* home   ชั้นหนังสือ : เรื่องสั้น
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ
 
KITCHEN
Banana Yoshimoto

One

สถานที่ที่ฉันชอบมากที่สุดในโลกคือห้องครัว ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหนหรือเป็นห้องครัวชนิดใด ขอให้เป็นที่ที่คนเอาไว้ใช้ทำอาหาร นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับฉัน แต่ถ้าจะให้ดี ครัวในอุดมคติของฉันน่าจะมีพร้อม มีกระดาษเช็ดชุดชาด้วย และเป็นห้องแห้งสะอาด จนพื้นกระเบื้องขาวใส สะท้อนแสงเงาแวววาว(ติ้ง ติ้ง!)

ฉันรักแม้แต่ในครัวที่สกปรกพื้นเต็มไปด้วยของตกเกลื่อนกลาด เศษผักหลายชนิดหล่นเรียงรายอยู่บนพื้น สกปรกเสียจนพื้นรองเท้าแตะข้างใต้คงดำเมี่ยม มันจะดีมากเลยถ้าครัวแบบนี้เป็นห้องกว้างใหญ่ ฉันนึกขณะยืนพิงบานประตูอลูมิเนียมสีเงินของตู้เย็นขนาดใหญ่ ในนั้นเต็มไปด้วยอาหารที่สะสมไว้ทานได้ทั้งฤดูหนาว ตอนที่ฉันเหลือบตาขึ้นจากเตาแกสที่เปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำมัน มีดในครัวสนิมเขรอะ ข้างนอกหน้าต่าง ฉันเห็นดวงดาวส่องประกายระยิบระยับอย่างโดดเดี่ยว

ตอนนี้มีแต่ห้องครัวกับฉันเท่านั้นที่อยู่กันตามลำพัง อย่างน้อยก็คงดีกว่าถูกทอดทิ้งไว้คนเดียว
เวลาที่ฉันรู้สึกท้อแท้เหนื่อยหน่าย ฉันมักจะนึกถึงความตายเสมอ ฉันคิดว่าอยากมีลมหายใจสุดท้ายอยู่ในครัว ไม่ว่ามันจะหนาวเย็นแค่ไหนและต้องเหงามากเท่าไหร่ หรือแค่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้วห้องนั้นอบอุ่นขึ้น ฉันคงพร้อมจะจ้องตากับความตายอย่างปราศจากความกลัว และถ้ายิ่งได้อยู่ในห้องครัว ฉันคงรำพึงก่อนตายว่า "ดีเหลือเกิน"

ก่อนที่ครอบครัวทานาเบ้จะรับฉันไปอาศัยด้วย ฉันใช้เวลาทุกยามค่ำคืนในห้องครัว เพราะหลังจากที่คุณย่าเสีย ฉันนอนไม่เคยหลับ ใกล้เช้าตรู่วันหนึ่งฉันเดินออกมาจากห้องนอนเพื่อค้นหาความสบายใจ และค้นพบว่าที่เดียวที่ฉันจะนอนหลับลง คือข้างๆตู้เย็น

ฉันชื่อ มิคาเกะ ซากูไร พ่อแม่ของฉันตายตอนฉันยังเด็ก หลังจากนั้นคุณปู่และคุณย่าเป็นคนนำฉันไปเลี้ยง ฉันขึ้นชั้นมัธยมต้นตอนที่คุณปู่เสียชีวิตพอดี หลังจากนั้นบ้านเราเหลือเพียงคุณย่ากับฉันสองคน
ในวันที่คุณย่าเสีย ฉันรู้สึกตกใจมาก ครอบครัวของเราค่อยๆหายไปทีละคนในแต่ละปีที่ผ่านมา จนกระทั่งเหลือฉันเพียงคนเดียวในตอนนี้ ฉันรู้สึกทันทีว่าทุกสิ่งที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าสายตาดูผิดแปลกไปหมด ความจริงย้ำว่า..เวลาได้ผ่านไปเรื่อยๆในอพาตเมนต์ที่ฉันเติบโตขึ้นมาแห่งนี้จริงๆ แม้ว่าตอนนี้จะเหลือฉันคนเดียวก็ตาม มันยังคงทำให้แปลกใจ เพราะมันเหมือนหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์ เรื่องความมืดมิดของคอสโม

