* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก
 
book THE WORLD ACCORDING TO GARP : John Irving
read by SleepyO

Book Cover
"In the world according to Garp, we are all terminal cases."

ข้อความข้างต้นเป็นบรรทัดสุดท้ายอันโด่งดังจากหนังสือเล่มนี้ ตอนที่ผมอ่านการ์ปจบครั้งแรกเมื่อหลายสิบปีก่อน รู้สึกแน่นหน้าอกจนต้องเอามือจับไว้ด้วยความประทับใจบางประการ มีบางสิ่งบางอย่างในการ์ปที่ซ่อนตัวอยู่ในโลกของผม เป็นเรื่องยากทีเดียวที่จะพูดถึงหนังสือเล่มนี้ให้ได้หมด เพราะหนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกที่ทำให้ผมอยู่ในโลกเงียบๆ ไร้การสื่อสารกับผู้ใดตลอดเวลาสามวันเต็ม เป็นเล่มแรกที่ผมได้ยินเสียงหัวเราะดังๆ ของตัวเองบ่อยครั้ง และเป็นเล่มแรกที่ผมซื้อบ่อยที่สุดในชีวิตการอ่าน และเสน่ห์เหล่านั้นยังคงอยู่ต่อมาอีกหลายปี (จอห์น เออร์วิ่งเป็นคนเขียนหนังสือช้ามาก เล่มหนึ่งอย่างน้อยเกือบสี่ปี บางทีมันทำให้ผมหลงมนต์แห่งการรอคอยโดยแท้) หนังสือเล่มนี้เป็นลำดับที่สี่ในชีวิตการเขียนของจอห์น เออร์วิ่ง ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1978 และครั้งล่าสุดเป็นฉบับพิมพ์ครบรอบยี่สิบปีโดยสถาบัน Modern Book of Library หลังจากที่หนังสือเล่มนี้ได้ถูกจัดให้เข้าทำเนียบหนังสือดีร้อยเล่มที่ควรอ่านของศตวรรษนี้ ฉบับพิมพ์ครั้งนี้มีบทแถลงใหม่ของจอห์น เออร์วิ่ง ปรากฎอยู่ด้วยตอนท้ายเล่ม เขาคงอยากขอบคุณการ์ปที่ทำให้ชื่อของเขาถูกบันทึกลงในสมองของนักอ่าน เป็นที่รู้จักและจดจำในฐานะนักเขียนวรรณกรรมสมัยใหม่ สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาแตกต่างและมีคุณค่ากว่านักเขียนคนอื่นในโลกหนังสือยุคนักเปิดหน้าเร็ว (Page Turner) คือวิธีการเล่าเรื่องที่เขาบรรจงสอดแทรกอารมณ์ขันได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะตัวของเออร์วิ่ง ตัวละครที่เขาสร้างแทบทุกตัวมักต้องเผชิญหน้ากับโศกนาฏกรรมอันโหดร้ายต่างๆ ในชีวิต ไม่มีตัวละครไหนในเล่มใดรอดพ้นจินตนาการอันร้ายกาจของนักเขียนคนนี้ได้เลย เขาพาเราโลดแล่นไปกับความกลัวของตัวละครต่างๆ นานา แต่ถึงอย่างนั้น แม้แต่ในวินาทีที่กำลังปะทะกับความหายนะ เราก็พร้อมที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันที จอห์น เออร์วิ่งทำให้ผมเชื่อว่าอารมณ์ขันเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้เรารอดพ้นจากการดิ้นรนต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ในชีวิต และจินตนาการเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เราคงอยู่

"Imagining something is better than remembering something."

"โลกในสายตาของนายการ์ป" เป็นเรื่องจากมุมมองของนาย ที. เอส. การ์ป ผู้ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักเขียน การ์ปเป็นตัวแทนของ "วอร์เบบี้" หรือเด็กที่เกิดมาจากสภาวะเลวร้ายของสงคราม พ่อของการ์ปเป็นทหารพลปืนผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส (จนแทบไม่มีสติ) เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่แม่ เจนนี่ ฟิลด์ เป็นพยาบาลผู้ดูแล เจนนี่เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นสูงมาก (หรืออีกนัยหนึ่ง คือมีสติอยู่กับตัวมาก) เป็นเฟมมินิสท์ในสายตาของคนอื่นด้วยความคิดที่แปลกแยก (ทางเพศ) ต่อสังคมเสมอ ประโยคหนึ่งที่ทำให้คนอ่านจดจำเจนนี่ได้ขึ้นใจคือ

"I wanted a job and I wanted to live alone. That made me a sexual suspect. Then I want a baby, but I didn't want to share my body or my life to have one. That made me a sexual suspect, too."

การ์ปเกิดมาจากความคิดของเจนนี่ที่อยากมีลูก แต่ไม่อยากมีสามี เจนนี่เชื่อว่าชีวิตของเธอไม่ต้องการโลกของผู้ชาย เธอสามารถเลี้ยงลูกให้ดีได้เพียงลำพังตัวเอง ชื่อของพ่อจึงเป็นมรดกเดียวที่แสดงถึงอิทธิพลของผู้ชายในโลกของการ์ป (หมายเหตุ: การ์ปเกิดมาพร้อมสติครบบริบูรณ์ แต่ไม่มีชื่อเป็นของตัวเอง ที. เอส. การ์ป ย่อมาจาก Technical Sergeant - จ่าทหารช่าง) การ์ปเติบโตมาในโลกที่ห้อมล้อมด้วยผู้หญิง เขาเคยบอกว่าแม่ครอบงำชีวิตของเขาเสมอ แต่เออร์วิ่งกลับทำให้เรารู้สึกถึงพลังและอิทธิพลของเจนนี่ ผู้หญิงซึ่งไม่ได้ต้องการจะครอบงำใคร แต่กลับเป็นเรื่องช่วยไม่ได้เองที่ใครอยู่ใกล้เธอก็ต้องเชื่อและหลงใหลศรัทธาในตัวเจนนี่ ทุกครั้งที่อ่านเจอเจนนี่ในหนังสือ เป็นต้องได้หัวเราะออกมาจากบุคลิกและความคิดของเธอ เริ่มแรกเธอลาออกจากโรงพยาบาล ไปทำงานแผนกพยาบาลในโรงเรียนสเตียร์ริ่ง เพื่อจะได้เลี้ยงดูลูกชายง่ายขึ้น เธอวางแผนชีวิตลูกด้วยการเข้าเรียนทุกชั้นที่สามารถทำได้ เพราะอยากรู้ว่าการ์ปของเธอต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้างในอนาคต เธอวางแผนแนะนำลูก แต่ขณะเดียวกัน เจนนี่ไม่เคยบังคับการ์ปเลยสักครั้ง เธอมีบุคลิกน่าทึ่งที่บ่มนิสัยลูกชายโดยเขาไม่รู้ตัว ครั้งหนึ่งที่ลูกชายโดนหมากัดหูเกือบขาด เมื่อลูกชายถาม เธอก็ตอบอย่างน่าทึ่งว่า เพราะการ์ปเป็นเด็กคนเดียวในโรงเรียนที่คงมีรสชาติของเนื้อหนังดีที่สุด การ์ปบอกว่าแม่ชอบสร้างศัตรู เพื่อที่จะได้รู้ว่าตัวเองควรปฏิบัติตัวและใช้ชีวิตอย่างไร จนกระทั่งวันหนึ่งในหลายปีต่อมา การ์ปกัดหมาเป็นการป้องกันตัวและแก้แค้น เขากลับมาหาแม่พร้อมกับใบหูของหมา พอเจ้าของหมามาโวยวาย เจนนี่ตอบสั้นๆ ด้วยสีหน้าเรียบๆ ว่า "an ear for an ear"

เมื่อการ์ปโตขึ้น ความใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักเขียนปรากฎขึ้นมาอย่างเด่นชัด เมื่อเขารู้จักกับเฮเลน โฮล์ม ลูกสาวของโค้ชชมรมมวยปล้ำในโรงเรียน เฮเลนเป็นนักอ่านตัวยง เธอบอกว่าการใช้เวลาอยู่ในโรงยิมที่พ่อสอนบ่อยๆ ทำให้เธอกลายเป็นนักอ่านไปโดยปริยาย และความใฝ่ฝันของการ์ปก็ทะยานขึ้น เมื่อรู้ว่าเฮเลนอยากแต่งงานกับนักเขียนมากกว่านักมวยปล้ำ การ์ปส่งเรื่องที่เขาเขียนให้เฮเลนอ่านบ่อยๆ แล้วบอกให้เธอช่วยวิจารณ์ เฮเลนตอบกลับอย่างสุภาพ ในจดหมายฉบับแรก เธอเขียนกลับมาว่า "การ์ปที่รัก...เรื่องของคุณ บ่งบอกว่าคุณจะเป็นนักเขียนที่ดีได้ในวันข้างหน้า แต่วันนี้ดูเหมือนว่าคุณเหมาะจะเป็นนักมวยปล้ำมากกว่านักเขียน ........." เมื่อเจนนี่รู้ความต้องการอย่างแท้จริงของลูกชาย เธอจึงชวนการ์ปไปอยู่ในเวียนนา ประเทศออสเตรีย เพื่อให้การ์ปได้มีเวลาเขียนหนังสืออย่างจริงจัง แต่ความพยายามของเขาดูเหมือนมีร่มเงาของแม่มาบัง เพราะปรากฎว่าเจนนี่เขียนหนังสือเสร็จก่อนการ์ป และอัตชีวประวัติของเธอโด่งดังเป็นพลุแตก เธอกลายเป็นผู้นำสิทธิสตรีของประเทศ มีผู้หญิงมากมายมาขออาศัยอยู่กับเธอ จนบ้านกลายเป็นสมาคม และตามมาด้วยตัวละครที่เราประทับใจอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นดันแคนกับวอลท์ ลูกชายของการ์ปกับเฮเลน อัลเลน เจมส์ เด็กหญิงสิบขวบที่ถูกข่มขืนตัดลิ้นจนเป็นใบ้ (เวลาพูดต้องเขียน และประโยคเก่งคือ Hello I'm Ellen. I'm muted.) ผู้ติดตามให้กำลังใจชมรมอัลเลน เจมส์ (ผู้มีศรัทธาด้วยการตัดลิ้นตาม และห้อยสายคล้องคอที่มีกระดาษกับปากกาเสมอ) โรเบอร์ต้า มูลล์ดัน (สาวประเภทสองที่เลิกเล่นอเมริกันฟุตบอลเพราะศรัทธาในตัวเจนนี่มาก จนมาเป็นบอดีการ์ดให้) แม้แต่หมีของการ์ปยังแทรกตัวอยู่ในหนังสืออย่างลงตัว (น่าสังเกตว่า หมีกับมวยปล้ำ เป็นเครื่องหมายการค้าประจำตัวในหนังสือส่วนใหญ่ของเออร์วิ่ง) ชีวิตทั้งหมดเหล่านี้เชื่อมโยงกันอย่างละเอียดลออ มีเรื่องราวและเหตุการณ์อีกมากที่ดำเนินไปในหนังสือจนจบ ทั้งสนุกทั้งเศร้าซึ่งจะเกิดอรรถรสได้เมื่อตาสัมผัสตัวหนังสือจากการอ่านเท่านั้น

"Garp knows wherever the TV glows, there sits someone who isn't reading."

หนังสือเล่มนี้นอกจากจะมีเนื้อหาสลับซับซ้อน เออร์วิ่งยังแนบเนียนเวลาเล่าเนื้อเรื่องในส่วนอื่นๆ เป็นความสัมพันธ์ที่เกาะแน่นในรายละเอียดทั้งหมด อย่างเช่นการมีเรื่องซ้อนเรื่องอีกที เช่นเรื่องสั้นของการ์ป The Pension Grilipazer หรือ The world according to Bensenhaver (เรื่องแรก เออร์วิ่ง นำออกมาเขียนขยายจนพิมพ์เป็นเล่มชื่อเดียวกันในปี 1982) เออร์วิ่งเคยกล่าวว่าเขาไม่ใช่นักเขียนนิยาย แต่เขาเป็นเพียงคนสร้างเรื่องราวจากจินตนาการเท่านั้น ผมก็รู้สึกอย่างนั้นกับเขา การได้อ่านหนังสือเล่มนี้อีกครั้ง เมื่อการ์ปมีอายุยี่สิบสองปีไปแล้ว จากครั้งแรกที่ผมอ่านตอนการ์ปหกขวบ และคอลลินลูกชายของเออร์วิ่งอายุสิบสอง ตอนนี้ผมอายุเท่าลูกชายของเออร์วิ่ง ผมยังไม่รู้สึกผิดอยู่ดีที่ได้หัวเราะในโศกนาฏกรรมของการ์ป ถ้าผมจะเสียดาย คือทำไมผมไม่เก็บปกแรกของหนังสือเล่มนี้ หน้าปกสีน้ำเงิน รูปลายเส้นของทหารการ์ป ป่านนี้ไม่รู้อยู่กับใคร....

คำแถลงตอนท้ายของเออร์วิ่ง

ในหนังสือฉบับครบรอบยี่สิบปีของการ์ป เออร์วิ่งเขียนในตอนท้ายว่า หลังจากเรื่องนี้โด่งดัง มีคำถามอยู่สองคำถามที่เขาเจอเสมอ คือ หนึ่ง หนังสือเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรกันแน่ สอง เป็นอัตชีวประวัติของเขาเองหรือเปล่า เออร์วิ่งไม่เคยตอบ เขาให้เหตุผลว่ามันเป็นคำถามที่ไม่ควรถาม โดยเฉพาะถ้าคนถามเป็นผู้ใหญ่ที่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้ ด้วยเหตุว่าคนอ่านย่อมจะตอบตัวเองได้ดีที่สุดว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร ส่วนคำถามที่สองนั้น เขายิ่งไม่สมควรจะตอบเข้าไปอีก ยกเว้นว่าคนอ่านคนนั้นไม่มีประสบการณ์มากพอในการอ่านนิยาย หรือยังไร้เดียงสาต่อโลกของวรรณกรรม เออร์วิ่งไม่เคยสนใจจะตอบคำถามเหล่านี้เลย จนกระทั่งหลังการ์ปวางขายได้สักปี คอลลิน ลูกชายคนโตของเขาอายุสิบสอง หยิบการ์ปขึ้นมาอ่าน ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกของพ่อที่เขาโตพอจะอ่านได้แล้ว

เออร์วิ่งเริ่มกังวลไปต่างๆ นานา คิดถึงคำถามที่ถูกถามบ่อยๆ จากคนอื่น นึกถึงคำตอบว่าจะตอบลูกอย่างไร ว่าหนังสือเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เพราะเขาคิดว่าหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับเรื่องเพศ ตัณหาของผู้ใหญ่ที่นำไปสู่หายนะในชีวิตของแต่ละคน และอีกหลายๆ เรื่องพร้อมกัน เขากลุ้มใจในการหาคำตอบให้ลูก และความคิดนี้ทำให้เขานึกกลับ ไปถึงตอนเขียนเรื่องการ์ปใหม่ๆ เขาเล่าว่าตอนที่เขียนๆ ไปก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการ์ปหรือเจนนี่กันแน่ที่เป็นตัวเอกของเรื่อง เขาสลับบทไปมาอยู่เรื่อยๆ เช่นเอาบทที่สิบเอ็ด (เกี่ยวกับมิสซิสราล์ฟ) มาขึ้นต้น แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับบทที่เขียนมาแล้วสองร้อยเจ็ดสิบแปดหน้า เลยเปลี่ยนเอาบทที่เก้ามาเป็นบทแรกบ้าง (สามีชั่วนิรันดร์) เป็นเรื่องว่าด้วยการแต่งงาน แต่ก็เปลี่ยนใจอีก เพราะไม่อยากจะเน้นที่เรื่องนี้อย่างเดียว ครั้นจะเอาบทที่สาม เรื่องของการ์ป เพราะหนังสือเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนที่อยากเป็นนักเขียนโดยแท้ ก็เกรงว่าคนอ่านจะรู้สึกเหมือนอ่านประวัติศาสตร์เกินไป แม้กระทั่งประโยคสุดท้ายในนิยาย เออร์วิ่งยังสลับที่ไปมาเป็นร้อยๆ ครั้งกว่าจะลงตัวเป็นประโยคจบของหนังสือ เออร์วิ่งกล่าวว่าเขาถกเถียงและไม่เห็นด้วยอยู่ตลอดเวลา กับเจนนี่ ฟิลด์ ตัวละครเอกที่เขาสร้างเองทั้งเรื่อง แต่ถึงแม้เขาไม่เห็นด้วยกับเธอ ก็ไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดของเจนนี่จากเนื้อเรื่องได้

จนคอลลินอ่านจบ ความกังวลของเออร์วิ่งก็หมดลง เพราะลูกชายไม่ได้ถามคำถามทั้งสอง แต่เขาบอกพ่อว่า ... นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความกลัวในความตายของคน อาจจะเป็นการกลัวความตายของคนใกล้ชิด หรือคนที่รักมากสักคนหนึ่ง... คำตอบนี้เองทำให้จอห์น เออร์วิ่งคิดได้ว่า การ์ปเป็นเรื่องของคนคนหนึ่งที่อยากให้โลกเป็นที่ปลอดภัยของคนที่เขารัก ของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และสำคัญที่สุดคือครอบครัว เป็นนิยายที่เตือนให้ระมัดระวังรอบคอบกับชีวิตให้มากพอ

ครั้งหนึ่งเออร์วิ่งไปงานโรงเรียนที่คอลลินกำลังจะไปเข้าเรียน เป็นการพาลูกทัวร์สถานที่ เขารับปากที่จะอ่านหนังสือให้ฟังในงาน จนตอนท้ายมีการให้ซักถาม มีผู้หญิงคนหนึ่งถามลูกชายเขา แทนที่จะเป็นเขาว่า ...การ์ปคือพ่อของเขาในชีวิตจริงหรือเปล่า? เออร์วิ่งเห็นคอลลินก็รู้สึกกังวล กลัวว่าลูกชายจะอับอาย แต่คอลลินในวัยสิบสามตอบฉะฉานว่า ... ไม่ใช่ครับ พ่อของผมไม่ใช่การ์ป แต่ความกลัวของพ่อผม คือความกลัวของการ์ป เหมือนความกลัวของพ่อคนอื่นๆ ในโลกนี้เช่นเดียวกัน....

เออร์วิ่งจบบทด้วยการเล่าให้ฟังว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งเขียนมาหาเขา หลังจากที่หนังสือออกจำหน่ายแล้ว เธอเขียนคำรำพันมาว่า ฉันเองสูญเสียลูกไปคนหนึ่ง เออร์วิ่งเขียนตอบกลับไปบอกว่าตัวเขาเองไม่เคยสูญเสียลูก แต่ในจินตนาการของเขา เขาสูญเสียลูกทุกวัน.......

ภาพยนตร์ หนังสือเล่มนี้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1982 โรบินส์ วิลเลี่ยมเล่นเป็นการ์ป เกลน โคลส เล่นเป็นเจนนี่ ฟิลด์ กำกับโดยจอรช์ รอย ฮิลล์ ผู้โด่งดังจากหนังเรื่อง The Sting ที่มีโรเบิร์ต เรดฟอร์ดร่วมแสดง นักวิจารณ์ให้ความชื่นชอบภาพยนตร์การ์ปเรื่องนี้ แต่สำหรับผม กลับเป็นหนังที่ทำให้หนังสือหมดสนุก ส่วนเออร์วิ่งจะคิดอย่างไรคงพอจะเดากันถูก เพราะเขาไม่ยอมให้ใครเขียนบทภาพยนตร์อีกเลย หลังจากการ์ปและ Hotel New Hamshire ถูกดัดแปลงไปมาก เขาบอกว่าเขาต้องเขียนเอง เขาถึงใช้เวลา 13 ปี ในการเขียน Cider House Rules แล้วก็เอาออสการ์ไปครองในฐานะคนเขียนบทดัดแปลงยอดเยี่ยมเมื่อปีที่แล้ว

เกี่ยวกับผู้เขียน John Irving

The World According to Garp : John Irving
ISBN 0-345-36676-X Ballantine Books $7.99 609 pages

หนังสือเล่มนี้ยังไม่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย แต่แปลเป็นภาษาอื่นแล้วกว่าสามสิบภาษา น่าแปลกใจที่ยังไม่มีคนแปล บางทีผมอาจจะแปลให้อ่าน ถ้ามีเวลา

It's nice to look back on the arc of your life and know how you got from there to here." Garp wrote.

ในโลกสกปรกโสมมใบนี้ เจนนี่คิดว่าถ้าคุณไม่ได้เป็นภรรยาใครสักคน คุณก็คงเป็นแค่โสเภณีคนหนึ่งเท่านั้น หรือคุณอาจกำลังอยู่ในขั้นที่กำลังจะได้เป็น แต่ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในประเภทหนึ่งประเภทใดเลย ทุกคนจะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณเป็นพวกผิดปกติ เจนนี่กลับรู้สึกว่าตัวเธอเองปกติดี

การ์ปตอบจดหมายฉบับหนึ่งของไอรีน พูล ซึ่งเขียนมาหาเขาว่าได้อ่านนิยายของเขา เธอเขียนว่า "คุณคงไม่เคยมีปัญหาในชีวิตเป็นแน่แท้ ถึงชอบทำตลก หัวเราะบนเรื่องราวทุกข์โศกของคนอื่นได้.." การ์ปเขียนตอบว่า "ความซีเรียส" กับ "ตลกขบขัน" เป็นคนละมุมมองแต่อยู่ในเรื่องเดียวกัน ผมไม่มีอะไรนอกจากความเห็นอกเห็นใจต่อพฤติกรรมที่มนุษย์แสดงออก และไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้หัวเราะเพื่อปลอบใจชีวิต อารมณ์ขันเป็นศาสนาของผมนะ คุณนายพูล....
มิสซิสพูลเขียนตอบกลับมาว่า คุณคงเป็นพวกโรคจิตแน่ๆ.....

The World According to Garp -John Irving

Copyright © 2000 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๓