* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก
 
book KRAMER vs. KRAMER : Avery Corman

Book Coverหนังสือเล่มนี้เล่าชีวิตของครอบครัวธรรมดาที่หย่าร้าง แต่ความแตกร้าวนี้มีแง่มุมที่น่าประทับใจ เพราะผู้เขียนถ่ายทอดเรื่องได้จริงใจ และจับอารมณ์ความรักความสะเทือนใจได้อย่างเข้าใจลึกซึ้งนัก หนังสือเล่มนี้บอกเราว่าความรักมีค่า ยามที่รักยังอยู่กับตัวจึงควรใส่ใจรักษา เพราะหากพรุ่งนี้ความรักจะเดินจากไป คำว่าเสียใจก็อาจจะสายเกินไปแล้ว

โจแอนนา เครเมอร์ได้ตระหนักในวันหนึ่งว่าเธอไม่ควรจะแต่งงานกับเท็ดเลย และถึงแม้เธอจะรัก บิลลี่ ลูกชายของเธอ แต่ความรักนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก โจแอนนาเบื่อกับการเป็นแม่บ้านที่ต้องดูแลลูกทั้งวัน เธอต้องอยู่กับเด็กเล็กๆ ที่พูดได้ไม่เต็มประโยคดีและถกเรื่องยี่ห้อของพีนัทบัตเตอร์ ขณะที่เท็ดออกไปทำงานพบปะผู้คนและคุยเรื่องการตลาด เธอคอยปลอบโยนเมื่อบิลลี่ร้องไห้ แต่ไม่มีใครคอยปลอบเธอเลย วันหนึ่งเมื่อบิลลี่อายุสี่ขวบเศษ เธอจึงเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าและจากเท็ดกับลูกไป ชีวิตของเท็ดต้องพลิกผันทันใด เขาต้องดูแลลูก ดูแลบ้าน และดูแลรักษาบาดแผลในใจตน แต่ยังไม่ทันที่แผลจะจางไป โจแอนนาก็กลับมาอีกครั้ง เธอกลับมาคราวนี้เพื่อขอเอาลูกไปอยู่กับเธอ ซึ่งเป็นสิ่งที่เท็ดยอมไม่ได้ ไม่ว่าจะวันนี้ วันพรุ่งนี้ ชั่วชีวิตนี้ หรือชีวิตข้างหน้าก็ตาม การไต่สวนกรณี เครเมอร์ vs เครเมอร์ ในศาลเพื่อตัดสินผู้ได้สิทธิเลี้ยงดูบุตรจึงได้เกิดขึ้น เป็นการต่อสู้ที่นำความเจ็บปวดและรอยแผลขมขื่นมาสู่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เรื่องราวธรรมดานี้น่าประทับใจด้วยการถ่ายทอดของผู้เขียนในภาษาเรียบง่าย ดำเนินเรื่องเร็ว แต่สะท้อนความรู้สึกของตัวละครได้ชัดเจน คอร์แมนเป็นนักเขียนที่เข้าใจอารมณ์ของเรื่อง และเล่าความรู้สึกได้ดียิ่ง อารมณ์ขันของเขาน่ารักและสอดแทรกอยู่ตลอดเรื่อง แต่เขาก็เล่าอารมณ์สะเทือนใจของตัวละครได้ลึกซึ้ง ลองดูการเขียนความรู้สึกออกมาเป็นถ้อยคำกระจ่างใจของคอร์แมนจากตอนต่อไปนี้

เท็ดมองไปรอบๆ และได้รู้ว่าบิลลี่ไม่อยู่ในสายตาของเขาเสียแล้ว บิลลี่ไม่ได้อยู่ที่ที่ฉีดน้ำและไม่ได้อยู่ที่กะบะทราย ไม่ใช่ที่ปีนป่าย ไม่ใช่บนกระดานหก เท็ดเดินพรวดๆ ไปทั่วสนามเด็กเล่น แต่บิลลี่ไม่อยู่ที่นั่นแล้ว "บิลลี่!" เขาตะโกน "บิลลี่!" เท็ดไปที่ทางเข้าสนามเด็กเล่นที่มีน้ำพุ แต่บิลลี่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น "บิลลี่! บิลลี่!" แล้วเขาก็เห็นบิลลี่ลิบๆ บิลลี่อยู่นอกสนามเด็กเล่นและกำลังวิ่งไปตามทางเดินนอกสวนสาธารณะ เท็ดวิ่งตามไปพลางร้องเรียก แต่บิลลี่ไม่ได้หันกลับมาเลย เท็ดวิ่งต่อไปอย่างขวัญเสีย เขาวิ่งเร็วขึ้นจนไล่หลังบิลลี่ที่อยู่ห่างไปไม่กี่หลา เท็ดได้ยินเสียงเด็กชายร้องว่า "แม่! แม่!" ผู้หญิงผมดำคนหนึ่งอยู่ข้างหน้า กำลังเดินเล่นอยู่ บิลลี่ไล่ตามจนทันหล่อนแล้วดึงชายกระโปรงไว้ หล่อนหันมาก้มดูบิลลี่ แต่เธอเป็นเพียงผู้หญิงที่เดินเล่นตามทางเดินคนหนึ่งเท่านั้น
" ผมนึกว่าคุณเป็นแม่ผม " บิลลี่บอก

ข้อความสั้นๆ ตอนนี้บอกอารมณ์ของตัวละครได้มากมาย คอร์แมนไม่ได้อธิบายต่อหลังจากนี้ว่าเท็ดรู้สึกอย่างไร หรือบิลลี่รู้สึกอย่างไร แต่เขาไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นเลย เพราะความรู้สึกของเท็ดและบิลลี่ค้างอยู่ในใจของผู้อ่านได้มากกว่าคำอธิบายใดๆ ความตกใจของเท็ดว่าบิลลี่จะหายไปเปลี่ยนอารมณ์ฉับพลันเป็นความตกใจอีกแบบหนึ่ง และในถ้อยคำนี้ คอร์แมนได้เล่าให้ฟังแล้วถึงภาพบิลลี่น้อยที่มองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เหมือนแม่ของตนเอง และวิ่งตามไปโดยลืมอะไรหมดสิ้น

ตัวละครในเรื่องนี้ล้วนแต่เป็นคนธรรมดาที่เราพบได้ทั่วไป คอร์แมนสร้างตัวละครที่สมจริง ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดกับตัวละครจึงทำให้เราร่วมรู้สึกไปด้วยได้ไม่ยาก เราได้เข้าใจเท็ด เข้าใจโจแอนนา และเห็นความนึกคิดของบิลลี่ผ่านถ้อยคำไร้เดียงสา เสน่ห์ที่น่าประทับใจที่สุดคือคอร์แมนเข้าใจตัวละครของตน และสร้างตัวละครให้มีชีวิตชีวาได้แท้จริงเหลือเกิน ตัวละครแต่ละคนมีพัฒนาการที่น่าสนใจ เช่นเท็ดที่ไม่เคยรู้สึกใส่ใจกับเรื่องลูก แต่เมื่อได้เห็นหน้าลูกเป็นครั้งแรก ภาพทารกที่หน้าเหมือนเมล็ดถั่วนั้นก็ได้แต่เวียนวนในความคิดเขาเรื่อยๆ และไม่ทันไร เท็ดก็ได้รู้ว่าเส้นประสาทของเขาได้เชื่อมโยงกับเด็กคนนี้เข้าแล้ว ความเจ็บปวดทุกอย่างที่เด็กคนนี้ได้รับคือความเจ็บปวดของเขาด้วยเช่นกัน และสิ่งนี้นั่นเองที่เรียกว่าความรัก คอร์แมนบอกเล่าสิ่งเหล่านี้ด้วยจังหวะที่ลงตัว พาเราร่วมทางไปกับความสุขและความเจ็บปวดของตัวละครเหล่านี้

