรือด็อกเฮด สมัยเจนนี่เป็นเด็ก สมาชิกทุกคนในครอบครัวต่างมีห้องน้ำส่วนตัว ห้องนอนส่วนตัว ประตูห้องส่วนตัวที่ด้านหลังติดกระจกส่วนตัวไว้ แต่ในโรงพยาบาล ความเป็นส่วนตัวไม่มี และไม่มีอะไรเป็นความลับ ถ้าคุณต้องการกระจกสักบาน คุณต้องถามหาจากนางพยาบาล เรื่องราวลึกลับซับซ้อนที่สุดในวัยเด็กของเธอที่เธอพึงติดตามคือ ทุกเช้าวันจันทร์ภายในห้องชั้นใต้ดิน จะมีหม้อเคลือบดินเผาวางเรียงรายอยู่เป็นตับ ในหม้อนั้นบรรจุหอยกาบจนเต็ม แม่จะโรยแป้งข้าวโพดลงไปในหม้อตั้งแต่ตอนกลางคืน พอเช้ามาล้างออกด้วยน้ำทะเลจากท่อที่ต่อขึ้นมาจากใต้ถุนบ้าน ทิ้งไว้จนถึงสิ้นสัปดาห์ หอยเหล่านั้นมีขนาดตัวอ้วนพอดีและปราศจากทราย ตัวมันใหญ่มากจนบางทีล้นออกมานอกเปลือก ชูคอสลอนอยู่ในน้ำเกลือ เจนนี่จะช่วยแม่ครัวในคืนวันศุกร์ ในการแยกมันออกมา ถ้าตัวไหนตายแล้วคอมันจะไม่หดเวลาที่โดนตัวมันเข้า เจนนี่ค้นหาหนังสือเกี่ยวกับหอยกาบมาอ่าน เธออ่านทุกอย่างเกี่ยวกับมัน
เช่นกินอะไรเป็นอาหาร ผสมพันธุ์อย่างไร เติบโตยังไง หอยกาบเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่เธอรู้จักและเข้าใจในวงจรทั้งหมด
ทั้งชีวิต เซ็กส์ และความตาย แถวๆท่าเรือด็อกเฮดต่างหากที่เรื่องราวของมนุษย์กลับเป็นสิ่งลึกลับเข้าไม่ถึง
จนเจนนี่มาทำงานในโรงพยาบาล เธอถึงเพิ่งมีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับคน
ซึ่งจริงๆแล้วเรื่องคนไม่มีอะไรน่าสนใจและลึบลับเท่ากับหอยกาบที่เธอเคยศึกษามาเลย สิ่งเดียวที่เจนนี่เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนระหว่างคนกับหอยคือ คนมีอารมณ์ขัน แต่หอยไม่มี เจนนี่เป็นพวกไม่โน้มเอียงไปทางขำขัน แม้มีเรื่องตลกเล่ากันในหมู่นางพยาบาล แต่บางทีมันไม่ขำสำหรับเจนนี่ เช่นเรื่องหนึ่งที่เล่าเกี่ยวกับโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งในบอสตัน ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าโรงพยาบาลที่เจนนี่ทำงานอยู่มีชื่อว่าโรงพยาบาลบอสตันเมอร์ซี่ ซึ่งเรียกกันสั้นๆว่าบอสตันเมอร์ซี่ อีกแห่งหนึ่ง ชื่อโรงพยาบาลแมสซาชูเสท์เจนเนอรัล เรียกสั้นๆว่า แมส เจนเนอรัล และอีกแห่งชื่อโรงพยาบาลปีเตอร์เบนท์บริงแฮม ซึ่งถูกเรียกว่า เดอะปีเตอร์เบนท์ หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือ ปีเตอร์คดงอ วันหนึ่งมีชายคนหนึ่งโบกรถแท็กซี่ในบอสตัน ชายคนนั้นนั่งทรุดเข่าลงบนพื้นถนน สีหน้าอมม่วง เต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขาหายใจไม่ค่อยจะทัน ทำให้ฟังไม่รู้เรื่องเวลาพูด คนขับรถแท็กซี่ลงมาช่วยเปิดประตูรถให้ แล้วพยุงตัวเขาเข้าไปนอนที่เบาะหลังของรถ เขานอนอยู่ในท่าคุดคู้ ยกเข่าขึ้นมาเกือบถึงหน้าอก
โจ๊กบางอันตลกสำหรับเจนนี่ แต่อันนี้เธอไม่ขำ แน่นอนที่สุดไม่มีโจ๊กปีเตอร์อันไหนขำสำหรับเธอ ในหัวเธอชัดเจนกับหัวข้อดังกล่าว เธอเคยเห็นเจ้าปีเตอร์ก่อปัญหามากมายมาก่อน แม้เรื่องเด็กถูกทอดทิ้งที่ปีเตอร์ทำอาจไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายสุดขีด แต่เวลาเจนนี่เห็นพวกผู้หญิงที่ไม่อยากมีลูก พอรู้ตัวว่าตั้งท้องขึ้นมา พวกเธอก็จะเสียใจเป็นอันมาก เจนนี่คิดว่าที่จริงพวกนั้นก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องมี เพราะถ้าปล่อยให้คลอดขึ้นมาจริงๆ เธอจะยิ่งรู้สึกเสียใจแทนเด็กที่เกิดมาหนักเข้าไปอีก ขณะเดียวกันเธอก็เห็นผู้หญิงที่อยากเก็บลูกเอาไว้ ผู้หญิงพวกนี้ทำให้เธออิจฉา จนอยากจะมีลูกเสียเอง จนกระทั่งวันหนึ่งเจนนี่ ฟิลด์ตัดสินใจว่า เธออยากจะมีลูกจริงๆ ลูกคนเดียวก็พอ แต่ปัญหาคือว่า เธออยากจะยุ่งเกี่ยวกับเจ้าปีเตอร์ให้น้อยที่สุดและจะเป็นการดีอย่างยิ่งถ้าไม่ต้องปวดหัวกับพวกผู้ชาย ในโรงพยาบาล การรักษาเจ้าปีเตอร์ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับพวกทหาร ช่วงนั้นทางกองทัพบกยังไม่ได้รับประโยชน์จากการค้นพบยาเพนนิซิลินจนกระทั่งปี 1943 ซึ่งกว่าทหารจำนวนมากจะได้ใช้ยา ก็ปาเข้าไปในปี 1945 แต่ตอนช่วงต้นปี 1942 ที่บอสตันเมอร์ซี่ การรักษาเจ้าปีเตอร์ยังต้องใช้ยาซัลฟา กรดสารหนูอาซีนิค และยาซัลฟาไธซอลสำหรับพวกเป็นโรคหนองใน-- ตามด้วยการใช้น้ำเยอะๆเข้าช่วย ส่วนโรคผู้หญิงต้องใช้กรดนีโออาฟีนามีน เจนนี่คิดว่านี่เป็นใจความสำคัญของสิ่งที่เซ็กส์นำไปสู่ -- สู่การแนะนำกรดสารหนูเข้าสู่ชีวภาพของมนุษย์ เพื่อจะไปล้างทำความสะอาดสารเคมีต่างๆที่ปรากฎขึ้นในร่างกาย ส่วนการรักษาเจ้าปีเตอร์ในโรคชนิดอื่นๆต้องอาศัยสารเหลวแทบทั้งสิ้น
บ่อยครั้งที่เจนนี่ต้องใช้วิธีนี้ในการฆ่าเชื้อ ซึ่งคนไข้ต้องการการดูแลเอาใจใส่มาก
อันที่จริงเขาคงต้องการแค่ให้ช่วยประคองมั้ง วิธีการมันก็ง่ายๆหรอก เอาหลอดยางบรรจุของเหลว
เช่นน้ำสักหนึ่งร้อยซีซี ฉีดเข้าไปในอวัยวะเพศผ่านทางท่อปัสสาวะ หลังจากนั้นสารเหลวจะไหลย้อนกลับ
นำสิ่งสกปรกออกมา แต่การรักษาแบบนี้ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแปร่งๆ บุคคลผู้ประดิษฐ์หลอดยางที่เป็นเครื่องมือการรักษาชนิดนี้มีชื่อว่านายวาเลนไทน์
