* home   Plagiarism
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ
 
Copy and Paste
book
My books need no one to accuse or judge you:
the page which is yours stands up against you
and says, "You are a thief."

-- Marcus Valerius Martialis, Latin poet (c. 40 - 103)
from Epigrams (bk. I, ep. 53)

บังเอิญแปลเหมือนกัน : Metro Life - โพสต์เมื่อ 7 ธันวาคม 50

สกู๊ปประจำฉบับของ Metro Life (บ.ก. บริหาร ต่อพงษ์ เศวตามร์) วันที่ 20 กรกฎาคม 2550 เรื่อง Life Style in Community Mall เรื่องโดย ศิวพร ปิยะศรีสวัสดิ์ ลงบางตอนจากหนังสือ The Lucky Shopping Manual ซึ่งลงเครดิตไว้ว่าแปลมาจากหนังสือเล่มนี้ (เครดิตไม่ได้บอกว่าส่วนนี้ใครเป็นผู้แปล) แต่ฉบับแปลช่างใช้ถ้อยคำเหมือนเฟลิซิตี้เสียจริง อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ใช่ไหม

เฟลิซิตี้แปลเผยแพร่เมื่อ 1 ธันวาคม 2547

จาก Metro Life ก่อนชอปปิ้ง

  1. ต้องลอง ลองใส่ ลองนั่ง (เฟลิซิตี้ : ลองใส่ดูเสมอ และลองนั่งดูด้วย ต้นฉบับ : Always try it on, and always sit down in it.)
  2. ตรวจสอบนโยบายการคืนสินค้าของทางร้าน (เฟลิซิตี้ : แปลเหมือน Metro Life ทุกคำ ต้นฉบับ : Be sure you know about the store's return policy.)
  3. หากไม่แน่ใจกับสินค้าราคาแพงมาก ให้รอ 24 ชั่วโมงเพื่อชั่งใจอีกที (เฟลิซิตี้ : แปลเหมือน Metro Life ทุกคำ ยกเว้นคำสุดท้ายแปลว่า "อีกครั้ง" ต้นฉบับ : If you're unsure about a big-ticket item, put it on hold for 24 hours and think it over.)
  4. อย่าซื้อของเพราะเห็นว่าราคาถูก (เฟลิซิตี้ : อย่าซื้อของที่ไม่ทำให้เราดูดีขึ้น หรือใส่ไม่สบาย ไม่ว่าจะนำแฟชั่นอย่างไรก็ตาม ต้นฉบับ : Don't buy anything that doesn't flatter you or isn't comfortable, no matter how of-the-moment it is.)
  5. ถ้าต้องหาเหตุผลชักชวนตัวเองให้ซื้อสินค้าชิ้นนั้นก็อย่าได้ซื้อ (เฟลิซิตี้ : แปลเหมือน Metro Life ทุกคำ ต้นฉบับ : If you have to talk yourself into a purchase in the dressing room, pass on it.)
  6. ในภาวะฉุกเฉินที่ต้องชอปปิ้ง ให้หารูปทรงหรือยี่ห้อที่เรารู้ว่าเราจะมั่นใจได้แน่ (เฟลิซิตี้ : แปลเหมือน Metro Life ทุกคำ ยกเว้นเฟลิซิตี้สะกดว่า ช้อปปิ้ง ต้นฉบับ : In a shopping emergency, go for shapes or labels you know you can count on.)
  7. ถ้าเราไม่มีเสื้อผ้ามาใส่คู่กับสินค้าชิ้นนั้นก็อย่าได้ซื้อ (เฟลิซิตี้ : แปลเหมือน Metro Life ทุกคำ ต้นฉบับ : If there's nothing in your closet to wear with it, skip it.)
  8. สินค้าที่น่าทึ่งมากๆ ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนจะหมดไปเร็วมาก ดังนั้นหากตกหลุมรักแล้วให้ซื้อทันที (เฟลิซิตี้ : แปลเหมือน Metro Life ทุกคำ ต้นฉบับ : Really amazing one-of-a-kind items will disappear; if you fall in love with one, buy it right away.)
  9. อย่าซื้อของที่เราเห็นว่าคนอื่นใส่แล้วดูดี (เฟลิซิตี้ : แปลเหมือน Metro Life ทุกคำ ต้นฉบับ : Never purchase something just because it looks good on someone else.)
  10. ถ้าตัดใจไม่ขาดจากข้าวของอะไรก็ตามให้กลับไปซื้อเสีย (เฟลิซิตี้ : แปลเหมือน Metro Life ทุกคำ ต้นฉบับ : If you can't stop thinking about an item, go back and get it instantly.)

