* home   ชั้นหนังสือ : ข่าวหนังสือ
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ
 
เดือน กุมภาพันธ์ 2550
book

ค่าลิขสิทธิ์หนังสือในห้องสมุด - โพสต์เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 50

Public Lending Right (PLR) ในอังกฤษ ประกาศผลหนังสือถูกยืมมากที่สุดในห้องสมุดรอบปีที่ผ่านมา อันดับหนึ่งยังเป็นแจ็คเกอลีน วิลสัน นักเขียนหนังสือเด็ก หนังสือของเธอถูกยืมอ่านกว่าสองล้านครั้งตั้งแต่ปี 2005 ถึงปี 2006 วิลสันเป็นราชินีหนังสือห้องสมุดติดต่อกัน 4 ปีแล้ว เธอมีชัยชนะเหนือนักเขียนชื่อดังอีกหลายคน ทั้งเจมส์ แพทเตอร์สัน นักเขียนนิยายฆาตกรรมผู้ได้รับอันดับสอง โจเซฟฟีน ค็อกซ์ และ แดเนียล สตีล เจ้าแม่นิยายโรมานซ์ อันดับสามและสี่

ส่วนสถิติหนังสือที่ถูกยืมมากที่สุดต่อเล่ม อันดับแรกคือ รหัสลับดาวินชี่ ของแดน บราวน์ ตามมาด้วย เจ เค โรว์ลิ่ง แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเจ้าชายเลือดผสม อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ เดอะไทมส์ หรืออ่านตารางสถิติฉบับ pdf

PLR เป็นองค์กรสนับสนุนนักเขียนของรัฐบาล ซึ่งบรรจุเป็นกฎหมายของประเทศตั้งแต่ปี 1979 โดยให้เงินสนับสนุนนักเขียนผ่านจำนวนหนังสือที่ถูกยืมในห้องสมุดทั่วประเทศและจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เป็นรายปี เช่นปีนี้พีแอลอาร์จ่ายเงินประมาณ 477 ล้านบาทแก่นักเขียนจำนวน 23,869 คน ซึ่งคนหนึ่งรับเงินต่ำสุดประมาณ 70 บาท (อัตราการยืมหนึ่งครั้งเท่ากับสี่บาทกว่า) อัตราเงินสูงสุดต่อคนอยู่ที่ 4.62 แสนบาท ซึ่งปีนี้มีถึง 262 คนที่ได้รับเงินสูงสุดนี้

วิกิโนเวล - โพสต์เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 50

สำนักพิมพ์เพนกวินมีโครงการใหม่ๆ อยู่สม่ำเสมอ สองดอทอ่านโครงการของเพนกวินทีไรมีแต่รอยยิ้ม เราชอบความรักในการทำหนังสือของพวกเขา และล่าสุดโครงการนิยายวิกิกำเนิดขึ้นที่ A Million Penguins ซึ่งสร้างด้วยเทคโนโลยีของวิกิพีเดีย นิยายวิกิชวนเชิญให้นักอ่านทั่วโลกมาช่วยกันแต่งปรับปรุงแก้ไขเนื้อเรื่อง โดยโครงการนี้เพนกวินทดลองร่วมกับ De Montfort University มีจุดประสงค์ว่านักอ่านนักเขียนมาจากวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างหลากหลาย จะสามารถพัฒนานิยายจนเกิดน้ำเสียงโดดเด่นน่าเชื่อถือของเนื้อเรื่องและตัวละครได้ไหม

ดอทอ่านบทแนะนำ รายละเอียดตัวละคร เวทีถกเถียง รวมถึงเนื้อเรื่องเริ่มต้นก็หัวเราะทันที เขาเขียนไว้ว่า "Sara was tired of running on her treadmill. She had been running and running, but didn't seem to be getting anywhere. Maybe she would catch a bus next time, she thought..."

*หลังจากเล่าข่าว ดอทกลับไปอ่านอีกทีวรรคแรกของนิยายแบบเอ ถูกปรับเปลี่ยนไปแล้ว

ศูนย์หนังสือจุฬาฯ แบนหนังสืออีกเล่ม - โพสต์เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 50

เนชั่นรายงานว่า ใจ อึ้งภากรณ์ กล่าวว่าศูนย์หนังสือจุฬาฯ สั่งหนังสือ A Coup for the Rich ที่ตนเขียนมา 500 เล่ม แต่ศูนย์หนังสือกำลังตัดสินใจใหม่ว่าควรวางขายหรือไม่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตกลงวางขาย เลขานุการศูนย์หนังสือบอกว่าเรื่องนี้เป็นหัวข้ออ่อนไหว ต้องรอให้นักวิชาการอื่นอ่านหนังสือและฟังความเห็นดูก่อน อ่านข่าวเพิ่มเติมจากประชาไท

ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ยังเปลี่ยนใจไม่แบน ฟ้าเดียวกันฉบับรัฐประหาร แล้ว ก็ลองสั่งเอาเองดูแล้วกันว่าจะสำเร็จหรือไม่ ผู้เคยให้ข่าวมดเท็จมาแล้วย่อมอาจทำสิ่งนั้นซ้ำได้อีก ดอทจึงไม่อยากเชื่อถืออะไรมาก ถ้าสั่งซื้อไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องควรแปลกใจ

การแปลหนังสือในไทย - โพสต์เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 50

บางกอกโพสต์ลงบทความ Found in translation เกี่ยวกับการแปลหนังสือในบ้านเรา สุวดี จงสถิตย์วัฒนา จากนานมีกล่าวว่าผู้แปลมีรายได้นับแสนต่อการแปลหนังสือหนึ่งเล่ม ขึ้นอยู่กับจำนวนหน้าและคุณภาพงาน

นานมีออกหนังสือราว 300 เรื่องต่อปี   80% เป็นหนังสือแปล แปลจากภาษาอังกฤษมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 50 ของหนังสือแปลทั้งหมด ที่เหลือแปลจากญี่ปุ่น เยอรมนี จีน ฝรั่งเศส สเปน สวีเดน เกาหลี และโปรตุเกส

งานขายดีที่สุดของนานมีคือหนังสือเด็ก เช่นแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ เรื่องชุดไม่อยากให้โลกนี้มีโชคร้าย และการ์ตูนทางการศึกษาจากเกาหลี เหล่านี้ขายได้มากกว่า 6 หมื่นเล่ม

ผู้ช่วย บ.ก. จากอมรินทร์กล่าวว่าการแปลหนังสือ 200 หน้า จะทำรายได้ 4 หมื่นบาท ดังนั้นอาชีพนักแปลจึงน่ายั่วใจไม่น้อย แต่อมรินทร์กล่าวว่าหากต้องการทำงานแปลเป็นอาชีพหลัก ควรแปลหนังสือให้ได้ 10 เรื่องต่อปี (ดอทเดาไม่ออกเลยว่าต้องแปลหนังสือประเภทใด จึงจะได้ปริมาณโรงงานนรกเช่นนี้ หรือจะให้แปลแต่ chick-lit? ซึ่งภาวนาให้เป็นเช่นนั้น เพราะถ้าแปลวรรณกรรมดีๆ ขึ้นมาด้วยอัตรานั้น คงต้องแปลห่วยแน่นอน)

หนังสือร้อยละ 60-70 จากค่ายอมรินทร์เป็นหนังสือภาษาไทย หนังสือแปลส่วนใหญ่ร้อยละ 90 แปลจากภาษาอังกฤษ แนวขายดีคือเรื่องลึกลับ (อมรินทร์แปล รหัสดาวินชี่) วรรณกรรมเด็ก และการ์ตูนการศึกษา

ผู้บริหารนานมีกล่าวว่ารัฐบาลไม่เคยมีแผนเพิ่มอัตราการอ่าน และขยายตลาดหนังสือ ประชากรเราที่อ่านหนังสือคิดเป็นเพียงร้อยละ 20 ของไต้หวันและเกาหลี รัฐควรร่วมมือกับสำนักพิมพ์เพื่อพัฒนาหนังสือดี

บทความ Putting it in words จากบางกอกโพสต์บอกว่านักแปลได้ค่าตอบแทนร้อยละ 6-8 ของราคาขาย คูณด้วยยอดพิมพ์แต่ละครั้ง

ดอทคิดว่าการแปลหนังสือในบ้านเรามีคุณภาพดีขึ้นบ้าง จากยุคเฟื่องฟูไม่กี่ปีก่อน ที่สำนักพิมพ์กวาดซื้อลิขสิทธิ์ต้นฉบับไม่อั้น ซื้อทั้งที่ยังไม่รู้จะให้ใครแปล (หมายความว่าซื้อทั้งที่ยังไม่มีปัญญาแปล) จ้างนักแปลหน้าใหม่ที่ยอมแปลด้วยอัตราตอบแทนต่ำสุด โดยไม่มีการตรวจทานต้นฉบับแปล ทำให้เกิดหนังสือแปลห่วยจำนวนมาก น่าแปลกใจที่สำนักพิมพ์เหล่านี้ชอบอวดอ้างตนว่าสนับสนุนนักแปลหน้าใหม่ คิดว่าตนเป็นแม่พระ โดยไม่ยอมแสดงความรับผิดชอบต่อผู้อ่าน ผู้ต้องอ่านงานแปลผิดๆ เพี้ยนๆ นักแปลหน้าใหม่เหล่านั้นเล่าต่างเสมือนได้สำเร็จความใคร่ด้วยตนเองในที่สาธารณะ เพื่อออกหนังสือแปลสักเล่มตามความใฝ่ฝัน โดยผู้อ่านนั่นเองเป็นคนซวยที่สุดในเรื่องนี้