และอุปกรณ์ของเขาเรียกกันว่าหลอดยางวาเลนไทน์ และก่อนหลอดยางของคุณหมอวาเลนไทน์จะถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น
และก่อนที่จะมีการหันไปใช้อุปกรณ์ชนิดอื่นๆแทน เหล่าพยาบาลที่บอสตันเมอร์ซี่จะเรียกการทำความสะอาดเจ้าปีเตอร์ว่า
การบำบัดวาเลนไทน์ สำหรับเจนนี่ฟิลด์เธอถือว่ามันเป็นการลงโทษที่เหมาะสมของพวกชู้รัก
ตอนที่ทหารหนุ่มในโรงภาพยนตร์พยายามจะย้ายที่นั่งในหนแรกนั้น เจนนี่ ฟิลด์วูบขึ้นมาว่าชายคนนี้สมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับปฏิบัติการวาเลนไทน์ แต่ตอนนั้นเธอไม่มีหลอดยางติดอยู่กับตัว มันใหญ่เกินกว่าจะพกใส่กระเป๋า อีกทั้งมันยังต้องอาศัยความร่วมมือจากคนไข้ สิ่งที่เธอพกอยู่ตลอดกลับเป็นมีดผ่าตัด ซึ่งเธอไม่ได้ขโมยมาจากหมอ แต่มันเป็นมีดผ่าตัดที่หมดความคมลง (มันคงตกกระแทกพื้น หรือไม่ก็ตกลงไปในซิงค์) มันเลยไม่ถูกนำไปใช้ในงานผ่าตัดอันประณีตอีก แต่ตอนนี้งานของเจนนี่ ฟิลด์ไม่ต้องการความประณีตแบบนั้น ตอนแรกมีดซ่อนอยู่ในซอกเล็กๆของช่องผ้าไหมในกระเป๋าถือ ส่วนบนของมีด มีฝาพลาสติกของหลอดเทอร์โมมิเตอร์เก่าๆปิดอยู่ คล้ายปลอกปากกาติดอยู่ที่ปลายมีด เธอค่อยๆดึงมันออกมา ตอนที่ทหารหนุ่มขยับตัวเข้ามาใกล้ แขนของเขาพาดลงตรงที่วางแขนของเก้าอี้ ซึ่งน่าแปลกตรงที่ทั้งสองต้องใช้มันร่วมกัน มือเขาห้อยแกว่งไปมาคล้ายหางม้าที่กำลังคอยปัดแมลงวัน ส่วนมือของเจนนี่ข้างหนึ่งกำด้ามมีดซุกอยู่ในกระเป๋า ส่วนอีกข้างหนึ่งยึดกระเป๋าถือไว้แน่นอยู่บนตัก เธอกำลังจินตนาการว่าชุดพยาบาลที่สวมใส่ มีรัศมีสีขาวส่องแสงอันศักดิ์สิทธิ์มาปกคลุม และจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม อีตาบ้าข้างๆนี้กำลังหลงใหลในแสงสีนี้ การ์ปเขียนว่า " แม่ของผมมีชีวิตคอยแต่จะจับจ้องพวกฉกกระเป๋ากับพวกฉกชิงพวกฉกกระเป๋าอีกที" ทหารหนุ่มแหกปากร้องลั่น เขารีบทรงตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เหวี่ยงแขนข้างหนึ่งโดนกกหูของเจนนี่อย่างแรง
เธอพุ่งปลายมีดเข้าที่ใบหน้าเขา เฉือนริมฝีปากบนหลุดไปหนึ่งกระจุกประมาณหัวนิ้วโป้ง
( เจนนี่บอกกับตำรวจว่า "ฉันไม่ได้จะเชือดคอนะ ตั้งใจจะให้โดนจมูกเล็กน้อย
แต่มันพลาดจริงๆ ") เสียงกรีดร้องดังระงม ทหารคนนั้นพาตัวออกไปตามทางเดิน
จากโรงหนังมืดๆไปยังแสงสว่างในห้องโถงเพื่อหาความปลอดภัย หลายคนในโรงยังส่งเสียงร้องด้วยความตกอกตกใจ แถวนั้นมีใครคนหนึ่งคนเดียวที่เป็นพยาบาล เธอจึงออกไปให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ แต่พอทหารหนุ่มเห็นหน้าเธอ เขากลับเป็นลมทันที ไม่ใช่เพราะเลือดออกมากหรอก เจนนี่รู้ดีว่าเลือดไหลขนาดไหนถึงจะเป็นอันตราย แต่เวลาเลือดไหลออกที่หน้ามากๆสิมันจะดูหลอกลวงจนน่ากลัว เจนนี่เริ่มสังเกตดูเขา เห็นว่ารอยแผลที่แขนควรได้รับการดูแลรักษาด่วน แต่ยังไงซะ ทหารคนนี้คงไม่ถึงตายเพราะเลือดไหลหมดตัว เจนนี่เป็นคนเดียวเท่านั้นที่รู้ ประกอบกับเลือดที่เปรอะเปื้อนชุดสีขาวของเธอ ทำให้ทุกคนรู้ทันทีว่าเธอคือผู้ก่อการร้าย พนักงานโรงหนังคนหนึ่งรีบกั้นเธอออกห่างจากร่างที่เป็นลม อีกคนฉุดกระชากกระเป๋าถือไปจากมือ นางพยาบาลบ้า! มืดมีดเสียสติ! เสียงตะโกนใส่หน้า เจนนี่ยังคงยืนนิ่งอยู่ในความสงบ เธอคิดว่ามันเป็นเวลาสมควรแก่การรอผู้มีอำนาจเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ครั้งนี้ แต่พอตำรวจมาถึง พวกเขากลับปฎิบัติและพูดไม่ดีกับเธอ "คุณรู้จักเขามานานยัง?" ระหว่างไปโรงพัก ตำรวจคนแรกถาม ในที่สุดทุกอย่างก็จบลงด้วยดี ตำรวจพบว่า ชายคนนี้เดินทางมาจากนิวยอร์คเพื่อมาเที่ยวในเมืองบอสตัน
เขามีภรรยาและบุตรอาศัยอยู่ที่นั้น และเนื่องจากเขาเกรงว่าทางบ้านจะระแคะระคายเขาเลยสารภาพจนหมด
ทุกคนเห็นพ้องว่ามันคงจะแย่ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เจนนี่ถูกปล่อยตัวโดยไร้ข้อหา
แต่เธอหงุดหงิดที่ตำรวจริบมีดผ่าตัด พี่ชายกล่าวว่า "โธ่เจนนี่ ช่างมันเถอะ
ไปขโมยเอาใหม่สิ" หลังจากสงครามเลิก พี่ชายอีกคนประสบอุบัติเหตุเรือยนต์ชนกัน เขาจมน้ำตายห่างจากบ้านตระกูลฟิลด์ที่ท่าด๊อกเฮดเพียงไม่กี่ไมล์
ภรรยาของเขาตกอยู่แต่ในความเศร้าหมอง แม่ของเจนนี่กล่าวว่า "เธอยังสาวและมีเสน่ห์
ลูกเธอก็เรียบร้อย ไม่ก้าวร้าว อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่เป็น พอหมดการไว้ทุกข์
และถึงเวลาอันสมควร เธอน่าจะมีใครใหม่ที่เหมาะสมสักคน" ผ่านไปเกือบปีหลังจากสามีตาย
ภรรยาผู้เงียบขรึมของพี่ชายมาถามเจนนี่ว่า ...เวลาอันสมควร...ผ่านไปหรือยัง
เธอจะได้ทำอะไรตามใจสักที โดยเฉพาะเรื่อง...การคบใครสักคน.. ที่ผ่านมาเธอไม่อยากให้แม่สามีผิดหวังหรือไม่สบายใจ
