| THE GREAT GATSBY : F. Scott Fitzgerald read by SleepyO |
ว่ากันว่า...ถ้าหาเรื่องอะไรมาคุยกับคนอเมริกันไม่ได้
ก็ขอให้ชวนคุยเรื่องเดอะเกรทแกสบี้ คุณก็จะเข้าถึงสังคมนั้นได้อย่างสบายโดยไม่ต้องทำอะไรเลย
หนังสือเล่มนี้ถ้าไปถามคนอเมริกัน ส่วนใหญ่แทบจะรู้จักกันทุกคน ยกเว้นว่าคนคนนั้นไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อน
เพราะมันเป็นหนังสือเรียน[ในเวลา]ของเด็กไฮสคูล เด็กๆ มักจะต้องปวดหัวทำการบ้าน
เขียนเรียงความเกี่ยวกับนายแกสบี้คนนี้ในหัวข้อที่ซ้ำกันไปซ้ำกันมา ซึ่งล่วงมาจนบัดนี้คงซ้ำกันมาหลายทศวรรษแล้ว
ผมลองค้นหาเอกสารเกี่ยวกับแกสบี้ในเว็บ จากการค้นหาเอกสารแบบละเอียดจากเว็บไซต์ของไฟเหนือ
พบเรื่องราวของนักเขียนคนนี้กว่าสองหมื่นเอกสาร พอลองคลิกเข้าไปดู มีบทสรุปแทบทุกบท
เป็น Study Guideline แบบละเอียดถี่ยิบ ซึ่งเห็นแล้วก็ขำ นึกออกถึงความยิ่งใหญ่ของแกสบี้จากจำนวนหน้าเอกสารในแหล่งค้นหาแห่งเดียว
นึกถึงสมัยก่อนที่ไม่ได้รับความสะดวกสบายจากความทันสมัยของเทคโนโลยีเหมือนตอนนี้
บางทีตอนนั้นที่จำต้องอ่านแกสบี้ ผมอาจจะชอบมากกว่านี้ (ด้วยเหตุผลจากการเรียนตอนเด็กหลายประการ)
โดยส่วนตัวจำได้ว่า ไม่ชอบหนังสือเล่มนี้เอาเลย ไม่แน่ใจว่าทำไม รู้แต่ว่าไม่ชอบ
แต่อ่านครั้งนี้ด้วยวัยที่เปลี่ยนไป นอกจากจะชอบแล้วยังพบว่าตัวเองเริ่มน้ำเน่ามากขึ้นอีกด้วย
ที่จริงหนังสือเล่มนี้ ผมอยากจะตั้งชื่อให้ใหม่ว่า The
Green Gatsby and The Great Fitzgerald [green หมายถึง foolish
หรือ childish และบางทีอาจจะรวมไปถึง green with envy] เพราะนายแกสบี้เป็นสุภาพบุรุษบ้ารักที่ยิ่งใหญ่
บ้าเพราะเชื่อในความรักอันบริสุทธิ์ดั้งเดิม ทั้งซื่อและโง่ในบางครั้ง [ถึงบ่อยครั้ง]
แต่ก็อดไม่ได้ที่จะอ่านแล้วนึกสงสาร พร้อมกับเอาใจช่วยไปในตัว ฟิทซเจอรัลด์เป็นอัจริยะในการใช้ภาษา
คำทุกคำของเขามีความหมาย และสามารถสร้างระดับความลึกซึ้งให้กับมิติของบุคลิกตัวละคร
และสะท้อนภาพของยุคสมัยออกมาอย่างเด่นชัด แค่คำเริ่มต้นหนังสือที่ยกมาให้อ่านข้างต้นก็รู้สึกได้ถึงความเด็ดขาดและเป็นอมตะจากความคิดนักเขียน