สิ้นคิด ? : มติชน เซ็คชันบันเทิง - โพสต์เมื่อ 17 กันยายน 48

ข่าว 6 เล่มชิงดำ The Man Booker Prize 2005 อีกหนึ่งสุดยอดรางวัลจากอังกฤษ จาก มติชน 17 กันยายน 2548 เซคชั่นบันเทิง

* นักเขียนรุ่นใหญ่หลายคนที่ต้องจูงมือกันกลับบ้านก่อน อาทิ แมคอีวาน รัชดี -มติชน (ฉบับเฟลิซิตี้ นักเขียนใหญ่อย่างแมคอีวาน รัชดี และคูทซี่จูงมือกันกลับบ้านก่อน)

Arthur & George ของ จูเลี่ยน บาร์นส

* เข้มข้นทั้งในแง่ของเนื้อหาและโทนเสียง -มติชน (ฉบับเฟลิซิตี้ เข้มข้นขึ้นในเนื้อหาและโทนเสียง)
* เริ่มเรื่องในปลายศตวรรษที่สิบเก้า และเล่าเรื่องสลับกันในวัยเด็กของตัวละครทั้งสอง -มติชน (ฉบับเฟลิซิตี้ เริ่มเรื่องในปลายศตวรรษที่สิบเก้า เขาเล่าเรื่องสลับกันในวัยเด็กของตัวละครทั้งสอง)
www.faylicity.com/book/book1/arthur.html

Never Let Me Go ของ คาซาโอะ อิชิกุโระ

* หนังสือยังทิ้งคำถามคาใจทางศีลธรรมไว้ให้ผู้อ่านได้คิด -มติชน (ฉบับเฟลิซิตี้ หนังสือยังทิ้งคำถามคาใจทางศีลธรรมไว้อย่างน่าคิดนัก)
* เป็นนิยายสะท้อนศีลธรรมแนววิทยาศาสตร์ -มติชน (ฉบับเฟลิซิตี้ เป็นนิยายสะท้อนศีลธรรมในแนววิทยาศาสตร์)
www.faylicity.com/book/book1/mego.html

The Accidental ของ อาลี สมิท

* โดดเด่นเรื่องของการบรรยายที่เน้นทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึก -มติชน (ฉบับเฟลิซิตี้ โดดเด่นในภาษาและโครงสร้างวิธีบรรยายเพื่อเน้นความรู้สึกในการอ่าน)
* การผูกเรื่องยังเป็นการเผยปมทีละนิดเพื่อชวนให้ติดตาม -มติชน (ฉบับเฟลิซิตี้ ผูกเรื่องด้วยการเผยทีละนิดให้ชวนติดตาม)
www.faylicity.com/book/book1/accident.html

สิ้นคิด ? : เนชั่นบุ๊คส์ - โพสต์เมื่อ 29 มีนาคม 48

บทประชาสัมพันธ์หนังสือแปล โจนาธาน สเตรนจ์ กับมิสเตอร์นอร์เรล ใน Nation Book World (สิ่งพิมพ์เผยแพร่ในโอกาสสัปดาห์หนังสือของเนชั่นบุ๊คส์) คัดลอกข้อความในบทแนะนำหนังสือจากเฟลิซิตี้ไปหลายตอน ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าหนังสือแปลที่กะขายให้เปรี้ยงชุดนี้ สำนักพิมพ์จะไม่มีปัญญาเขียนประชาสัมพันธ์ด้วยถ้อยคำของตัวเองได้

