| ALL THE NAMES : Jose Saramago
read by O |
บางทีการหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านสักเล่มก็มีเหตุผลง่ายๆ บางประการ เช่น ด้านหลังเขียนไว้ว่า Main Selection from... จากสถาบันแห่งการวิจารณ์ใดสถาบันหนึ่ง ทุกครั้งที่ผมเห็นคำพวกนี้ ผมคิดว่า นี้คงเป็นหนังสือที่ดีที่สุดควรค่าแก่การอ่านในช่วงนี้ คงไม่มีเล่มไหนดีกว่านี้... (ส่วนใหญ่การคัดเลือกมักปรากฏขึ้นเดือนต่อเดือน) เนื่องจากว่าจู่ๆ ก็มีคนมาให้คำรับรองในการอ่าน แล้วเลือกหนังสือให้คุณเสร็จสรรพเรียบร้อย มันประหยัดทั้งเวลาและการทำความรู้จักไม่น้อย แต่อ่านแล้วคุณจะได้สิ่งที่เขาบอกหรือได้อะไรหรือเปล่า นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หนังสือเล่มนี้ได้รับเลือกจาก Literary Guild ® ให้เป็นหนังสือน่าอ่านประจำเดือน จากประสบการณ์การอ่านของผม มีข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่ง คือถ้ามาจาก Literary Guild ® หนังสือเล่มนั้นมักมีคุณค่าทางวรรณศิลป์ประกอบ หมายถึงเป็นหนังสือที่ทำให้คนอ่านคิดมากกว่าปกติระหว่างที่อ่าน แต่ถ้าเป็น Main Selection จาก Book-of-the-Month-Club หนังสือเหล่านั้นอ่านเพื่อความบันเทิงโดยเฉพาะ (ประเภทเปลี่ยนหน้าอ่านด้วยความรวดเร็วด้วยอาการอยากรู้อยากเห็นไปจนจบเล่ม) แต่ถ้าถูกคัดเลือกจากโอปราห์ (โฆษกสาวผิวดำคนเก่งจากรายการชื่อเดียวกัน เสียงของเธอดังพอจะทำให้คนเชื่อแม้กระทั่งเรื่องอ่านหนังสือ) เนื้อหาก็จะหนักไปทางเพื่อชีวิตและครอบครัว และถ้าหนังสือเล่มไหนตีตรา New York Times Notable Book ผมพบว่าตัวเองจะซื้อมาอ่านเกือบทุกเล่มด้วยความชอบส่วนตัว สิ่งเหล่านี้บางทีดูไม่มีความหมายแต่อย่างใด เพราะหนังสือบางเล่มไม่ต้องตีตราหรือได้รางวัลอะไร ก็สามารถแตะใจคนอ่านได้ทั้งหมด เรื่องนี้คงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน ในสิ่งที่ผ่านมาและสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นกับคนๆ นั้น การเลือกอ่านหนังสือสักเล่มบางทีก็เป็นเรื่องของการวางอนาคตเหมือนกัน "Stictly speaking, we do not make decisions, decision make us." ส่วนเหตุผลที่ผมอ่าน All the Names เป็นเพราะชื่อของโจเซ่ ซารามาโก้เองมากกว่า เขาเป็นนักเขียนชาวโปรตุเกส ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1998 ผมสนใจวิธีคิดวิธีเขียนของเขา ซารามาโก้เป็นนักเขียนมหัศจรรย์มากในการคิดโครงเรื่อง การดำเนินเรื่อง และการใช้ภาษาหนักแน่นที่เป็นเอกลักษณ์ หนังสือของเขาที่ผมติดใจมาก คือเรื่อง Blindness และ The Tales of the Unknown Island ทำให้ผมหันมาสนใจงานของเขาจริงจัง และพยายามไล่เก็บเล่มที่เหลือ หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มล่าสุดของเขา