หลังจากงานศพสามวันฉันก็ยังอยู่ในอาการงงงัน ในใจเต็มไปด้วยความเศร้าหมองอัดแน่นจนร้องไห้ไม่ออก ได้แต่ครวญเป็นเสียงเบาๆออกมาอย่างนุ่มนวล ฉันดึงฟูกเข้ามาในห้องครัวที่เงียบเป็นตาย นอนห่มผ้าห่มเหมือนไลนัส ในที่สุดฉันก็เผลอหลับไป ด้วยเสียงพร่ำของตู้เย็นทำให้ลืมความเหงาข้างในไปชั่วขณะ คืนยาวนานนั้นค่อยๆเงียบและสงบลงในไม่ช้า...จนกระทั่งเช้าวันถัดไป

แต่....ฉันอยากนอนหลับใต้ดวงดาว
อยากตื่นขึ้นมาพบ.......แสงแดดยามเช้า
เหนือจากสิ่งเหล่านี้ ฉันคงล่องลอยอย่างไม่สนใจไยดี

อย่างไรก็ตาม ฉันจะมีชีวิตอยู่แบบนี้ไม่ได้ ความเป็นจริงนั้นแสนจะงดงามกว่านี้
นึกถึงเงินที่คุณย่าทิ้งไว้ให้ มันเพียงพอสำหรับทุกอย่างทีเดียว บ้านที่ฉันอาศัยอยู่นี้ใหญ่โตเกินไปและแพงไป สำหรับคนๆเดียว ฉันคงต้องหาอพาตเมนต์ใหม่ ฉันเลือกดูรายชื่อในกระดาษ แต่พอเห็นชื่อทั้งหลายเรียงตัวกันยาวเหยียด มันทำให้หัวสมองมึนงงเหมือนคนว่ายน้ำ การย้ายบ้านคงต้องใช้เวลามากและยุ่งยากพอสมควร ที่สำคัญต้องใช้พลังงานด้วย

ฉันไม่มีแรงหรอก ข้อต่อของฉันปวดรุนแรงขึ้น หลังจากที่ได้นอนหลับทั้งกลางวันและกลางคืนในห้องครัว พอนึกขึ้นได้ว่าต้องใช้ความพยายามขนาดไหนในการย้ายบ้าน --ต้องฉุดตัวเองออกไปดูสถานที่ ต้องเก็บของ ต้องติดตั้งโทรศัพท์ใหม่ -- ฉันเลยตัดสินใจนอนต่อ นอนต่อด้วยความเศร้าใจ ตอนนั้นนะเองในบ่ายวันหนึ่ง เสมือนมีปาฎิหารย์ส่งลงมาจากพระเจ้า ฉันจำเหตุการณ์วันนั้นได้ดี

ดิ๊งด่อง ทันใดนั้นเองมีคนมากดกริ่งหน้าประตู
มันเป็นวันที่เมฆครึ้มในฤดูใบไม้ผลิ ฉันกำลังมัดกองนิตยสารเก่าๆเข้าด้วยกัน ขณะที่เหลือบตาครึ่งเดียวแบบไม่ค่อยตั้งใจ อ่านรายชื่ออพาตเมนต์ให้เช่าไปด้วย กำลังนึกอยู่ว่าจะย้ายไปยังไง ด้วยความตื่นเต้นเหมือนตอนเพิ่งลุกออกจากเตียงใหม่ๆ ฉันวิ่งไปที่หน้าประตูบ้านและไม่ทันคิดอะไรก็ปลดสลักกลอน เปิดบานประตูออก ขอบคุณสวรรค์ที่ไม่ใช่พวกขโมย เพราะคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าคือ ยูอิชิ ทานาเบ้

