* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปอ่าน
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | Immortality
 
book IMMORTALITY : Milan Kundera
แปลโดย faylicity.com
Immortality Part One: The Face, Chapter 3

3

ลิฟต์พาเธอ [แอคเนส] ขึ้นมาสู่ชั้นบนสุดของตึกสูงที่เป็นแหล่งพำนักของคลับสถานออกกำลังกาย ที่ประกอบไปด้วยสระว่ายน้ำกว้างขวาง อ่างน้ำวน ซาวนา ห้องอาบน้ำร้อน และทัศนียภาพของปารีส เพลงร็อกดังกระหน่ำจากเครื่องกระจายเสียงในห้องเก็บของ สิบปีที่แล้วตอนที่เธอเริ่มมาที่นี่เป็นครั้งแรก คลับมีสมาชิกน้อยกว่านี้และยังเงียบสงบ แต่เมื่อเวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า คลับปรับปรุงโดยมีกระจกมากขึ้น แสงสว่างจ้าขึ้น ดอกไม้เทียมและต้นกระบองเพชรแน่นขึ้น ทั้งหมดนี้ยังได้รับการเพิ่มจำนวนให้มากขึ้นไปอีกเมื่อฝ่ายบริหารตัดสินใจในคราวหนึ่งให้ติดกระจกตลอดผนังของห้องออกกำลังกาย

        เธอเปิดล็อกเกอร์และเริ่มถอดเสื้อผ้า ผู้หญิงสองคนคุยกันอยู่ใกล้ๆ หนึ่งในนั้นกำลังบ่นเบาๆ ด้วยเสียงต่ำๆ เชื่องช้าว่าสามีชอบทิ้งข้าวของทุกอย่างลงพื้น ทั้งหนังสือ ถุงเท้า หนังสือพิมพ์ แม้แต่ไม้ขีดไฟและไปป์ ผู้หญิงอีกคนในเสียงโซปราโนซึ่งพูดเร็วกว่าเป็นสองเท่า ผนวกกับธรรมชาติของคนฝรั่งเศสที่จะทำเสียงพยางค์สุดท้ายในประโยคให้สูงขึ้นไปอีกหนึ่งระดับ จึงทำให้กระแสสำเนียงของเธอฟังคล้ายเสียงร้องกระต๊ากที่ขุ่นเคืองของแม่ไก่ "ชั้นนึกไม่ถึงเลยว่าจะได้ยินเรื่องนี้จากเธอ! ชั้นผิดหวังในตัวเธอจริงๆ! ชั้นไม่นึกเลย! เธอต้องแสดงจุดยืน! อย่าปล่อยให้สามีลอยนวล! ยังไงซะบ้านนี้ก็เป็นของเธอเหมือนกัน! เธอต้องแสดงจุดยืน! อย่าปล่อยให้เขาเหยียบย่ำเธอได้!" ผู้หญิงซึ่งดูเหมือนจะแตกเป็นสองเสี่ยงจากเพื่อนที่เธอเคารพในอำนาจและจากสามีที่เธอรัก อธิบายหม่นหมองว่า "จะให้ฉันทำอย่างไรล่ะ ก็เขาเป็นแบบนี้! แล้วเขาเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่ฉันรู้จักเขาก็เห็นทิ้งข้าวของเกลื่อนกลาดไปทั่วแล้ว!" "ก็แปลว่าถึงเวลาที่เขาต้องเลิกทำตัวอย่างนี้แล้ว! บ้านก็เป็นของเธอ! เธอปล่อยให้เขาทำแบบนี้เฉยๆ ไม่ได้นะ! เธอต้องทำให้รู้ดำรู้แดงซะ!" เสียงโซปราโนดังขึ้น

        แอคเนสไม่เคยข้องแวะกับการสนทนาประเภทนี้ เธอไม่เคยกล่าวร้ายพอล ถึงแม้เธอจะรู้ตัวก็ตามว่านิสัยนี้ทำให้เธอแปลกแยกจากผู้หญิงคนอื่นๆ แอคเนสหันหน้าไปในทิศทางของเสียงต่ำ หล่อนยังเป็นสาวรุ่น ผมยาวสีอ่อน ดวงหน้าราวเทพธิดา

        "ไม่ได้ ไม่ได้! เธอรู้ดีว่าเธอเป็นฝ่ายถูก! เธอจะปล่อยให้เขาทำตัวอย่างนี้อีกไม่ได้!" ผู้หญิงอีกคนร่ายต่อ แอคเนสสังเกตว่าขณะที่หล่อนพูดนั้น หล่อนส่ายหัวไปมาจากซ้ายไปขวา และขวาไปซ้าย ขณะเดียวกันก็ยักไหล่และเลิกคิ้วขึ้น ราวกับเป็นการแสดงความอัศจรรย์ใจที่แสนขุ่นมัวเมื่อมีผู้ปฏิเสธที่จะเคารพสิทธิมนุษยชนต่อเพื่อนของเธอ แอคเนสรู้จักกิริยานี้ดี บริจิต ลูกสาวของเธอส่ายหน้าและเลิกคิ้วด้วยท่วงท่าเดียวกันไม่มีผิด

        แอคเนสถอดเสื้อผ้า ปิดล็อกเกอร์ แล้วเดินผ่านประตูผลักไปสู่ห้องโถงปูกระเบื้องซึ่งฝั่งหนึ่งมีห้องอาบน้ำ และมีซาวนาที่ล้อมรอบด้วยกระจกอยู่อีกฝั่งหนึ่ง พวกผู้หญิงนั่งเบียดกันแน่นบนม้านั่งไม้ตัวยาวที่ซาวนา บางคนพันกายด้วยแผ่นพลาสติกพิเศษที่สร้างแรงบีบอัดอากาศห่อหุ้มร่างกาย (หรือเฉพาะบางส่วนในร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่คือหน้าท้องและบั้นท้าย) เพื่อผิวหนังจะได้ขับเหงื่อได้มากขึ้น สาวๆ เหล่านั้นจะได้ลดน้ำหนักรวดเร็วขึ้น หรืออะไรทำนองนี้ที่เป็นสิ่งที่พวกเธอเชื่อกัน

        แอคเนสขึ้นไปที่ม้านั่งตัวที่อยู่สูงที่สุด ซึ่งยังพอมีที่ว่างเหลืออยู่ เธอพิงผนังและหลับตาลง เสียงกวนจากดนตรีดังมาไม่ไกลถึงที่นี่ แต่เสียงของพวกผู้หญิงที่คุยจุ๊กจิ๊กเต็มอัตราก็เป็นเสียงรบกวนที่ดังพอๆ กัน ผู้หญิงสาวที่แอคเนสไม่คุ้นเคยคนหนึ่งก้าวเข้ามาในซาวนา เธอเริ่มบัญชาในวินาทีที่เดินผ่านประตูเข้ามาให้คนนั่งชิดกันมากขึ้น แล้วหยิบเหยือกมาเทน้ำลงบนหิน เสียงฉ่าๆ ดังขึ้นเมื่อไอน้ำร้อนพุ่งพวยขึ้น ทำให้ผู้หญิงที่นั่งติดกับแอคเนสสะดุ้งด้วยความเจ็บปวดและเอามือปิดหน้า ผู้มาใหม่สังเกตเห็นและประกาศว่า "ฉันชอบไอน้ำร้อน ทำให้ฉันรู้สึกถึงซาวนาที่แท้จริง" หล่อนแทรกตัวลงระหว่างร่างเปลือยเปล่าสองร่าง และทันใดนั้นก็เริ่มคุยถึงรายการทอล์กโชว์ทางโทรทัศน์เมื่อคืนวาน ที่มีนักชีววิทยาชื่อดังที่เพิ่งตีพิมพ์เรื่องราวของตัวเองมาปรากฏตัว "เขาเยี่ยมจริงๆ" หล่อนว่า

        ผู้หญิงอีกคนผงกหัวแสดงความเห็นชอบ "ใช่ แล้วยังถ่อมตัวเหลือเกิน!"
        ผู้มาใหม่กล่าวว่า "ถ่อมตัวเหรอ เธอไม่เห็นหรือว่าเขาหยิ่งผยองขนาดไหน แต่ฉันชอบความหยิ่งแบบนั้น! ฉันชื่นชมคนผยอง" หล่อนหันมาทางแอคเนส "เธอว่าเขาถ่อมตัวหรือเปล่า"

        แอคเนสตอบว่าไม่ได้ดูรายการนั้น ประหนึ่งว่าความหมายของความเห็นนี้คือหน้ากากปกปิดความไม่เห็นด้วยของแอคเนส ผู้มาใหม่กล่าวซ้ำด้วยเสียงก้องและจ้องตาแอคเนสตรงๆ "ฉันรังเกียจความถ่อมตน ความถ่อมตนคือมารยาอันหลอกลวง!"

        แอคเนสยักไหล่ ผู้มาใหม่กล่าวต่อ "ในซาวนาฉันอยากสัมผัสความร้อนแท้ๆ ฉันต้องการให้เหงื่อออกมากๆ แต่ต้องตามด้วยการอาบน้ำเย็น อาบน้ำเย็น! ฉันบูชาการอาบน้ำเย็น! ฉันชอบอาบน้ำเย็นแม้กระทั่งตอนเช้า ฉันว่าการอาบน้ำร้อนเป็นเรื่องน่าขยะแขยง"

        ในไม่ช้า หล่อนประกาศว่าซาวนาน่าอึดอัดชวนให้หายใจไม่ออก หลังจากย้ำอีกรอบว่าเธอจงเกลียดจงชังความถ่อมตนเพียงไร เธอก็ลุกขึ้นและเดินออกไป

        แอคเนสเคยเดินเล่นกับพ่อสมัยยังเด็ก เธอถามพ่อคราวหนึ่งว่าพ่อเชื่อพระเจ้าหรือไม่ พ่อตอบว่า "พ่อเชื่อในคอมพิวเตอร์ของผู้สร้าง" คำตอบนี้พิลึกพิลั่นจนแอคเนสน้อยจำได้ คำว่า 'คอมพิวเตอร์' เป็นศัพท์แปลกประหลาดเช่นเดียวกับคำว่า 'ผู้สร้าง' พ่อไม่เคยพูดว่า 'พระเป็นเจ้า' แต่ใช้คำว่า 'ผู้สร้าง' เสมอ เหมือนพ่อจำกัดความสำคัญของพระเจ้าแต่ในทางวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้น คอมพิวเตอร์ของผู้สร้าง: แต่คนเราสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร เธอจึงถามพ่อว่าพ่อสวดภาวนาหรือไม่ พ่อตอบว่า "การสวดภาวนาเป็นเสมือนการวิงวอนต่อเอดิสันเมื่อหลอดไฟขาด"