เป็นเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่มีชื่อว่า ซินญอร์ โจเซ่ ชายคนนี้เป็นเสมียนประจำกองทะเบียนราษฎร์ มีหน้าที่กรอกใบทะเบียนทุกประเภทด้วยหมึกจุ่มอย่างรอบคอบ ตั้งแต่ใบเกิด ใบมรณะ ใบแต่งงาน ใบหย่า และใบอื่นๆ ที่มนุษย์พึงจะสรรหามาลงไว้เป็นสถิติได้ เขาเป็นเสมียนชั้นล่างสุดในกองฯ เหนือจากตำแหน่งเขาขึ้นไปเป็นตำแหน่งของเสมียนระดับอาวุโส ซึ่งทำงานน้อยลงด้วยการตรวจแบบฟอร์มต่างๆ หรืออาจจะยุ่งกับการไสกาวเข้าเล่มเอกสาร สูงขึ้นไปอีกขั้นคือตำแหน่งผู้ช่วยนายทะเบียน ผู้ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากเก็บกุญแจหรือเอกสารสำคัญต่างๆ ในลิ้นชัก และท้ายที่สุดคือนายทะเบียน คนที่มาทำงานสายที่สุด ออกคำสั่ง และไม่ทำอะไรนอกจากทำท่าคิดและขมวดคิ้ว วิธีการเขียนของโจเซ่ต่างหากที่น่าสนใจมาก เขาบรรยายภาพของกองทะเบียนจนได้กลิ่นกระดาษเหลืองๆ กรอบๆ เขาบรรยายตั้งแต่พนักงานและวิธีการทำงานของแต่ละคน บรรยากาศและสถานที่ เวลาที่นายทะเบียนสั่งนั้นหมายถึงคำสั่งจะถ่ายทอดมาตามลำดับโดยไม่มีการลัดขั้นตอนใดใด ผู้น้อยไม่สามารถพูดกับผู้ใหญ่ได้ ต้องก้มหน้าอย่างเดียว ยกเว้นคนที่เป็นหัวหน้างานโดยตรง จึงเป็นเรื่องขบขันนัก เมื่อเราเห็นภาพที่ซารามาโก้เล่าว่า วันหนึ่งนายโจเซ่เกิดอาการป่วย เขาต้องบอกเสมียนอาวุโส ว่าป่วย หัวหน้าถามว่าป่วยเป็นอะไร เขาตอบซื่อๆ ว่าเป็นหวัด เขาเลยถูกตำหนิว่านั้นไม่ใช่เหตุผลของการไม่มาทำงาน เขาเลยตอบว่าไข้ขึ้น เขาถูกซักต่อไปอีกว่า ไข้ขึ้นเท่าไร เมื่อตอบว่าสามสิบเก้า เสมียนอาวุโสเลยบอกเขาว่า งั้นเป็นไข้หวัดใหญ่ แล้วกว่าอาการป่วยจะไล่มาเป็นลำดับจนถึงนายทะเบียน ซึ่งนายทะเบียนก็แสดงท่าเป็นเอกลักษณ์ของเขาหลังจากที่ฟังรายงาน ด้วยการยกมือขึ้นโบกเบาๆ ขณะก้มหน้า แล้วทำเหมือนรำคาญหรือไม่ค่อยสนใจอะไรนัก (นักวิจารณ์บอกว่าเป็นท่าเสมือนพระเจ้า สัญลักษณ์ซึ่งอยู่ในหนังสือทุกเล่มของซารามาโก้) อ่านหนังสือผ่านไปไม่ถึงสองสามบท เป็นที่น่าสังเกตทันทีเพราะนอกจากซินญอร์ โจเซ่ พระเอกของเรื่องแล้ว หนังสือเล่มนี้ไม่มีชื่อตัวละครคนใดปรากฏอยู่เลย ทุกคนจะเป็นคำนามหมดอย่างที่กล่าวมาบ้างแล้ว เช่น เสมียนอาวุโส ท่านผู้ช่วย นายทะเบียน หมอ ผู้หญิงที่อาศัยอยู่ชั้นล่าง คนเฝ้าสุสาน ครูสอนเลข ครูใหญ่ สามี และคนสำคัญสุด คือ ผู้หญิงที่ไม่มีใครรู้จัก (ชื่อของโจเซ่ เป็นชื่อพื้นๆ ที่หาได้ในโปรตุเกสทั่วไป คงเหมือนชื่อจอห์นในอังกฤษ หรือสมชายในไทย บางทีสิ่งเหล่านี้อาจชี้ให้เห็นความสำคัญและสถานะภาพของตัวละครที่สะท้อนออกมาในนิยาย เป็นภาพของคนธรรมดาคนหนึ่งซึ่งหาได้โดยทั่วๆ ไป) นอกเหนือไปจากนั้นคือ ตัวละครในเรื่องนี้ไม่มีรูปลักษณ์ ซารามาโก้หลบเลี่ยงการบรรยายภาพที่แสดงตัวตนให้คนอ่านจินตนาการต่อถึงหน้าตาของตัวละคร ยกเว้นกริยาท่าทางของนามนั้นๆ และเนื้อหากลับมุ่งเน้นไปในความมีชีวิตชีวาในใบบันทึก ชีวิตที่ปรากฏออกมาเป็นชื่อจากแผ่นกระดาษ ชีวิตเหล่านี้มีความหมายกับคนในกองทะเบียนฯ ไม่ว่าจะเป็นหรือจะตายก็ตาม (ถ้ากรณีที่ตายก็ใกล้ชิดมากหน่อย คือกองเอกสารจะถูกจัดให้ติดโต๊ะเสมียน ไล่ไปตามลำดับของกาลเวลา จนกระทั่งถึงกองของคนที่ยังมีชีวิต เอกสารเหล่านี้วางเรียงรายแนบผนังจนไปโผล่อีกฟากหนึ่งของตัวตึก ยิ่งเกิดใหม่ยิ่งอยู่ในที่มืดและไกลสุด เป็นคำแนะนำแก่พนักงานว่า เวลาไปค้นหา ต้องผูกเชือกกับตัวไปด้วย จะได้กลับออกมาเจอแสงสว่างถูก) "The fate of all paper, from the moment it leaves the factory, is to begin to grow old."" ซินญอร์ โจเซ่เป็นภาพของคนขี้เหงา ชีวิตของเขาธรรมดาและเรียบง่าย อาศัยอยู่อีกด้านหนึ่งของตึกกองทะเบียน เวลามาทำงานเขาต้องมาคนแรกแต่เช้าตรู่ เวลากลับก็ต้องเป็นคนสุดท้ายเสมอจนกว่าจะสิ้นแสงอาทิตย์ ห้องของเขามีประตู 2 บาน บานหนึ่งทะลุเข้าด้านหลังของห้องที่เป็นสำนักงาน แต่ประตูบานนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ อีกบานหนึ่งคือประตูออกสู่ถนน ทุกเช้าเราจึงเห็นเขาไปทำงานด้วยการออกประตูบานนี้ แล้วเดินวกกลับมาเข้าที่ประตูบานใหญ่หน้าตัวตึกเพื่อเข้าที่ทำงาน ความสนุกของเขาคืองานอดิเรกหลังเลิกงาน เขามีกิจกรรมในการสะสมประวัติคนดังด้วยการตัดข่าว รูปถ่ายต่างๆ มาเก็บเข้าแฟ้มรวมไว้เป็นร้อยๆ คน (จำนวนอาจจะน้อยหรือมากเกินไปบ้างขึ้นอยู่ว่าใครตกเร็วดังเร็ว) จนกระทั่งวันหนึ่งเขาคิดขึ้นได้ว่า สิ่งที่เขาสะสมมันช่างไม่มีความหมายเอาเสียเลยถ้าขาดข้อมูลในใบบันทึกจากกองทะเบียนเอง ทั้งนี้เพื่อเก็บประวัติส่วนตัว วันเกิด วันแต่งงาน วันหย่า ชื่อจริง รวมทั้งชื่อพ่อชื่อแม่ของคนพวกนี้ด้วย เพราะนี้ถือเป็นความลับสุดยอดของคนดังอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีใครล่วงรู้ ด้วยความลุ่มหลงส่วนตัวอันนี้เอง ทำให้โจเซ่เริ่มปฏิบัติการอุกอาจขึ้นเรื่อยๆ เขาแอบเอากุญแจไขผ่านประตูทะลุจากห้องเขาไปห้องทำงาน เสร็จแล้วก็ค้นหาทะเบียนของคนมีชื่อเสียง นำออกมากรอกลงแฟ้มของเขาทุกคืน แล้วก็นำกลับไปคืนที่ จนคืนหนึ่งเขาหยิบใบทะเบียนมาเกิน ดันหยิบประวัติของผู้หญิงที่ไม่มีใครรู้จักติดมาด้วย แล้วทันใดนั้นเองเหมือนฟ้าผ่า เขาก็เหมือนต้องมนต์แห่งความหลงใหลทุรนทุรายอย่างหาเหตุผลไม่ได้ เขาเริ่มสนใจเรื่องราวของผู้หญิงคนนี้อย่างจริงจัง และเริ่มปฎิบัติการออกตามหาตัวจริงของเธอ การกระทำของเขาบ้าขึ้นเรื่อยๆ เป็นลำดับ เขาปลอมแปลงเอกสารและจดหมายตีตรานายทะเบียน เพื่อสอบถามข้อมูลในวัยเด็กของผู้หญิงคนนี้จากคนอื่นๆ ที่เคยรู้จักเธอ เริ่มจากหาที่อยู่ในวัยเด็ก แล้วเสาะแสวงหาไปจนกระทั่งพบว่าเคยเรียนอยู่ที่โรงเรียนไหน เขาวางแผนด้วยการไปซื้อที่ตัดกระจก