เธอพยายามถามเจนนี่ว่า เธอควรจะเลิกไว้ทุกข์ได้หรือยัง หลังจากกล่าวราตรีสวัสดิ์กับพี่ชาย เธอกลับห้องพักใกล้ๆกับโรงพยาบาลบอสตันเมอร์ซี่ เจนนี่รู้สึกสับสนเกินกว่าจะโกรธเคืองกับเรื่องทั้งหมด กับรู้สึกเจ็บแปลบๆตรงกกหู บริเวณนั้นมีรอยฟกช้ำยาวมาถึงหัวไหล่ แม้จะพยายามข่มตาให้หลับเพียงไร เจนนี่พบแต่อาการปวดเมื่อย เธอพยายามนึกว่าตัวเองไปชนกับอะไรเข้า จะเป็นตอนที่โดนพนักงานกระชากตัวในโถงล๊อบบี้ แล้วเขาคว้ามือเธอไปไขว้หลังเพื่อกั้นเธอออกจากทหารคนนั้นหรือเปล่า เธอเริ่มไม่แน่ใจ รู้แต่ว่าตอนนี้เธอนึกถึงแต่ขวดน้ำร้อนของแม่ เจนนี่ลุกจากเตียงไปควานหาในตู้ เธอหยิบกล่องออกมาใบหนึ่ง ครั้นพอเปิดดู กลับพบว่ามันไม่ใช่ขวดน้ำร้อนที่แม่เรียก มันดันเป็นถุงของเหลวชนิดหนึ่ง ซึ่งเธอรู้ทันทีที่ผ่านมาแม่คิดอะไรในใจ เพียงแต่เรียกให้ดูดีไปอย่างงั้น ปกติถุงแบบนี้ถูกนำมาใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ ชำระล้างทำความสะอาดหลังจากที่ผู้หญิงหลับนอนกับผู้ชาย แต่ในโรงพยาบาล เขาใช้ถุงนี้เพื่ออนามัยภายในของผู้หญิงในทุกๆด้าน ทำความสะอาดได้หมด สำหรับเจนนี่แล้ว ถุงประเภทนี้เปรียบเหมือนเครื่องบำบัดวาเลนไทน์ของพวกผู้ชายนั้นเอง เจนนี่หยิบกล่องทั้งหมดออกมาดู ค่อยๆแกะออกทีละใบ นึกถึงคำแม่ลอยเข้ามาในโสตประสาท "ใช้มันนะลูก" แม่คงหวังดีไม่น้อย แต่เธอรู้สึกผิดหวังที่แม่คิดว่าเธอเป็นผู้หญิงประเภทมั่วในกิจกรรมทางเพศ ไม่มีความรับผิดชอบชั่วดีกับเรื่องพวกนี้ ตอนนี้เธอไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมแม่ชอบยกวลี "ตั้งแต่ออกจากเวลเลสเลย์..." มาอ้าง แม่คงคิดว่าเธอจะ มั่ว จน เหมาหมดทั้งวง! เจนนี่คลานกลับเตียงพร้อมถุง เธอใส่น้ำร้อนเข้าไปจนเต็ม นำมาสอดประคบใต้หัวไหล่ พอก้มมองดูจุกที่ปิดด้านบน เธอเริ่มไม่แน่ใจว่ามันจะไม่รั่ว เธอดึงจุกออกมา หย่อนมันลงไปในแก้วน้ำว่างเปล่าข้างเตียง เอานิ้วมือปิดแทน คืนนั้นทั้งคืนเจนนี่นอนฟังเสียงรอยรั่วของน้ำในถุง ในโลกสกปรกโสมมใบนี้ เจนนี่คิดว่า ถ้าคุณไม่ได้เป็นภรรยาใครสักคน
คุณก็คงเป็นเแค่โสเภณีคนหนึ่งเท่านั้น หรือคุณอาจกำลังอยู่ในขั้นที่กำลังจะได้เป็น
แต่ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่งเลย ทุกคนจะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณเป็นพวกผิดปกติ นั่นคือบทเริ่มต้นจากหนังสืออัตชีวประวัติที่เธอเขียน ซึ่งหลายปีต่อมา มันกลายเป็นหนังสือขายดีโด่งดังข้ามปี ถึงแม้ว่าหนังสือเธอจะโหดร้ายต่อโลกก็ตาม ว่ากันว่า หนังสือของเธอเป็นสะพานเชื่อมที่ลดช่องว่างระหว่างคุณค่าทางวรรณกรรมกับความนิยมชมชอบของมหาชนให้ใกล้เคียงกันที่สุด การ์ปพูดถึงหนังสือของแม่ว่า คุณค่าทางวรรณกรรมที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ คงเหมือนแคทตาล็อกขายสินค้าของห้างเซียร์และห้างโรบั๊กเท่านั้น แต่อะไรล่ะทำให้เจนนี่ ฟิลด์ถูกมองว่าเป็นคนใฝ่ต่ำ ปากร้าย มีพฤติกรรมไม่ค่อยจะสู้ดี คงไม่ใช่พี่ชายของเธอ ไม่ใช่ผู้ชายในโรงภาพยนตร์คนที่ทำชุดเธอเปื้อน อีกทั้งไม่ใช่ถุงน้ำของแม่ ทั้งหมดนี้คงเป็นแค่ส่วนประกอบเล็กๆที่ผลักดันตัวเจนนี่ เพราะทุกอย่างมันชัดแจ้งออกมาจากตัวเธอเอง ยิ่งป้าเจ้าของหอพักที่เจนนี่อาศัยอยู่ (ผู้หญิงอารมณ์แปรปรวนผู้เชื่อว่า ผู้หญิงทุกคนในโลกนี้เป็นพวกพร้อมจะระเบิดความสำส่อน) ตอนเธอพบถุงน้ำเก้าถุงในห้องพักและห้องน้ำเล็กๆของเจนนี่ ถึงแม้เธอจะรู้สึกผิดที่ไปละเมิดยุ่งย่าม แต่พอเธอเห็นถุง เธอกลับกลัวความสกปรกเลอะเทอะของมันมากกว่าความกลัวอย่างอื่นในใจตน หรืออาจเลวร้ายไปกว่านั้น ถุงพวกนี้คงเป็นตัวแทนของปมตัณหาความอยากที่ซ่อนไว้ภายใน เป็นปรารถนาแห่งการต้องการน้ำฉีดเข้าไปในร่างกายซะเอง เหตุผลนี้ของเจนนี่คงทำให้เจ้าของหอฝันร้ายที่สุด ส่วนเรื่องรองเท้าสิบสองคู่นั้น เจ้าของหอจะคิดยังไง เจนนี่เดาไม่ออก แต่รู้ว่าต้องพิลึกแน่ๆ คงพอกับพ่อแม่เธอเมื่อก่อน ซึ่งตอนนั้นมันปวดหัวสิ้นดี เจนนี่ถึงได้ย้ายออกจากบ้านมา แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ไช่สิ่งที่ทำให้เธอมองดูเป็นคนร้ายกาจ ถึงแม้จะมีคนแบบพ่อแม่ พี่ชาย หรือแม้แต่ป้าเจ้าของหอพัก ผู้เชื่อว่าเจนนี่มีชีวิตเหลวไหล โดยที่พวกเขาไม่ได้สนใจไยดีต่อความเห็นหรือความรู้สึกในใจเธอเลย แต่เธอก็ยังมั่นใจว่าได้ทำทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจและด้วยความคิดที่ดีเสมอ ตอนนั้นเองที่เธอตัดสินใจแล้วว่าจะทำต่อไป และเป็นตอนที่เธอตัดสินใจย้ายมาอยู่หอพัก แต่ก็ยังตามใจพ่อแม่ด้วยการแบกรองเท้าและถุงน้ำกลับมาทุกครั้ง หากพวกเขาคิดว่า เธอเป็นแค่โสเภณี เธอก็อยากให้พวกเขาเชื่อมั่นว่า เธอเป็นคนสะอาดและน่าจะดูแลตัวเองได้ ช่วงเวลานั้นสงครามมีส่วนช่วยให้เจนนี่ลืมเรื่องการปฎิบัติของครอบครัว มันปกป้องตัวเธอจากความขมขื่นและน่าสมเพช เจนนี่ไม่ใช่คนทำงานประเภทแค่มาเป็นผู้"อาศัย" เธอเป็นนางพยาบาลที่ดี งานท่วมหัว ไม่สุงสิงกับใคร ขณะที่พยาบาลคนอื่นๆจับกลุ่ม พอตกเย็นไปเที่ยว เจนนี่กลับไม่เคยปรารถนาที่จะถอดเครื่องแบบด้วยซ้ำ เธออยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่สนใจและไม่สังสรรค์ เบื่อสังคมในโรงพยาบาลเป็นที่สุด โดยเฉพาะเรื่องแก่งแย่งหน้าที่ ยศ ตำแหน่งกันเอง เธอคิดว่าขนาดที่บอสตันเมอร์ซี่ สิ่งพวกนี้ยังน่ารำคาญมาก ถ้าย้ายไปอยู่พวกโรงพยาบาลทหารมันคงจะหนักกว่านี้ อย่างแรกเลยที่ทำให้เธอสถิตอยู่ที่นี่ คือ เธอหลงรักเด็กทารกตัวน้อยๆ