ที่ผ่านมา ยังมีถึงขนาดว่าต้องหาดาราหรือคนดังมาแปลหนังสือ จะได้ขายง่ายขึ้น โดยการชักชวนให้แปลไม่ได้มาจากความสามารถใดๆ ของผู้แปล ข้อบกพร่องในการแปลจึงกลายเป็นเรื่องให้คนวงในนินทากันสนุกปาก

ไม่แน่ว่าความเปลี่ยนแปลงนี้อาจมาจากสำนึกของสำนักพิมพ์ หรือจากการเห็นวาระเชือดไก่ให้ลิงดู เมื่อหนังสือแปลห่วยแตกบางเล่มถูกนำมาชำแหละประจานในที่สาธารณะ แต่ตอนนี้การมีบรรณาธิการต้นฉบับแปลดูจะเริ่มฮิตมากขึ้น ดอทหวังใจว่าคุณภาพการแปลจะดีขึ้นตามไปด้วย (แม้ว่าปัจจุบันหนังสือแปลจำนวนมากที่มี บ.ก. ต้นฉบับ ยังเป็นหนังสือแปลที่ใช้ไม่ได้อยู่ดี เพียงแต่ถ้าไม่มี บ.ก. ต้นฉบับอาจออกมาเลวกว่านี้)

ไม่กี่ปีที่แล้วเมื่อทราบข่าวว่านักเขียนอเมริกันผู้หนึ่งฆ่าตัวตาย ดอทตกใจมาก คิดว่าเธอฆ่าตัวตายเพราะได้เห็นฉบับแปลไทย โชคดีที่ไม่ได้มาจากสาเหตุเช่นนั้น

น่าจะถึงเวลาแล้วที่นักแปลควรแปลหนังสือจากภาษาต้นฉบับเท่านั้น การแปลจากภาษาที่สองย่อมเสียรสชาติและเนื้อความไป (แม้แต่แปลภาษาแรกก็ย่อมเสียไปบ้างแล้ว) ในยุคสมัยที่การพัฒนาต่างๆ ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว จึงไม่อยากเห็นการถอยหลังเข้าคลองโดยแปลหนังสือจากภาษาที่สองหรือสามอีกเลย ถ้าคุณรักหนังสือเล่มนั้นจริงๆ ควรปล่อยให้คนอื่นที่สามารถแปลจากภาษาต้นฉบับได้แปล เราอยากให้ลูกหลานเราเติบโตมาด้วยการอ่านงานแปลจากภาษาที่สองอยู่หรอกหรือ

ลองดูการแปลหนังสือในเวียดนามบ้างซี บทความนี้ เล่าเรื่องนักแปลเวียดนามสมัยใหม่ โดยคนรุ่นใหม่ที่ผ่านการศึกษาหรือประสบการณ์การใช้ชีวิตในประเทศต่างๆ คนเวียดนามแปลหนังสือจากภาษาต้นฉบับ ไม่ว่าจะจากภาษาเยอรมนี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น เวียดนามนำหน้าเราเสียอีกในเรื่องการแปล (รู้ไหมว่าเขาแปลดอนกิโฆเต้จากภาษาสเปนตั้งแต่ปี 1979)

ลองอ่านบทสัมภาษณ์นักแปลเวียดนามผู้นี้ดู เขาเชื่อว่าการเป็นนักแปลนั้นเหมือนลิง เมื่อผู้เขียนยกแขน ลิงต้องยกแขนตาม ต้องถ่ายทอดความหมายจริง ถ้างานเขียนน่าเบื่อแต่ผู้แปลทำให้สนุก เท่ากับว่าผู้แปลทรยศผู้เขียน ไม่ว่านักเขียนจะเรื่อยเปื่อยออกนอกลู่นอกทางอย่างไร คนแปลต้องซื่อสัตย์ตามนั้น ผู้แปลต้องไม่ใช้จินตนาการตัวเอง และควรรู้เรื่องสังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของภาษาที่แปลมาเป็นอย่างดี

หากนักแปลบ้านเราจะคำนึงถึงความยั่งยืนของผลงานบ้างก็คงจะดี อย่าแปลสิ่งที่จะคงอยู่ชั่วครู่ชั่วยามเพียงวูบวาบเลย (แบบนั้นใครๆ ก็อยากแปล หาคนแปลไม่ยากเย็น) แปลสิ่งที่จะไม่มีคนอื่นในโลกนี้อยากแปลจะดีกว่า ให้ผลงานยั่งยืน ห้าสิบปีข้างหน้ายังมีคนอยากอ่านงานนั้น โดยเฉพาะหากคุณแปลหนังสือให้เยาวชนอ่าน คุณคิดบ้างไหมว่าผลงานของคุณมีผลยิ่งใหญ่เพียงไรต่อประชากรในรุ่นหน้า คุณแปลหนังสือเพียงเพื่อสนองความต้องการตัวเองหรือ คิดบ้างหรือไม่ว่าเด็กบ้านเราวันนี้อ่านหนังสืออะไรกัน คุณไม่ได้คิดเรื่องเหล่านี้เลยใช่หรือไม่