แล้วแอบย่องเข้าไปในโรงเรียนในตอนกลางคืนเพื่อขโมยใบประวัติ พฤติกรรมของเขาแปลกขึ้นเรื่อยๆ ในกองทะเบียนฯจนเป็นที่สังเกตได้ เขานอนไม่หลับ ตาโบ๋ ไม่สบายเป็นหวัดจนล้มป่วยบ่อยต้องลาหยุด แต่เขาก็ออกติดตามผู้หญิงคนนี้อย่างไม่ลดละ ขณะเดียวกันก็มีเรื่องแปลกใจสำหรับทุกคนในกองทะเบียนฯ คือ นายทะเบียนให้ความสนใจเป็นพิเศษกับโจเซ่ ให้หมอมารักษา ให้ยา ให้ลาหยุด และเข้าไปเยี่ยม พูดคุยอย่างออกนอกหน้าออกตา โดยที่เราคนอ่านก็ได้แต่เฝ้ามองและสงสัยไปพร้อมๆ กับตัวละครอื่นๆ ว่าทำไม นี้คงเป็นเสน่ห์ในการสร้างเรื่องและดำเนินเรื่องของซารามาโก้ เขาสร้างคำถามและความสงสัยให้เราอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราอยากรู้ว่านายโจเซ่จะตามผู้หญิงคนนี้เจอไหม เจอแล้วจะทำไม แล้วที่ตามนั้นตามเพราะอะไร วิธีการเขียนของซารามาโก้เองก็ช่วยตอกย้ำสิ่งเหล่านี้ เขามักจะเขียนเรื่องโดยการเรียงประโยคติดกันเป็นหน้าๆ ไม่มีเครื่องหมายวรรคตอน (unpunctuation) ยกเว้นจุดฟูลสต็อปกับคอมม่าเท่านั้น เวลาตัวละครคุยกันเขาก็ใช้คอมม่าคั่น จนบางทีก็สร้างความสับสนให้คนอ่าน เพราะไม่รู้ประโยคไหนใครพูด แล้วก็เล่าเรื่องต่อไปกับประโยคบอกเล่านั้นเอง ผมเกิดอาการสะดุดและอึดอัดบ่อยๆ พออ่านติดกันหลายๆ หน้า ก็ต้องวางหนังสือที เพื่อจะสูดลมหายใจ ผมนึกไม่ออกเหมือนกันทำไมเขาต้องสร้างความลำบากให้คนอ่านด้วยวิธีแบบนี้ มันคงเป็นสไตล์ของเขา (เพราะเป็นทุกเล่ม) หนังสือเล่มนี้อาจไม่เพลินเท่าเล่มก่อนๆ ของเขา แต่ก็ทำให้ผมหัวเราะและสนุกพอสมควรกับความเพี้ยนของนายโจเซ่ โดยเฉพาะพฤติกรรมการพูดคุยกับตัวเอง เขาชอบพูดคุยกับฝ้าเพดานสีขาวเหนือห้องของเขา ถ้ามีใครอยากทำความรู้จักกับโจเซ่ ซารามาโก้นักเขียนรางวัลโนเบลคนนี้ ผมคงแนะนำให้เริ่มอ่าน The Tales of the Unknown Island แล้วตามด้วยเรื่องนี้ เพราะมันง่ายกว่าอ่านเล่มอื่นๆ และถ้ามีใครรู้สึกอึดอัดกับตัวหนังสือที่ไม่มีช่องไฟติดกันเป็นขบวนของผมในบทความนี้ เป็นเพราะผมอยากให้คนอ่านคุ้นเคยกับวิธีของซารามาโก้ จากโครงสร้างในภาษาไทยนั้นเอง เกี่ยวกับผู้เขียน Jose Saramago : โจเซ่ ซารามาโก้ เกิดในเมือง Ribatejo ประเทศโปรตุเกส ตอนเด็กๆ เขาเล่าว่า ชื่อของเขาควรจะเป็นแค่ Jose de Sousa เหมือนพ่อ แต่เป็นเพราะนายทะเบียนใส่ชื่อเล่นของตระกูลพ่อที่คนในหมู่บ้านรู้จักกันดีต่อลงไปข้างท้าย นั้นคือคำว่า Saramago (ซารามาโก้เป็นชื่อพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง) ความนัยนี้เขาเองก็มาล่วงรู้เอาเมื่ออายุเจ็ดขวบ ตอนเข้าโรงเรียนแล้วเห็นเอกสารว่าชื่อที่แท้จริงของเขาคือ Jose de Sousa Saramago ต่างหาก เขากล่าวว่ามันคงเป็นพรหมลิขิตเกี่ยวกับเรื่องตัวตน เพราะวันเกิดของเขาจริงๆ แล้วก็คือ วันที่ 16 พฤศจิกายน 1922 แต่ทางบ้านลืมไปแจ้ง