ประโยคที่ว่า...เมื่อไหร่ก็ตามที่อยากจะวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น ให้จำไว้เถอะว่าท่านอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบ [รวมไปถึงมีโอกาส] มากกว่าคนอื่นๆ ที่เหลือในโลกนี้
... บางทีแค่นี้ก็ทำให้ผมอยากเป็นคนดีขึ้นมาอีกสักนิด หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องโศกนาฏกรรมในความรัก
เป็นรักที่ง่ายแต่ยิ่งใหญ่ของคนๆ หนึ่งซึ่งติดอยู่กับความทรงจำในอดีต เป็นรักเดียวใจเดียวโดยไม่สนใจว่าเวลาจะผ่านไปแล้วเท่าไหร่ เราได้รับฟังเรื่องราวของนายเจย์ แกสบี้ ผ่านนักเล่าเอกอุที่ชื่อว่านาย
นิค คาร์ราเวย์ เขาเป็นผู้เล่าเรื่องทั้งหมดในหนังสือ เริ่มต้นจากนิคย้ายมาจากฝั่งตะวันตก
มาทำงานอยู่ในเมืองนิวยอร์ค [ทางฝั่งตะวันออก] เขามาทำงานเป็นโบรกเกอร์หุ้น
เพราะความอยากจะทำงานหาเงินให้ได้มาก ตอนที่เขาย้ายมาอยู่ เขามีญาติสนิทคนหนึ่งเป็นหญิงสาวชื่อว่า
เดซี่ เธอแต่งงานกับชายที่มาจากตระกูลร่ำรวยนามว่า ทอม ทั้งสองเพิ่งย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองนี้
โดยอาศัยอยู่ไม่ไกลจากบ้านของนิคนัก และข้างบ้านที่นิคมาเช่าอาศัยอยู่นั้นเอง
ก็เป็นบ้านใหญ่โตสวยงามของมหาเศรษฐีคนหนึ่งที่ชื่อแกสบี้ ชายผู้เป็นปริศนาให้ร่ำลือของคนในเมือง
แกสบี้มักจะจัดงานปาร์ตี้ทุกๆ วันเสาร์ บ้านของเขาจะเรืองแสงสีเหลืองสว่างไปทั้งอาณาเขตจนเป็นที่คุ้นเคยของผู้คน
และคนในเมืองส่วนใหญ่ก็จะต้องมางานเลี้ยงที่บ้านเขา ไม่ว่าจะได้รับเชิญหรือไม่ได้รับเชิญก็ตาม
มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วอาจจะไม่มีใครรู้จักแกสบี้เลย
ซึ่งบางทีแม้แต่แขกที่มาในงานเอง บางคนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าของบ้านคือใครหน้าตาเป็นยังไง
อารมณ์เสียดสีสะท้อนสภาพความเป็นอยู่ของคนยุคนั้นที่ฟิทซเจอรัลด์บรรยายออกมา
ทำให้ต้องหัวเราะออกมาดังๆ เขาเล่าว่า ใครก็ตามที่มางานเลี้ยง เวลามาถึงทุกคนจะรีบมองหาคนรู้จัก
เพื่อว่าเวลาใครถามจะได้ตอบได้อย่างภาคภูมิใจว่า มาเพราะใครหรือรู้จักกับใคร
อัจฉริยะของฟิทซเจอรัลด์คือคำบรรยายภาพแกสบี้ ผมรู้สึกถึงความโดดเด่นและอลังการของแกสบี้ผ่านคำของนายนิคเอง
อย่างเช่นตอนแรกที่นิคบรรยายถึงบ้านแกสบี้ [เน้น คำว่าบ้าน] นิคบอกว่า เขาไม่รู้จักว่าเพื่อนบ้านเขาเป็นใคร
แต่พอเขามองเห็นสนามหญ้าในบ้านแกสบี้แล้ว เขารู้สึกทันทีว่าบ้านของเขาเป็นสิ่งบาดตา
ระเคืองตากับผู้พบเห็น เขาใช้คำว่า eyesore แถมไม่พอยังย้ำถึงความน้อยนิดของตัวเองเข้าไปอีก
ด้วยประโยคที่ว่า
แน่นอนว่าอ่านแล้วภาพที่เกิดคือความยิ่งใหญ่ของแกสบี้ แล้วสิ่งเหล่านี้จะพบอยู่ตลอดเวลาเวลาที่คนอื่นพูดถึงเขา เราสัมผัสบุคลิกภาพของเขาก่อนที่จะเจอตัวแกสบี้ด้วยซ้ำ หรืออย่างเช่น ตอนที่นิคเล่าว่าเขาได้รับการ์ดเชิญจากแกสบี้ ตัวนิคเองรู้สึกภูมิใจในเกียรติที่ได้รับมาก เพราะน้อยคนนักที่จะได้รับเชิญจากแกสบี้ ฟิทซเจอรัลด์ใช้คำบรรยายแกสบี้ว่า '--signed Jay Gatzby, in a majestic hand.' อันนี้เป็นความรู้สึกของผมเองที่ได้จากอรรถรสการอ่าน ผมรู้สึกตกตะลึงกับคำบรรยายเหล่านี้ เพราะตอนที่อ่านมาถึงหน้านี้ เกิดความรู้สึกถึงความเก่งคนเขียน เขาสร้างเสน่ห์ของตัวละครเหล่านี้ได้อย่างไรกับคำไม่กี่คำ ใช้ได้อย่างไรกับมืออันทรงสง่าหรือมือเหมือนพระราชา กับแค่ลายเซ็นธรรมดาของแกสบี้ แน่นอนเขาสร้างภาพให้นักอ่านคาดหวังแล้ว ผมก็เป็นคนหนึ่งที่สนุกมากกับการเขียนของเขา รู้สึกตัวตนของแกสบี้ จนถึงกับรอคอยประโยคแรกของพ่อหนุ่มคนนี้ทีเดียว แต่นี้ไม่ใช่เรื่องราวของแกสบี้คนเดียว ฉากที่นางเอกในดวงใจของแกสบี้ โผล่มาครั้งแรกก็ทำให้หลงใหลกับเสน่ห์ของผู้หญิงคนนี้แล้ว และเช่นเคยมันผ่านสายตาของนายนิค
ภาษาเช่นนี้สวยนัก ถ้ามีผู้หญิงคนหนึ่งแสดงออกมาให้คุณรู้สึกว่าคุณสำคัญที่สุด
โลกนี้ไม่มีใครอีกแล้วที่เธออยากจะพบเจอนอกจากคุณ คุณว่าอ่านแล้วจะรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นยังไง
นอกจากจะรู้สึกถึงเสน่ห์อันอบอุ่นของเธอ แล้วถ้าคุณรู้สึกยังไง จงนึกต่อไปเถอะว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชายที่หลงรักเธอมากมายอย่างนายเจย์ แกสบี้
กลับมาที่เรื่องราวเริ่มต้นก่อน [หลังจากที่นิคมางานเลี้ยงที่บ้านของแกสบี้
แล้วนินทาเจ้าของบ้านไปเยอะ โดยไม่รู้ว่าตัวเองพูดกับเจ้าของบ้านอยู่ จนตอนหลังเริ่มสนิทกัน]