น่าเสียใจที่ความคิดเช่นนี้ไม่เหมาะกับระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน อุดมการณ์กินไม่ได้ หนังสือแปลส่วนใหญ่ตามแผงบ้านเราจึงมีอยู่แต่เพียงเท่าที่เห็น

และทุกคนดูจะร่าเริงดีกับสภาพความเป็นอยู่นี้

จิปาถะ - โพสต์เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 50

* ธุรกิจหนังสือปี 2549 จากจุดประกายวรรณกรรม "สำนักพิมพ์เพิ่มจาก 374 แห่งในปี 2546 เป็น 492 สนพ. ในปี 2549 มี สนพ. ใหม่ 17 สนพ. มีหนังสือออกใหม่ 11,201 เรื่อง ลดลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย (11,651 เรื่อง) เทียบกับ "อังกฤษ ผลิตหนังสือออกปีละ 104,000 ปก, เยอรมนี 78,000 ปก, ญี่ปุ่น 65,000 ปก"

* หนังสือพิมพ์สวีเดน tidningar ออกมาตั้งแต่ปี 1647 เป็นหนังสือพิมพ์เก่าแก่ที่สุดในโลก ยุติการพิมพ์แล้ว และออกเพียงฉบับเว็บตั้งแต่ต้นปีนี้

* หนังสือแพงที่สุดในโลก

* ประกาศรายชื่อ 2007 Commonwealth Writers' Prize Shortlists

* นิตยสาร ฅ คน ให้เกียรติเชิญดอทเป็นนักเขียนคอลัมน์หนึ่งในปีนี้ กำหนดเขียนเดือนเว้นเดือนสลับกับนักเขียนท่านอื่น บทความแรกของดอทตีพิมพ์ฉบับเดือนมีนาคม 2550 คอลัมน์นี้เล่าถึงตัวละครในหนังสือ ดังนั้นจึงเป็นการเขียนถึงคนรัก

ไม่มี ฟ้าเดียวกัน ฉบับรัฐประหารฯ วางขายที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง - โพสต์เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 50

วานนี้ ผู้บริหารศูนย์หนังสือจุฬาฯ ปฏิเสธข่าวการแบนฟ้าเดียวกัน แต่เนชั่นรายงานข่าวว่าศูนย์หนังสือสาขาสยามไม่มี  'ฟ้าเดียวกัน' วางขาย เจ้าหน้าที่เคล็ดไทยกล่าวว่าศูนย์หนังสือจุฬาฯ สั่ง 'ฟ้าเดียวกัน' เพียง 100 เล่ม "แล้วจะมีหนังสือ 500 เล่มได้อย่างไร" ศูนย์หนังสือแจ้งเคล็ดไทยว่าเล่มนี้ไม่เหมาะสมจะวางขายในร้าน

อาจารย์จุฬาฯ บางกลุ่มเตรียมยื่นคำร้องต่ออธิการบดีในเรื่องนี้ เพื่อเห็นแก่ชื่อเสียงและความเป็นอิสระทางวิชาการของมหาวิทยาลัย

ธนาพล อิ๋วสกุล กล่าวว่าอุไรวรรณ กรวิทยาศิลป​ เลขานุการศูนย์หนังสือจุฬาฯ โกหก "ถ้าฉลาดกว่านี้ เธอแค่เอาหนังสือไปวางในชั้นเท่านั้น เขาคงรู้สึกเสียหน้าเพราะนี่เป็นร้านหนังสือวิชาการ เป็นสิ่งเตือนใจว่ามหาวิทยาลัยขาดเสรี"

หลังจากดอทบอกไปว่าข้อมูลหนังสือในเว็บศูนย์หนังสือไม่สมบูรณ์ บัดนี้เว็บได้ปรับปรุงเติมข้อมูลในช่องว่างให้สมบูรณ์แล้ว

ดอทลองโทรไปสั่งหนังสือเล่มนี้กับ Call Center ของศูนย์หนังสือจุฬาฯ เช้าวันนี้ ได้รับคำตอบว่าตอนนี้ยังไม่่มีหนังสือในสต็อก ไม่มีทั้งสาขาสยามและศาลาพระเกี้ยว ยังสั่งซื้อไม่ได้


ซื้อ ฟ้าเดียวกัน ฉบับรัฐประหารฯ ได้ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขออภัยในความไม่สะดวก - โพสต์เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 50

บางกอกโพสต์รายงานข่าว Anti-coup book 'not banned'  อุไรวรรณ กรวิทยาศิลป​ เลขานุการศูนย์หนังสือจุฬาฯ ปฏิเสธว่าร้านไม่ได้แบน ฟ้าเดียวกัน ฉบับรัฐประหาร 19 กันยาฯ ลูกค้าสามารถสั่งซื้อทั้งในร้านและทางเว็บ "ไม่มีเหตุผลจะแบนหนังสือ เรามีหนังสือในสต็อก 500 เล่ม" และกล่าวว่า "ฉันว่าสำนักพิมพ์ใช้เทคนิคนี้เพื่อโปรโมตหนังสือ" (ดูรายชื่อคณะผู้บริหารศูนย์หนังสือ)

อุไรวรรณรับว่าศูนย์หนังสือเริ่มขายหนังสือเล่มนี้ช้ากว่าร้านอื่นมาก เพราะหนังสือเพิ่งมาถึงร้าน 2 วันก่อน (ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ข่าวการแบนเริ่มต้น วันที่เคล็ดไทยให้ข่าวได้รับแจ้งจากศูนย์จุฬาฯ ว่าไม่ขาย) หนังสือเล่มนี้ออกขายตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม

บางกอกโพสต์รายงานว่า ธนาพล อิ๋วสกุล บ.ก. ฟ้าเดียวกัน ไม่เชื่อคำอ้างของศูนย์หนังสือจุฬาฯ  และกล่าวว่าสายส่งจัดหนังสือไปทุกร้านภายในหนึ่งอาทิตย์ หลังหนังสือออก

เว็บศูนย์หนังสือจุฬาฯ มี ฟ้าเดียวกัน ให้สั่งซื้อจริงๆ  เนื่องจากหนังสือเพิ่งมาถึง ทางร้านคงรีบร้อนใส่ข้อมูลลงเว็บด้วยความอยากขายรุนแรงมาก จนกระทั่งไม่มีรายละเอียดบางอย่าง  เช่นไม่มีลดราคา ไม่มีข้อมูลขนาด, ISBN (เป็นไปได้ว่าเพราะ ISBN ของหนังสือปีนี้เป็น 13 หลัก ดังนั้นใช้เลขเดียวกับบาร์โค้ด) ลองเทียบข้อมูลหนังสืออื่น ที่ออกหลังจากฟ้าเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม สรุปว่าสามารถซื้อหนังสือเล่มนี้ได้ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ แล้ว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นึกถึง(การแบน)หนังสือ นึกถึงศูนย์หนังสือจุฬาฯ - โพสต์เมื่อ  9 กุมภาพันธ์ 50

เนชั่นรายงานข่าวศูนย์หนังสือจุฬาฯ แบนหนังสือ ฟ้าเดียวกัน ฉบับรัฐประหาร 19 กันยาฯ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ แจ้งเคล็ดไทยว่าไม่ขายเล่มนี้ คนจากเคล็ดไทยบอกเนชั่นว่าศูนย์หนังสือจุฬาฯ ไม่กล้าขาย

เจ้าหน้าที่ศูนย์หนังสือผู้ไม่ขอเปิดเผยชื่อ ให้สัมภาษณ์เนชั่นว่าเราเป็นหน่วยงานการศึกษา จึงตัดสินใจวางตัวเป็นกลาง เมื่อถามว่าถูกกดดันให้แบนหนังสือหรือไม่ เจ้าหน้าที่ตอบว่า "ขออย่าถามเลย ไม่สบายใจที่จะตอบ" และบอกว่าการแบนขึ้นกับการตัดสินใจของผู้ใหญ่

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ผู้เขียนบทความ 'การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือการทำให้พลเมืองกลายเป็นไพร่' ในหนังสือ กล่าวว่า "นี่คือรูปแบบหนึ่งของการเซ็นเซอร์ตัวเองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะหลังการรัฐประหาร" และบอกว่า "กรณีนี้สะท้อนความจริงว่ามหาวิทยาลัยทำงานอย่างไร โดยดูจะตรงข้ามกับการรักษาเสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการพูดและแสดงความคิดเห็น ซึ่งสำคัญต่อประเทศไทยโดยเฉพาะในช่วงตึงเครียดทางการเมืองตอนนี้'

เนชั่นรายงานว่าหนังสือเล่มนี้ขายดีในร้านต่างๆ เช่นร้านนายอินทร์, ซีเอ็ด และศูนย์หนังสือธรรมศาสตร์ ฝ่ายจัดซื้อที่นายอินทร์ถึงกับบอกว่า "เราสั่งหนังสือเข้ามาเพิ่มแล้ว เพราะลูกค้าหลายรายถามหา"

เว็บไซต์ศูนย์หนังสือจุฬาฯ เรียกตัวเองว่าเป็น 'ร้านหนังสือในดวงใจของคนไทยทั้งประเทศ'  "ผู้นำความครบถ้วนหลากหลาย" "มีนโยบายแน่วแน่ในการสร้างคนไทยให้มีคุณภาพ มีนิสัยใฝ่รู้"


ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ช่วยประชาสัมพันธ์ ฟ้าเดียวกัน ฉบับรัฐประหาร 19 กันยาฯ ด้วยการแบน - โพสต์เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 50

ไม่มีการประชาสัมพันธ์อะไรจะดีกว่าการแบนหนังสือ เพราะจากที่คนทั่วไปอาจรู้สึกเฉยๆ กับหนังสือ การแบนจะช่วยสะกิดความอยากรู้อยากเห็น แสดงว่าต้องมีอะไรดีๆ แน่เลยถึงได้ห้ามขาย ด้วยวิธีนี้ หนังสือน่าจะขายหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็วจนอาจถึงกับต้องพิมพ์เพิ่มเลยก็ได้ ยิ่งหน้าปกและสารบัญเล่มนี้ยิ่งมันๆ อยู่ด้วย อ่านรายละเอียดข่าวการแบนจากเว็บประชาไท

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ฟ้าเดียวกัน ถูกแบน คราวก่อนนั้นแบนโดยตำรวจ ทำให้ประชาชนต้องรีบไปซื้อนิตยสาร ก่อนที่ร้านค้าจะไหวตัวทันและเก็บนิตยสารออกจากแผง อ่านคำฟ้อง ยกเลิกคำสั่งยึด ฟ้าเดียวกัน ฉบับสถาบันฯ

สมัคร แฟนพันธุ์แท้ดอนกิโฆเต้ - โพสต์เมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 50

* สมัครแฟนพันธุ์แท้ ดอนกิโฆเต้ ร่วมแข่งขันในงานนิทรรศการหนังสือดอนกิโฆเต้ วันที่ 4 มีนาคม 2550 เวลา 15.00 น. หมดเขตรับสมัคร 20 กุมภาพันธ์ 2550

* กำหนดการ งานนิทรรศการหนังสือดอนกิโฆเต้ฯ 3-10 มีนาคม 2550 ณ หอสมุดแห่งชาติ (ฉบับไฟล์ pdf)

 

กำหนดวันขาย แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ เล่ม 7 - โพสต์เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 50

Harry Potter and the Deathly Hallow จะวางแผงวันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม 2550 ตามหลังหนัง The Order of the Phoenix ที่จะฉายวันที่ 13 กรกฎาคม หนังสือเล่มนี้น่าจะสร้างปรากฏการณ์บ้าคลั่งที่สุดแห่งปี

อังกฤษจะออกฉบับปกแข็งเวอร์ชันปกสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ในราคา £17.99 นอกจากนั้นจะมีฉบับพิเศษและหนังสือเสียง ส่วนอเมริกาจะออกขายสามแบบ ได้แก่ปกแข็ง $34.99, รุ่นดีลักซ์ $65 และรุ่นห้องสมุด $39.99 สำนักพิมพ์สกอแลสติกได้รับต้นฉบับแล้ว แต่ยังไม่บอกข้อมูลเรื่องจำนวนหน้า พับลิชเชอรส์วีคลี บอกว่าขึ้นราคาอย่างนี้สงสัยเล่มหนาแน่ๆ เลย ส่วนร้านอเมซอนและร้านหนังสือต่างๆ รับจองแฮร์รี่แล้วด้วยราคาลดกระหน่ำถึง 40-50%

อีกข่าวที่ร้อนแรงคือผู้รับบทแฮร์รี่เป็นหนุ่มแล้วนะ แดเนียลร่วมแสดงละคร Equus ซึ่งรูปประชาสัมพันธ์ของละครเรื่องนี้สร้างความฮือฮา เหตุผลจะชัดเจนเมื่อได้ดูรูป

Book snobbery - โพสต์เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 50

Museums, Libraries and Archive Council (MLA) เสนอผลสำรวจนัก(ไม่)อ่านบนเกาะอังกฤษ หนึ่งในสามของผู้ใหญ่ยอมรับว่าโกหกเรื่องอ่านหนังสือ เพื่อจะได้ดูฉลาดขึ้นทั้งที่ไม่รู้เลยว่าเนื้อเรื่องเกี่ยวกับอะไร กว่า 40% อ้างว่าอ่านวรรณคดีบางเล่มเพื่อจะได้ร่วมวงสนทนา และหนึ่งในสิบของนักไม่อ่านอ้างหนังสือเพื่อจีบเพศตรงข้าม โดยเฉพาะหนุ่มในวัย 19-21 ปีที่ยอมรับเรื่องนี้ออกมาตรงๆ นักไม่อ่านบางกลุ่มก็อ้างอ่านหนังสือที่กำลังฮิตเพื่อจะได้ทันสมัย

ผู้ชายหนึ่งในยี่สิบคนโกหกว่าอ่านแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ จะได้ไม่ตกเทรนด์

MLA มิได้ทำการสำรวจเพื่อจับผิด แต่ทั้งนี้เพื่อขยายผลชักชวนให้คนหันมาอ่านหนังสือจริงจัง โดยเฉพาะในห้องสมุดที่มีแหล่งอำนวยความสะดวกด้านความรู้แก่คนโดยทั่วไป หนังสือที่คนโกหกว่าอ่านอันดับหนึ่งคือ ลอร์ดออฟเดอะริงส์ ซึ่งผลสำรวจพบว่าผู้คน 14% ที่เริ่มอ่านจะอ่านไปได้ไม่จบเล่ม น่าสนใจตรงรายชื่อหนังสือเล่มที่โดนอ้างบ่อยๆ ดอทเห็นรายชื่อเล่มที่ 4 สงสัยว่าอ้างทำไม

1. The Lord of the Rings – J.R.R Tolkien
2. War and Peace – Leo Tolstoy
3. Wuthering Heights – Emily Bronte
4. Men are from Mars, Women are from Venus – John Gray
5. 1984 – George Orwell
6. Harry Potter and the Philosophers Stone – J.K Rowling
7. Great Expectations – Charles Dickens
8. Jane Eyre – Charlotte Bronte
9. The Da Vinci Code – Dan Brown
10. Diary of Anne Frank – Anne Frank

Atlas Shrugged เป็นหนังแล้ว - โพสต์เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 50

นิวยอร์กไทมส์ รายงาน Atlas Shrugged นิยายอภิมหาปรัชญาอันโด่งดังหนากว่าหนึ่งพันหน้าในปี 1957 ของไอน์ แรนด์ (Ayn Rand) ได้ฤกษ์สร้างเป็นหนังเสียที หลังจากฮอลลีวูดใช้เวลากว่าสามทศวรรษในการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ อัลเบิร์ต รัดดี้ผู้อำนวยการสร้าง The Godfather เคยติดต่อกับแรนด์ในปี 70 เพื่อขอลิขสิทธิ์มาทำหนัง รัดดี้ให้สัมภาษณ์ว่าแรนด์พารานอยด์ไปเองว่าคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากทางประเทศโซเวียตคงหาทางขัดขวางโครงการหนังเรื่องนี้ (ไอน์ แรนด์เป็นชาวรัสเซียที่ขออนุญาตรัฐเดินทางมาพบญาติในอเมริกา และไม่ยอมกลับบ้านเกิดอีกเลย)

ความพยายามในการสร้าง Atlas Shrugged ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ตั้งแต่ในช่วงแรกๆ ที่หนังสือออกซึ่งผู้เขียนไม่ได้ให้ความสนใจจะขายลิขสิทธิ์ เพราะหนังสือ The Fountainhead ถูกปู้ยี่ปู้ยำในฉบับหนังโดยพระเอกแกรี่ คูเปอร์มาก่อนในปี 1949 จวบจนสมัยของรัดดี้เป็นต้นมาซึ่งแรนด์ครั้งหนึ่งก็เคยยื่นมือไปขัดขวางคว่ำหนังเสียเอง ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตในปี 1982 แม้หนังจะยังไม่ได้สร้างแต่หนังสือเล่มนี้ยังคงขายดิบขายดี เป็นที่ชื่นชอบของนักอ่านทั่วโลก ติดอันดับหนึ่งในร้อยเล่มแรกของรายนามหนังสือที่นักอ่านเลือกจากโมเดิร์นไลบรารี่ ส่วนเพนกวินคลาสสิกมีเฮ เพราะเพิ่งได้ลิขสิทธิ์หนังสือมาตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสำนักพิมพ์

Atlas Shrugged ฉบับหนังจะออกฉายในปี 2008 อำนวยการสร้างโดยโฮเวิร์ดและคาเรน บัลด์วิน โปรดิวเซอร์จากภาพยนตร์ Ray เขียนบทดั้งเดิมโดยเจมส์ ฮาร์ต พัฒนาต่อโดยแรนดอลล์ วอลเลซ ผู้เขียน Brave Heart ออกเงินให้โดยไลออนส์เกทเอนเตอร์เทนเมนต์ นำแสดงโดยคู่พระนางแห่งฮอลลีวูด แบรด พิตต์ และแอนเจลิน่า โจลี่ โปรดติดตาม

ญี่ปุ่นมาแรงในตลาดนิยายเกาหลี - โพสต์เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 50

ตลาดหนังสือไทยอาจเต็มไปด้วยหนังสือที่แปลหรือเลียนแบบจาก ญี่ปุ่น/เกาหลี แต่มาดูบ้างว่าตลาดหนังสือเกาหลีนั้นถูกระบาดโดยใคร

เกาหลีมีนวนิยายแปลจากญี่ปุ่นออกมาตีตลาดมากมาย ในอันดับหนังสือขายดีนั้น นิยายแปลญี่ปุ่นติด 3 ใน 10 ทีเดียว แต่ก่อนนั้น งานแปลจากญี่ปุ่นมีแต่นักเขียนดังเช่น มุราคามิ, บานานา โยชิโมโต, คาโอริ เอคุนิ แต่ช่วงหลังมีงานจากนักเขียนหน้าใหม่รุ่นใหม่เช่นกัน

ส่วนสาเหตุที่งานจากญี่ปุ่นบุกตลาดเกาหลีได้ โกเรียเฮราลด์ เห็นว่าด้วยงานญี่ปุ่นเสนอความแปลกใหม่และจินตนาการ ทำให้ชนะใจนักอ่านเกาหลี

จิปาถะ - โพสต์เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 50

* 2006's Best Reviewed Books รวบรวมโดย metacritic จากการรีวิวผ่านสื่อสิ่งพิมพ์

* รัฐบาลมาเลเซีย ตั้งเป้ารณรงค์ให้คนอ่านหนังสือปีละ 10 เล่มภายในปี 2010 หลังจากปีที่แล้วผลสำรวจบอกว่าคนมาเลเซียอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 5 เล่ม รัฐมนตรีช่วยด้านศิลปะวัฒนธรรมมาเลเซียกล่าวว่าประเทศเช่นอังกฤษและญี่ปุ่นนั้น คนอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 20 เล่ม ส่วนบ้านเรานั้นเห็นจะมีแต่การกระตุ้นว่าให้ซื้อหนังสือลดราคาปีละสองครั้ง

* สำนักพิมพ์ไทยคาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ในปีนี้   ข่าวบอกว่าคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละเล่มครึ่ง ธนะชัย สันติชัยกูล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยกล่าวว่ารัฐบาลควรสนับสนุนการอ่าน และเน้นให้คนซื้อหนังสือ แทนการเพิ่มจำนวนห้องสมุด ?!?!?

* ชี้หนังสือเรียนแพงเกินคุณภาพ ข่าวไทยรัฐรายงานว่า "จากการวิเคราะห์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เห็นว่า หนังสือมีราคาที่สูงเกินกว่าคุณภาพ และเนื้อหาสาระยังไม่ทันสมัยเท่าที่ควร ... น่าจะมีมาตรการดูแลราคาให้เหมาะสม ... ไม่ต้องการที่จะกำหนดราคาเดียวตายตัว ขณะเดียวกัน ต้องการให้วิเคราะห์การจัดซื้อหนังสือเรียน และหนังสือส่งเสริมการอ่านในสถานศึกษาด้วย"

* กศน.เร่งแก้ปัญหากลุ่มคนไม่รู้หนังสือ ข่าวไทยรัฐ "กลุ่มชาวไทยมุสลิมที่พบว่ามีปัญหายังไม่สามารถอ่านออกเขียนภาษาไทยได้นั้น จะใช้อาสาสมัครชาวบ้านเข้ามาร่วมด้วย ... ใครก็ตามที่อ่านออก และเขียนภาษาไทยได้แม้จะไม่มีอาชีพเป็นครู กศน.จะจ้างเหมารายหัว ใครไปสอนผู้ที่ไม่รู้หนังสือภาษาไทยจนอ่านออกเขียนได้จะได้รับค่าตอบแทนจาก กศน.หัวละ 500 บาท"

* ตั้งสถาบันอุตสาหกรรมศิลปะ พัฒนางานวัฒนธรรม โดยหนึ่งในสาขาที่จะได้รับการสนับสนุนคือสิ่งพิมพ์ ข่าวจากไทยรัฐ

* สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด แต่งตั้งให้ซีเอ็ดเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือและสื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของสำนักพิมพ์ ม.ออกซ์ฟอร์ด แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ตั้งแต่ต้นปี 2550

* ชมโปสเตอร์แสนสวย National Poetry Month 2007 และโปสเตอร์ในปีที่ผ่านๆ มา

* ไปดูหนังสือแพงที่สุดของปี 2006 ซึ่งมีเช่นแผนที่ของพโทเลมี และงานของกวี Rimbaud   ต้นฉบับที่มีรูปวาดมักขายได้ราคางามมาก เล่มที่แพงที่สุดในทุกวันนี้คือ Codex Leicester ของลีโอนาโด ดาวินชี ซึ่งเป็นสมุดบันทึกที่มีรูปวาดและข้อเขียนด้านวิทยาศาสตร์ ที่บิลล์ เกตส์ ซื้อไปในปี 1994 ด้วยราคา 30.8 ล้านเหรียญสหรัฐ

* จัดแฟ้มหนังสือที่ LibraryThing

* Independent Foreign Fiction Prize longlist

* ทดสอบความรู้เรื่องหนังสืออังกฤษในปี 2006 จากการ์เดียน

* ทดสอบความรู้เรื่อง โรอัลด์ ดาห์ล จากการ์เดียน

* ทดสอบความรู้เรื่องนักเขียนสก็อตแลนด์ จากการ์เดียน

* นิทรรศการหนังสือ ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่าฯ
 

 

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