"ขอบคุณที่ช่วยเหลือฉันเมื่อวันก่อน" ฉันบอกเขา เขาเป็นชายหนุ่มนิสัยดี อ่อนกว่าฉันสักปีหนึ่ง คนที่ช่วยฉันมากเมื่อตอนงานศพคุณย่า ฉันคิดว่าเขาบอกว่าเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเดียวกับฉัน ตอนนั้นฉันก็คุยไปเรื่อย
"ไม่เป็นไร" เขาตอบ "คุณตัดสินใจได้หรือยังว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน?"
"ยังเลยค่ะ" ฉันยิ้ม
"อ้อเหรอครับ"
"คุณเข้ามาดื่มน้ำชาข้างใน ดีไหมค่ะ?.
"ไม่ดีกว่าครับ ผมกำลังจะรีบไปที่อื่นพอดี" เขายิ้มกว้าง "ผมมาเพื่อจะถามคุณบางอย่างเท่านั้น ผมคุยกับแม่ผมแล้ว เราคิดกันว่า คุณน่าจะมาอยู่ที่บ้านเราสักพัก"
"เฮ้อ?" ฉันถาม
"เอายังงี้ดีกว่า ทำไมคุณไม่มาสักทุ่มหนึ่งคืนนี้ล่ะครับ นี้ทางไปบ้านผม"
"ตกลงค่ะ...." ฉันตอบอย่างว่างเปล่า มือยื่นไปรับกระดาษที่เขาส่งมา
"งั้นดีล่ะ แม่กับผมจะรอคุณนะ" ยิ้มของเขาสดใส
อยู่ที่หน้าประตูบ้าน ฉันจ้องเข้าไปใกลจนเห็นลูกตาของเขา ฉันไม่สามารถละสายตาไปจากเขาได้ ขณะนั้นฉันว่าฉันได้ยินเสียงจิตวิญญาณเรียกชื่อตัวเอง "ตกลง...ฉันจะไปค่ะ" ฉันตอบ
ฟังดูเลวร้ายมาก มันเหมือนฉันตกอยู่ในความลุ่มหลง ทัศนคติของเขาดูเยือกเย็นมาก แต่ฉันรู้สึกว่าเขาเชื่อใจได้ ในความมืดมิดในสายตาฉัน (เป็นแบบนี้ทุกทีที่เจออะไรเคลิบเคลิ้ม)ฉันมองเห็นถนนตัดตรงจากฉันไปหาเขา เขาเรืองแสงเป็นสีขาว นั้นเป็นผลกระทบของเขาที่มีต่อฉัน
"ตกลง งั้นเจอกันนะ" เขาตอบ ยิ้มแล้วเดินจากไป

ก่อนงานศพของคุณย่า ฉันแทบไม่รู้จักเขาเลย และในวันนั้นตอนที่ยูอิชิ ทานาเบ้มาปรากฎตัว ตอนแรกฉันนึกว่าเขาเป็นชู้หนุ่มของคุณย่าเสียอีก มือไม้เขาสั่นตอนที่จุดกำยาน ดวงตาบอบช้ำจากการร้องไห้ เมื่อเขาเห็นรูปคุณย่าที่แท่นบูชา อีกครั้งที่น้ำตาเขาไหลเหมือนสายฝน ความคิดแรกของฉันคือ ความรักที่ฉันมีต่อคุณย่าเองคงเปรียบเทียบไม่ได้กับความรักของเขา..ของเด็กผู้ชายคนนี้เลย ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เขาดูเศร้าหมองมาก หลังจากนั้นเขาเช็ดน้ำตาด้วยผ้าเช็ดหน้า แล้วพูดว่า "ให้ผมช่วยบ้างเถอะ" หลังจากนั้นเขาก็ช่วยฉันตลอด

ยูอิชิ ทานาเบ้....ฉันคงค่อนข้างสับสนพอสมควรถ้าจะพยายามนึกไปไกลว่าเคยได้ยินคุณย่าพูดชื่อเขาเมื่อไหร่ เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านขายดอกไม้ที่คุณย่าฉันชอบไป ฉันจำได้ว่าท่านพูดถึงอะไรทำนองนี้อยู่หลายครั้ง.." เป็นเด็กน่ารักจริงที่ร้านนั้นมี....หนุ่มทานาเบ้คนนั้น...วันนี้ก็เหมือนกัน...." คุณย่าชอบดอกไม้ที่ถูกตัดออกมาจากต้น เพราะอันที่อยู่ในห้องครัวของเรามันไม่สามารถเหี่ยวแห้งได้ ท่านจะไปร้านดอกไม้อาทิตย์ละสองครั้ง พอฉันนึกถึงตอนนี้ ฉันจำได้แล้วว่าจะเห็นเขาเดินตามคุณย่าต้อยๆ ในมืออุ้มกระถางใบใหญ่