กลัวว่าจะเสียค่าปรับ จึงแจ้งไว้ในวันที่ 18 แทน โจเซ่ชอบการอ่านหนังสือแต่เขากลับได้เข้าเรียนโรงเรียนช่างเทคนิค เขาใช้เวลาว่างในการเขียน การวิจารณ์โดยเริ่มจากหนังสือพิมพ์เล็กๆ โดยควบคู่ไปกับการเป็นช่าง เขาทำแบบนี้มาตลอดจนประสบการณ์มากขึ้น เริ่มได้เป็นบรรณาธิการบ้าง ตกงานบ้าง เป็นช่างต่อบ้าง มีผลงานภายในประเทศพอสมควรแต่ยังไม่โด่งดัง ทั้งนี้เนื่องมาจากสภาพความวุ่นวายการเมืองของประเทศเป็นหลัก เขาเริ่มเขียนวรรณกรรมหนักๆ จริงจังแบบที่อยากจะเขียน Baltazar and Blimunda, 1982, The Year of the Death of Ricardo Reis, 1984, The Stone Raft, 1986, The History of the Siege of Lisbon, 1989 หนังสือเหล่านี้ได้รับความสนใจจากโลกของนักอ่านอย่างแพร่หลาย มีการเริ่มแปลเป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลก เขาเขียนหนังสืออย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถึงหนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดคือ Blindness ในปี 1997 พอปี 1998 เขาก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม All The Names : Jose Saramago Translated by Margaret Jull Costa, หนังสือเล่มนี้ยังไม่มีฉบับแปลเป็นภาษาไทย แต่คงแปลยากพอสมควรถ้านึกถึงโครงสร้างภาษาจากภาษาดั้งเดิม ในภาษาอังกฤษผู้แปลทำได้ดีเพื่อให้ได้สำเนียงที่แท้ของนักเขียน แต่ในภาษาไทย ผมยังนึกไม่ออกว่าจะทำยังไง My dear sir, I'm just a clerk, just an ordinary clerk, who has never been promoted to senior clerk, if I thought that I was worth the same as any one of the five less famous people, I would have never started my collection, then why it is that you keep staring at the card of that unknown woman, as if she were suddenly more important than all the others, Precisely, my dear sir, because she is unknown, Oh, come on, the card index in the Central Registry is full of unknown people, But they are in the card index, they are not here, What do you mean, I don't quite know, In that case, forget all these metaphysical thoughts for which your brain doesn't seem particularly well suited, go and put the card back in its place and get a good night's sleep, That's what I hope to do, as I do every night, the tone of his reply was conciliatory, but Senhor Jose had one more thing to add, As for the metaphysical thoughts, my dear sir, allow me to say that any brain is capable of producing them, it's just that we cannot always find the words. P.28 Copyright © 2000 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ |