|
the page which is yours stands up against you and says, "You are a thief." -- Marcus Valerius Martialis, Latin poet (c. 40 - 103)
สกู๊ปประจำฉบับของ Metro Life (บ.ก. บริหาร ต่อพงษ์ เศวตามร์) วันที่ 20 กรกฎาคม 2550 เรื่อง Life Style in Community Mall เรื่องโดย ศิวพร ปิยะศรีสวัสดิ์ ลงบางตอนจากหนังสือ The Lucky Shopping Manual ซึ่งลงเครดิตไว้ว่าแปลมาจากหนังสือเล่มนี้ (เครดิตไม่ได้บอกว่าส่วนนี้ใครเป็นผู้แปล) แต่ฉบับแปลช่างใช้ถ้อยคำเหมือนเฟลิซิตี้เสียจริง อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ใช่ไหม เฟลิซิตี้แปลเผยแพร่เมื่อ 1 ธันวาคม 2547 จาก Metro Life ก่อนชอปปิ้ง
ข่าว จาก มติชน 17 กันยายน 2548 เซคชั่นบันเทิง * นักเขียนรุ่นใหญ่หลายคนที่ต้องจูงมือกันกลับบ้านก่อน อาทิ แมคอีวาน รัชดี -มติชน (ฉบับเฟลิซิตี้ นักเขียนใหญ่อย่างแมคอีวาน รัชดี และคูทซี่จูงมือกันกลับบ้านก่อน) Arthur & George ของ จูเลี่ยน บาร์นส * เข้มข้นทั้งในแง่ของเนื้อหาและโทนเสียง -มติชน (ฉบับเฟลิซิตี้ เข้มข้นขึ้นในเนื้อหาและโทนเสียง)
Never Let Me Go ของ คาซาโอะ อิชิกุโระ * หนังสือยังทิ้งคำถามคาใจทางศีลธรรมไว้ให้ผู้อ่านได้คิด -มติชน
(ฉบับเฟลิซิตี้ หนังสือยังทิ้งคำถามคาใจทางศีลธรรมไว้อย่างน่าคิดนัก)
The Accidental ของ อาลี สมิท * โดดเด่นเรื่องของการบรรยายที่เน้นทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึก -มติชน
(ฉบับเฟลิซิตี้
โดดเด่นในภาษาและโครงสร้างวิธีบรรยายเพื่อเน้นความรู้สึกในการอ่าน)
บทประชาสัมพันธ์หนังสือแปล โจนาธาน สเตรนจ์ กับมิสเตอร์นอร์เรล ใน Nation Book World (สิ่งพิมพ์เผยแพร่ในโอกาสสัปดาห์หนังสือของเนชั่นบุ๊คส์) คัดลอกข้อความในบทแนะนำหนังสือจากเฟลิซิตี้ไปหลายตอน ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าหนังสือแปลที่กะขายให้เปรี้ยงชุดนี้ สำนักพิมพ์จะไม่มีปัญญาเขียนประชาสัมพันธ์ด้วยถ้อยคำของตัวเองได้ ตัวอย่างตอนที่ลอกไปแบบคำต่อคำ * การใช้เชิงอรรถในการอธิบายประวัติศาสตร์ซ้อนประวัติศาสตร์ที่สร้างความน่าสนใจให้เนื้อเรื่องอย่างกลมกลืน
GM+ ฉบับ 296 คัดลอกจากเฟลิซิตี้ไปแบบ Copy and Paste เรื่องงานเขียนของ คำ ผกา ดังนี้ "งานเขียนรวมเล่มจากคอลัมน์ชื่อเดียวกันนี้ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ เนื้อหาโดยส่วนใหญ่เป็นงานวิจารณ์ ที่สืบค้นที่มาของแบบฉบับผู้หญิงในอุดมคติสังคมไทยโดยผ่านการอ่านนวนิยายที่เรียกกันว่าเป็นนวนิยายน้ำเน่า หยิบยกเอานวนิยายหลายเล่มมาพิจารณา โดยมองทั้งในปี พ.ศ. ที่เขียน มองด้านการเมืองการปกครอง สังคม ชนชั้น เพศและความสัมพันธ์ทางเพศ จริยธรรม ศีลธรรม และอิทธิพลของงานวรรณกรรมต่างประเทศที่มีผลต่อตัวละครของนวนิยายไทย"
ข่าวหนังสือในเฟลิซิตี้เขียนให้อ่านกันฟรี ใครจะคัดลอกข่าวหนังสือบางข่าวที่สนใจเอาไปใช้ เผยแพร่ เฟลิซิตี้ยินดีค่ะ เวลานำไปใช้ก็ขอให้ลงว่านำมาจาก Faylicity.com เป็นการให้เครดิตตามมารยาทที่ควรมี ดอทเฟย์เคยเข้าใจว่าผู้ที่เป็นนักเขียนอาชีพย่อมทราบดีว่า การนำงานเขียนของผู้อื่นไปใช้โดยไม่ให้เครดิต (plagiarism) เป็นการกระทำผิดร้ายแรงในอาชีพนักเขียน แต่เห็นจะเข้าใจผิดไปมาก จะทำความเข้าใจเสียใหม่ค่ะ
แวดวง โดย เคอร์มิท โพสต์ Today ฉบับวันที่ 19 ก.พ. 2548 ข่าวนี้เป็นข่าวดีที่น่าส่งเสริมอีกข่าว โดยหนังสือพิมพ์พี่-น้องของเราเอง อย่างบางกอกโพสต์ ลงข่าวเรื่อง "สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย" หวังจะให้ "กรุงเทพฯ" กลายเป็น "เมืองหลวงหนังสือโลก" ภายในปี 2551 คล้ายๆ กับที่รัฐบาลรณรงค์ให้กรุงเทพฯ กลายเป็น "เมืองแฟชั่น" เป็น "ครัวไทย ครัวโลก" นั่นแหละ *** โดยก่อนหน้านี้มีเมืองที่เคยได้รับเกียรติเป็น "เมืองหลวงหนังสือโลก" ได้แก่ "กรุงมาดริด" ประเทศสเปน ซึ่งได้ไปในปี 2544 "เมืองอเล็กซานเดรีย" ของประเทศกรีซ (ไม่ใช่ค่ะ อเล็กซานเดรียเป็นเมืองของอียิปต์ - Fay) ปี 2545 "กรุงนิวเดลี" ประเทศอินเดีย ปี 2546 ส่วน "เมืองแอนต์เวิร์ป" ประเทศเบลเยียม ได้ไปในปี 2547 และล่าสุด "เมืองมอนทรีอัล" เป็น "เมืองหลวงหนังสือโลก" ในปี 2548 *** ซึ่ง สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ของไทย เตรียมยื่นความประสงค์นี้ต่อยูเนสโก ผู้พิจารณาคัดเลือกโดยดูจากข้อกำหนดต่างๆ เช่น ศักยภาพของตลาดหนังสือ จำนวนสำนักพิมพ์ จำนวนคนอ่าน จำนวนห้องสมุด ที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ *** สิ่งที่ "ธนะชัย สันติชัยกูล" นายกสมาคมฯ น่าจะเริ่มรณรงค์ให้มีเพิ่มขึ้นเป็นอย่างแรก ได้แก่ ห้องสมุด ซึ่งยังคงมีเป็นจำนวนน้อย และคุณภาพอาจจะไม่ "เข้าตา" กรรมการ เขาบอกว่า หากกรุงเทพฯ ได้เป็นเมืองหลวงหนังสือโลก ไทยเราจะได้เป็นทางเลือกของสำนักพิมพ์ในเอเชีย เพิ่มจาก 4 ประเทศชั้นนำ คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และอินเดีย และมีโอกาสในการเผยแพร่เรื่องราวของนักเขียนไทยออกไปสู่ตลาดเอเชีย และตลาดโลกได้มากขึ้น *** ทว่า ปัญหาและอุปสรรคของเรื่องนี้ก็ยังมีอยู่มาก อย่างเช่น ผลสำรวจล่าสุดของ "ยูเนสโก" ที่พบข้อมูลการอ่านของคนไทยจากการสำรวจไว้เองว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 8 บรรทัด โดย "สำนักงานสถิติแห่งชาติ" ของไทยเองก็ได้ทำการสำรวจพบว่า "คนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือประมาณ 3 นาทีต่อปี" เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เป็นตลาดหนังสือที่ใหญ่ที่สุดของโลก อย่าง "อเมริกา" ประชากรของเขาใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ย 109 ชั่วโมงต่อปี *** ข้อมูลในด้านบวกของวงการหนังสือไทย ได้แก่ ปริมาณในการพิมพ์หนังสือ โดยในปีที่แล้ว ประเทศไทยออกหนังสือมาทั้งหมด 11,680 เรื่อง เพิ่มจากปีที่แล้วถึง 14.29 เปอร์เซนต์ และนายกสมาคมฯ เชื่อว่า ในอนาคต ตลาดหนังสือไทยจะเติบโตขึ้นอีก โดยคาดว่าจะมียอดตีพิมพ์ถึง 1 