| เรือนศิรา : ปิยะพร ศักดิ์เกษม |
|
จารวีร์เอนหลังลงกับพนักนุ่ม เข็มขัดนิรภัยรัดกระชับอยู่รอบเอว คนที่นั่งประชิดอยู่ด้านขวามือคือแม่ ผู้ซึ่งยังคงสวยและสดใสแบบที่จะทำให้ใครก็ได้ต้องหันกลับมามองซ้ำทั้งๆ ที่มีวัยสูง... สูงกว่าแม่เพื่อนๆ ทุกคนที่โรงเรียนทีเดียว พ่อของเธอนั่งคู่กับนักบินผู้ช่วย และรอบๆ ตัวของคนทั้งหมดก็คือท้องฟ้ากว้างสีจัดจ้า ทว่าดูเหมือนยิ่งเร่งเครื่องให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าเร็วเท่าใด แผ่นแพรต่วนสีฟ้าเข้มก็ยิ่งเลื่อนลอยถอยห่างออกไปเร็วเท่านั้น ...เราไม่เคยจับท้องฟ้าได้ทันสักที และไม่ว่าบินสักกี่ครั้ง พ่อก็ไม่เคยไปไกลถึงเส้นขอบโลก...เด็กหญิงรำพึงอยู่คนเดียว ปกติเธอเป็นเด็กช่างพูด ทว่าวันนี้ทำไมไม่อยากขยับปากเอื้อนเอ่ยเอาเสียเลย...เป็นเพราะเสียงหึ่งๆ ของเครื่องยนต์ เสียงพ่นอากาศออกจากท่อแอร์นั่นละกระมังที่ดังราวกับสะกดจิต จารวีร์จึงรู้สึกเหมือนเคลิบเคลิ้มมึนงงและล่องลอยอย่างประหลาด เหมือนทุกครั้งที่ขึ้นบิน เด็กหญิงไม่เคยรู้สึกกลัว ก็เครื่องบินคือยานพาหนะที่เธอแสนคุ้น คุ้นพอๆ กับรถยนต์คันยาวยี่ห้อดีของเยอรมันที่ไปส่งและรอรับเธอกลับจากโรงเรียนทุกวันนั่นเชียว จากคำบอกเล่า เขาว่าเธอขึ้นเครื่องบินมาตั้งแต่อายุได้สามเดือน และจากความทรงจำที่พอจำความได้ เส้นทางบินแค่จากบ้านไปถึงกรุงเทพฯ นั่นถือว่าเป็นกิจวัตรในแต่ละสัปดาห์...เส้นทางไปลอนดอน ปารีส โรม หรือว่านิวยอร์ก ก็นับได้ว่าแสนบ่อยจนน่าเบื่อ ในบางครั้งหากไม่มีพ่อซึ่งทั้งรักและตามใจจนเธอติดแจ ไม่มีแม่ผู้น่าทึ่งน่าบูชา จนเธอทั้งรักทั้งเกรงร่วมทางด้วย จารวีร์เห็นจะขอเลือกการอยู่กับบ้าน อยู่ช่วยคุณเครือมาศมารับแขกที่ 'เรือนศิรา' เสียยังจะดีกว่า มือนุ่มๆ ของแม่กุมกระชับมือเล็กของเธอ ริมฝีปากหยักงามขยับพูดถามไถ่อะไรบางอย่างซึ่งเด็กหญิงจับความได้ไม่ถนัด จารวีร์ยิ้มรับ ใบหน้าของแม่ดูพร่าๆ เลือนๆ คงจะเป็นเพราะแสงสดจ้าที่ภายนอกหน้าต่างนั่นละมัง เด็กหญิงเบือนหน้ากลับไป มองออกไปภายนอกอีกครั้ง เธอเพลิดเพลินเสมอกับสีฟ้าสดแจ่มใส มีฟ้าจาง ฟ้าจัดจ้า สลับเป็นบางตอน และปุยเมฆสีขาวกระจายเกลื่อนบนความเวิ้งว้างไร้ขอบเขต...เคลิบเคลิ้มจนเกือบผล็อยหลับ...จู่ๆ เสียงระเบิดเบาๆ ตามด้วยเสียงฟู่ราวกับใครสักคนปล่อยลมออกจากยางรถยนต์ก็ดังขึ้น ถัดจากนั้นก็เป็นเสียงกรีดแหลมของสัญญาณเตือนภัยอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องบินปักหัวทิ้งระดับต่ำวูบ โคลงหมุน แล้วกลับเชิดหัวขึ้นได้อีกครั้ง จารวีร์เบิกตาตะลึงมอง ภาพแผ่นแพรต่วนสีฟ้าสดใสหายไป กลายเป็นผืนแผ่นสีเขียวเข้มเกือบน้ำเงินของหมู่ไม้ใหญ่ทึบครึ้มในดงลึก แล้วกลับกลายเป็นสีขาวจ้าบาดตาของความว่างเปล่าอีกครั้ง หีบใส่ของสีดำใบใหญ่ของแม่เลื่อนกระแทกพนักเก้าอี้ของเธอ เด็กหญิงผวาเอื้อมมือไขว่คว้าหามารดา หากก็ดูเหมือนจะสุดเอื้อม แล้วจู่ๆ แผ่นผาสีเทาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า หูของจารวีร์ดับอื้อ แผ่นอกบอบบางตีบตัน ตับไตไส้พุงราวกับจะขยับเปลี่ยนที่ขึ้นมาเบียดอออยู่ตรงต้นคอ...เหมือนมีเสียงกึกก้องกัมปนาท เหมือนมีการพลิกกระแทกอย่างรุนแรง เหมือนมีการดิ่งวูบราวกับกำลังร่วงหล่นลงสู่หุบเหวที่ไม่มีก้น เด็กหญิงหวีดร้องทุรนทุราย หากก็ราวกับถูกกดทับด้วยน้ำหนักหลายตันจึงไม่มีซุ่มเสียงใดๆ หลุดรอดออกมาจากปาก เธอไขว่คว้าหาบิดาและมารดา ทว่าภาพของท่านทั้งสองก็ถูกปิดกั้นด้วยฉากอันดำสนิท มืดทึบยิ่งกว่าความมืดของกลางรัตติกาล ลมหายใจสุดท้ายกำลังจะขาดห้วงเมื่อจารวีร์ดิ้นรนทะลุม่านอันหนาทึบและหนักอึ้ง...หลุดพ้นจากกลิ่นอับของดินชื้น กลิ่นควันไฟ และ...กลิ่นแห่งมรณะ! เด็กหญิงทะลึ่งพ้นขึ้นมาด้วยเสียงร้องหวีดแหลมยาวดังก้องไปทั่วและเสียงกู่ตะโกนเพรียกหา "...พ้อ...พ่อ แม่...แม่จ๋า" เหงื่อเย็นๆ ซึมเปียกออกมาจากทุกขุมขน เมื่อปะทะเข้ากับลมอันเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศมันก็ยิ่งให้ความเย็นยะเยือก...ชุดนอนของเธอเปียกโชกไปเกือบทั้งตัว และเด็กหญิงก็ได้แต่นั่งปิดตาแน่นตัวสั่นเทิ้มอยู่บนเตียง ไม่ถึงครึ่งอึดใจ ประตูห้องก็เปิดออก ปุ่มบังคับไฟโคมที่หัวเตียงถูกมือเรียวของใครคนหนึ่งหมุนปรับให้ส่องแสงจ้าสว่างข้นกว่าเดิม เสียงแพรส่าย และกลิ่นหอมสดชื่นกำจายมาก่อนตัว เจนจารีทิ้งตัวลงบนเตียงซึ่งยุบยวบลงไปตามน้ำหนัก กอดกระชับร่างบางของเด็กหญิงซึ่งนั่งปิดหน้าตัวสั่นเทาไว้แนบอก "จุ๊! จ้าจา...ลูก...เป็นอะไรไปหือ แม่อยู่นี่แล้ว" อย่างนุ่มนวล เธอค่อยๆ แกะฝ่ามือเล็กๆ นั้นออกจากกัน เผยให้เห็นดวงหน้ากลมของเด็กหญิงซึ่งขณะนี้เปียกชื้นด้วยหยาดน้ำปะปนกันไปทั้งเหงื่อและน้ำตา "ฝันร้ายใช่ไหม? แค่ความฝันเท่านั้นแหละลูก" เจนจารีค่อยวางร่างของเด็กหญิงลงบนเตียง แตะชุดนอนที่เปียกชุ่มแล้วนิ่วหน้า บ่นกึ่งสั่งอย่างคนเข้มแข็งยึดมั่นความต้องการของตนเองเสมอ "เปลี่ยนชุดนอนเถอนะ เดี๋ยวเป็นหวัด มา...แม่จะเช็ดตัวเช็ดหน้าให้เอง" ...เบากริบ...รวดเร็วและนุ่มนวล ร่างโปร่งระหงคงทรวดทรงงดงามเกินวัยนั้นลุกผละจากเตียง หยิบผ้าขนหนูผืนเล็กจากลิ้นชักตู้ รินน้ำร้อนผสมกับน้ำเย็นจนได้อุณหภูมิพอเหมาะ แล้วแช่ผ้าบิดหมาด ก่อนเช็ดหน้าและเนื้อตัวให้เด็กหญิงผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขอย่างเบามือ อีกไม่กี่นาทีถัดมาจารวีร์ก็ได้ล้มตัวกลับลงนอนดังเดิม สะอาดสดใสและอบอุ่นสบายอยู่ในชุดนอนชุดใหม่กับผ้านวมนุ่มที่ถูกคลี่คลุมจนถึงคาง "จาฝันร้าย" เด็กหญิงพึมพำแผ่วเบาอย่างง่วงงุน มือเล็กๆ ก็ยังไม่ยอมคลายจากอุ้งมือของมารดา และดวงตาก็หรี่จนเกือบปิด "ฝันว่าไงจ๊ะ...จะเล่าไหม" เจนจารีซ่อนยิ้ม ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รู้ดีว่าเด็กหญิงพร้อมจะหลับลงในวินาทีข้างหน้านี้แล้ว "หนูจำไม่ได้" เป็นคำตอบเบาๆ "มีท้องฟ้า มีต้นไม้ แต่มันน่ากลัว" เธอระบายลมหายใจยาว "แล้วพ่อกับแม่ก็หายไป" "พ่อกับแม่จะไม่หายไปไหน" เจนจารีปลอบ "วันนี้แม่ก็อยู่ที่นี่ ส่วนพ่อก็ไปงานเลี้ยงไงจ๊ะ" ร่างบางตรงหน้าเริ่มผ่อนลมหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เธอค่อยหรี่แสงไฟโคมที่หัวเตียงลงให้สลัวเลือนนุ่มนวลเช่นเดิม เพ่งพินิจดวงหน้านวลแอร่มที่อิงซบกับหมอนด้วยความรักจนล้นใจ |