เขาเป็นผู้ชายแขนขายาวเก้งก้างมีลักษณะท่าทางน่าชม ฉันไม่รู้จักอะไรเขามาก แต่ฉันคงเคยเห็นเขาทำงานหนักอยู่ในร้านดอกไม้ ถึงแม้ว่าฉันเริ่มรู้จักเขาบ้างแล้ว แต่ก็รู้สึกได้อย่างหนึ่งถึงความเหินห่างในตัวเขา ไม่ว่าท่าทางการแสดงออกของเขาจะดีปานใด เขาก็ยังดูเป็นคนชอบอยู่คนเดียว ฉันแทบจะไม่รู้จักเขาเลยจริงๆ

มันเป็นคืนที่ฝนตกทั่วฟ้า เป็นฝนปรอยๆหล่นลงมาอย่างนุ่มนวลล้อมรอบหมู่บ้านรอบๆ ขณะที่ฉันเดินไปตามทางอย่างมีจุดหมาย ตึกอพาตเมนต์ที่ฉันอยู่กับตึกที่ครอบครัวทานาเบ้อยู่ถูกกั้นด้วยสวนสาธารณะชูโอ ตอนที่ฉันเดินตัดผ่าน ฉันถูกห้อมล้อมด้วยกลิ่นสีเขียวในยามกลางคืน ฉันค่อยๆเดิน ย่ำทางเท้าเปียกชื้นที่เปล่งประกายสีระยิบระยับของสีรุ้ง

ตอบตามตรงที่ฉันยอมไปหาพวกเขา เพราะเขาขอไว้ แต่ฉันไม่ได้คิดอะไรหลังจากนั้นเลย ฉันมองขึ้นไปยังตึกสูงๆนั้นและคิดว่า ชั้นสิบบนตึกนั้นสูงเหลือเกิน ถ้ามองลงมาข้างล่าง วิวคงสวยงาม....
หลังจากออกจากลิฟท์ เสียงฝีเท้าฉันเองดังกังวานสะท้อนตามทางเดินจนฉันตกใจ ฉันรีบกดกริ่งทันที ยูอิชิมาเปิดให้ " เชิญเข้าครับ"
"ขอบคุณค่ะ" ฉันก้าวเข้าไป ในห้องนี้แปลกประหลาดมาก ตอนแรกฉันมองหาห้องครัว แต่สายตาไปหยุดที่โซฟาตัวใหญ่มากกลางห้องรับแขก ถัดไปด้านหลังไกลๆมีห้องครัวใหญ่ มีชั้นแขวนหม้อและกะทะ --ไม่มีโต๊ะ ไม่มีพรม มีแค่ "มัน" โซฟาบุผ้าสีทราย มันดูเหมือนอะไรสักอย่างที่ไม่ได้ไว้สำหรับขาย คนทั้งครอบครัวคงนั่งดูทีวีได้หมดบนเก้าอี้ตัวนี้ หมาตัวใหญ่กว่าที่จะเลี้ยงในญี่ปุ่น คงนอนแผ่เหยียดยาวไปได้ทั้งลำตัวด้านข้าง มันเป็นเก้าอี้ที่ใหญ่โตจริงๆ