ตัวอย่างตอนที่ลอกไปแบบคำต่อคำ

* การใช้เชิงอรรถในการอธิบายประวัติศาสตร์ซ้อนประวัติศาสตร์ที่สร้างความน่าสนใจให้เนื้อเรื่องอย่างกลมกลืน
* ทั้งยังสามารถสร้างวรรณศิลป์ในภาษาและคงการเล่าเรื่องที่สนุกสนานตื่นเต้นจนจบเล่มได้
* โจนาธาน สเตรนจ์ พ่อมดที่คุณจะหลงรักในความขี้เล่น บ้าบิ่น และอุกอาจ
* มีส่วนผสมของประวัติศาสตร์และแฟนตาซี
* เสน่ห์โดดเด่นด้วยน้ำเสียงการเล่าเรื่อง
* โด่งดังไปทั่วพื้นฟ้าสีเทา

สิ้นคิด ? : GM+ - โพสต์เมื่อ 29 มีนาคม 48

GM+ ฉบับ 296 คัดลอกจากเฟลิซิตี้ไปแบบ Copy and Paste เรื่องงานเขียนของ คำ ผกา ดังนี้

"งานเขียนรวมเล่มจากคอลัมน์ชื่อเดียวกันนี้ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ เนื้อหาโดยส่วนใหญ่เป็นงานวิจารณ์ ที่สืบค้นที่มาของแบบฉบับผู้หญิงในอุดมคติสังคมไทยโดยผ่านการอ่านนวนิยายที่เรียกกันว่าเป็นนวนิยายน้ำเน่า หยิบยกเอานวนิยายหลายเล่มมาพิจารณา โดยมองทั้งในปี พ.ศ. ที่เขียน มองด้านการเมืองการปกครอง สังคม ชนชั้น เพศและความสัมพันธ์ทางเพศ จริยธรรม ศีลธรรม และอิทธิพลของงานวรรณกรรมต่างประเทศที่มีผลต่อตัวละครของนวนิยายไทย"
-- จากหน้า 117 GM+ ตุลาคม 2004

เอาไปใช้ ให้เครดิต - โพสต์เมื่อ 1 มีนาคม 48

ข่าวหนังสือในเฟลิซิตี้เขียนให้อ่านกันฟรี ใครจะคัดลอกข่าวหนังสือบางข่าวที่สนใจเอาไปใช้ เผยแพร่ เฟลิซิตี้ยินดีค่ะ เวลานำไปใช้ก็ขอให้ลงว่านำมาจาก Faylicity.com เป็นการให้เครดิตตามมารยาทที่ควรมี

ดอทเฟย์เคยเข้าใจว่าผู้ที่เป็นนักเขียนอาชีพย่อมทราบดีว่า การนำงานเขียนของผู้อื่นไปใช้โดยไม่ให้เครดิต (plagiarism) เป็นการกระทำผิดร้ายแรงในอาชีพนักเขียน

แต่เห็นจะเข้าใจผิดไปมาก จะทำความเข้าใจเสียใหม่ค่ะ

บังเอิญหรือสิ้นคิด : แวดวงใน โพสต์ทูเดย์ - โพสต์เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 48

แวดวง โดย เคอร์มิท     โพสต์ Today ฉบับวันที่ 19 ก.พ. 2548

ข่าวนี้เป็นข่าวดีที่น่าส่งเสริมอีกข่าว โดยหนังสือพิมพ์พี่-น้องของเราเอง อย่างบางกอกโพสต์ ลงข่าวเรื่อง "สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย" หวังจะให้ "กรุงเทพฯ" กลายเป็น "เมืองหลวงหนังสือโลก" ภายในปี 2551 คล้ายๆ กับที่รัฐบาลรณรงค์ให้กรุงเทพฯ กลายเป็น "เมืองแฟชั่น" เป็น "ครัวไทย ครัวโลก" นั่นแหละ *** โดยก่อนหน้านี้มีเมืองที่เคยได้รับเกียรติเป็น "เมืองหลวงหนังสือโลก" ได้แก่ "กรุงมาดริด" ประเทศสเปน ซึ่งได้ไปในปี 2544 "เมืองอเล็กซานเดรีย" ของประเทศกรีซ (ไม่ใช่ค่ะ อเล็กซานเดรียเป็นเมืองของอียิปต์ - Fay) ปี 2545 "กรุงนิวเดลี" ประเทศอินเดีย ปี 2546 ส่วน "เมืองแอนต์เวิร์ป" ประเทศเบลเยียม ได้ไปในปี 2547 และล่าสุด "เมืองมอนทรีอัล" เป็น "เมืองหลวงหนังสือโลก" ในปี 2548 *** ซึ่ง สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ของไทย เตรียมยื่นความประสงค์นี้ต่อยูเนสโก ผู้พิจารณาคัดเลือกโดยดูจากข้อกำหนดต่างๆ เช่น ศักยภาพของตลาดหนังสือ จำนวนสำนักพิมพ์ จำนวนคนอ่าน จำนวนห้องสมุด ที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ *** สิ่งที่ "ธนะชัย สันติชัยกูล" นายกสมาคมฯ น่าจะเริ่มรณรงค์ให้มีเพิ่มขึ้นเป็นอย่างแรก ได้แก่ ห้องสมุด ซึ่งยังคงมีเป็นจำนวนน้อย และคุณภาพอาจจะไม่ "เข้าตา" กรรมการ เขาบอกว่า หากกรุงเทพฯ ได้เป็นเมืองหลวงหนังสือโลก ไทยเราจะได้เป็นทางเลือกของสำนักพิมพ์ในเอเชีย เพิ่มจาก 4 ประเทศชั้นนำ คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และอินเดีย และมีโอกาสในการเผยแพร่เรื่องราวของนักเขียนไทยออกไปสู่ตลาดเอเชีย และตลาดโลกได้มากขึ้น *** ทว่า ปัญหาและอุปสรรคของเรื่องนี้ก็ยังมีอยู่มาก อย่างเช่น ผลสำรวจล่าสุดของ "ยูเนสโก" ที่พบข้อมูลการอ่านของคนไทยจากการสำรวจไว้เองว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 8 บรรทัด โดย "สำนักงานสถิติแห่งชาติ" ของไทยเองก็ได้ทำการสำรวจพบว่า "คนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือประมาณ 3 นาทีต่อปี" เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เป็นตลาดหนังสือที่ใหญ่ที่สุดของโลก อย่าง "อเมริกา" ประชากรของเขาใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ย 109 ชั่วโมงต่อปี *** ข้อมูลในด้านบวกของวงการหนังสือไทย ได้แก่ ปริมาณในการพิมพ์หนังสือ โดยในปีที่แล้ว ประเทศไทยออกหนังสือมาทั้งหมด 11,680 เรื่อง เพิ่มจากปีที่แล้วถึง 14.29 เปอร์เซนต์ และนายกสมาคมฯ เชื่อว่า ในอนาคต ตลาดหนังสือไทยจะเติบโตขึ้นอีก โดยคาดว่าจะมียอดตีพิมพ์ถึง 1 แสนเรื่องต่อ ณ ปริมาณนี้ จะทำให้ไทยกลายเป็นตลาดหนังสือที่ใหญ่และสำคัญแห่งหนึ่งของเอเชียและของโลก คนเราฝันสูงเอาไว้ ดีกว่าไร้ความฝันและไร้หวังเสียเลย จริงมั้ย เคอร์มิท ขอ "หนับหนุน" ด้วยคน ชาวแวดวงก็สามารถช่วยได้ ด้วยการเริ่มอ่านหนังสือเพิ่มเป็นวันละ 10 บรรทัด ดีมั้ย....


* กรุงเทพอยากเป็นเมืองหลวงหนังสือของโลก - โพสต์เมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 48

สืบเนื่องจากคอลัมน์หนังสือใน Mars - โพสต์เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 48

สืบเนื่องจากข่าวที่ตามมานี้ คุณปรายฝนส่งเมลมาขอโทษ เธอรับผิดและเสียใจมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น ดอทเฟย์รับคำขอโทษและไม่ติดค้างใจกับคุณปรายฝน ทั้งนับถือน้ำใจของเธอที่ขอโทษมา

บังเอิญหรือสิ้นคิด : คอลัมน์หนังสือใน Mars - โพสต์เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 48

คอลัมน์หนังสือในนิตยสาร Mars (บ.ก. พชร สมุทวณิช) เขียนข่าวได้ใจตรงกันกับดอทอย่างยิ่ง เหมือนหรือไม่เหมือนแค่ไหนคนอ่านตัดสินเองได้ ดังบางตัวอย่างที่ยกมาในที่นี้ (จากที่มีอย่างต่อเนื่องเกือบทุกฉบับ)

กวีอายุสั้น?
เรื่อง > ปรายฝน

เจมส์ คอฟแมน นักวิจัยอเมริกันศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับบรรดานักเขียนเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า กวีมีอายุสั้นกว่านักเขียนประเภทอื่น โดยเจาะจงไปที่นักเขียนชาวอเมริกา จีน ตุรกี และยุโรปตะวันออกจากหลายศตวรรษจำนวนทั้งหมด 1,987 คน ปรากฏว่า โดยเฉลี่ยแล้วกวีจะมีอายุสูงสุด 62 ปี, นักเขียนบทละคร 63 ปี, นักเขียนนวนิยาย 66 ปี และนักเขียนที่ไม่ใช่ประเภทนวนิยาย 68 ปี ทั้งนี้คอฟแมนไม่ได้ระบุสาเหตุของการตาย แต่พบว่าเหล่ากวีหญิงมักต้องทนทุกข์จากอาการป่วยทางจิตมากกว่านักเขียนประเภทอื่น รวมทั้งมากกว่าผู้หญิงที่มีชื่อเสียงในด้านอื่นๆ อีกด้วย
www.marsmag.net/s1000_obj/front_page/page/65.html?content_id=757

-- กวีอายุสั้น ? - โพสต์เมื่อ 1 พฤษภาคม 47 จาก Faylicity

ไดอารี่
เรื่อง > ปรายฝน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ผู้ที่เขียนไดอารี่เป็นประจำทำให้เกิดอาการประสาทเสียได้มากกว่าคนไม่เขียนไดอารี่ทั่วๆ ไป!

Elaine Duncan และ David Sheffield ผู้วิจัยและนักจิตวิทยาชาวอังกฤษได้ค้นพบว่า ผู้ที่เขียนไดอารี่เป็นประจำมักจะป่วยด้วยอาการปวดหัว นอนไม่หลับ มีปัญหาเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหาร หรือทำตัวแปลกๆ ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมากกว่าคนที่ไม่เขียนบันทึกอะไรเลย

นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดยังพบว่า คนที่มีสุขภาพแย่ที่สุดมักเป็นพวกที่เขียนประสบการณ์สะเทือนใจลงในไดอารี่ อย่างไรก็ดี, ผลการศึกษาครั้งนี้ไม่ได้บอกถึงสาเหตุที่แท้จริง และยังขัดกับความเชื่อแบบเดิมๆ ที่ว่า การเขียนบันทึกช่วยระบายความในใจและให้เวลาในการทำความเข้าใจกับเรื่องราวแย่ๆ ได้มากขึ้น

แต่เอาเถอะ, ผลการศึกษานี้คงช่วยทำให้เราเข้าใจความประสาทเสียของสาวๆ ผู้หลงรักการเขียนไดอารี่อย่างบริดเจ็ด โจนส์ หรือคนอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น
www.marsmag.net/s1000_obj/front_page/page/65.html?content_id=1041

-- อาการป่วยของคนเขียนไดอารี่ - โพสต์เมื่อ 16 กันยายน 47 จาก Faylicity
 

 

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