แสนเรื่องต่อ ณ ปริมาณนี้ จะทำให้ไทยกลายเป็นตลาดหนังสือที่ใหญ่และสำคัญแห่งหนึ่งของเอเชียและของโลก คนเราฝันสูงเอาไว้ ดีกว่าไร้ความฝันและไร้หวังเสียเลย จริงมั้ย เคอร์มิท ขอ "หนับหนุน" ด้วยคน ชาวแวดวงก็สามารถช่วยได้ ด้วยการเริ่มอ่านหนังสือเพิ่มเป็นวันละ 10 บรรทัด ดีมั้ย.... * กรุงเทพอยากเป็นเมืองหลวงหนังสือของโลก - โพสต์เมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 48
สืบเนื่องจากข่าวที่ตามมานี้ คุณปรายฝนส่งเมลมาขอโทษ เธอรับผิดและเสียใจมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น ดอทเฟย์รับคำขอโทษและไม่ติดค้างใจกับคุณปรายฝน ทั้งนับถือน้ำใจของเธอที่ขอโทษมา
คอลัมน์หนังสือในนิตยสาร Mars (บ.ก. พชร สมุทวณิช) เขียนข่าวได้ใจตรงกันกับดอทอย่างยิ่ง เหมือนหรือไม่เหมือนแค่ไหนคนอ่านตัดสินเองได้ ดังบางตัวอย่างที่ยกมาในที่นี้ (จากที่มีอย่างต่อเนื่องเกือบทุกฉบับ) กวีอายุสั้น?
เจมส์ คอฟแมน นักวิจัยอเมริกันศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับบรรดานักเขียนเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า กวีมีอายุสั้นกว่านักเขียนประเภทอื่น โดยเจาะจงไปที่นักเขียนชาวอเมริกา จีน ตุรกี และยุโรปตะวันออกจากหลายศตวรรษจำนวนทั้งหมด 1,987 คน ปรากฏว่า โดยเฉลี่ยแล้วกวีจะมีอายุสูงสุด 62 ปี, นักเขียนบทละคร 63 ปี, นักเขียนนวนิยาย 66 ปี และนักเขียนที่ไม่ใช่ประเภทนวนิยาย 68 ปี ทั้งนี้คอฟแมนไม่ได้ระบุสาเหตุของการตาย แต่พบว่าเหล่ากวีหญิงมักต้องทนทุกข์จากอาการป่วยทางจิตมากกว่านักเขียนประเภทอื่น รวมทั้งมากกว่าผู้หญิงที่มีชื่อเสียงในด้านอื่นๆ อีกด้วย
-- กวีอายุสั้น ? - โพสต์เมื่อ 1 พฤษภาคม 47 จาก Faylicity ไดอารี่
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ผู้ที่เขียนไดอารี่เป็นประจำทำให้เกิดอาการประสาทเสียได้มากกว่าคนไม่เขียนไดอารี่ทั่วๆ ไป! Elaine Duncan และ David Sheffield ผู้วิจัยและนักจิตวิทยาชาวอังกฤษได้ค้นพบว่า ผู้ที่เขียนไดอารี่เป็นประจำมักจะป่วยด้วยอาการปวดหัว นอนไม่หลับ มีปัญหาเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหาร หรือทำตัวแปลกๆ ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมากกว่าคนที่ไม่เขียนบันทึกอะไรเลย นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดยังพบว่า คนที่มีสุขภาพแย่ที่สุดมักเป็นพวกที่เขียนประสบการณ์สะเทือนใจลงในไดอารี่ อย่างไรก็ดี, ผลการศึกษาครั้งนี้ไม่ได้บอกถึงสาเหตุที่แท้จริง และยังขัดกับความเชื่อแบบเดิมๆ ที่ว่า การเขียนบันทึกช่วยระบายความในใจและให้เวลาในการทำความเข้าใจกับเรื่องราวแย่ๆ ได้มากขึ้น แต่เอาเถอะ, ผลการศึกษานี้คงช่วยทำให้เราเข้าใจความประสาทเสียของสาวๆ ผู้หลงรักการเขียนไดอารี่อย่างบริดเจ็ด โจนส์ หรือคนอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น
-- อาการป่วยของคนเขียนไดอารี่ - โพสต์เมื่อ 16 กันยายน 47 จาก Faylicity
|