ขณะที่คนอื่นๆเริ่มย้ายออกไป เธอกลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของที่นี่
เป็นพยาบาลคอยดูแลแม่และเด็กอ่อนที่พ่อตายหรือหายสาบสูญ เธอให้กำลังใจกับบรรดาแม่ๆทุกคน
ลึกๆในใจเธอรู้สึกอิจฉาคนเหล่านี้ เพราะสำหรับเธอ สถานการณ์แบบนี้เป็นสถานการณ์ในอุดมคติทีเดียว
การได้ตกอยู่ในสภาพแม่กับลูกเกิดใหม่ผู้ถูกทอดทิ้ง ส่วนสามีตายเพราะถูกยิง
หรือเครื่องบินตกในฝรั่งเศส การเป็นผู้หญิงสาวกับลูกเล็กๆตัวคนเดียวและการมีชีวิตที่รอการดำเนินอยู่เบื้องหน้า
โดยที่เด็กไม่มีสายใยอื่นมาผูกพัน เป็นการให้กำเนิดแบบบริสุทธิ์สำหรับเธอ
อย่างน้อยในอนาคต การรักษาปีเตอร์คงไม่จำเป็นด้วย แน่นอนที่สุดผู้หญิงพวกนี้ไม่มีความสุขเหมือนอย่างที่เจนนี่หวังเสมอไป
พวกหล่อนตกอยู่ในความเศร้าโศก(จำนวนมาก) บ้างถูกทอดทิ้ง(อีกพวกหนึ่ง) บ้างผิดหวังกับการมีลูก(อีกจำนวนหนึ่ง)
บ้างอยากได้สามีและพ่อสำหรับลูก (หลายคนทีเดียว) แต่ยังไงเจนนี่ ฟิลด์ยังเป็นคนให้กำลังใจกับพวกเธอทั้งหมด
เธอพูดแทนความโดดเดี่ยวทั้งมวล บอกกับพวกแม่แม่ว่า พวกเธอนั้นเป็นคนโชคดีขนาดไหน ในหนังสือของเธอ เจนนี่เขียนว่า " ฉันอยากมีงานทำและอยากอยู่คนเดียว นั่นทำให้ฉันกลายเป็นผู้ต้องสงสัยทางเซ็กส์ แล้วถ้าฉันยังอยากมีลูก แต่ไม่ต้องการใช้ชีวิตหรือร่างกายกับใคร นั่นก็ทำให้ฉันเป็นผู้ต้องสงสัยทางเซ็กส์ด้วยเหมือนกัน" นั่นเป็นส่วนทำให้เธอดูร้ายกาจด้วย(นี้คือที่มาของชื่อหนังสือที่มีชื่อเสียงของเธอ: ผู้ต้องสงสัยทางเพศ อัตชีวประวัติของเจนนี่ ฟิลด์) เจนนี่ ฟิลด์พบว่าคุณจะได้รับการยอมรับนับถือในการอยู่ร่วมในสังคมด้วยการช๊อคชาวบ้านมากกว่าการใช้ชีวิตอยู่เงียบๆคนเดียว เจนนี่เล่าให้นางพยาบาลคนอื่นๆฟังว่า วันหนึ่งเธอจะหาผู้ชายมาทำให้ท้อง แค่นั้นแหละ ไม่เอาอะไรอีก เธอไม่รู้สึกสนุกกับการที่ผู้ชายจะมีอะไรกับเธอมากกว่าหนึ่งครั้ง ข่าวนี้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่นาน เจนนี่ได้รับข้อเสนอเป็นจำนวนมาก เธอกำลังลังเลอยู่ว่าจะล่าถอย อายที่ความลับรั่วไหลออกไป หรืออยู่อย่างหน้าไม่อาย นักเรียนแพทย์คนหนึ่งบอกเธอว่าเขายินดีจะเป็นอาสาสมัครให้ แต่มีข้อแม้ว่า เขาต้องมีโอกาสนอนกับเธอหกครั้งในวันหยุดสุดสัปดาห์ เจนนี่ตอบว่าข้อเสนอของเขา แสดงว่าเขาเป็นพวกขาดความมั่นใจ เธออยากให้ลูกที่เกิดมารู้สึกมั่นคงกว่านั้น คนวางยาสลลบประจำโรงพยาบาลยื่นข้อเสนอ เขาจะส่งเสียเงินเพื่อการศึกษาของเด็กจนจบวิทยาลัย แต่เจนนี่บอกเขาว่าดวงตาเขาติดกันเกินไป ฟันเรียงไม่สวย เธอไม่อยากให้ลูกที่เกิดมาดูผิดปกติคล้ายคนพิการ ส่วนแฟนหนุ่มของเพื่อนพยาบาลปฎิบัติกับเจนนี่แย่มาก เขาทำให้เธอตกใจในโรงอาหาร ด้วยการส่งถ้วยนมให้ ในนั้นเต็มไปด้วยของเหลวสีขุ่นๆ เขาบอกว่า "สเปิร์ม" พลางก้มลงมองแก้ว "ทั้งหมดนี้ ครั้งเดียวเท่านั้น ผมไม่มั่วไปเรื่อยหรอก ถ้าทุกคนมีโอกาสคนละครั้ง ผมคงเป็นผู้ชายของคุณ" เจนนี่รับแก้วมาดูอย่างเยือกเย็น พระเจ้าเท่านั้นที่จะรู้ว่าอะไรอยู่ในแก้ว ชายหนุ่มพูดว่า "นี้คงบอกได้บ้างว่าผมมีอะไรดีดีอยู่บ้าง เมล็ดเชื้อมันเยอะน่ะ" ว่าแล้วเจนนี่ก็เทแก้วน้ำขุ่นๆนั้นลงไปในกระถางต้นไม้ข้างๆ ก่อนตอกกลับว่า "ฉันอยากได้ลูก ไม่ได้อยากเพาะพันธุ์สเปิร์มทั้งฟาร์มหรอกนะ" เจนนี่รู้ว่าเรื่องทั้งหมดมันยากเย็นกว่าที่คิดไว้ เธอต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับสภาพและตอบกลับอย่างสุภาพด้วย ในโรงพยาบาลต่างเห็นว่า การกระทำเช่นนี้ของเจนนี่กระด้างไป เธอไปไกลเกินเหตุ ทั้งๆที่ทุกคนพยายามมองให้เป็นเรื่องตลก แต่ดูเหมือนว่าเจนนี่เองมีความแน่วแน่ตั้งใจมาก พวกเขาคิดว่าถ้าเธอไม่ดันทุรัง เธอคงจะหมายถึงแบบนั้นจริงๆ และถึงเพื่อนร่วมงานจะแหย่เธอยังไง เจนนี่ก็ไม่ขำ ขณะเดียวกันพวกเขาก็พาเธอขึ้นเตียงไม่ได้ด้วย การ์ปเขียนถึงอาการนี้ของแม่ว่า "เพื่อนร่วมงานรู้สึกว่าแม่ชอบทำตัวเหนือชาวบ้าน พวกเขาเลยไม่ค่อยจะปลื้มนัก" พวกเขาจึงออกนโยบายเพิ่มความลำบากลำบนให้เธอ โดยบอกว่า
มันเป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการ ทั้งนี้เพื่อ"ตัวเธอเอง"จะได้พ้นทุกข์
ด้วยการย้ายเธอจากแผนกแม่และเด็กซะ เพราะตราบใดที่ในหัวเธอมีแต่เรื่องลูก
เธอก็จะเป็นแบบนี้อยู่เรื่อยๆ ทางที่ดีเธอควรเลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องสูตินารีทั้งปวง
อย่างน้อยก็ต้องพาเธอให้พ้นจากตู้เด็กอ่อน เพราะเธออ่อนไหวเกินไปในหัวใจและสมอง
แต่ถึงเธอจะถูกย้ายไป พวกเขาก็ยอมรับว่าเธอเป็นนางพยาบาลที่ทำงานดีมาก
พวกเขาจึงส่งเธอไปอยู่แผนกดูแลคนไข้พิเศษ เพราะจากประสบการณ์การดำเนินงานของโรงพยาบาลบอสตันเมอร์ซี่
พยาบาลคนไหนก็ตามถูกส่งมาแผนกนี้ พยาบาลคนนั้นจะลืมปัญหาส่วนตัวจนหมดสิ้น
แน่นอนที่สุดเจนนี่เข้าใจว่าพวกเขาอยากให้เธออยู่ห่างจากเด็กเล็ก แต่เธอเสียใจตรงที่ว่าพวกเขาคิดสั้นไปหน่อยเกี่ยวกับ"การควบคุมตนเอง"ของเธอ
ใช่สิ สิ่งที่เธอต้องการมันอาจจะแปลกสำหรับคนอื่น แต่ทำไมต้องคิดว่า เธอไร้สติ
ซึ่งมันเป็นความคิดที่เจนนี่เห็นว่าไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย แต่ไม่เป็นไร
ยังมีเวลาอีกมากมายในการที่จะตั้งครรภ์มีลูก เธอไม่ได้รีบนัก มันแค่เป็นส่วนหนึ่งในแผนงานชีวิตเท่านั้น
ช่วงนั้นบ้านเมืองอยู่ในระหว่างสงคราม ในแผนกดูแลพิเศษไม่ค่อยมีงานยากๆให้ทำ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ถูกส่งมาจากโรงพยาบาลอื่นๆ มักเป็นรายที่หมดหวัง เช่นคนไข้สูงอายุ
คนไข้ที่ประสบอุบัติเหตุปางตาย บางรายสาหัสจากเหตุรถชน หรือเด็กที่ประสบเหตุอย่างรุนแรง
แต่ส่วนมากคนไข้จะเป็นพวกทหาร และผลที่เกิดจากสงครามกับพวกเขา เราไม่ควรถือว่าเป็นอุบัติเหตุ
เจนนี่จัดแผนกคนไข้ทหารบาดเจ็บของเธอเอง นี่คือประเภทที่เธอแยกไว้ การ์ปเขียนว่า"ในสายตาของแม่ผม พ่อของผมเป็นพวกอาการลาขาด
นั่นทำให้พ่อน่าสนใจมาก เพราะไม่จำเป็นต้องมีอะไรผูกพันต่อเนื่อง"
พ่อของการ์ปเป็นทหารยิงปืนประจำเครื่องบินรบ เป็นผู้ประสบเคราะห์ร้ายที่เกิดจากความจงใจของสงครามเหนือน่านฟ้าประเทศฝรั่งเศส
การ์ปเล่าว่า"ทหารพลปืนแบบพ่อเป็นลูกเรือของหน่วยพิฆาตประจำกองบิน
ผู้ต้องเสี่ยงชีวิตต่อสู้กับหน่วยโจมตีภาคพื้นดินที่เรียกว่าหน่วยแฟ๊ก
ในสายตาของทหารพลปืน หน่วยแฟ๊กเหมือนพวกจิตรกรคอยสาดน้ำหมึกขึ้นไปเบื้องบน
ระบายสีท้องฟ้าให้เป็นจุดๆ ทำยังกะฟ้าเป็นกระดาษซับหมึก ผิดแต่ว่าหมึกนี้เป็นกระสุนแทน
ให้นึกภาพทหารตัวเล็กๆ(เพื่อที่จะลงไปอยู่ในป้อมยิงปืนใต้ท้องเรือบิน คงจะเป็นการดีถ้าทหารคนนั้นร่างเล็ก)
นั่งห้อมล้อมด้วยอาวุธอยู่ในโลหะทรงกลมรูปไข่ เปรียบเสมือนนั่งอยู่ในรังของแมลงที่มีโพรงเป็นรูๆซึ่งมีเพียงกระจกกั้นเท่านั้น
ลักษณะของป้อมปืนที่ว่านี้ทำด้วยเหล็กหลอม บุผนังล้อมเป็นกระจก มีช่องเจาะรูสำหรับวางอาวุธปืน
มันอยู่กลางลำตัว ใต้ตัวถังของเครื่องบินรบบี-17 ดูไปแล้วคล้ายสะดือโปร่งพองออกมาจากท้องของคนยิง
และในโพรงแห่งนี้มีอาวุธปืนขนาดสองร้อยห้าสิบนัดกับชายตัวเล็กผู้มีหน้าที่คอยติดตามรอยเครื่องบินข้าศึกเพียงลำพังกับกล้องปืนเท่านั้น
ซึ่งพอกล้องหมุน ตัวเขาต้องหมุนตาม มีคันบังคับปืนทำด้วยไม้ ตรงนั้นมีปุ่มกดสำหรับยิงกระสุน
เขาต้องคอยกดปุ่มค้างเตรียมเพื่อพร้อมตลอดเวลา แถมยังต้องบังคับทิศทางป้อมปืนนี้ไปพร้อมๆกัน
เพื่อจะได้ไม่ยิงตัวเอง ว่าไปเหมือนมีตัวอ่อนตัวอันตรายเกาะอยู่ที่ครรภ์มารดา
คอยปกป้องแม่ของมัน...และเนื่องจากมีท้องฟ้ารองรับอยู่เบื้องล่าง ทหารป้อมปืนคงรู้สึกหนาวๆไม่น้อย
เพราะมันเป็นส่วนผนวกที่ติดมากับเครื่องบินดั่งความคิดในลำดับหลัง โดยเฉพาะเวลาเครื่องบินลง
ป้อมปืนนี้จะถูกดึงขึ้นมา และกรณีที่ดึงไม่ทัน มันจะกระแทกลงกับพื้นถนน
ระเบิดอย่างรุนแรงพอๆกับเวลารถยนต์ตกถนนลงสู่เบื้องล่าง"
เทคนิคัล ซาเจนท์ การ์ป หรือพลทหารช่างการ์ป นายทหารคนล่าสุด
คุ้นเคยกับความรุนแรงในความตายเป็นอย่างดี ทำหน้าที่พลปืนประจำหน่วยกองบินที่แปด--หน่วยทิ้งบอมบ์เหนือประเทศอังกฤษ
สิบเอกการ์ปเคยมีประสบการณ์เป็นพลปืนระดับจมูก(วางระดับปืนไว้ที่จมูก)ให้กับเครื่องบินรบบี-17ซี
และเป็นพลปืนระดับเอว (วางระดับปืนไว้ที่เอว)ให้กับเครื่องบินรบบี-17อี
ก่อนที่จะมาประจำตำแหน่งสุดท้ายเป็นพลปืนป้อมปืนลูกบอลใต้ท้องเรือบิน
ตอนที่ทำหน้าที่อยู่ระดับเอวในเครื่องบินบี-17อี
การ์ปไม่ชอบวิธีการยิงปืนเท่าไร เพราะพลปืนสองคนต้องยืนหันหลังให้กัน คอยควบคุมปืนที่ติดกับข้างลำตัวของเครื่องบิน
แล้วเวลายิงทีไร มักเกิดการปะทะเอาที่ข้างหูของทหารการ์ปเสมอ โดยเฉพาะถ้าเพื่อนข้างๆขยับตัวยิงพร้อมเขา
ในเครื่องบินรุ่นหลัง ฐานปืนยิงแบบนี้ถูกออกแบบให้หลบหลีกกัน แต่มันช้าเกินไปแล้วสำหรับพลทหารการ์ป
เที่ยวบินรบครั้งแรกของเขาเกิดขึ้นตอนกลางวันกับเครื่องบินบี-17
อี ในวันที่ 17 สิงหาคม ปี 1942 เหนือเมืองรูเอน ประเทศฝรั่งเศส การรบครั้งนั้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
พลทหารการ์ปทำหน้าที่พลปืนระดับเอว ถูกกระแทกหนึ่งหนโดยเพื่อนทหารที่กกหูข้างซ้าย
และอีกสองหนที่กกหูข้างขวา ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าเมื่อเปรียบเทียบกันเพื่อนทหารคนนั้นตัวใหญ่กว่าการ์ปมาก
ระยะข้อศอกของเขาตรงกับรัศมีหูของการ์ปพอดิบพอดี
ส่วนปฎิบัติการในป้อมปืนใต้ลำตัวเครื่องบินเหนือเมืองรูเอนเที่ยวนั้น
พลทหารฟาว์เลอร์ซึ่งตัวเล็กกว่าการ์ปอีก ทำหน้าที่ควบคุมป้อม เขาผู้นี้เคยเป็นนักขี่ม้ามาก่อนเกิดสงคราม
ยิงปืนแม่นกว่าพลทหารการ์ป การ์ปนั้นเคยอยากทำหน้าที่แบบฟาวเลอร์ นับเนื่องมาจากตัวเขาเป็นเด็กกำพร้า
ชอบอยู่คนเดียวมาก อีกทั้งเขาเสาะหาทางหนีทีไล่จากเสียงผู้คนและข้อศอกของเพื่อนพลปืนระดับอื่นๆ
แต่ในหน่วยรบย่อมนักแม่นปืนยิงแม่นกว่าเขาหลายคน การ์ปจึงได้แต่ฝัน เขาฝันแค่ว่าการออกรบครั้งที่ห้าสิบหรือกว่านั้น
เขาคงมีโอกาสย้ายไปประจำฐานกองบินที่สอง ศูนย์ปฎิบัติการการฝึกยิงปืน ซึ่งเขาหวังจะปลดเกษียณอย่างเงียบๆและปลอดภัยด้วยการเป็นครูฝึก
แต่ฝันไม่ทันจะเกิดเผอิญฟาว์เลอร์ถูกยิงตายเสียก่อน การ์ปเคยอิจฉาป้อมปืนลับเฉพาะของฟาว์เลอร์กับความรู้สึกโดดเดี่ยวเวลาอยู่ในนั้น
ฟาว์เลอร์เคยบอกว่า "มันเป็นที่เหมาะสมที่สุดในการอยู่คนเดียวถ้าคุณชอบผายลมบ่อยๆ"