เมื่อวันหนึ่งแกสบี้ค้นพบว่า นิคเป็นญาติกับผู้หญิงที่เขาหลงรัก เขาก็เลยหาวิธีจะให้นิคเชิญเดซี่มาทานน้ำชาที่บ้านนิค โดยไม่ให้เดซี่รู้ว่าแกสบี้จะมา
แต่ด้วยความเป็นคนขี้อาย เขาไม่กล้าบอกแผนนี้กับนิคเอง เพราะกลัวจะโกรธ
เขาเลยไปชวนเพื่อนสาวอีกคนที่ชื่อมิสจอร์แดน เบเคอร์ มาเฉลยความในใจซึ่งเป็นเรื่องราวความรักของเขากับเดซี่มาก่อนให้นิคฟัง
แกสบี้กับเดซี่นั้นเคยเป็นคู่รักกันมาก่อนในช่วงสงครามตอนที่แกสบี้เป็นทหาร
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นก่อนที่เดซี่จะแต่งงานไปอยู่กับทอม เพราะเหตุที่รอแกสบี้ไม่ไหว
ที่จริงมีเหตุผลอื่นมากกว่านั้น แต่จะขอข้ามไป ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญพอสมควรกับบทบาทของผู้หญิงในเรื่อง
ในสังคมยุคนั้น ฟิทซเจอรัลด์พยายามแทรกจุดนี้ให้เห็นอยู่ตลอดเรื่อง แต่เป็นภาพที่เขาสร้างให้อ่านแล้วไม่รู้สึกอยากตำหนิใคร
นอกจากความบ้ารักของแกสบี้เอง
ในฉากตอนช่วงที่เดซี่จะมาทานน้ำชาที่บ้านนิค เป็นบทที่สนุกและตลกที่สุด
เพราะความน่ารักที่ฉายออกมาจากตัวแกสบี้เอง ในตอนแรกนิคก็ไม่เห็นด้วย เขารู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้มันไม่ถูกต้อง
ทำไมแกสบี้ไม่ชวนไปทานน้ำชาที่บ้านตัวเอง แต่พอมิสเบเคอร์บอกว่า แกสบี้ไม่ได้ต้องการอะไรนอกจากให้เดซี่เห็นบ้านของเขา
ซึ่งเหตุผลเดียวที่ควรจะมาบ้านนิค เพราะวิวจากบ้านนิคเห็นบ้านเขาชัดที่สุด
ผมก็ถึงกับนั่งหัวเราะอยู่คนเดียว รู้สึกอย่างเดียวกับนิคว่า แกสบี้มันบ้า
แต่ขณะเดียวกันก็เห็นใจ แกสบี้เล่าให้ฟังในภายหลังว่าที่เขามาซื้อบ้านบนเนินเขานี้อยู่
มีเหตุผลประการเดียว คือรอเดซี่... รอวันที่เดซี่กลับมาอยู่ในเมืองนี้
ทุกคืนเขาสามารถมองข้ามไปยังอีกฟากฝั่งของท่าน้ำ เพียงเพราะจะได้เห็นไฟสีเขียวกะพริบไกลๆ จากบ้านของเดซี่...
หลังจากที่เดซี่ตกลงใจจะมาทานน้ำชา แกสบี้สั่งรื้อบ้านตัวเอง เปิดไฟมันทุกห้องในคฤหาสน์
ให้บริวารจัดบ้านทำความสะอาดอย่างดีทั้งคืน แถมยังเดินท่อมๆ ข้ามสนามหญ้ามาหานิค
ท่าทางของเขาเหม่อลอยเหมือนกังวลอยู่ตลอดเวลา เขามาถึงคำแรกก็บอกนิคว่า...หญ้าในสนามบ้านคุณมันยาว!