เรื่องราวนี้ยังสะท้อนสภาพสังคมอเมริกัน การหย่าร้าง และการต่อสู้ในศาลได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง หนังสือเรื่องนี้จะเปิดหัวใจเราช้าๆ และเข้าไปนั่งในใจเรา พาเราไปรู้จักความรักของพ่อคนหนึ่ง ที่แม้จะสูญเสียความรักจากภรรยา แต่เขาได้ความรักลึกซึ้งต่อลูกทดแทน และได้เรียนรู้ว่าความรักนี้ทำให้เขาเติบโต เข้มแข็ง และเข้าใจชีวิตมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมา ความรักยิ่งใหญ่นี้น่าจะทำให้เราเรียนรู้ไปด้วยเช่นกัน และมุมมองความรักในครอบครัวของเราก็อาจจะเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิมอีกเลย
 

บทความที่เกี่ยวข้อง : รักจากใจพ่อนาม เท็ด เครเมอร์

เกี่ยวกับผู้เขียน Avery Corman มีชื่อเสียงจากนวนิยายเล่มแรกชื่อ Oh God! ซึ่งได้กลายเป็นภาพยนตร์ของจอร์ช เบิร์น Kramer vs Kramer (1977) เป็นนวนิยายเล่มที่สองของเขา และกลายเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์มากมาย นำแสดงโดยเมอรีล สตรีพและดัสติน ฮอฟแมน งานอื่นๆ ของเขาคือ 50 และ The Old Neighborhood นอกจากนี้ คอร์แมนยังเขียนบทละครและร่วมเขียนเนื้อเพลงให้ละครเพลงเรื่อง It's Good to be Alive ซึ่งเป็นเรื่องของนักแสดงละครชายผู้หนึ่งที่อายุมากแล้ว แต่ยังคงเล่นบทของคนหนุ่มอยู่ เขาเล่นเป็นโรมิโอ แต่เปลี่ยนตอนจบทั้งหมดให้เป็นสุขนาฏกรรม เพราะเขาเห็นว่าคนเราทุกข์ทนมากพอแล้ว ชีวิตในละครทุกอย่างจึงควรจะจบอย่างมีความสุข คอร์แมนใช้ชีวิตในนิวยอร์คซิตี้

Kramer vs. Kramer : Avery Corman
ISBN 974-211-016-6 Ivy Books (1977) $4.95 246 pages

หนังสือฉบับภาษาอังกฤษของเล่มนี้ไม่พิมพ์อีกแล้ว แต่พอหาซื้อฉบับมือสองได้อยู่

พ่อ : แอเวอร์รี่ คอร์แมน แปลโดย ภูริภัทร ภควลีธร
ISBN 974-89328-7-7 (พิมพ์ครั้งที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๓๖) ราคา ๙๖ บาท ๒๖๓ หน้า

ความตั้งใจแรกของเธอคือการทิ้งข้อความไว้ เธอจะได้มีเวลาเรียบเรียงความคิด เธอนึกกระทั่งว่าจะเขียนข้อความนั้นด้วยลายมืออย่างเป็นกันเองหรือจะพิมพ์ดีดดี การพิมพ์ดีดจะชัดเจนกว่าแต่ไม่ดูเป็นส่วนตัว แล้วเธอก็ลองพิจารณาการส่งข้อความสั้นๆ ทางจดหมายโดยไม่ลงที่อยู่ผู้ส่งเมื่อเธอได้จากไปแล้ว แต่เขาสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้จากเธอ เธอจึงตกลงใจด้วยการเผชิญหน้าอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ในช่วงสั้นๆของการถามตอบ ...

"เท็ด ฉันจะไปจากคุณ"
"ว่าไงนะ?"
"ฉันอึดอัดทนไม่ไหวแล้ว"
"คุณว่าไงนะ?"
"ฉันบอกว่า--ฉันจะไปจากคุณ"
"ผมไม่เข้าใจ"
"ฉันก็ว่าอย่างนั้น ฉันจะเริ่มใหม่นะ เท็ด ฉันจะไปจากคุณ เข้าใจหรือยังทีนี้?"
"ล้อเล่นอะไรรึเปล่า?"
"ฮา ฮา"
"โจแอนนา?"
"การแต่งงานเราจบแล้ว"

Kramer vs. Kramer -Avery Corman

Copyright © 2000 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๓