ข้างหน้ามีหน้าต่างบานโตกับทางเดินไประเบียง ตามทางมีต้นไม้ทั้งใหญ่และเล็กอยู่ในโถและกระถางเต็มพื้นไปหมด มองไปรอบๆ ฉันเห็นบ้านนี้เต็มไปด้วยดอกไม้ มีแจกกันใส่ดอกไม้กำลังบานอยู่ทุกหนทุกแห่ง "แม่บอกว่า จะรีบกลับจากงานโดยเร็ว เชิญชมบ้านตามสบายครับ ต้องให้ผมพาทัวร์ไหม? หรือคุณเลือกห้องเลยก็ได้ ผมจะได้รู้ว่าคุณเป็นคนยังไง" ยูอิชิเอ่ยขึ้นขณะชงชา
"คนยังไง?....." ฉันจมตัวเองลงบนโซฟาอย่างสบาย
"ผมหมายถึง ถ้าอยากจะรู้เรื่องบ้านกับคนที่อยู่ รสนิยมของเขาไง เหมือนที่บอกว่า คุณเรียนรู้คนได้จากการดูห้องน้ำของเขา" เขายิ้มแบบไม่ใส่ใจ เขามีท่าทางการคุยที่ทำให้สบายใจ
"งั้น..ห้องครัวค่ะ" ฉันเลือก
"นี่ไง เชิญคุณดูได้ตามสบายครับ"
ขณะที่เขาชงชา ฉันเลยเดินไปในครัว สำรวจออกไปรอบๆ มีเสื่ออย่างดีปูอยู่บนพื้นไม้ มีรองเท้าแตะในบ้านวางข้างบน มีเครื่องครัวที่ใช้แล้วแขวน กะทะสีเงิน ที่ปอกผักทำจากเยอรมัน ซึ่งคนแก่คนเฒ่าคงชอบมากที่จะใช้มันด้วยความขี้เกียจ เพราะมันปอกเปลือกต่างๆง่ายขึ้นเป็นกอง ไฟฟลูออเรสเซนท์เล็กๆในห้อง จานทุกใบนอนเงียบรอคอยการใช้จากผู้คน แก้วเงาวับ มันชัดเจนมากว่าถ้าไม่นับความไม่เป็นระเบียบทุกอย่างอยู่ในคุณภาพดี มีบางสิ่งที่ใช้เฉพาะกาล เช่นหม้อเคลือบ จานร้อน จานไม้โบราณ เหยือกเบียร์สองอัน
อย่างไรก็ตาม น่าพอใจมาก ฉันแอบเปิดตู้เย็นเล็กๆ(ยูอิชิบอกไม่เป็นไร)--ทุกอย่างจัดเป็นระเบียบ ไม่มีอะไรถูกกองเหลือโดยไม่เก็บ ฉันมองไปรอบๆ พยักหน้าและพึมพำออกมา " อืมม์ อืมม์..." มันเป็นครัวที่ดี ฉันเกิดอาการรักแรกพบในทันที

ฉันกลับไปนั่งที่โซฟา สักพักก็มีน้ำชายกมาให้
ปกติเวลาไปบ้านคนอื่นครั้งแรก มองหน้ากันกับคนที่ไม่ค่อยรู้จัก ฉันมักจะรู้สึกเหงามาก ฉันเห็นตัวเองสะท้อนออกมาจากกระจกที่บานหน้าต่างริมระเบียง ภาพเบื้องหลังกว้างเป็นท้องฟ้าดำสนิทฝนกำลังตกในยามค่ำคืน ฉันไม่ผูกพันทางสายเลือดกับมนุษย์คนไหนแล้วในโลก ฉันไปที่ไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ น่าเวียนหัวเสียจริง ทันใดนั้น การเห็นโลกที่กว้างใหญ่ คอสโมสีดำ ความเสน่หาของมัน ความเหงาที่ได้....เป็นครั้งแรก ที่ฉันรู้สึกว่าได้สัมผัสมันลึกซึ้งด้วยมือคู่นี้ สายตาคู่นี้ ฉันกำลังมองโลกเหมือนคนตาบอดไปครึ่ง
"คุณเชิญฉันมาทำไมที่นี้?" ฉันถาม
"เราคิดว่า คุณคงกำลังอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่" ยูอิชิตอบ มองฉันด้วยสายตาอ่อนโยน" คุณย่าของคุณเมตตาผมเสมอ แล้วดูบ้านหลังนี้สิ มีห้องมากมาย คุณจะย้ายบ้านไม่ใช่หรือ?"
" ใช่ค่ะ ถึงเจ้าของบ้านที่ให้เช่าจะดีกับฉันเหลือเกิน"
"งั้นทำไมไม่ย้ายมาอยู่กับเรา?" เขากล่าว เหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่ธรรมดามากในโลก
เขาพูดเหมาะสมพอดี ดูไม่เย็นหรือไม่ทำให้หนักใจเกินไป มันทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจ จนหัวใจเกือบทำให้น้ำตาไหล ตอนนั้นเองมีเสียงกุญแจไขอยู่ตรงประตู มีผู้หญิงสวยมากคนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างเหนื่อยหอบในห้อง

