| THE HOURS : Michael Cunningham
read by SleepyO |
ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะเห็นหนังสือเล่มหนึ่งมีอิทธิพลโดยตรงต่อหนังสืออีกเล่มหนึ่งมาก จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเงาต่อกันและกัน เหมือนแฝดสยามที่ไม่สามารถแยกร่างออกจากกันได้ ทั้งตัวละคร ความรู้สึกนึกคิด และแม้กระทั่งตัวนักประพันธ์จากหนังสือเล่มแรกเอง แต่นั้นไม่ได้หมายความว่า คุณจะอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่รู้เรื่อง ถ้าคุณไม่เคยอ่านเล่มแรก เพราะนี้คือหนึ่งในความสามารถของนักเขียนที่ดี เขาต้องมีความสามารถและมีพลังทำให้เราเข้าใจได้ทันทีถ้าเราไม่เคยเข้าใจมาก่อน และที่สำคัญเขาต้องกระตุ้นให้เราอยากไปหาหนังสืออีกเล่มหนึ่งมาอ่านเพื่อสนองความอยากรู้ต่อไป หนังสือเล่มนี้นำเค้าโครงเรื่องมาจาก มิสซิสดัลโลเวย์ บทประพันธ์ชิ้นเอกของเวอร์จิเนีย วูลฟ์ นักเขียนสตรีชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ในยุคสมัยเดียวกับที. เอส. อีเลียตต์ และอี. เอ็ม. ฟอสเตอร์ (คนหลังนี้ มีหนังสือของเขาหลายเล่มถูกนำไปสร้างภาพยนตร์ล่ารางวัล เช่น A Room With a View, A Passage To India, Howards End เป็นต้น) ผมไม่อยากจะใช้คำว่าดัดแปลง เพราะเนื่องจากว่าคันนิ่งแฮมไม่ได้ดัดแปลง เขากลับนำเรื่องทั้งเรื่องมาเป็นพล็อตของเขา และแต่งโครงเรื่องใหม่จากเสน่ห์ของตัวละครในเรื่องเดิมคือ มิสซิลดัลโลเวย์ คันนิ่งแฮมปูเรื่องด้วยการแนะนำตัวละครให้เรารู้จักถึงสามคน สามเรื่อง และสามเวลา เขาใช้วิธีเขียนโดยการใช้ชื่อแต่ละคนเป็นชื่อนำบท แล้วสลับการเล่าเรื่องไปทีละคนจนจบเล่ม ต่างคนต่างดำเนินชีวิตไปโดยมีตัวเชื่อมโยงอยู่ที่ เวลา หนังสือและความทรงจำของแต่ละคน ตัวละครแรกที่เขากล่าวถึง คือ เวอร์จิเนีย วูลฟ์เอง (อันนี้ไม่ทราบว่าจะเป็นความเสียใจหรือดีใจดีที่วูลฟ์ถูกปลุกให้ตื่นและมีชีวิตชีวาบนตัวอักษรของผู้อื่นที่มิใช่ตัวเธอเอง) เวอร์จิเนีย วูลฟ์ในหนังสือของคันนิ่งแฮมเริ่มต้นลมหายใจให้เราอ่าน ในช่วงราวๆปี 1920 เธอกับสามีของเธอ เลียวนาร์ดซึ่งเป็นนักเขียนเช่นกัน อาศัยอยู่ในริชมอนด์ห่างออกไปจากกรุงลอนดอนไม่ไกล วูลฟ์ในตอนนี้กำลังเริ่มต้นแต่งหนังสือเรื่องมิสซิสดัลโลเวย์ เธอกำลังคิดถึงตัวละครว่าจะเปิดเรื่องยังไง นิสัยยังไง และดำเนินเรื่องต่อไปยังไง ขณะเดียวกันเราก็จะเห็นเรื่องราวจริง(ในนิยาย)ในชีวิตของเธอ อาการป่วยทางประสาทที่เธอได้รับ ความกลัวในจิตใจถูกนำเอาออกมากางเหมือนแผนที่ นี้เป็นความกล้าในจินตนาการของคันนิ่งแฮมที่น่ายกย่องไม่น้อย ที่เราเห็นความรู้สึกนึกคิดของวูลฟ์เช่นนี้ เพราะเป็นเรื่องที่โดยส่วนตัว ผมเองก็เคยคิดอยู่เสมอเวลาคิดถึงเวอร์จิเนีย วูลฟ์ เนื่องจากเธอเป็นคนมีประวัติที่น่าทึ่ง ล้มป่วยเป็นโรคประสาทอ่อนๆมาตลอดชีวิต ซึ่งสิ่งที่ผมแปลกใจ คือ เธอเป็นคนเขียนหนังสือสวยมาก งามและชัดเจนทางความคิดทุกครั้ง แล้วเธอจะเขียนหนังสือขณะที่เป็นโรคแบบนี้ได้อย่างไร ส่วนตัวละครที่สองของคันนิ่งแฮม คือ คาริสซ่า โวห์ฮัน (เป็นชื่อจริงของมิสซิส ดัลโลเวย์จากเล่มแรก ส่วนเล่มนี้เธอมีชื่อเล่นๆว่า มิสซิสดัลโลเวย์จากการเรียกของเพื่อนๆ) กำลังจะออกจากบ้านไปซื้อดอกไม้เพื่อมาจัดงานปาร์ตี้ในตอนเย็นให้ริชาร์ด เพื่อนรักของเธอที่เป็นกวี ความต่างของคาริสซ่าจากในสองเรื่อง ก็คือในเรื่องแรก เธอดำเนินชีวิตในช่วงปี 1920 ที่กรุงลอนดอน แต่คาริสซ่าของคันนิ่งแฮม มีชีวิตอยู่ในยุคใกล้ปัจจุบัน ท่ามกลางป่าคอนกรีตในเมืองนิวยอร์ค เช้าวันหนึ่งของคาริสซ่าในลอนดอนกับนิวยอร์ค จึงเป็นเช้าสดใสที่แตกต่างกันทางยุคสมัยและการดำเนินชีวิต นอกจากนี้คันนิ่งแฮมก็ยังนำบุคลิกเดิมและความคล้ายคลึงในเหตุการณ์ดั้งเดิม มาใส่ไว้ด้วยในรายละเอียดที่แตกต่างกันไป ส่วนตัวละครที่สาม คือลอร์ร่า บราวน์ หญิงวัยสาวที่ดูเหมือนว่าเป็นตัวละครที่มีความสุขที่สุดกับชีวิตแต่งงาน ทั้งสามีและลูก เรื่องราวของเธอเกิดขึ้นในปี 1940 ที่เมืองลอสแอนเจลิสซึ่งเป็นช่วงเวลาระหว่างกลางจากผู้หญิงสองคนแรก มิสซิสบราวน์ยังได้อิทธิพลเงาแบบบุคลิกตัวละครของชาววูลฟ์เฟี่ยน เธอเริ่มต้นบทด้วยเช้าแห่งการนอนอ่านมิสซิส ดัลโลเวย์ อ่านแบบลุ่มหลงและหยุดไม่ได้ จนต้องคอยบอกตัวเองให้หยุดแล้วไปทำอย่างอื่นอยู่เรื่อยๆ เพราะในวันนั้นกำลังจะจัดงานวันเกิดให้สามี เรื่องราวของคนสามคนในสามเวลาที่คาบเกี่ยวกัน มาเฉลยความสามารถของนักเขียนเอาในตอนท้ายๆเล่ม เขาเก่งในการโยงเรื่องราวร้อยเข้าหากันเหมือนเชือกที่ผูกกันแบบลงตัว โดยที่คนอ่านได้แต่ทึ่งในความพยายามของคนเขียน ผมชื่นชมเขามากในจุดนี้ และชื่นชมในการนำวรรณคดีคลาสสิคมาตั้งเป็นโจทย์ให้คิดต่อ เพราะเป็นเรื่องที่เสี่ยงที่สุด แบบที่ไม่มีใครเขาทำกัน เพราะคันนิ่งแฮมไม่ได้เอามาแต่ความคล้ายคลึง ชื่อตัวละคร บุคลิก ความกลัว ข้อความ จากหนังสือ หรืออะไรต่างๆที่เป็นองค์ประกอบมาจากมิสซิลดัลโลเวย์ในเรื่องเดิมและในชีวิตส่วนตัวของวูลฟ์เท่านั้น แต่เขาพยายามนำวัฒนธรรมในการเขียนของวูลฟ์เข้ามาเป็นเงาในตัวอักษรของเขาด้วย ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวของผม ผมว่าเขาทำได้ไม่ถึง เหตุเพราะภาษาของวูลฟ์นั้นมีพลังมาก เธอเป็นคนเขียนคำง่ายและสั้นๆชัดเจน (โครงสร้างคล้ายกับซารามาโก้ คือเขียนติดกันเป็นขบวน คั่นคำสั้นๆแล้วตามด้วยเครื่องหมายในการใช้ภาษาตลอด ซึ่งต่างจากเจมส์ จอยส์ คือ วูลฟ์เขียนคำง่าย และสวยกว่า นั้นหมายถึงอ่านรู้เรื่องกว่า เราเรียกการเขียนแบบนี้ว่า แบบ stream of conciousness) คือเขียนแล้วมีการลื่นไหลทางความคิดของตัวละครอย่างต่อเนื่อง มีรอยต่อที่แนบสนิทระหว่างตัวละครกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น บรรยากาศ สถานที่ ทุกสิ่งที่วูลฟ์บรรยาย อ่านแล้วรู้สึกถึงความมีชีวิตชีวาของกรุงลอนดอนในเช้าวันหนึ่งได้อย่างจับใจ ขณะที่คันนิ่งแฮมควรจะศึกษาต่อไปในเรื่องนี้ หนังสือเล่มนี้อ่านเพลิน ผมเข้าใจในความรักของคันนิ่งแฮมที่มีต่อวูลฟ์ เพราะผมเองก็หลงรักมิสซิลดัลโลเวย์แบบหัวปักหัวปำ ถ้าผมอยากจะแนะนำคนอ่าน คงมีเรื่องเดียว คือ อย่าอ่านมิสซิส ดัลโลเวย์ ก่อนอ่านเรื่องนี้ เพราะอรรถรสของการอ่านจะลดลง แต่ถ้าใครอยากดูความกล้าหาญที่น่ายกย่อง จนหนังสือเล่มนี้ได้รางวัลทั้งพูลิตเซอร์ ในปี 1999 กับ รางวัล PEN/Faulkner Award ในปีเดียวกัน ก็ควรจะอ่านมันทั้งสองเล่ม เพราะถือเป็นความกล้าอย่างยอดเยี่ยม พอๆกับตอนที่แม็คเบธตัดสินใจเดินเข้าไปปลงพระชนม์คิงดันแคนในห้องนอนเลยทีเดียว เกี่ยวกับผู้เขียน Michael Cunningham เกิดในลอสแองเจลิส มาใช้ชีวิตที่เมืองนิวยอร์ก เขียนนิยายมาสองเล่ม คือ A Home at the end of the World กับ Flesh and Blood เขาเป็นนักเขียนใน The New Yorker มาก่อน หนังสือ The Hours เล่มนี้ได้รับการต้อนรับจากนักวิจารณ์แทบทุกสำนัก แล้วติดเบสต์เซลเลอร์แทบทุกรายการ The Hours : Michael Cunningham ห้วงเวลาแห่งชีวิต เขียนโดย ไมเคิล คันนิ่งแฮม แปลโดย วรรธนา วงษ์ฉัตร
Mrs. Dalloway : Virginia
Woolf They love life. In people's eyes, in the swing, tramp, and trudge; in the bellow and the uproar, the carriages, motor cars, omnibuses, vans, sandwich men shuffling and swinging; brass bands; barrel organs; in the triumph and the jingle and the strange high singing of some aeroplane overhead was what she loved; life; London; this moment of June. - Mrs. Dalloway P.2 Copyright © 2000 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๓ |