ฟาวเลอร์เป็นคนช่างเหน็บแนม เวลาพูดจะมาพร้อมน้ำเสียงไอแห้งๆกลั้วลำคอ
และเขามีชื่อเสียงเลวร้ายมากในหมู่พยาบาลสาวๆของโรงพยาบาลประจำกองทัพ ฟาว์เลอร์เสียชีวิตลงเพราะเครื่องบินตก
กระแทกอย่างรุนแรงบนพื้นถนนขรุขระ ตอนช่วงเครื่องบินลง ขายันล้อของเครื่องบินกระเด็นหลุดหายไป
เบรคแตก ตัวเขาซึ่งอยู่ในป้อมปืนถูกอัดเละจากแรงปะทะ ป้อมระเบิดออกเหมือนต้นไม้ยักษ์ล้มลงทับผลเล็กๆของลูกองุ่น
พลทหารฟาว์เลอร์คนที่มักจะพูดเสมอว่า เขามีความเชื่อมั่นและศรัทธาในเครื่องยนต์มากกว่ามนุษย์ใดๆ
ถูกอัดบี้ไปพร้อมกับป้อมปืนเพราะเครื่องบินดึงลำตัวบินขึ้นไม่ทัน พลปืนระดับเอวอื่นๆรวมทั้งการ์ป
มองเห็นซากแตกกระจายของการระเบิดคาตาตรงใต้ท้องเครื่องบินนั้นเอง ผู้ช่วยกองบินซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ที่ใกล้ที่สุดบนภาคพื้นดินถึงกับอาเจียนออกมา
ผู้บัญชาการกองร้อยไม่รอให้การตายของฟาว์เลอร์ถูกประกาศเป็นทางการ เขารีบแต่งตั้งการ์ปให้รับตำแหน่งพลปืนตัวเล็กที่สุดแทน
สิบทหารช่างการ์ปผู้ตัวเล็กใฝ่ผันจะเป็นนักปืนของป้อมปืนลูกบอลมานาน ในเดือนกันยายนปี
1942 เขาได้เป็นสมใจ
การ์ปเขียนว่า " แม่ของผมเป็นผู้ยึดถือในรายละเอียด"
เวลาที่มีผู้ป่วยใหม่มาที่โรงพยาบาล เจนนี่ ฟิลด์จะเป็นคนแรกที่ถามหมอว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนไข้
แล้วเจนนี่ก็จะจัดประเภทให้กับคนเหล่านี้เงียบๆในใจ พวกอาการภายนอก พวกอวัยวะจำเป็นสาหัส
พวกอาการลาหยุด หรือพวกอาการลาขาด เธอค้นพบว่าวิธีนี้เป็นกลยุทธช่วยให้เธอจดจำชื่อและอาการคนไข้ได้ดี
ดังเช่น พลทหารโจนส์กระดูกหัก พ๊อตเตอร์หยุดพล่าม จ่าอากาศโทเอสเตส์ไร้รสชาติ
ร้อยเอกฟินน์ไร้ผิว ผู้พันลองเฟลโลว์พูดแต่สั้น
ส่วนสิบเอกการ์ปเป็นกรณีลึกลับสำหรับเธอ จากเที่ยวบินครั้งที่สามสิบห้าเหนือฟ้าฝรั่งเศส
จู่ๆเขาก็หยุดยิง นักบินสังเกตความขาดหายของเสียงปืนจากป้อมลูกบอล เขาสงสัยว่าการ์ปอาจถูกยิงเข้าให้
แต่ถ้าเป็นงั้นจริง ทำไมเขาไม่ได้ยินเสียงกระแทกที่ใต้ท้องเครื่องบินเลย
เขาหวังว่าการ์ปคงไม่เป็นอะไรมาก หลังจากนำเครื่องบินลงจอด นักบินย้ายการ์ปขึ้นรถมอเตอร์ไซค์สามล้อมีที่นั่งติดด้านข้าง
เพราะรถพยาบาลไม่ว่างสักคัน พอการ์ปนั่งลงแล้ว เขาเริ่มเล่นเริ่มซนกับตัวเอง
ส่วนบนของรถมีหลังคาผ้าใบคลุมปิดด้านที่นั่งไว้ในยามอากาศเลวร้าย นักบินเก็บกำลังหลังคาให้อยู่ในที่ที่ควร
ตรงเก้าอี้มีหลุมที่นั่งซึ่งนักบิน หมอ และคนอื่นๆกำลังยืนมุงดูพลทหารการ์ป
การ์ปเกิดมีอาการตั้งชันซึ่งทุกคนคนเห็นว่าเกินไปสำหรับคนรูปร่างเล็กอย่างเขา
และสิ่งที่เขาทำดูเชี่ยวชาญเกินกว่าเด็กๆเล็กจะซน แต่ก็ไม่ชำนาญขนาดพวกลิงในสวนสัตว์
พลทหารการ์ปจ้องมองผู้คนเหมือนลิงมองออกมาจากกรง เขามองคนที่ยืนดูเขาอย่างเปิดเผย
"การ์ป?" นักบินเรียก หน้าผากของการ์ปปกคลุมไปด้วยเลือดแห้งกรัง
หมวกปิดด้านบนของศีรษะจนต่ำ มองไม่เห็นรอยแผล "การ์ป!. นักบินตะโกนใส่หน้าเขา
มองกลับไปที่เรือบิน จะเห็นรอยขูดลึกที่โลหะกลมๆตรงที่วางของกระบอกปืน
พวกโจมตีภาคพื้นดินคงยิงเข้าให้ เพราะด้ามบังคับปืนกับกระบอกหลุดออกมา
แต่ไม่มีร่องรอยบาดแผลที่มือการ์ป มือที่กำลังซนกับตัวเอง หมอเริ่มมีความกลัวเมื่อนึกถึงการผ่าตัดที่ว่า
เขารู้สึกอยากจะถอดหมวกเปียกชุ่มเลือดบนศีรษะของการ์ปออก มันมีอะไรบางอย่างสะท้อนแสงมันวาวบนเป็นปุ่มขึ้นอยู่หน้าผากเขา
ทุกคนมองหาคนขี่รถมอเตอร์ไซค์ของหมอ แต่เขาหนีไปอ๊วกที่ไหนสักแห่ง หมอสงสัยว่าเขาคงต้องขี่มอเตอร์ไซค์เสียเอง
แต่ต้องหาคนมานั่งเป็นเพื่อนการ์ป การ์ปพยักหน้าอย่างมีความสุข หมอรีบจับแขนเขา กระซิบด้วยความกังวล
" อย่า อย่าเคลื่อนไหวนะ การ์ป? อย่าสั่นหัวสิ" สายตาเขาล่องลอยผ่านนักบินผ่านหมอไปยังทหารคนอื่นๆ
เขากำลังรอคอยเสียงประสานอีกครั้ง "ใจเย็นนะ การ์ป"นักบินกระซิบ
"นั่งนิ่งๆ เข้าใจไหม?" ตอนที่อยู่ในอังกฤษพวกเขาไม่สามารถช่วยเหลือพลทหารการ์ปได้เลย
เขาเป็นบุคคลผู้โชคดีมากที่ถูกส่งตัวกลับบ้านในบอสตันก่อนที่สงครามจะเลิกด้วยซ้ำ
วุฒิสมาชิกกลุ่มหนึ่งออกมาแสดงความรับผิดชอบ หลังจากที่หนังสือพิมพ์ในบอสตันโจมตีว่า
ทางกองทัพสหรัฐจะส่งผู้บาดเจ็บกลับบ้านถ้าทหารรายนั้นมาจากครอบครัวที่มั่งคั่งหรือมีชื่อเสียง
ในความพยายามที่จะระงับข่าวลือ วุฒิฯออกมาแถลงว่า ถ้ามีผู้บาดเจ็บโชคดีรอดตายพอที่จะกลับอเมริกา
เขาคนนั้นจะเป็นใครก็ได้แม้ "กระทั่งเด็กกำพร้า คนเหล่านี้ก็มีสิทธิ์กลับบ้านเช่นเดียวกับคนอื่นๆ"
ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามค้นหาเด็กกำพร้าอาการสาหัสดังกล่าวเพื่อพิสูจน์คำพูดของท่านวุฒิฯ
ในที่สุดทางการก็หาคนที่สมบูรณ์แบบเจอ เพราะไม่เพียงแต่พลทหารการ์ปเป็นเด็กกำพร้า
เขายังกลายเป็นคนปัญญาอ่อนที่พูดได้เพียงคำคำเดียว ดังนั้นเขาจึงไม่มีโอกาสบ่นกับพวกนักข่าว
และในรูปถ่ายทุกใบที่หนังสือพิมพ์ลง พลปืนการ์ปกำลังยิ้ม
ตอนที่การ์ปถูกนำตัวมาที่บอสตัน เมอร์ซี่ เจนนี่
ฟิลด์ประสบปัญหาในการแยกประเภทให้เขา แน่นอนเขาเป็นคนไข้ประเภทอาการลาหยุด
และบางทีมีพฤติกรรมยิ่งกว่าเด็กซะอีก แต่เจนนี่ยังไม่ค่อยแน่ใจอยู่ดีว่าเขาผิดปกติเพราะอะไรกันแน่ มันเป็นไปได้ทีเดียวที่การ์ปจะเป็นคนไข้ประเภทอวัยวะจำเป็นสาหัส
เพราะมีชิ้นส่วนเล็กๆมากมายกระเด็นเข้าไปฝังในหัว ยากแก่การแกะออก บาดแผลที่เกิดกับสมองของพลทหารการ์ป
ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัด และสมองยังได้รับผลกระทบกระเทือนภายในซึ่งเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ
การ์ปผู้ลูกเขียนว่า"ปกติความเลวร้ายโดยทั่วๆไปของคนเราก็สลับซับซ้อนพออยู่แล้ว
อันนี้หมายถึงโดยไม่ต้องมีการแนะนำเรื่องการโจมตีเข้าสู่ระบบแบบพลทหารการ์ปด้วยซ้ำ"
ก่อนหน้านี้มีคนไข้รายหนึ่งที่มีอาการทางสมองคล้ายการ์ป
เขามีชีวิตอยู่มาได้เป็นเดือน ชอบพูดกับตัวเองและบางครั้งก็ฉี่ใส่ที่นอน
หลังจากนั้น ผมบนศีรษะเริ่มร่วงและเริ่มมีปัญหาในการพูดให้จบประโยค ก่อนเขาจะตาย
เขาเริ่มมีอาการปกติทางร่างกายคือมีหน้าอกงอกขึ้นแบบผู้หญิง
แต่ถ้าเราดูในหลักฐาน เงาของสมอง และเข็มสีขาวเล็กๆจำนวนมากในแผ่นเอ๊กซเรย์
พลปืนการ์ปอาจจัดเป็นคนไข้พวกอาการลาขาดได้อีกเช่นกัน แต่สำหรับเจนนี่เขาดูเป็นคนน่ารักและสุภาพ
เป็นผู้ชายตัวเล็ก เรียบร้อย ไร้เดียงสาและตรงไปตรงมาเวลาจะเอาอะไร พฤติกรรมเหมือนเด็กสองขวบ
เขาจะร้อง"การ์ป!" เวลาที่หิว และเรียก "การ์ป!" เวลาที่ดีใจ
และถามว่า "การ์ป?" เวลาที่มีอะไรสงสัย หรือแม้เวลาเจอคนแปลกหน้า
และเขายังทักว่า "การ์ป"เลย สุดท้ายเขาพูดโดยไม่มีเครื่องหมายคำถามเวลาที่เขาจำคุณได้
เขามักจะทำอะไรตามที่คนอื่นบอกเสมอ แต่เราไม่ควรเขาวางใจเขานัก เพราะเขาขี้ลืมง่ายมาก
และถ้าครั้งหนึ่งเขาเคยเชื่อฟังยังกะเด็กหกขวบ อีกครั้งหนึ่งเขาอาจจะอยากรู้อยากเห็นเหมือนเด็กขวบครึ่งก็ได้
อาการซึมเซาของเขา ซึ่งถูกบันทึกในรายงานการเคลื่อนย้าย บ่งบอกถึงอาการตั้งชันของเขาเป็นปกติ
สำหรับตอนนี้ที่เขาทำได้คือ กุมมือผ้ากลอสส์หนาๆไปที่เจ้าปีเตอร์อันน่าสงสารแล้วร้องไห้
เขาร้องเพราะเขารู้สึกว่าผ้าพันแผลไม่ทำให้เขารู้สึกดีเหมือนความทรงจำสั้นๆที่เคยมีเกี่ยวกับมือของเขา
และอีกอย่างมันเป็นเพราะเขารู้สึกเจ็บมือเวลาไปแตะกับอะไรก็ตาม ตอนนั้นนะเองที่เจนนี่
ฟิลด์จะเดินมานั่งข้างๆเขา เอามือลูบหลังเขาบริเวณไหล่จนเขาเงยหน้าหงายไปข้างหลังเหมือนแมว
เธอจะปลอบใจด้วยเสียงอันเป็นมิตรและน้ำเสียงที่แสดงความตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ
พยาบาลส่วนใหญ่มักเห็นอกเห็นใจผู้ป่วยเสมอ น้ำเสียงมั่นคง ไม่เปลี่ยนไปตั้งใจเหมือนจะกล่อมให้หลับมักจะเป็นสิ่งที่พวกหล่อนทำให้คนไข้ฟัง
แต่เจนนี่รู้ว่า การ์ปไม่ต้องการจะหลับ เขาเหมือนเด็กทารก และตอนนี้เขาเริ่มเบื่อ
อยากได้สิ่งที่เพลิดเพลินใจมากกว่า เจนนี่พยายามเอาใจเขา ด้วยการหาวิทยุมาเปิด
แต่บางรายการก็ทำให้เขากังวล ไม่มีใครรู้ว่าทำไม ส่วนบางรายการก็ทำให้เขาเกิดอาการตั้งชัน
หลังจากนั้นก็ซึมเซา กลับไปกลับมา จนกระทั่งมีอยู่รายการหนึ่ง ซึ่งเป็นหนเดียวเท่านั้นที่ทำให้เขาฝันเปียก
ซึ่งตัวเขาเองยังแปลกใจปนกับพอใจจนมีความรู้สึกว่าอยากจะเห็นวิทยุอีก แต่เจนนี่ก็ไม่สามารถหารายการเช่นนั้นเจออีก
เพราะมันไม่มีซ้ำ เธอรู้ว่า ถ้าเธอสามารถหารายการฝันเปียกให้การ์ปได้ งานของเธอกับชีวิตของเขาคงมีความสุขขึ้น
มันคงไม่ง่ายนัก
เธอยกเลิกความพยายามจะสอนคำใหม่ให้แก่เขา ตอนที่เธอป้อนอาหาร
พอเห็นว่าเขาชอบ เธอจะสอนว่า " ดีดี นั้นอร่อยมาก" ทุกวันผ่านไปพฤติกรรมเขาถดถอยกลายเป็นเด็กขึ้นเรื่อยๆ
เวลาหลับเขาจะคว้าอากาศด้วยกำปั้น เป่าปากขมุบขมิบ ทำแก้มบุ๋ม ทำขนตาสั่นๆ
เจนนี่ดูแลเด็กอ่อนมามาก เธอรู้ว่าเขากำลังดูแลตัวเองอยู่ในฝัน เธอเคยนึกอยากจะขโมยจุกนมของเด็กมาจากแผนกสูติ
แต่พอนึกขึ้นได้ว่าย้ายมาจากที่นั้นแล้ว กับนึกถึงโจ๊กที่ทำให้เธอโกรธ
("นี่คือพระแม่มารีเจนนี่ กล่อมเด็กด้วยการขโมยจุกนม ใครคือพ่อผู้โชคดีล่ะ
เจนนี่? ") เธอก็เปลี่ยนใจและเลิกความคิดนั้นซะ เธอมองดูการ์ปนอนทำปากพะงาบๆขณะหลับและพยายามจะจินตนาการว่าการเสื่อมถอยของเขาสู่วัยเด็กจะพาเขาสงบลง
อีกไม่นานเขาจะกลายเป็นตัวอ่อนและคงไม่สามารถหายใจทางปอด เธอหวังว่าบุคลิกร่างกายของเขาจะแยกออกจากจากกันอย่างสุขขี
ครึ่งหนึ่งกลับกลายเป็นความฝันของไข่ อีกครึ่งหนึ่งเปลี่ยนกลับไปเป็นสเปิร์ม
และในที่สุดจะไม่มีเขาเลย
เรื่องมันเป็นอย่างงี้ละ ถ้าสังเกตระยะการเลี้ยงดูการ์ปในวัยกลับนี้
จะเห็นว่ามันเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆบางที เขาตื่นขึ้นมาเหมือนเด็กที่ต้องตื่นทุกสี่ชั่วโมงเพื่อป้อนอาหาร
เริ่มร้องงอแงหน้าแดงๆดั่งกับทารก มีน้ำตาไหลชื้นๆเอ่อเบ้าตา บางที..เงียบสงบเพราะเสียงวิทยุ
หรือบางทีก็ด้วยเสียงของเจนนี่เอง ครั้งหนึ่ง เธอถูหลังให้เขา เขาเรอออกมา
เจนนี่ถึงกับระเบิดร้องไห้คนเดียว เจนนี่นั่งอยู่ข้างเตียงเขา ภาวนาอยู่บ่อยๆ
ให้เขาเดินทางกลับไปสู่ครรภ์โดยปราศจากความเจ็บปวดหรือความขรุขระใดใด
เธอคิดว่าถ้ามือเขาหายจากอาการบาดเจ็บ เขาคงดูดนิ้วหัวแม่โป้งได้
เวลาที่เขาตื่นจากฝันว่าดูดนิ้ว หิวอาหาร หรือจินตนาการไปเอง เจนนี่จะยื่นนิ้วไปให้ที่ปาก
และปล่อยให้เขาดูดเล่นแบบเด็กๆ ถึงแม้ว่า เขาจะเป็นคนตัวโต มีฟันแบบผู้ใหญ่
แต่ในจิตใจลึกๆ เขายังไม่มีฟัน ดังนั้นไม่เคยสักครั้งที่เขาจะเผลอกัดเธอ
อันนี้มาจากการสังเกตสังกาของเจนนี่เอง จนกระทั่งคืนวันหนึ่งเธอตัดสินใจให้เขาเล่นกับหน้าอกของเธอ
ซึ่งดูแล้วรู้สึกเขาจะไม่เหนื่อยหน่ายจะเลิกเล่นหรือรู้สึกไม่พอใจที่ไม่มีน้ำนมเหมือนแม่
เจนนี่คิดว่าถ้าเขายังติดการเลี้ยงดูกับเธอแบบนี้ เธออาจจะมีน้ำนมมารดาไหลออกมาจริงๆ
เธอรู้สึกหน้าท้องขมวดตึงแบบแม่กับลูกและแบบชายหญิง ความที่ความรู้สึกมันชัดแจ้งมาก
เธอเชื่อเอาเองว่าเธอสามารถมีลูกกับเขาได้ง่ายๆเพียงแค่พลปืนคนนี้เป็นคนช่างดูดนี่เอง
มันเป็นอย่างที่เล่ามา แต่ต้องเข้าใจว่าพลปืนการ์ปก็ไม่ใช่เด็กทารกเลยซะทีเดียว
คืนหนึ่งขณะที่เธอกำลังเลี้ยงเขา เจนนี่สังเกตว่าเขามีอาการตั้งชัน เพราะผ้าปูที่นอนมันลอยขึ้น
และด้วยมือพันแผลซุ่มซ่าม เขาค่อยๆป่ายมือไปมาอย่างอึดอัด จนกระทั่งเจนนี่คิดช่วยเหลือเขา
ด้วยมืออันขาวสะอาดและนุ่มนวล กับหน้าอกเธอ เขาหยุดชะงักทันที "การ์ป?" เจนนี่กระซิบ ข้างเตียงอีกด้านหนึ่งเป็นผู้ป่วยพวกอวัยวะสำคัญสาหัส
ผู้ซึ่งกำลังจะกลายเป็นคนไข้อาการลาหยุด เขาสูญเสียลำไส้เล็กและตรง แถมตอนนี้ตับก็คอยสร้างปัญหาใหญ่
ส่วนไตก็กำลังปั่นป่วนให้เขาบ้า เขามักจะฝันร้ายว่าถูกบังคับให้ปัสสาวะหรือให้ถ่าย
เรื่องนี้อาจเพราะเขามีปมมาแต่โบราณกาล ไม่มีใครทราบ เขาจึงไม่ค่อยรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป
เขามักปล่อยของเสียผ่านกลับท่อลงไปในถุงยา เขาร้องคร่ำครวญในอาการอยู่บ่อยๆ
ร้องผิดกับการ์ป เพราะร้องเต็มคำ ทีละหลายคำ เจนนี่ ฟิลด์ทำความสะอาดการ์ปและตัวเธอเองด้วยน้ำอุ่นกับสบู่ในชามสีขาวใบใหญ่
เธอไม่ใช้ถุงน้ำฉีดชำระความสะอาดภายใน เพราะเธอต้องการให้มนต์ที่ร่ายได้ผล
เธอรับรู้มากกว่าว่าดินที่เตรียมไว้เพาะปลูก มันเป็นดินที่สมบูรณ์ครบถ้วน
และเธอรู้สึกได้ว่าการ์ปรดน้ำในตัวเธออย่างใจดีเหมือนสายน้ำที่ส่ายไปมาในหน้าร้อน(ยังกะว่าเขาสามารถรดน้ำได้)
หลังจากนั้นเธอไม่ได้มีอะไรกับเขาอีก มันไม่จำเป็น
เพราะเธอไม่สนุกกับมันนัก ตลอดระยะเวลาในช่วงนั้นเธอช่วยเขาด้วยมือเวลาที่เขาร้องเรียก
เธอให้นมเหมือนแม่ให้ลูก และหลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์เขาไม่เกิดอาการทางเพศอีกเลย
พอถึงเวลาที่หมอเอาผ้าพันแผลออก พวกเขาสังเกตได้ว่าขบวนการรักษาดูท่าจะทำงานตรงกันข้าม
หมอเลยต้องพันผ้ากลับเข้าไปใหม่ การ์ปหมดความสนใจในเรื่องการถูกเลี้ยงดู
ฝันของเขาทำให้เจนนี่คิดว่าคงเหมือนฝันของปลา เขากลับไปอยู่ในครรภ์เรียบร้อยแล้ว
เจนนี่รู้ เพราะท่านอนของเขาเหมือนตัวอ่อน เพียงแต่อาศัยนอนอยู่บนเตียง
และไม่ส่งเสียงอีก เช้าวันหนึ่งเจนนี่เห็นเขาเตะเท้าเล็กๆ อ่อนแอคู่นั้น
เธอคิดว่าเขาคงเตะเหมือนเด็กในครรภ์ ถึงแม้มันจะเร็วเกินไปที่จะยอมรับความจริง
แต่เธอรู้ดีว่าอีกไม่นานเวลานั้นต้องมาถึง
อาการถัดมาหลังจากการ์ปหยุดเตะเท้า เขายังคงมีลมหายใจด้วยการสูดออกซิเจนเข้าปอด
แต่เจนนี่รู้ว่านี้คือวิธีง่ายๆอันเป็นตัวอย่างของการปรับตัวคืนสู่ครรภ์ของมนุษย์
เขาไม่ทานอาหารทางปาก จึงต้องให้อาหารทางท่อแทน และนี้เป็นอีกอาการของการถ่ายสารอาหารทางลำไส้ในครรภ์
เจนนี่รู้สึกกังวลกับจุดจบสุดท้ายของการ์ป เขาจะทรมานไหม ทรมานเหมือนเวลาสเปิร์มดิ้นรน
มันจะหลบหลีก ป้องกันตัวเองให้รอดตายไปถึงรังไข่ที่คอยมันได้ไหม? ในการเดินทางย้อนวัยของการ์ป
จิตวิญญาณของเขาจะบรรลุได้อย่างไร?
ระยะสุดท้ายของการ์ปผ่านไปโดยเจนนี่ไม่ทันสังเกต
วันหนึ่งเมื่อเธอออกจากการเข้าเวร พลทหารการ์ปเสียชีวิตลง ในปี 1943 ตอนท้องของเจนนี่ค่อยๆปรากฎ เธอตกงาน
และมันเป็นสิ่งที่พ่อแม่และพี่ชายเธอคาดหมาย พวกเขาเลยไม่แปลกใจ ซึ่งเจนนี่ก็ยกเลิกที่จะทำให้พวกเขาเชื่อในความบริสุทธิ์ของเธอนานแล้ว
เธอย้ายไปอยู่ห้องอีกด้านหนึ่งในบ้านที่ท่าเรือด็อกเฮดด้วยความพึงพอใจ
อาศัยอยู่โดยไร้ร่องรอยแบบผี ความนิ่งของเธอทำให้พ่อแม่ตกใจ พวกเขาจึงปล่อยให้เธออยู่ตามลำพัง
ลึกๆเจนนี่มีความสุขมาก เธอเตรียมตัวกับการเลี้ยงดูเด็กจนลืมเรื่องชื่อที่จะตั้งในหัว
เพราะเมื่อเจนนี่คลอดเด็กผู้ชายหนักเก้าปอนด์ออกมา เธอยังไม่มีชื่ออยู่ในความคิด
แม่ของเธอถามว่าจะให้ชื่อว่าอะไร แต่เจนนี่หลังจากเพิ่งคลอดและอยู่ไฟจึงไม่ให้การร่วมมือนัก
"การ์ป" เธอตอบ การ์ปเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า " มันเป็นเรื่องน่าสนุกมากที่ไปโรงเรียนด้วยชื่อแบบนี้
พอครูถามว่าชื่อย่อตัวแรก กับ ตัวกลางของเธอคืออะไร ตอนแรกผมก็บอกพวกเขาว่าไม่มี
มันย่อยังงั้นเฉยๆ แต่ไม่มีใครเชื่อสักคน ผมเลยต้องบอกว่า ถามแม่ผมดูแล้วกัน
แม่คงบอกครู" แล้วพวกเขาก็เรียกแม่ผมมาจริงๆเพื่อถาม แม่ผมก็ตอบความคิดของเธอแบบที่ควรจะเป็น"
นี้คือเรื่องราวที่โลกให้กำเนิดการ์ป เกิดจากพยาบาลที่มีความตั้งใจสูงส่งกับผลผลิตจากน้ำเชื้อสุดท้ายของพลปืนประจำป้อม
--กระสุนสุดท้ายของเขา
Copyright © 2000 faylicity.com |