ฉันทึ่งมาก ตาเบิกกว้าง เธอดูไม่เด็กแล้ว แต่งดงามมาก จากการแต่งตัวและการแต่งหน้าซึ่งคงไม่แต่งในตอนกลางวัน ฉันรู้ทันทีว่าเธอทำงานในช่วงกลางคืน
ยูอิชิแนะนำว่า " นี้ มิคาเกะ ซากูไร ครับ"
"สบายดีไหมจ๊ะ" เธอพูดเสียงอยู่ในลำคอ ท่าทางเหนื่อย ก่อนจะยิ้ม "ฉันเป็นแม่ของยูอิชิ ชื่อ เอริโก๊ะ"
นี้แม่ของเขาหรือ? ทึ่งตาลาย ฉันมองเธอไม่ละสายตา ผมที่ยาวงามเหมือนไหมประบ่า ดวงตาเรียวงามคม ปากได้รูป จมูกโด่งเป็นสันสูงตรง --ใบหน้าทั้งหมดของเธอเปล่งประกายงดงามที่ประหนึ่งจะทำให้ชีวิตมีพลังได้ เธอดูไม่เหมือนคนทั่วไป ฉันไม่เคยเห็นใครแบบนี้มาก่อน
ฉันจ้องมองจนเหมือนไม่สุภาพ ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม "แล้วคุณล่ะคะสบายดีหรือเปล่า?
"เราดีใจมากที่เธอมานี้" เธอพูดกับฉันอย่างสุภาพ แล้วก็หันไปบอกยูอิชิว่า "ขอโทษนะ ยูอิชิ แม่ไม่ว่างน่ะคืนนี้ แม่บอกว่าขอไปห้องน้ำ แล้วก็รีบมานี้ แต่พรุ่งนี้เช้า แม่มีเวลาเหลือเฟือ หวังว่ามิคาเกะจะค้างที่บ้านนี้น่ะ" เธอพูดจบ แล้วรีบวิ่งออกไปจากห้อง ชุดสีแดงบินตาม
"เดี๋ยวผมขับรถให้" ยูอิชิพูด
"ขอโทษนะคะถ้าฉันทำให้พวกคุณมีปัญหา" ฉันพูด
"ไม่เลยจ้ะ ใครจะไปรู้ว่าคืนนี้ที่คลับจะยุ่งมาก ควรจะเป็นฉันสิที่ขอโทษ เอาล่ะ..เจอกันตอนเช้านะจ๊ะ"
เธอวิ่งออกไปทั้งรองเท้าส้นสูง แล้วยูอิชิตะโกนกลับมาว่า "รอก่อนนะครับ ดูทีวีหรือหาอะไรทำไปก่อน" หลังจากนั้นเขาวิ่งตามเธอไป ปล่อยให้ฉันยืนงงอยู่คนเดียว

ฉันเชื่อว่าถ้าเรามองหน้าเธอใกล้ๆ เราคงจะเห็นร่อยรอยของวันเวลา --ตีนกา ฟันที่ไม่ค่อยสมบูรณ์ บางส่วนในตัวเธอทำให้เธอเหมือนคนจริงๆ แต่อย่างไรก็ตามเธองามน่าทึ่งมาก เธอทำให้ฉันอยากมีโอกาสอยู่ใกล้เธออีก มีแสงอบอุ่น เหมือนอายุของเธอค่อยๆสว่างกลางใจฉัน นี่คงเป็นแบบที่เขาเรียกว่า เสน่ห์ เหมือนเฮเลน เคลเลอร์ตอนที่เธอเข้าใจคำว่า"น้ำ" เป็นครั้งแรก คำระเบิดตัวสู่ความเป็นจริง กลายเป็นตัวอย่างของชีวิตต่อหน้าฉัน มันไม่ใช่เรื่องที่เกินความเป็นจริงเลย การเผชิญหน้าครั้งนี้ทำให้ฉันซาบซึ้ง

