* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปอ่าน
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | เจ้าหญิงส้ม
 
book เจ้าหญิงส้ม : "สิทธิไชย"

          "เธอจากที่นี่ไปแปดปี" ศาสตราจารย์ดั๊กเฮดพูดขึ้นลอยๆ เหมือนไม่ตั้งใจให้เกิดความหมายอะไรขึ้นมา
          "ครับ แปดปี" ผมตอบเรียบๆ
          "นั่งก่อนซี่" ศาสตราจารย์ดั๊กเฮดชี้นิ้วสั่นๆ ไปที่เก้าอี้นวมตรงข้ามโต๊ะทำงานของแก ผมนั่งลงตามคำเชิญ กวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง แปดปีที่ผ่านไปไม่ทำให้สภาพของห้องศาสตาจารย์ดั๊กเฮดเปลี่ยนไปมากนัก แกเป็นผู้สอนวิชาเคมี ซึ่งผมไม่ค่อยชอบเท่าไร และก็ไม่ได้เรียนเป็นวิชาเอก เมื่อสมัยที่ผมเคยมาเรียนที่มหาวิทยาลัยเพนสกี้ในฟลอริดาแห่งนี้เมื่อแปดปีก่อน แต่เพราะอัธยาศัยและความเมตตาของแก ทำให้ผมนึกถึงแกในฐานะผู้ใหญ่ที่น่านับถือ เมื่อผมกลับมาที่ฟลอริดาอีกครั้ง จึงแวะมาเยี่ยมแกเป็นคนแรก
          "แล้วนี่เธอกลับมาอเมริกาเพื่อทำอะไร ติดต่อธุรกิจเรอะ"
          ผมยิ้มแย้ม "เปล่าครับ ผมมาเรียนหลักสูตรพิเศษของมหา'ลัยนี่ กำหนดหกเดือน"
          "หลักสูตรอะไร"
          "ก็หลักสูตรวิจารณ์วรรณกรรมน่ะครับ ผมสนใจมานานแล้ว และอีกอย่างก็อยากหาประสบการณ์ไปเขียนนิยายสักเรื่องด้วย"
          ศาสตาจารย์ดั๊กเฮดขยับแว่นแล้วถามต่อ
          "เป็นอันว่าเธอจะอยู่นี่ถึงหกเดือนรึ ดีจริง จะได้มีเวลาอยู่กันนานๆ หน่อย"
          เงียบกันไปชั่วครู่ แล้วศาสตราจารย์ก็พูดต่อ
          "แล้วนี่เธอทำอะไรเป็นการยังชีพทุกวันนี้ล่ะ"
          ผมตอบเรียบๆ "ก็รับราชการไปเรื่อยๆ ตามประสาคนธรรมดาละครับ นี่ก็ลาเขามาเรียน"
          "อืมม์ แล้วนี่เธออยู่ที่ไหน"
          "พักอยู่แฟลตนอกบริเวณมหาวิทยาลัยครับ ทางหอพักเขาว่าผมไม่ใช่นักศึกษา อยู่ในหอพักไม่ได้"
          ศาสตราจารย์ดั๊กเฮดพยักหน้าหงึกหงัก แล้วลุกขึ้นยืนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
          "ฉันจะต้องไปสอนละนะ เออนี่ คืนพรุ่งนี้เธอว่างไหมล่ะ"
          "ว่างครับ" ผมตอบพลางลุกขึ้นยืนด้วย เพราะรู้ว่าจะต้องออกไปจากห้องนี้ในไม่ช้า
          "งั้นก็ดี มาบ้านฉันสักทุ่มหนึ่งนะ ฉันอยากเลี้ยงข้าวศิษย์เก่าสักมื้อ"
          "ขอบคุณครับ" ผมว่า "ผมก็อยากลิ้มรสอาหารฝีมือภรรยาศาสตราจารย์อีกสักครั้งเหมือนกัน"
          ศาสตราจารย์ดั๊กเฮดขยับแว่น "เมียฉันตายไปตั้งห้าปีมาแล้ว เวลานี้ฉันอยู่คนเดียว และพรุ่งนี้ อาหารที่บ้านฉันก็จะเป็นฝีมือของฉันเอง"

          แกว่าแล้วก็ฉวยกระเป๋าเอกสารใบเล็กจิ๋วเดินออกจากห้องไป ผมเดินตามออกมาแล้วปิดประตูห้องให้เสียด้วย ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า ผมไม่มีธุระอันใดที่จะต้องทำ หลักสูตรพิเศษที่ผมมาเข้าเรียนกว่าจะเปิดก็ในสัปดาห์หน้า ตามความตั้งใจแต่เดิมนั้น ผมอยากไปเยี่ยมเพื่อนเก่าที่เคยรู้จักกันมาเมื่อแปดปีก่อนเพื่อฟื้นความหลัง แต่พอมาถึงอเมริกาเข้าจริงๆ ก็รู้สึกว่าจะทำได้ยาก เร็กซ์เพื่อนร่วมห้องพักเก่า ปัจจุบันไปเป็นนักดนตรี เล่นกีตาร์ในวงเดอะฮิปโปซึ่งกำลังดังทั่วสารทิศ ในขณะที่ผมไปถึงฟลอริดานั้น มีข่าวว่าเดอะฮิปโปกำลังเปิดการแสดงที่ซีซ่า พาเลส ในลาสเวกัส ห่างออกไปหลายร้อยหลายพันไมล์ ส่วนแอนิทา เพื่อนเก่าแสนสวยอีกคนนั้น ผมส่งจดหมายมาบอกล่วงหน้าจากเมืองไทยหลายสัปดาห์มาแล้ว แต่บ้านของหล่อนก็อยู่ถึงเมืองอิพสวิช อันเป็นเมืองเล็กๆ ในรัฐแมสสาชูเสท ห่างออกไปหลายร้อยไมล์เช่นกัน

          บ่ายวันนั้นผมกลับไปนอนพักในห้องที่แฟลตใกล้มหาวิทยาลัย มาตื่นเอาเกือบค่ำ ผมแต่งตัวลวกๆ แล้วเดินออกไปหาอาหารเย็นกินข้างนอก ที่ฟลอริดานี้บ้านเมืองต่างกับกรุงเทพฯ มาก เมืองที่ผมอยู่คือเมือง "แจ๊กสันวิล" แต่อยู่บริเวณชานเมือง ตึกรามต่างๆ สร้างอยู่ห่างกันหลายร้อยเมตร เมื่อผมเดินออกไปกินข้าว ต้องเดินไปไกลจนเมื่อยกว่าจะถึงร้านอาหารที่ใกล้ที่สุด ซึ่งก็คือร้าน แคธี่ เพลส ซึ่งผมเคยมากินประจำเมื่อหลายปีก่อน ขณะที่ผมไปถึงร้านแคธี่นั้น มีลูกค้านั่งกินอาหารกันประมาณสิบกว่าคน ผมเลือกนั่งที่เคาน์เตอร์เพราะมาคนเดียว จะนั่งตามโต๊ะใหญ่รู้สึกเขินพิกลอยู่ เมื่อนั่งในที่เหมาะใจแล้ว ก็สั่งแฮมเบอร์เก้อร์มากินหนึ่งอัน ชั่วครู่เดียวแฮมเบอร์เก้อร์อันใหญ่น่ารับประทานก็มาวางอยู่ตรงหน้า ผมหยิบขึ้นกัดคำใหญ่อย่างอร่อย ขณะที่กำลังเคี้ยวอร่อยๆ อยู่นั้น ก็มีมือหนึ่งมาสะกิดไหล่ ผมหันไปมอง พบหนุ่มคนหนึ่งกำยำล่ำสัน ผมยาวประบ่า สวมเสื้อยืดสีน้ำเงินขาดๆ ยืนมองแฮมเบอร์เก้อร์ในมือผมอย่างจดจ้อง

          ผมยิ้ม "แฮ่ะ แฮ่ะ มีอะไรหรือครับ"
          นายกำยำก็ยิ้ม "เหลือไว้มั่งนะอย่ากินหมด ผมหิวว่ะ"
          ผมหุบยิ้ม "ไหงงั้นล่ะ หิวก็สั่งกินซี"
          นายกำยำก็หยุดยิ้มบ้าง "ผมมีเงินที่ไหนล่ะวะ ใครๆ ที่นี่ก็รู้จักผมทั้งนั้น" เขาทุบหน้าอกตัวเองดังตุบตับ "ผม โจเดอะเกรท บุรุษผู้ไม่เคยซื้อข้าวกิน"
          ผมอ้าปากค้าง "บ๊ะ ยังงี้ก็มี เอางี้แล้วกัน ถ้าไม่มีจริงๆ ก็นั่งลง แล้วก็สั่งกินก็แล้วกัน เดี๋ยวผมจะจ่ายให้"
          โจเดอะเกรท โมโห "ดูถูกกันนี่หว่า ผมไม่ขอให้ใครซื้อเลี้ยงหรอก เสียเกียรติตายห่ะ"
          ผมเกาศีรษะแกรก "เอาวะ งั้นคุณกินแฮมเบอร์เก้อร์ที่เหลือนี่ก็ได้ เดี๋ยวผมสั่งใหม่"
          ผมหันไปเรียกบ๋อย "ขอแฮมเบอร์เก้อร์ใหม่อีกอันนะ"
          บ๋อยในชุดขาวร่างกำยำพอกับโจเดอะเกรททำตาขวาง เดินรี่เข้ามาหาผม
          "คุณคงจะซื้อแฮมเบอร์เก้อร์ใหม่ แล้วเอาอันเก่าให้ไอ้โจเฮงซวยนี่กินละซี"
          "ก็ใช่" ผมว่า "แล้วคุณจะเดือดร้อนอะไรล่ะ ผมสั่งแฮมเบอร์เก้อร์ คุณก็ได้ขายสบายไป"
          "มันไม่งั้นละซี" บ๋อยว่า พร้อมกับทำตาขวางหนักขึ้นไปอีก "ถ้าคุณซื้อให้เจ้าโจนี่กิน มันก็เคยตัวแล้วมาคอยรังควานลูกค้าอื่นๆ อีกด้วย คุณต้องกินแฮมเบอร์เก้อร์นี่ แล้วกินให้หมดด้วย อย่าเหลือให้เจ้าโจ"
          โจเดอะเกรทมองหน้าผมเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ
          "คุณต้องกินเหลือนะ ผมยังไม่ได้กินอะไรเลยเย็นนี้ ถ้าไม่เหลือ ฮึ่ม! น่าชม"
          ผมมองบ๋อยแล้วชี้แจงว่า "นี่คุณไม่เห็นหรือ ถ้าผมกินแล้วไม่เหลือ เขาอาจฆ่าผมก็ได้ แล้วคุณรับผิดชอบหรือ"
          บ๋อยตะคอก "ถ้าคุณไม่กิน ผมก็อาจฆ่าคุณเสียเองก็ได้ คุณจะช่วยคนจรจัดให้มารังควานร้านผมจนเคยตัวไม่ได้ ได้ยินไหม เอ้ากินซิ กิน"
          ผมกัดแฮมเบอร์เก้อร์เข้าไปคำใหญ่ "เอาวะ กินก็กิน"
          โจคว้าคอเสื้อผมทันที "เหลือนะพวก ไม่เหลือน่าดู"
          บ๋อยจ้องตาเขม็ง "อย่าเหลือนะ ไม่งั้นคุณอาจไม่ได้ออกไปจากร้านนี้ก็ได้"
          ผมมองซ้ายทีขวาที ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร จะกินหมดก็ตาย กินไม่หมดก็ตาย ผมจึงคิดหาวิธีสายกลาง คือตัดสินใจขว้างแฮมเบอร์เก้อร์ทิ้งออกไปนอกร้านเสียเลย โจวิ่งออกไปเก็บแฮมเบอร์เก้อร์นอกร้านทันที แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสองคนในฟอร์มสีดำสนิทเดินรี่เข้ามา
          "ใครปาแฮมเบอร์เก้อร์ออกมาเรี่ยราด หา"
          ผมเห็นโจชี้มือเข้าไปในร้าน ตำรวจเดินเข้ามาแล้วถามผม
          "คุณรึที่ปาแฮมเบอร์เก้อร์ออกไปที่ถนน"
          ผมพยักหน้า "ใช่ คือ..."

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | เจ้าหญิงส้ม