        แอคเนสนึกเอาเองว่าผู้สร้างใส่โปรแกรมที่ละเอียดลออในคอมพิวเตอร์แล้วจากไป ความคิดที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างโลกแล้วปล่อยให้มนุษยชาติที่ถูกทอดทิ้งพยายามเรียกหาพระองค์ในความว่างเปล่าไร้สำเนียงสะท้อนใดๆ ไม่ใช่ความคิดแปลกใหม่ แต่การถูกละเลยจากพระเป็นเจ้าของบรรพบุรุษเราต่างจากการถูกละเลยจากพระเจ้าผู้ประดิษฐ์คอมพิวเตอร์แห่งจักรวาล สิ่งแทนที่พระองค์เป็นโปรแกรมตัวหนึ่งที่ทำงานไม่หยุดหย่อน แม้จะไม่มีพระองค์อยู่ด้วย และไม่มีทางที่ใครจะแก้ไขโปรแกรมได้ การใส่โปรแกรมในคอมพิวเตอร์มิได้หมายความว่าอนาคตกาลจะถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าทุกกรณีแล้ว และไม่ได้แปลว่าทุกอย่างถูกกำหนด "จากเบื้องบน" ตัวอย่างเช่นโปรแกรมไม่ได้บอกว่าในปี 1815 จะมีการสู้รบในวอเตอร์ลูและฝรั่งเศสพ่ายแพ้ แต่โปรแกรมเขียนให้มนุษย์มีธรรมชาติก้าวร้าว คนเราถูกตราโทษทัณฑ์ให้ต้องทำสงครามค่าจ้าง และความก้าวหน้าทางวิทยาการทำให้สงครามน่ากริ่งเกรงยิ่งขึ้น ทุกสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากไปนี้ไม่มีความสำคัญในมุมมองของผู้สร้าง เป็นเพียงการเล่นสลับลำดับหรือการจัดหมู่ภายในโปรแกรมเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่การพยากรณ์อนาคตภายหน้า แต่เป็นเพียงการตั้งขีดจำกัดความน่าจะเป็นของอำนาจการตัดสินใจที่ถูกปล่อยให้ขึ้นกับโอกาส

        แอคเนสระลึกถึงผู้มาใหม่ที่ประกาศว่าเกลียดการอาบน้ำร้อน เธอมาที่นี่เพื่อแจ้งให้ผู้หญิงทุกคนในที่นี้ทราบว่า (1) เธอชอบให้ซาวนาร้อน (2) เธอบูชาความหยิ่งผยอง (3) เธอทนความถ่อมตัวไม่ได้ (4) เธอชอบอาบน้ำเย็น (5) เธอชิงชังการอาบน้ำร้อน ด้วยการพุ่งประเด็นทั้งห้านี้ เธอได้วาดภาพเหมือนของตัวเอง และด้วยห้าข้อนี้ เธอได้นิยามตัวตนของเธอและแสดงตัวตนนั้นให้ทุกคนได้รู้ เธอไม่ได้แสดงตัวตนอย่างถ่อมตัวแม้แต่น้อย (เธอบอกแล้วว่าเกลียดความถ่อมตน!) แต่กลับแสดงความเป็นปรปักษ์ เธอใช้คำกริยาเปี่ยมอารมณ์อย่าง 'บูชา' หรือ 'จงเกลียดจงชัง' ราวกับว่าเธอปรารถนาจะป่าวประกาศว่าเธอพร้อมสู้รบกับใครก็ตามด้วยการโจมตีทั้งห้านี้ พร้อมสู้กับใครก็ตามด้วยประเด็นห้าข้อนี้

        ทำไมต้องใช้อารมณ์ แอคเนสถามตัวเองพลางคิดว่า เมื่อเรากระเสือกกระสนออกมาสู่โลก เราต้องเริ่มด้วยการยอมรับตัวตนของเราให้เข้ากับการโยนลูกเต๋าครั้งนั้น กับอุบัติเหตุที่จัดเรียงระเบียบโดยคอมพิวเตอร์ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อคลายความประหลาดใจว่า นี่ (สิ่งที่เราเห็นตัวเองในกระจก) คือตัวตนของเรา หากปราศจากศรัทธาว่าใบหน้าเป็นเครื่องแสดงตัวตนของเรา หากไร้ซึ่งความลวงตาพื้นฐานที่เป็นอภิมายาแล้ว เรามีชีวิตอยู่ไม่ได้ หรืออย่างน้อย เราจริงจังกับชีวิตไม่ได้ การยอมรับตัวตนของเรานี้ยังไม่พอ เราต้องยอมรับสุดจิตสุดใจและถือเอาเป็นเรื่องเป็นเรื่องตาย ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่เราจะนับถือตัวเองได้ และไม่เห็นว่าตัวตนเป็นเพียงตัวแปรหนึ่งจากแบบแปลนมนุษย์ แต่เป็นการดำรงอยู่ที่มีสารัตถะที่ไม่มีสิ่งอื่นมาทดแทนได้ นี่เป็นเหตุผลให้ผู้มาใหม่ไม่เพียงต้องการวาดภาพเหมือนของเธอเท่านั้น แต่ต้องทำให้ทุกคนจะแจ้งว่าภาพของเธอหลอมอยู่ในบางสิ่งที่แน่นอนหนึ่งเดียวและทดแทนด้วยสิ่งอื่นไม่ได้ ภาพของเธออยู่ในสิ่งที่มีคุณค่าควรต่อสู้และสละชีวิตให้

        หลังจากใช้เวลาสิบห้านาทีในความร้อนของซาวนา แอคเนสลุกขึ้นและหย่อนตัวในสระน้ำเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยน้ำเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง แล้วนอนพักในห้องที่แวดล้อมไปด้วยพวกผู้หญิงที่ไม่เคยหยุดเจรจา

        แอคเนสสงสัยว่าคอมพิวเตอร์วางโปรแกรมการดำรงอยู่ของชีวิตหลังความตายอย่างไร

        ความเป็นไปได้สองทางผุดขึ้นในใจ ถ้าความสามารถของคอมพิวเตอร์ถูกจำกัดเพียงแค่ในดาวเคราะห์ของเรา และหากชะตากรรมของเราขึ้นอยู่กับคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว เราไม่อาจคาดหวังอะไรได้กับการดำรงอยู่หลังความตาย เว้นแต่การสุ่มสลับลำดับแบบเดียวกับที่เราประสบมาแล้วยามมีชีวิต เราจะได้พบสภาพแวดล้อมและตัวตนที่เราเคยเจออีกครั้ง เราจะอยู่ตามลำพังหรือท่ามกลางฝูงชน อนิจจา การอยู่ลำพังคงเป็นไปได้ยาก ยามเรามีชีวิตอยู่เรายังทำได้น้อยแสนน้อย จะหวังอะไรในยามไร้ชีวิต! ซ้ำร้าย ผู้ที่ตายแล้วยังมีจำนวนเหนือกว่าผู้มีชีวิตอยู่มหาศาลนัก! อย่างดี การเป็นอยู่หลังความตายคงคล้ายช่วงหยุดพักที่แอคเนสปฏิบัติอยู่ขณะเอนกายลงที่เก้าอี้ผ้าใบ ได้ยินแต่เสียงสตรีเพศพูดพล่ามไม่หยุดหย่อนจากรอบด้าน กัลปาวสานกับเสียงพล่ามที่ไม่หยุดหย่อน ยังมีสิ่งเลวร้ายกว่านี้ให้นึกฝันได้ แต่ความคิดที่ว่าจะต้องได้ยินแต่เสียงผู้หญิงตลอดไป ตลอดเวลา ไม่รู้จบสิ้น เป็นแรงกระตุ้นเพียงพอให้แอคเนสยึดเหนี่ยวชีวิตไว้อย่างโกรธแค้น และทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อให้อยู่ห่างจากความตายมากที่สุด

        แต่มีความเป็นไปได้ทางที่สอง เหนือจากคอมพิวเตอร์ของโลกเรายังมีคอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่ชั้นสูงกว่า เป็นเหตุให้การดำรงอยู่ไม่จำเป็นต้องคล้ายคลึงกับชีวิตที่ผ่านมา คนเราจบชีวิตได้ด้วยความหวังที่แม้จะเลือนลางแต่มีเหตุผล

Copyright © 2000 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | Immortality