พอวันรุ่งขึ้นก็ให้คนมาตัดซะเรียบกริบ ให้คนออกไปซื้อดอกไม้มาจัดจนเต็มบ้านนิค
ตามด้วยน้ำชาและขนมอย่างดีไว้พร้อม
ฟิทซเจอรัลด์บรรยายได้อย่างสุดยอด จนขำในพฤติกรรมของแกสบี้ไปหมด
อย่างเช่นตอนที่เขาแต่งตัวหล่อสุดขีดมานั่งรอเดซี่ในบ้านนิค เขากระสับกระส่าย
หน้าซีดจนบอกนิคว่า เขาจะกลับบ้านแล้ว ยกเลิกเถอะเพราะเดซี่คงไม่มา เขารอแบบนี้ทั้งวันไม่ไหว
นิคต้องหันมาด่าแกสบี้บอกจะบ้าเหรอ นี้ยังไม่ถึงเวลานัดเลย พอเดซี่มาถึงจริงๆ
ปรากฏว่าแกสบี้วิ่งหายไปแล้ว ไปแอบอยู่อีกห้อง ฟิทซเจอรัลด์เขียนถึงฉากแกสบี้ได้อย่างขบขัน
หลังจากวันชมบ้านมา แกสบี้กับเดซี่กลับมาตกหลุมรักเหมือนสมัยก่อน เหมือนเมื่อครั้งห้าหกปีที่แล้ว หลงรักจนอาการบ้ารักของทั้งคู่เปิดเผยและเก็บซ่อนเอาไว้ไม่อยู่ แม้กระทั่งในบ้านของเดซี่เอง เดซี่ไม่สามารถหยุดรักแกสบี้ได้แม้แต่วินาทีเดียว ฉากหนึ่งที่น่าตกใจ คือฉากที่ทอมสามีเดินไปเอาเครื่องดื่ม แกสบี้เดินเข้ามากับนิคในบ้าน เดซี่ลุกจากเก้าอี้เดินไปประคองหน้าแกสบี้ก่อนจูบเขาอย่างเนิ่นนาน แล้วบอกว่า Don't you know I love you? ทั้งสองก็จ้องตากันโดยไม่สนใจใครทั้งสิ้น เหมือนกับว่าไม่มีใครอีกแล้วในโลกนี้ จนทอมกลับเข้ามาจึงเริ่มสงสัย... แล้วหลังจากนั้นก็นำไปสู่เหตุการณ์ที่สลับซับซ้อนมากซึ่งบอกได้คำเดียวว่าสนุกมาก..ต้องอ่านกันเอง เพราะเรื่องราวก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ง่าย ไม่ง่ายทั้งในความรักและวิธีการคิดการเขียนเนื้อเรื่องที่เดาไม่ออก ผมชื่นชมฟิทซเจอรัลด์มากในชั้นเชิงการเขียน วิธีการสร้างตัวละครของเขานั้นยอดเยี่ยม
เขาทำให้คนอ่านรู้สึกว่าแกสบี้เป็นชายโง่รักที่น่าชัง ทอมเป็นชายชั่วร้ายเจ้าชู้
เดซี่เป็นหญิงเจ้าเสน่ห์ และนิคเป็นผู้เล่าได้อย่างไม่มีอคติ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็สร้างความน่าสงสารให้กับตัวละครทุกตัวด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป
จนเราไม่รู้สึกว่าใครผิด ใครไม่ดี หรือไม่เอาใจช่วยใคร
การใช้สัญลักษณ์
ใช้แสงสีมาช่วยบรรยายในทางวรรณคดีถือเป็นอีกเรื่องที่น่าชื่นชมที่สุด กับการใช้คำบรรยายสั้นๆ
ง่ายๆ จนต้องจดจำ อย่างเช่นถ้าเป็นเดซี่จะใช้สีขาว ถ้าแกสบี้จะเป็นสีครีมหรือสีฟ้า
สีเหลืองอาจจะเป็นความชั่วร้ายชนิดหนึ่งแม้แต่ไฟในบ้าน และบางทีอาจสะท้อนถึงความฟุ้งเฟ้อของสังคม
ดวงตาของแกสบี้เป็นสีเทา เวลามีความสุขกลับบรรยายเป็นก้อนเฆฆสีชมพู แม้แต่ไฟสีเขียวจากทะเลอีกฟาก