ยูอิชิกลับมา มีเสียงเขย่ากุญแจรถ "ถ้าเธอจะหายมานี้แค่สิบนาที เธอน่าจะโทรมา" เขาบ่นขณะถอดรองเท้าที่ทางเข้า ฉันอยู่ตรงเก้าอี้โซฟานั้น ก่อนตอบว่า "อืม.."
"มิคาเกะ" เขาพูด "คุณรู้สึกตกใจกับแม่ผมใช่ไหม?"
"ใช่ค่ะ" ฉันบอกเขาตรงๆ "ฉันไม่เคยผู้หญิงคนไหนสวยเท่านี้มาก่อน"
"จริงสิ...แต่ว่า..." เขายิ้ม แล้วหย่อนตัวลงนั่งต่อหน้าฉัน "เธอผ่าตัดศัลยกรรม"
"โอ้.." ฉันตอบ "กำลังคิดเหมือนกันว่าทำไมหน้าคุณแม่ถึงไม่ค่อยเหมือนคุณ"
"ยังไม่หมดหรอกครับ เดาสิว่า..มีอะไรอีก -- แม่เป็นผู้ชายนะ" เขาอดทำเสียงสนุกไม่ได้
นี้มันมากเกินไป ฉันมองหน้าเขาตาเบิกกว้างอย่างเงียบๆ ฉันกะว่าเดี๋ยวเขาคงจะบอกว่า "ล้อเล่นครับ" มือบอบบางของเธอ ท่าทางแสนดี วิธีที่เธอเยื้องย่าง ฉันกลั้นลมหายใจนึกวงหน้าสวยงามนั้น ตรงกันข้ามกับเขา ท่าทางเขาสนุกที่เห็นฉันเป็นแบบนี้
"ใช่ แต่..." ฉันอ้าปากค้าง " คุณพูดอยู่ตลอดว่า แม่ผมอย่างนั้น แม่ผมอย่างนี้.."
"แน่ล่ะ ก็ผมจะเรียกคนลักษณะอย่างแม่ว่า พ่อ ได้ยังไง? "เขาตอบนิ่งๆ เขาพูดตรงจุดดี ฉันคิด เป็นคำตอบที่ดีจริงๆ


Book Coverแปลจาก KITCHEN (1993), Translated by SleepyO

Kitchen Banana Yoshimoto, translated by Megan Backus
ISBN 0-571-17104-4 Faber and Faber (1993) 150 pages £5.99

เกี่ยวกับผู้เขียน Banana Yoshimoto เกิดในปี 1964 ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พ่อของเธอเป็นนักวิจารณ์หนังสือ บานาน่าจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนิฮอน ด้านศิลปะและวรรณคดี เขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกชื่อ Moonlight Shadow ได้รับรางวัลจากแผนกวรรณศิลป์ของมหาวิทยาลัยในปี 1986 ปี 1987 เขียนเรื่องสั้นเรื่องถัดมา Kitchen ตอนที่เธอเขียนเรื่องนี้ เธอทำงานในระหว่างเรียนเป็นพนักงานเสิร์ฟอยู่ในร้านอาหาร หนังสือเล่มนี้กลายเป็นเป็นหนังสือขายดีมาก ตีพิมพ์กว่าหกสิบครั้งในประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นผลงานของเธอได้รับการแปลเป็นภาษาอื่นๆ รวมทั้งภาษาอังกฤษซึ่งปัจจุบันมีสี่เล่ม คือเรื่อง Kitchen, NP, Lizard และเล่มล่าสุดคือ Asleep หมายเหตุ: เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนให้ลองอ่าน เนื่องจากเป็นเรื่องสั้นขนาดยาวพอสมควร

 

Copyright © 2001 faylicity.com

.

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ

๑๕ มกราคม ๒๕๔๔