มันคืออดีตและความทรงจำของคน ส่วนวิธีการผูกเรื่องชั้นครูของเขา บอกสั้นๆ ว่าสุดยอด
อ่านแล้วเดาไม่ออก
ผมยอมรับว่าช็อคพอสมควรในตอนท้ายๆ อึ้งในความลึกซึ้งซับซ้อนของบุคคล เหตุการณ์และสังคมในเรื่อง
แม้ปิดหน้าหนังสือไปแล้วหลายวัน ก็พบว่ายังนึกถึงนายแกสบี้กับความยิ่งใหญ่ของเขา
เพราะไม่ใช่เขาโง่จนไม่รู้ เขารู้ตัวดีทุกอย่าง รู้หมดว่าใครคิดยังไง และเดซี่เป็นยังไง
แต่ความดื้อในรักบางทีก็ทำให้คนอ่านอย่างผมเห็นอาการซื่อๆ ของเขา เพราะคงไม่มีใครเป็นแบบเขาได้
บางทีเรื่องราวของเขาอาจจะแค่อยากสะท้อนความเป็นเหยื่อของสังคมฟุ้งเฟ้อในยุคนั้น
ถ้าหนาวนี้ไม่มีอะไรจะอ่าน คุณควรหาหนังสือเล่มสั้นๆ เข้าใจง่ายเล่มนี้มาอ่านแก้อากาศเย็น
อ่านแล้วก็จะได้ทราบว่าหนังสือที่ดีในทางวรรณคดีเป็นยังไง แล้วทำไมคนอเมริกันถึงรักแกสบี้นัก
หมายเหตุ ถ้าใครซื้อหนังสือแกสบี้ของสำนักพิมพ์เพนกวินคลาสสิคเล่มนี้ แนะนำแบบตรงๆ ว่า ให้ข้ามบทนำของโทนี่ แทนเนอร์ไปเลย หรือจะเป็นแกสบี้ของสำนักพิมพ์อื่นๆ ก็ข้ามมันไปเถอะ เพราะไม่จำเป็น หนังสือเล่มนี้ไม่ต้องการความคิดใดใดของใครเลย จะอ่านให้สนุกที่สุด คือฉีกบทนำทิ้งไปหมดแบบที่ครูคีตติ้งจากเดดโพเอด โซไซตี้แนะนำ และที่สำคัญไม่ควรจะค้นหาอะไรจากในเว็บ และทางที่ดีไม่ควรอ่านหรือลืมบทที่ผมเขียนขึ้นนี้ทั้งหมด ถ้าผมทำได้แต่แรก คงใส่เรตติ้งดวงดาวแทนคำบรรยายว่ายอดเยี่ยมอย่างเดียว โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าใครๆ จะไม่เข้าใจ... บทความที่เกี่ยวข้อง : เดซี่ เฟย์ ผู้หญิงพราวเสน่ห์
เกี่ยวกับผู้เขียน F. Scott Fitzgerald เกิดเมื่อปี 1896 ในเมืองมินนิโซต้า ได้รับการศึกษาจากมหาวิทยาสัยพรินซตัน หลังจากนั้นเข้ารับราชการทหารในปี 1917 กล่าวกันว่าเขาเป็นผู้หนึ่งที่สร้างวัฒนธรรมในยุคแจ็สเอช แต่เขาก็ให้การปฎิเสธเรื่องนี้โดยตลอด แต่งงานกับเซลด้า และว่ากันว่าการที่ภรรยาป่วยมีอาการเป็นโรคประสาทนั้น เป็นอิทธิพลใหญ่ที่ปรากฎในงานเขียนของเขา เขามีผลงานวรรณกรรมห้าเล่ม คือ This side of Paradise, The Great Gatsby, The Beautiful and Damed, Tender is the Night ส่วนเล่มสุดท้าย The Last Tycoon เขาเขียนไม่จบ เขาตายกะทันหันในปี 1940 The Great Gatsby : F. Scott Fitzgerald,
Introduction and noted by Tony Tanner แก๊ทสบี้ นักรักผู้ยิ่งใหญ่ เขียนโดย เอฟ. สกอตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ แปลโดย โชติมงคล บุ๊คส์เอเธนส์ ๒๕๒๕
***
Copyright © 2000 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ |